สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทิฏฐิ ปัจจุบัน 5_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทิฏฐิ ปัจจุบัน 5 เอาพระสูตรแรก พรหมชาลสูตร...พระไตรปิฎกเล่ม 9 อาตมาตั้งใจเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือ เพชรพุทธ 13 กะรัติ ประเด็นของ พรหมชาลสูตร ชาละแปลว่า ข่ายแห ยุ่งไปหมด ผู้ยังไม่เข้าใจ ก็คือผู้ที่ยุ่งอยู่ เพราะความไม่กระจ่างในความเห็น ที่แยกได้ 62 ประการ เป็นผู้ที่ยึดถือในภพอดีต 18 ยึดในภพอนาคต 44 รวม 62 อดีต คือสิ่งที่แล้วไปแล้ว อนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่คนที่ยังฟุ้งไปหา สิ่งที่ไปข้างหน้า เป็นมโนสัญเจตนา มันมีได้เรียกว่าจินตนาการ เรียกว่าความมุ่งหมาย ปรารถนาความคิดเห็น ถ้ามันมีพลังมาก ก็เรียกว่ามันยาก มันต้องการแรง ถ้ามันไม่มากก็เป็นความ ตั้งแนวคิดไว้เท่านั้น ไม่ตั้งมากมันก็ไม่ยาว ตัด จบ ง่าย ถ้าตั้งมากก็จะยาว หากอยากจะได้ ก็ตั้งไว้แรง และยาว หากไม่ตั้ง ก็ไม่มีพลังงานต่อ อดีตเป็นสิ่งที่เกิดแล้ว มันต้องเป็นอันทำ เป็นวิบากของใครของมัน จะเป็นอดีตที่ดีหรือไม่ดี มันก็จะมีผลกับคุณ จะไปแก้ไขอะไรไม่ได้ จะทำได้ก็เพียงปัจจุบัน ทำให้อนาคต เป็นตัวแปรของอดีตได้ ปัจจุบันคือตัวแปร ทำให้เจริญหรือเสื่อม ทำให้สุขหรือทุกข์ แก้ไขได้ตรงปัจจุบันกับอนาคต คนที่เข้าใจแล้ว ไม่ยุ่งกับอดีต มันจบไปแล้ว อย่าไปยุ่งกับอดีตอะไรมากมาย หากเป็นสิ่งไม่ดีควรเข็ด หากเป็นสิ่งที่ดี ก็ควรจะเป็นตัวอย่าง ให้ทำให้ดียิ่งขึ้นอีก อนาคตจึงประกอบด้วย ปัจจุบันกับอนาคต ที่เราควรสนใจ ปัจจุบันเป็นความจริงแท้กว่าอนาคต ปัจจุบันเป็นสิ่งที่เผชิญหน้า ระหว่างนี้ อย่าไปวอกแวก ทำให้ดีที่สุดของปัจจุบัน ที่สั้นที่สุด แล้วจะสะสมเป็นอดีต และจะมีผลส่งเสริม ผ่านอดีตกับปัจจุบันเป็นต้นทุน ไปเป็นอนาคตอีกเสมอๆ จะเป็นอย่างนี้ไป ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าสรุปว่า อดีตมี 18 อย่าง ไว้
อ่านต่อ
ค่อยลงรายละเอียด ในงานปลุกเสกฯ อนาคตมี 44 อย่าง ในอนาคตนี้ บวกปัจจุบันไว้ 5 เพราะฉะนั้นมันจะมีอนาคตจริงๆอยู่ 39 ปัจจุบัน 4 อย่างมี กาม และ ฌาน1 ฌาน2 ฌาน3 ฌาน4 และฌาน 1 2 3 4 นี่แหละยังแยกเป็นสอง ฌาน 1 2 3 4 อย่างมิจฉาทิฐิ กับ ฌาน 1 2 3 4 อย่างสัมมาทิฏฐิ
แวะที่มิจฉาทิฏฐิ ก่อน เขกกะโหลก 1 ที พวกที่ยึดมั่นถือมั่น กับการนั่งหลับตา นี่คือมิจฉาทิฏฐิ จะได้ ฌาน 1 2 3 4 ของมิจฉาทิฏฐิ เพราะถ้าหลับตาแล้วไม่มีกามคุณ 5 ก็จะไม่ครบ จะมาแย้งอยู่ทำไม เหตุผลเพียงเท่านี้ ก็น่าจะชัด พวกที่ได้แต่นั่งหลับตา ได้แต่อดีตกับอนาคต ที่ฟุ้งฝันไป แม้แต่ปัจจุบัน 5 ก็มีนิดหน่อยเอง ปัจจุบัน 5 เขาไม่มี จริงๆแล้วปัจจุบัน 5 ก็คือกาม แต่ตาคุณปิด หูไม่ได้ยิน กลิ่นไม่รับ รสก็ไม่รู้ ผัสสะเสียดสีไม่รู้ ก็ไม่มีปัจจุบันร่วมกับใคร มีแต่อยู่ในภพ ก็จะปรุงแต่งเป็นอะไรก็ได้ในนั้น ซ้อนอยู่ ปั้นสร้างเอง คิดเอง เป็นเองอยู่คนเดียว และก็บอกว่า เป็นได้ๆๆ ธัมมชโยวาดภาพ เส้นแสงสีเสียง พริ้วพราย มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเกินความจริงไป ไปปรุงแต่งขนาดนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่แกเพ้อฝัน หลอกคนให้หลงเชื่อ ว่าคือเพชรพลอย วิมาน มันเกินจริงใส่ไข่ หลอกล่อเติมเข้าไป สีสันซับซ้อน แล้วคนโง่ก็หลง ว่าสุดยอดมากมาย เหมือนกับนักฟุตบอลเตะเข้าโกล ก็มันสุดยอดอย่างนี้ พิสดารกว่านี้
เหลือปัจจุบัน 5 อย่าง คือความจริง กาม กามมีหนึ่งเดียว แต่ฌานมีถึง 4 ฌาน สำหรับพวกมิจฉาทิฏฐิ จะเป็นความไม่รู้ ซ้อนซ้ำเข้าไปอีก ใน 62 ทิฏฐินี้คือมิจฉาทิฏฐิ ในฌาน ที่มิจฉาทิฏฐิ 4 ส่วน กามนั้น มันของเท็จของหลอก คนที่ชื่นใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็โง่ไปเถอะ คนที่หลุดพ้นในเรื่องกามแล้วไม่ต้องไปชื่นใจ มันก็เป็นอย่างนี้ของมัน ก็ไม่มีรสกาม ก็จบ รสกาม จึงเป็นสิ่งปัจจุบันเดี่ยวๆ สัมผัสตอนนี้ สัมผัสกับเสียง สัมผัสกับรูป รสที่ลิ้น เดี๋ยวนี้ แล้วมันมีตามที่คุณเกิด วูบวาบ ไม่กลางไม่สูญ มีบวกลบนิดหน่อยก็ได้ของคุณ ถ้ามันมีก็เกิดสุข ฌาน 4 ฌาน 4 นี้มีหนึ่งรับรู้ กับสองไม่รับรู้ ฌานไม่รับรู้ คือนั่งหลับตาสะกดจิต ดับการรับรู้ คือไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะไม่มีธาตุรู้อะไร ขึ้นมารับรู้เลย ฌาน 4 ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ จึงต้องมีปัจจุบัน รับรู้ทุกอย่าง ตามที่คนอื่นก็รู้ได้ แต่จริงขึ้นมาในปัจจุบัน ต้องมีผัสสะ ต่างคนตื่นหมดพูดกันรู้เรื่องได้ นอกจากประสาทเสีย ถ้ารับรองกันได้ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ถือว่าจริง ถ้าคุณรับรองของคุณคนเดียว คนอื่นไม่รับรู้ด้วยก็มีจริง ถ้ามากกว่า 2 คนขึ้นไป ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง จบแล้ว ตกลง ปัจจุบันคืออะไร ปัจจุบัน คือ กลับอยู่ด้วยกันทั้งหมด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มี 3 คน มีเป็นล้านคน ตรงกันนั่นแหละจริง ความจริงไม่ใช่คนเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความจริงมีหนึ่งเดียวเท่านั้น และคำว่ามีหนึ่งเดียวเท่านั้น คือแต่ละคน รับรองว่าตรงกัน จึงเรียกว่าจริง ถ้า สัญญายนิจจานิ ก็กำหนดของคุณคนเดียว คุณจะจริงของคุณคนเดียว จะตายก็ตายคนเดียว ไม่เปิดเผยให้คนอื่นรู้ด้วย ก็แล้วไปสิ จะฝันอย่างธัมมชโยฝัน พวกเราก็ไม่ฝันเหมือนเขา แต่คนในโลกนี้ มีคนโง่อีกเยอะ ในโลกนี้ คนที่มีความรู้สึกจะตรงกันหมด ก็คือมีจำนวนน้อย คือคนฉลาด ในยุคคนโง่ ก็มีคนฉลาดอยู่จำนวนหนึ่ง คนฉลาดก็เลย มีจำนวนน้อย คนโง่ก็เลยมีมาก คนโง่จะอีกกี่ชาติ ก็คือคนโง่อยู่ ธัมมชโยกับพวกคนโง่เหล่านี้ จะวนเวียนหลอกกันไป อีกนานเท่านาน เขาจะวนเวียนอยู่กับความหลอก ให้ไปนานเท่านาน ธัมมชโยจะต้องโง่เง่า ไปอย่างนี้อีกนานเท่านาน เขาไม่มีสิทธิ์จะฉลาด กับพรรคพวกที่โง่ จะร่วมกันโง่อีกนาน ไม่มีอะไรบังคับ เขาทำของเขาเอง จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน เขาหลอกคนอื่น เขานึกว่าเขาได้ แต่เขาหลอกคนอื่น กอดคอไปด้วยกัน มาด้วยกัน อีกนานเท่านาน ไม่รู้กี่กัปป์ เพราะเขาก็จริง โง่จริง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า… คนที่โง่ถูกหลอกจมในความโง่ ก็ถูกหลอกต่อไป เพราะรับรองกันเอง เหมือนอัตตาเรา หากมีคนรับรอง ก็จะโง่หลงอัตตาต่อไป อัตตาโต แต่ถ้าไม่มีคนรับรอง อัตตาเราจะหดลงไปเอง ถ้าเราโง่ เราจะไปหาคนที่รับรองเรา แล้วเราจะได้อัตตาเพิ่ม แต่ถ้าเราฉลาด จะไม่หาคนที่รับรองเรา พ่อครูว่า… คนโง่ก็ไปหาคนโง่ จะจมอยู่กับความโง่ ไปอีกนานเท่านาน
สรุปซ้อนเข้าไปอีกว่า อดีตมี 18 อนาคตมี 44 ในอนาคตมีปัจจุบันอีก 5 ในปัจจุบัน 5 มี กาม 1 กับ ฌานอีก 4 และทีนี้ฌานทั้ง 4 นี้แหละ หากเป็นฌานมิจฉาทิฏฐิ ก็ไปสะกด ไม่รับรู้อะไร ก็หลับตานี่แหละ สะกดเข้าไป ฌานสัมมาทิฏฐิ ที่ต้องลืมตาปฏิบัติ และเรียนรู้กับบุคคลอื่น ที่รับรองเรา หรือมีหมู่พวก จึงจะเป็นสัจจะที่จริง มีคอลัมนิสต์อีกหลายคน ที่เขียนเรื่องนี้ ก็ยังไม่กระเตื้อง ฌานไปหลับตา ก็ไม่รับรู้กับคนอื่นอีก แต่ถ้าลืมตาปฏิบัติ จะมีคนเข้าใจร่วมกันอีก เป็นล้านเป็นหลายล้าน แต่เดี๋ยวนี้ คนที่ฟังรู้แบบนี้ ยังมีไม่ถึงล้าน ก็ไม่เป็นไร เอาสิ่งที่จริงไว้ก่อน ปริมาณจะมากหรือน้อย ก็ไม่มีปัญหา ขอให้จริงไว้ก่อน แต่ถ้ามีแต่ปริมาณไม่จริงก็ไม่เอา สมณะฟ้าไทว่า… ถ้ามีความจริงที่มีปริมาณเป็นล้าน รอบนี้จะเปลี่ยน พ่อครูว่า.. ก็ค่อยๆเปลี่ยน สิ่งที่เป็นสัจจะจริง คนที่ค่อยๆมารับได้ จะค่อยๆได้ไป จนกว่าจะหมดกลียุคนี้ สิ่งที่จริงนี้ จะค่อยๆเพิ่ม ตอบไม่ได้ว่าอีกเท่าไร แต่มันจะเพิ่มขึ้น จนกว่าจะหมด กลียุค หลับตา ภาษาก็บอกว่ากดไว้ ไม่รับรู้แล้วก็แคบลงไป ถ้ามันมีหมู่มวลรับรองว่ามากขึ้น ก็จะเป็นสัจจะที่จริงกว่า แต่ถ้าจะหดเข้าไปหาสูญ จะเอาอะไรมายืนยันกับใครได้ว่าจริง คุณไปหลงอยู่คนเดียว เดี่ยวอีกกี่ล้านชาติ คำว่าพุทธแปลว่าตื่น ไม่ใช่ดิ่งดับหลับใหล พุทธคือผู้รู้ผู้ตื่น สมณะฟ้าไทว่า.. ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็นึกถึง อาฬารดาบส อุทกดาบส แต่บอกว่าตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าเลยอุทาน บอกว่าแย่แล้ว ต้องจมในภพอีกนานมาก พ่อครูว่า… ในพรหมชาลสูตร ท่านขยายความ ประเด็นสำคัญคือคำว่า เจโตสมาธิ คือ ไม่ใช่ปัญญา สมาธิที่มีแต่จิต สมาธิที่ไม่เกิดปัญญา เจโตสมาธิ คือมีแต่จิต ไม่มีเชิงฉลาดปัญญา คนที่จะนั่งหลับตาทำสมาธิ เอาแต่เจโต ไม่รับรู้โลกเลย แบบนี้คือ มิจฉาทิฏฐิ 62 อย่าง คือผู้นั่งหลับตา เจโตสมาธิ ผู้ที่ปฏิบัติเจโตสมาธิ จะมีมิจฉาทิฏฐิ 62 แล้วท่านสรุปไว้ว่า ไม่มีอื่นอีกนอกจากนี้แล้ว
กามมีหนึ่ง เป็นรสเท็จ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันก็คือของที่ อุปาทาน สร้างขึ้นมา ถ้าเราไม่มีแล้ว ก็ไม่ต้องมีหรือไม่มี ถ้าเราไม่มี ก็คือไม่มีทั้งไม่มี มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี ก็จบ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า คนนี่แหละยาก คนก็ใช้ความมีกับไม่มี มาพูดกัน ถึงบอกว่าเข้าใจกันยาก ระหว่างความมีกับไม่มี คำว่า ผู้หลับ ดับอีก 4 กับผู้ตื่นอีก 4 ก็มาเหลือแต่หลับกับตื่น ก็คือ ไสย กับชาคริยะ ไสย คือพวกหลับ พวกนอน ชาคริยะคือพวกตื่น ชาคริยะกับพุทธคือตื่น แต่ชาคริยะอยู่ในฐานะของการเป็นผู้ฝึก ส่วนพุทธะ ความตื่น ที่เป็นของผู้สำเร็จเป็นผู้จบ เหลือปัจจุบัน 5 กามก็เท็จแล้วแน่นอน แล้วหลับตาแล้วดิ่งดับไปกับสิ่งอีก 4 เป็นฌาน 1 2 3 4 มีความสูงส่งความเจริญขึ้น ของฌาน มันยังมี ฌานหลับตา กับฌานลืมตา แต่ถ้าหลับตาก็อยู่คนเดียว ไม่มีหมู่พวกมารับรอง ว่าจริงไหม จะไปรับรองว่าจริงกับใคร เพราะหมู่ไม่มี คนอื่นไม่มีรู้ร่วมด้วย คุณจะไปจริง ของคุณคนเดียว ก็เชิญ ช่างศีรษะคุณ เขาตรวจสอบฌานกันให้ ก็คืออวดดี ถ้าตื่นมาตรวจสอบได้ไหม? ถ้าตื่นขึ้นมาแล้ว พูดกันคุยกัน ตรวจสอบกันได้นะ แต่ถ้าอาจารย์เป็นคนอวดดี ตรวจสอบให้คนอื่นนะ เอาตามอัตตาของอาจารย์ ถูกต้องนี่ อาจารย์เป็นคนดีหมดเลย เป็นเผด็จการ แต่ของพระพุทธเจ้าว่า ทุกคนต้องรับรองว่าตรงกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาตัวเองเป็นหลัก พวกหลับตาสอบฌาน ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ ต้องเชื่ออาจารย์ ไม่เป็นอิสระเสรีภาพ เป็นพวกเผด็จการ นั่นคือพวกสายหลับตา เขาจะเป็นอย่างนั้น สอบฌานได้ด้วย แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ต่างคนต่างมาพูดกัน ฌานจริงๆคือ ความรู้ ธาตุรู้ คือความฉลาด ฌานไม่ใช่ให้คนอื่นบอก ฌานคือความฉลาดหรือปัญญา ปัญญาอยู่ที่ไหน ฌานอยู่ที่นั่น ฌานคือตนรู้ ไม่ใช่คนอื่นมาบอก แต่รู้ร่วมกันได้ตรงกันได้ ฌาน ก็คือ ต้องลืมตา และต้องพูดตรงกัน ยิ่งรับรองร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเป็นจริงเท่านั้น มันจริง คำว่าจริง ต้องมีพวก ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นปัจจุบันเท่าไหร่ คำว่าจริง จึงเป็นปัจจุบัน และ 2 ตรงกับใครๆคนอื่น นั่นคือจริง
600324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะจริงต้องมีคนอื่นรับรอง