สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การสวดสรภัญญะคือกล่าวโดยไม่ใส่ทำนอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การสวดสรภัญญะคือกล่าวโดยไม่ใส่ทำนอง มาเข้าเรื่องการสวด...ขออภัยก่อนอื่นขออภัยต่อสถาบันศาสนาพุทธ พระวินัยสอนเรื่องการสวด การสวดพระธรรมด้วยทำนอง ในพระวินัยเล่มที่ 7 ตั้งแต่ข้อ 20 เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง [20] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์(พระหกรูปที่เป็นตัว nuisance ตัวรวนมาก ทำผิดๆหลายอย่าง) สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรม ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ... จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า พ่อครูว่า...พวกเราก็สวด ทั้งฆราวาส นักบวช ก็สวด สวดประณามคาถา ก็สวดพร้อมกันได้ แต่ถ้าสวดธรรมบท ก็ต้องสวดเพื่อจำได้ ก็สวดในหมู่ตัวเอง อย่าเอามาสวดนอกต่อหน้าอนุปสัมบัน เป็นนักร้องหมู่ นักร้อง choir มันพ้องเสียงกับคำว่า ควาย คือหมู่สัตว์ชนิดหนึ่งก็เลยหาว่าอาตมาว่าพระเขาเป็นควายแต่ไม่ใช่ นักร้องหมู่ที่เขาเป็น choir (ไคว-เออร์) เป็นการร้องหมู่กัน จะประสานเสียงหรือไม่ประสานเสียงก็อีกนัยหนึ่ง เขาเรียกว่านักร้องหมู่ ไม่ใช่ Solo singer คือนักร้องเดี่ยว เช่น เสก โซโล (โลโซ) ไปล้อพวกไฮโซอีก พระพุทธเจ้าท่านตรัสพระวินัยข้อที่ 20 ทุกกฏข้อนี้ชัดเจนว่า ถ้าผู้ร้อง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรม
อ่านต่อ
ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลง ขับ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ: 1. ตนยินดีในเสียงนั้น 2. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น 3. ชาวบ้านติเตียน 4. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป (กิเลสเข้า จิตจะไม่ตั้งมั่นสมาธิเสีย ถ้ากิเลสไม่เข้า สมาธิจะตั้งมั่น ตกผนึกความแข็งแรง คุณสมบัติของจิตที่ได้ นี่จิตตั้งมั่นก็ตั้งมั่นไม่ได้เพราะมีกิเลสเข้าไปทำลาย) 5. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง (มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองในตอนนี้ ภิกษุจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะโง่แล้วไม่เข้าใจสวดกันเป็นหมู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ 5 ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วย ทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ รูปใดสวดต้องอาบัติทุกกฏ ฯ สวดยาวเกิน ฑีฆสระ (สระเสียงยาว)แต่คุณเอื้อนเกินเสียงยาวไปอีก รัสสสระก็เป็นเสียงสั้น ถ้าเสียงหนักก็คุรุ ถ้าเบาก็ลหุ แต่ถ้าออกเสียงเกินกว่าที่ควรก็ผิด ลากเสียงยาวก็ผิด ใส่ทำนองก็ผิด ยาวคือ ยาวะ ยามะคือขนาด ที่เขาเอามาเถียงกันในเรื่องอาบัติ สะสมยาว อาบัติยามะหรือยาวะ ทีนี้ ข้อ 20 ท่านก็จบแค่อาบัติทุกกฏ ถ้าไปขับร้องก็ผิด ทุกวันนี้ใช้พยัญชนะ เรียกว่า สรภัญญะ จบอันที่1 อาบัติทุกกฏในข้อที่ผิด ไปสวดอย่างนี้ให้เกิด โทษ 5 ประการนี้
สวดเป็นภาษาไทย แปลว่ายื่นยาวออกไป เกินออกไปจากขอบเขต มันสวด ภาษาอีสานก็ชัด สวด มันเลยออกมา ปากสวดคือปากยืดยาวออกมา มันเลยมันโปนออกมา เลยเขตที่ควรของมัน สรุปข้อ 20 เป็นอาบัติทุกกฏ
เรื่องการสวดสรภัญญะ [21] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็น ทำนองสรภัญญะได้ ฯ
พ่อครูว่า...ก็มีหมู่ภิกษุไปสวด แล้ว เรียกการสวดแบบนี้วาดสรภัญญะ ข้อที่ 20 เป็นคำห้ามไม่ให้ทำ ส่วนข้อที่ 21 อนุญาตให้ทำ อนุญาตด้วยพยัญชนะว่าเราอนุญาตให้สวด สรภัญญะ แต่คำว่าทำนองนี้เขาเอามาใส่เอง ที่จริงคำบาลีมีแค่สรภัญญะ แต่ผู้แปลใส่คำว่าทำนองสรภัญญะ คำว่าทำนอง คือ คีตะ เขาก็เติมไปอีก ทำนองคือเสียงเพลง ทำนองเพลง เพลงมีทำนอง ถ้าไม่มีทำนองเมโลดี้ ในพระบาลีไม่มีทำนองเลย มีแค่สรภัญญะ คำว่า สระ กับ ภัญญะ ถ้าเข้าใจสองคำนี้ก็จบ แต่ถ้าไม่เข้าใจหรือเจตนาไม่เข้าใจจะใช้ก็ตัวใครตัวมัน ก็เป็นกรรม ที่จริงคำว่า สรภัญญะ ขอตีหัวไว้แต่ตอนต้นว่า สรภัญญะ ไม่ได้หมายความว่าสวดมีทำนองหรือสวดยาวเกินไป การสวดยาวเกินไปก็นอกความหมาย รสสระ ก็สั้น ฑีฆสระก็ยาวแต่ยาวเกินไปก็ผิด สรภัญญะ แปลเป็นไทยว่าความเป็นแห่งการกล่าว คำที่กล่าวขึ้นมามันเป็นขึ้นมา เป็นคำกล่าว ด้วยเสียงคือ สระ สรภัญญะ คำว่า ภัญญะแปลว่าคำกล่าวคำพูด มันเป็นขึ้นมาของคำกล่าวคำพูด สระ เป็นตัวกำหนด สระ มี รัสสะ กับฑีฆะ รัสสะก็สั้น ฑีฆะก็ยาว จะกล่าวคำโดยสระเป็นตัวกำหนด สระสั้นก็กล่าวสั้น อะ อิ อุ เป็นต้น สระยาวก็กล่าวยาว อา อี อู โอ เป็นต้น สรภัญญะ แปลว่าการกล่าวไม่ใช่การร้องเพลง มันคนละเรื่อง การกล่าวนี้ยาวหรือสั้นตามที่กำหนด แต่ถ้ากล่าวลากเสียงอันยาวก็อาบัติอีกข้อหนึ่งเหมือนกัน ลากเสียงอันยาวเกินกว่า ฑีฆะ ลากยาวเกินกว่าขอบเขตมากกกกกก…. เน้นก็เน้นแต่อันนี้มันมากกกก...หาขอบเขตไม่ได้ มันเว่อร์จริงๆ คนที่ไม่รู้จักขอบเขตไม่รู้จักที่จบที่หยุด มันพูดกันไม่รู้เรื่องมันดันทุรัง ความเป็นแห่งการกล่าว หรือคำกล่าว มันทำให้ขึ้นมาเป็น ไม่ใช่มันไม่มี หมายความว่าอะไร หมายความว่าการกล่าว ไม่ใช่การร้อง หรือครวญเพลง การกล่าวนะ เพราะฉะนั้นคำใดที่ต้องการเปล่งเสียงออกมาหรือกำหนดให้เป็นคำภาษาคน ให้รู้เรื่อง ก็ต้องเปล่งกล่าวภาษาคนตามพยัญชนะและสระให้ตรง พยัญชนะก็บอก ก ข ค ฆ ง มีสระกำกับ รัสสะก็สั้น ฑีฆะก็ยาว ยาวแค่ที่เขากำหนดควร ให้หนักเบา ครุ ลหุ ก็ให้เป็นภาษาที่เหมาะพอดี ไม่ใช่การกล่าวโดยใช้ทำนอง ทำนองคือ คีตะ การกล่าว การกล่าวใส่ทำนองไม่ใช่ หรือไม่มีเสียงที่ลากจนเกินไป สรภัญญะคือ การกล่าวโดยให้เป็นไปตามเสียงสระที่สั้นหรือยาวเท่านั้น คำว่า สรภัญญะคือการกล่าว ไม่มีทำนองเป็นเพลงแม้แต่นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ได้ แต่คนก็เอาอนุโลมไปใส่ทำนอง เติมไปเรื่อยๆ ท่านให้เอื้อนเป็นสรภัญญะนิดหน่อยก็ได้อีก เข้าข้างตัวเองอีก เพื่อจะอนุโลมาหาช่อง เช่นเดียวกับการหาช่องกินเนื้อสัตว์นี่แหละ อย่างในชีวกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเป็นเรื่องบาปเป็นอันมากไม่ใช่เรื่องบุญเลย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60
เขาเลี่ยงไปว่า อุทิศคือออกชื่อให้คนๆไหนกิน คนนั้นก็เลยกินไม่ได้ ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้ออกชื่อว่าฆ่าให้กิน ก็กินได้หมด นี่คือการเลี่ยงบาลี เห็นๆ ไปเบี้ยวว่า ไม่ใช่เจตนาของคนฆ่า เพื่อระบุให้คนๆเดียวกินไม่ได้ เช่น ฆ่าสัตว์ตัวนี้เพื่อให้นายสู่แดนธรรมกิน นายสู่แดนธรรมกินไม่ได้ ส่วนคนอื่นนอกนั้นกินได้หมด นี่คือความฉลาดชิบหาย ฉลาดหาอาบัติใส่ตัว ความจริง มีบาลีว่า สัญจิจจะ ปาณังชีวิตาโมโรเปตุง คือ การเจาะจงทำกรรมนั้น การฆ่า คนฆ่าไม่ใช่สัตว์ฆ่า ถ้าหากสัตว์มันฆ่ากันเองก็เป็นวิบากของมันแล้ว มันก็ทิ้งเนื้อที่กินเหลือไว้เป็นเดนสัตว์กิน กินเนื้อชนิดนี้ไม่มีวิบากอะไร เพราะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับวิบากที่สัตว์ที่กินมันพอแล้ว มีเนื้อสัตว์ที่กินได้มี 2 อย่าง(ปวัตตมังสะ 2 อย่าง) 1. สัตว์ตายเองทิ้งร่างไปเอง 2. เดนสัตว์กิน สัตว์มันฆ่ากันเองเป็นวิบากแก่มันเอง มีแค่ 2 อย่างนี้แหละที่กินได้สำหรับเนื้อสัตว์ แล้วมันจะหาได้ง่ายหรือ จะไปหาที่ไหนกิน สัตว์มันตายเองส่วนมากก็ตายด้วยโรค ถ้าหากตายด้วยอุปัทวเหตุ มันก็ไม่ใช่ตายเองมันก็จะผูกพันธ์พยาบาทแก่คนที่ทำมัน ก็ตัดมันตรงนี้ สัตว์มันตายเอง กับเดนสัตว์กิน เท่านี้ ผู้รู้ทั้งหลายท่านอธิบายเรื่องนี้ไว้หมดแล้ว พอ
สรภัญญะ ท่านแปลกันว่า ชื่อทำนองสวดอย่างหนึ่ง สร + ภ + ณ ...อธิบายเข้าข้างตัวเองไปอีกเยอะเลย เป็นการสร้างความคิดในโลกนี้ไม่รู้จบเรียกว่า โลกจินตา เจตนาผู้ที่อธิบายยาวยืดไม่รู้จบนี้ ถ้าคุณเชื่อหรือคุณเข้าใจแล้ว ก็จบ ว่า สรภัญญะนี้มันไม่ใช่เพลง ฟังให้ดี สรภัญญะ ไม่ใช่เพลง ไม่ใช่การขับที่จะใส่ทำนอง เป็นการพูดการกล่าว การกล่าวคือ ภัญญะ ที่กำหนดด้วยสระ แล้ว สระก็มีสองอย่าง รัสสสระ(เสียงสั้น) กับฑีฆสระ(เสียงยาว) ไม่ใช่ให้ใส่ทำนอง เป็นคำกล่าว ภัญญะไม่ใช่คีตะ (เสียงเพลง ทำนอง) ภัญญะคือคำกล่าว คำกล่าวที่มีสระกำกับ ยาว สั้น แต่ยาวนี้ไม่ให้ลากกยาวเกินไปด้วยมีกำกับไว้อีก แต่นี่ไปใส่ทำนองอีกยิ่งไปใหญ่ สระสั้นก็ อะ อิ อุ ไทยมี เอะ บาลีมี แค่นั้น แต่ไทยมี เอะ เอาะ เอีย เป็นการกล่าวต้องตรงตามสระ ถ้ายาวก็ อา อี อู ยาวกว่าก็ เอ โอ แต่ไทยมี อัวะ อัว อีก แม้จะเป็นคำกล่าว ภัญญะ ก็มีพยัญชนะกับสระ แล้วกำกับสระ รัสสสระ(เสียงสั้น) กับฑีฆสระ(เสียงยาว) ก็ให้มีเสียงประกอบยาวหรือสั้นอย่างพอเหมาะ คำว่าทำนองมันก็คนละเรื่องแล้ว ใส่ทำนองนิดหนึ่งก็ไม่ใช้คำกล่าวแล้ว นั้นมันเอื้อน ใส่ทำนอง การจัดไปใส่เสียงลากยาวก็ไม่ใช่ ลากยาวเกินก็ไม่ใช่ ใส่ทำนองก็ผิด ยิ่งไปเอาทำนองแล้ว กลายเป็นร้องครวญคราง เอื้อนเอ่ย เป็นการส่วนเกินจากคำกล่าว โด่ เกินไปจากขอบเขต เรียกว่า มัน สวดเกิน สวดคือ พ้นออกมาจากขอบเขต เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่าสรภัญญะผิดเพี้ยนไปเกินกว่าความหมาย สรภัญญะคือ คำพูดคำกล่าวไม่ใช่การร้องเพลงการครวญคราง ไม่ใช่ลากเสียงยืดยาวด้วย การกล่าวธรรมบท คำสอน ของพระพุทธเจ้ามากล่าวและสาธยาย จึงเป็นการนำธรรมบท หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า มาอธิบายขยายความไม่ใช่เอามาร้อง ไม่ใช่เอามาใส่ทำนองแล้วครวญครางให้กันฟัง อันนั้นมันไม่ใช่ ความเป็นแห่งการกล่าว มันเป็นความเป็นแห่งการร้องเพลง เมื่อย … ตีหัวเข้าบ้านอีกที สรภัญญะ แปลว่าคำพูดคำกล่าว ไม่ใส่ทำนอง แม้ลากเสียงยาวเกิน ฑีฆสระก็ไม่ใช่ ลากเสียงยาวก็อาบัติ ใส่ทำนองคือความผิดรุ่นน้อง ลากยาวคือความผิดรุ่นพี่ เป็นการลดค่าคําสอนพระพุทธเจ้ามาให้เป็นการร้องเพลงสนุกสนานเล่นๆ หรือมาร้องหากินเป็นวณิพกเป็นคณิกา พวกที่รับรายได้จากการร้อง พวกชายก็เป็นวณิพก พวกหญิงก็เป็นคณิกา คณิกาก็มีการหากินอย่างอื่นอีกขายตัวได้อีก วณิพกก็เป็นชาย คือ คนร้องเพลงหากินเลี้ยงตน คณิกา ทั้งร้องร่ายรำนวดฝั้นด้วย อย่างอื่นไม่พูดต่อ หากินสารพัด การร้องเพลงแลกอาหารร้องรับจ้าง อย่างที่เป็นอยู่กันนี้ พระไปทำหน้าที่แย่งพวกวณิพกแย่งคณิกาหากิน ไม่อยากพูดเลย มันน่าเศร้า ศาสนาพุทธทุกวันนี้แทบจะกล่าวได้ว่าลงเหลือแค่ศาสนาสวดมนต์ มนต์คือคำสอนของพุทธเจ้าเหมือนกัน เขาก็สวดกันทั้งโลก ไม่ใช่กล่าวธรรมดาคือการร้องเพลง เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นเนื้อร้องเพลง เพื่อเลี้ยงชีวิต ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ฟัง แต่ให้เขาติดเนื้อร้องติดทำนองติดอารมณ์ เป็นกิเลสต่อกันไปอีก เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ไม่ใช่ใส่ร้าย แต่ขออภัย ออกงานศาสนาไหน มีพิธีกรรมใดก็มีแต่การสวดมนต์และสวดมนต์ only สวดมนต์ เท่านั้นแหละ ทีนี้ก็มาแข่งกันสิ ใครจะทนได้มากได้นาน ใครจะสวดได้แปลก ใครจะสวดได้ไพเราะ ใครจะสวดได้พิลึกกึกกือ แจ้งที่ตัวอย่างเป็นการสวดแบบแร็พ ล้อเลียนกัน เน้นหนัก ไส้จะขาด ทำกันไป นี่เขาเอาคลิป อาตมาไม่อยากจะดูให้คลื่นเหียนเท่าไหร่ มันเป็นการเล่นการปรุงแต่งด้วยท่าทาง สุ่มเสียงสำเนียง วาทิตะ ประดิดประดอยปรุงแต่ง ให้มากไปเรื่อยๆ นักปรุงแต่ง เก่ง ก็ต้องเป็นกะเทย มีความสลับซับซ้อน จากกระเทยกลายเป็นผู้หญิง แล้วชาติไหนก็เป็นกระเทยอีกซับซ้อน กลายเป็นเป็นผู้หญิงที่จัดจ้าน จากนั้นก็ไปเป็นกระเทยอีกซับซ้อน ผู้หญิงจะสลับกับกระเทยไป จัดจ้านในการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นพวกนี้จะเก่งในการปรุงแต่ง เป็นพวกที่ จะเก่งในการสร้างจริต เข้าใจขึ้นไหม พวกกระเทยกับพวกผู้หญิงไปด้วยกัน ช่วยกันปรุงแต่งให้จัดจ้านหนักหนามากยิ่งขึ้น ยิ่งยากที่จะเกิดเป็นหนึ่งเดียว สรุปแล้วศาสนา การสวดมนต์ด้วยทำนองหรือลากด้วยเสียงอันยาวเป็นอาบัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 1.ลากด้วยเสียงอันยาว 2.ใส่ทำนอง เป็นอาบัติปาจิตตีย์และทุกกฎ ‘ การเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาสวดลากด้วยเสียงอันยาวและใส่ทำนอง มันเหมือนลัทธิศาสนาอื่นที่เขามี ศาสนาเทวนิยมต้องอาศัยอันนี้ เขาไม่รู้โทษภัย มีแต่ศาสนาพุทธรู้โทษภัยอันนี้ และรู้อย่างละเอียด ไม่ได้เผด็จการ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้กล่าวอย่างเผด็จการ ตัวใครตัวมัน คุณจะยังหลงทำอยู่ก็เป็นกรรมวิบาก แต่ใครเชื่อพระพุทธเจ้าทำตามพระพุทธเจ้า ก็คนได้สิ้นวิบาก จบวิบากไม่มีวิบากต่อ ในพระไตรปิฎกเล่ม 7 จึงมีคำห้ามในพระวินัยไว้ ไม่ว่าจะเป็นอาบัติทุกกฏหรือปาจิตตีย์ ในข้อ 20 ก็มีโทษ 5 ประการ แต่ข้อ 21 ก็ไม่ได้บอกโทษภัยของการสวด สรภัญญะ อาตมาก็ต้องมาอธิบาย การสวดสรภัญญะนั้นไม่มีการลากเสียงอันยาวหรือการใส่ทำนองด้านข้อห้ามพระพุทธเจ้ามีไว้ ในข้อ 21 พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้พูดเป็นสรภัญญะ แต่เขาเอาคำว่าทำนองมาใส่เองคำว่าทำนองมันคือคีตะ มันคือเพลง คนที่ฉลาดโกง ก็หลงเชื่อไปตาม อาตมาก็เอาหลักฐานพระพุทธเจ้ามาย้ำยืนยัน ว่ามันไม่มี สรภัญญะไม่มีคำว่าทำนอง มันคือคีตะคือทำนอง แต่คนที่ผิดแล้วก็ทำให้คนอื่นผิด แล้วมันมีชาวบ้านมาติเตียนว่าพระอะไรมาร้องเพลง เด็กๆยังบอกว่า แม่ๆ พระร้องเพลง เด็กก็ฟังออก เด็กก็เข้าใจแล้วว่าคำพูดกับทำนองมันต่างกัน ผู้ใหญ่อะไรยังสู้เด็กไม่ได้ เด็กมันยังรู้เลยว่าร้องเพลงกับพูดต่างกัน ภัญญะคือพูดตาม ฑีฆะ กับ สระ ยาวเกินไปหรือสั้นเกินไปก็จะไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ทัน เช่นอ.แปลก ...กล่าว ใช่ไหมเล่าๆๆๆ พูดสั้นไป ก็ฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าลากยาวเกินก็ไม่รู้เรื่องเช่นกัน สรุปอีกทีหนึ่ง ทุกวันนี้ไม่เข้าใจเรื่องการสวดร้อง 1.สวดเดี่ยวก็ตาม ผิด 2. สวดมนต์ก็เป็นเรื่องผิด โดยเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกันต่อหน้าธารกำนัลก็ผิดข้ออาบัติปาจิตตีย์ในมุสาวาทวรรค พูดกันป่านนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกันสักที หากคุณเข้าใจแล้วแกล้งไม่เข้าใจไม่เชื่อก็กรรมใครกรรมมันเท่านั้น ธรรมะไม่มีปัญหาอาตมามีปัญญาแล้วแต่พูด คือไม่อยากให้คนมีวิบาก สัจธรรมเป็นอันทำ ทำผิดก็เป็นของคุณ อาตมาไม่ได้เป็นด้วย แถมช่วยคุณอีก แต่คุณก็ไม่เอา ก็เป็นวิบากของคุณ คุณอาจจะรู้และเข้าใจด้วยแต่ไม่เชื่อ ก็เรื่องของคุณ ก็ไม่มีปัญหาอะไรอาตมาทำได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้จึงเป็นศาสนาที่น่าสงสาร ถ้าไม่มีการสวดเสร็จแล้วไม่เหลือศาสนา แล้วแต่จารีตประเพณีวิธีการ เป็นเพียงการสวดเท่านั้น สวดได้ก็เป็นพระได้แล้ว ถ้าสวดไม่ได้ก็เป็นพระไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็คือเท่ากับพูดว่า ถ้าเอ็งเป็นวณิพกไม่ได้เอ็งก็เป็นพระไม่ได้ อาตมารับรองว่าพูดตรงไม่บิดเบี้ยว ลัดคัดสั้น สมณะฟ้าไทว่า...ร้องแล้วได้เงินก็คือวณิพก พ่อครูว่า...ที่จริงก็ไม่ได้เศร้าใจหดหู่ใจอะไรแต่ก็สงสารเวทนา นี่ก็กางตำราเอาพระไตรปิฎกมาอ่านให้ฟังเลยนะ ย้ำอีกที สรุปอีกทีว่า ศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาลัทธิจมอยู่กับมนต์อย่างหนัก ก็ต้องขออภัยสายทิเบตที่อยู่กับมนต์ สายมหายานอีกสายหนึ่งก็สวดมนต์ ทิเบต สวดมนต์สายเจโต สายมหายาน สวดแบบเฉกาเชิงฉลาด ไม่ใช่ปัญญานะ ผู้ที่ได้ฟังแล้วเปลี่ยนแปลงก็เกิดกุศล จะเป็นบุญก็ได้ลดกิเลสจัดการกิเลส ก็เป็นความเจริญของตัวเองไป อาตมามีหน้าที่จะสาธยายความจริง อธิบายความจริง เพื่อให้มันถึงซึ่งความจริงอย่างชัด จนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถูกที่สุดชัดที่สุดตรงที่สุด แม่นที่สุด เท่าที่อาตมาจะมีความคมคิด คมคาย ของอาตมา หรือมีแต่ความคมคัด คัดที่คมๆเอามาจริงๆเลย คมคัด ยังไม่ได้ตั้งชื่อใครว่า คมคัด มีแต่คมคิด ส่วนคมคายเป็นเชิงผู้หญิง อาตมาก็มีเจตนาเพื่อที่จะให้เข้าใจ ใครเห็นว่าควรแก้ไขก็แก้ไข ใครไม่อยากแก้ไขก็แล้วไป ก็ขอสรุปลงที่ความจริงของอาตมา ว่าอาตมาเป็นคนเช่นนี้ไม่ได้พูดเอาใจเลย ยิ่งไม่เอาใจเลยเพราะไปขัดเกลา สัลเลขธรรม ขัดเกลา คนมีรอยให้ขัด มีปมให้ขัด มีเปื้อนก็ต้องขัดออก อาตมาก็มีหน้าที่เป็นคนรับใช้เป็นคนขัดให้ปมหายไป ทำให้ความเปื้อนนี้สะอาด ขัดแรงคนก็ว่า ขัดเบาก็ไม่ได้ผล เจ้าตัวก็ไม่อยากให้ขัด ขัดน้อยก็ถือว่าแรง ขัดแรงนิดก็ถือว่ามาก อาตมาก็ว่าต้องขัด เห็นอยู่ว่ามันเปื้อนมันโปนก็ต้องขัด ไม่อยากให้เป็นอัลคาโปน จอมโจรของอเมริกา (คุณทำธรรมกล่าวสนับสนุนคำพูดที่พ่อครูกล่าวเกี่ยวกับไสยศาสตร์ว่าไม่เที่ยง)610729_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ การสวดสรภัญญะคือกล่าวโดยไม่ใส่ทำนอง