สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ทำไมคนเราความรู้ความสามารถไม่เท่ากัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข9 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ทำไมคนเราความรู้ความสามารถไม่เท่ากัน คุณเกื้อดิน..ขอให้พ่อท่านอายุยืนๆ ...คนเรามีอะไรที่ทำให้ความสามารถและความนึกคิด ไม่เท่ากัน อะไรคือสิ่งนี้ พ่อครูว่า..เกิดจากการสั่งสม คุณต้องเรียนรู้และเข้าใจ หากไม่เรียนรู้ไม่เอาใจใส่จิตของคุณก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะไปเกิดเป็นความรู้ความแข็งแรง ความจริง ก็ไม่เกิดในตัวของคุณ ถ้าหากคุณพยายามพากเพียรเรียนรู้ศึกษาฝึกฝน ให้มันเกิดเป็น ก็จะสะสมเป็นพลังของชีวิตของแต่ละคนเรียกว่าอัตภาพ ในอัตตาแต่ละคน จนกว่าคุณจะยกเลิก อัตตา คือสลายอัตตา คือสลาย จากที่คุณมีความรู้ สลายแต่อัตตาเล็กๆ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อัตตาตัวนี้ คือตัวตนของกิเลสในจิต โอฬาริกอัตตาก็หยาบ กระทบกับสิ่งภายนอก รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส เพชรนิลจินดา ไม่ว่าจะเป็นกับสัตว์กรรมกิริยาโดยเฉพาะของคน เราก็เอามาปรุงแต่งยึดถือ จนกระทั่งไม่ติดใจในความสัมพันธ์ของโลก จนเรารู้โลกวิทู ดูการปรุงแต่งของแต่ละคนเหตุปัจจัยภายนอก จนกระทั่งถึงขั้น มีจิตนิยาม เข้าไปประกอบ ก็จะเข้าใจความปรุงแต่งของสังขารโลก จนรู้อัตตาตัวเราก็เป็นจิตสังขาร ที่เราปรุงแต่งในจิต เราก็เรียนรู้เฉพาะอัตตาของจิตสังขาร จนพ้นเหตุไม่ยึดติดอัตตา หมดอัตตา 3 ตอนเป็นๆ ก็ยังเหลืออัตภาพ ก็มีภาวะของอัตตาเป็นอัตภาพ แต่เป็นภาวะของอัตตา ที่อยู่เหนือกิเลสที่มันพาให้ทุกข์แล้ว อาตมาอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้แล้วก็ไม่ทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ มีแต่ทุกข์ 6 อย่างที่เลี่ยงไม่ได้อาหารปริเยฏิทุกข์ ทุกข์ที่ต้องแสวงหางานการทำประโยชน์ก็ทำตามเหตุปัจจัย อาตมาเกิดมาเป็นโพธิสัตว์ขนาดนี้จึงรู้ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ อาตมารู้ว่าจะต้องอยู่เพราะว่าอาตมาได้ขันธ์ 5 นี้มา ได้ชีวิตนี้มาจนถึงทุกวันนี้ ก็เรียนรู้ชีวิต ตายแล้วเกิ

อ่านต่อ

ดเกิดแล้วตายมาจนถึงครั้งนี้ขณะนี้ชีวิตนี้ ก็เกิดจากการเรียนรู้ อธิบายได้ตามธรรมะพระพุทธเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้เป็นโพธิสัตว์ระดับไหน และที่ยังไม่ตาย ก็เพราะว่า (ที่จริงไม่น่าพูด พูดไปคนอาจจะหมั่นไส้) อาตมาบอกไปแล้วว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญา เป็นผู้รับผิดชอบที่จะต้องมาสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า มาแก้ไขมาบอกความถูกต้องบอกความจริงอันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากเลย ในสัมมาทิฏฐิ 10 ในมหาจัตตารีสกสูตร ไม่มีใครพูดสัมมาทิฏฐิ 10 อย่างอาตมา อาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาอุบัติในโลกนี้ ใครก็ตามที่สัมผัสอาตมาแล้วเขาไม่รู้ เขาก็ว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ ไม่มีอยู่ (นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ทั้งๆที่มีแต่เขาก็ไม่รู้ สัมผัสอยู่เขาก็ไม่รู้ เหมือนกามนิตมาคุยกับพระพุทธเจ้าจนถึงรุ่งเช้า จนถึงเช้าก็สวัสดีพระพุทธเจ้าจะไปตามหาพระพุทธเจ้า ตามปณิธาน นี่คือกามนิต เป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้ อาตมาจึงต้องบอกว่าอาตมาคือคนผู้นี้ ซึ่งเป็นจริง อาตมาเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ต่างจากที่คุณเข้าใจ อรหันต์ตาม Concept ของคุณเป็นอรหันต์ เก๊ ต่างจาก Concept ของอาตมาจึงต้องบอก เขาก็ไม่บอกว่าเขาเป็นอรหันต์แต่คนก็เดาเอา ในสังคมโลกโดยเฉพาะประเทศไทย เป็นอรหันต์เดาทั้งนั้น เขาก็เคยรวบรวมทำเนียบกันมี 50 กว่าองค์ อรหันต์เก๊ ขออภัยที่พูดความจริง เป็นข้อด้อยของอาตมา เป็นคนจริง เป็นคนไม่ไว้หน้า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อาตมาเป็นคนไม่แคร์ เวลานี้อาตมาต้องการพูดความจริงเท่านั้น แล้วอาตมาบอกได้ว่าอาตมาไม่มีอะไรที่ผิด ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นความจริง เอาแต่ความจริงมาแสดง แสดงทุกวันนี้ ขยายความ เป็นความรู้ เป็นความรู้ให้คุณเข้าใจความจริง แล้วคุณจะเชื่อไหม หากเชื่อแล้วจะทำไม เรื่องนั้นเรื่องนี้ ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้น อาตมาบอกขึ้นมาเอง ว่า ความเป็นพระอรหันต์มีคุณสมบัติดังนี้ อาตมาลิสต์มาจากความเป็นจริงของอาตมา คุณฟังแล้วจะเชื่อไหม 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) พวกคุณเชื่อว่าอาตมาหมดทุกข์ไหม? 2. เป็นคนไม่มีภัย 3. เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6. เป็นคนมีเมตตาจริง 7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ อันนี้อาตมาว่าอุเบกขาเป็นฐานนิพพานของจิต ผู้ใดทำอุเบกขาจิตได้โดยเฉพาะเนกขัมมสิตอุเบกขามีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ถ้าเข้าใจภาษาแล้วนี้ ก็จะรู้ว่าคนๆนี้เข้าใจสภาวะภาษา เอามาอธิบายและพยายามพาคนให้เป็นให้มี อาตมาก็ขอยืนยันว่าอาตมามีแล้ว จึงพาให้พวกคุณทำบ้าง อาตมาก็สบายใจที่อธิบายไปอย่างไม่มีอะไรปิดบังแล้ว พูดเปรี้ยงๆตรงๆหมดเลย อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน เป็นคุณสมบัติของเวทนา เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา หากอาตมาไม่รู้ความจริงของสภาวะอันนี้ จะไม่สามารถเอามาอธิบายได้ละเอียดตลอดชัดเจนอย่างนี้หรอก แต่อาตมามีและรู้จริง เอามาขยายความตามสภาวะ ปริสุทธา บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ปริโยทาตา แม้จะทำงานร่วมกับภายนอกก็ยังบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส เมื่อไหร่ก็ยังบริสุทธิ์ กระทบสัมผัสต่อคนที่จะมามอมเมาทำร้าย ก็ยังบริสุทธิ์อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง มุทุ อันนี้เป็นสภาวะธรรมที่สุดยอดของวิการรูป ถือเป็นตัวแกนกลาง ของจิตฐานนิพพาน จะเร็วจะช้า อาตมารู้จักสภาวะมุทุธาตุ ที่มีลักษณะของเจโตเป็นอย่างไรลักษณะของปัญญาเป็นอย่างไรเป็นธรรมะ 2 เป็นสภาพคล่อง กายปาคุญญตา ของเวทนา สัญญา สังขาร ปราดเปรียวเร็วไว มุทุ คุณสมบัติของพระอรหันต์ผู้มีธาตุอุเบกขาจึงแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่อุเบกขาเป็นฌาน 4 จะต้องอยู่เฉยๆไม่คิดไม่นึก ฟังแล้วน่าสงสารมาก ตรงกันข้ามกับอุเบกขาของพุทธเลย ที่จะต้องคล่องแคล่วว่องไว แต่นี่เขาไม่ให้คิดนึกเลยอีกด้วย เฉยๆนิ่งๆ จะบอกว่าอย่างนั้นใช่อุเบกขา แต่เป็น เคหสิตอุเบกขา ไม่ใช่ของพุทธ ต้องแยกแยะให้ดี กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่ต้องขยายความมาก 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว เพราะเป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ สัพพปาปัสสกรณัง กรรมกิริยาที่เหลืออยู่ของพระอรหันต์ทุกองค์ เป็นพระโพธิสัตว์จะไม่มีบาป ไม่มีโทษ ทำงานเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีแต่เมตตา ไม่โลภไม่โกรธไม่หลง ทำแต่ประโยชน์ผู้อื่น ถ่ายเดียว 9. เป็นคนทำแต่กุศล 10. เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์

อาตมาไม่รู้นะ ในพระไตรปิฎกก็น่าจะมีสิ่งเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ ทั้ง 12 ข้อ มีหมด อาตมาเอามารวมกันจากตัวเองที่มี ลิสต์มา สวรรค์คืออาการอย่างไร นรกคืออาการอย่างไร นิพพานคืออาการอย่างไร อาการของความไม่มีนรกไม่มีสวรรค์คืออาการนิพพาน จิตจริงของเราไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก มีแต่นิพพาน เป็นอาการอย่างนี้คือนิพพาน เป็นผู้ที่จะกล้ากล่าวว่ามีนิพพานสัมบูรณ์ อาตมากำลังบอกตัวเองว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดา เอ้าทำไมไม่ธรรมดา เพราะอาตมาไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่คนที่จะมีโลกีย์ ซึ่งเป็นคนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาสอนให้คนเป็นแบบนี้ ในยุคนี้อาตมาก็ประกาศว่านี่คืออาตมา ผู้อื่นก็มีแต่อาตมาไม่ได้ชี้ไปทั้งหมด ชี้คนเป็นๆก็คนเดียว นอกนั้นก็ชี้คนที่ตายไปแล้ว ถ้าหากชี้คนที่เป็นไปอีกเยอะคนก็จะไม่เชื่อ เหมือนอาตมานี้แหละ ที่บอกให้ตายคนเขาก็ไม่เชื่อ Conceptอรหันต์ของเขาก็เป็นอย่างหนึ่ง ต้องสงบเสงี่ยมไม่วุ่นวาย พูดไม่เสียบใครไม่กระดุ๊กกระดิ๊ก ตามที่เขามีข้อมูลว่าอรหันต์ของฉันต้องเป็นอย่างนี้ อาตมาไม่อยู่ใน ข้อมูลของเขาหรอก ไม่อยู่ใน Concept ของเขาหรอก สมณะมือมั่นว่า...ท่านคิดถูก สงสัยว่าข้อที่ 1 พระอรหันต์ไม่มีทุกข์แล้ว ก็น่าจะเพิ่มว่าไม่มีความสุขด้วย พ่อครูว่า...ได้ ถูกๆ เพราะว่านิพพานไม่มีทุกข์ไม่มีสุขหรอก จริงๆแล้วพูดถึงสุขก็คือคำว่าสวรรค์ สวรรค์ 6 ชั้นคือของเก๊ สวรรค์ ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส) มันเป็นของที่ติดมาแต่โบราณเป็นของเจโตศาสนาอื่น ศาสนาเก่า ก็สร้างเป็นภพชาติ สวรรค์นั้น ที่จริงแล้วมันมากกว่าสวรรค์ 6 ชั้น สวรรค์ร้อยชั้น ก็แยกได้ มีเป็นร้อยมิติก็ได้ พรหม 16 ชั้นก็เก๊ทั้งนั้นในรูปพรหม อรูปพหรม ถ้าเป็นโลกีย์ก็ของเก๊ แต่อรูปพรหมที่เป็นฌานแท้จริงเป็นของแท้ที่ต้องรู้ตั้งแต่ฌาน 1 รู้รูปนาม รู้วิตกวิจาร วิตกคือพฤติกรรมจิต ต้องมีวิจัยรู้อาการจิต เสร็จแล้วคุณต้องรู้จิตที่เริ่มดำริ มันเป็นธรรมสังขาร มีกิเลสร่วมด้วยไหม แยกอันนี้เรียกธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วดูอาการพฤติกรรมของอาการ ว่าเป็นอาการเวทนา 2 เก๊ หรือจิตกับกิเลสเป็นต้น ก็เป็นธรรมะ 2 อ๋อ ธาตุรู้ทำงานรู้ความจริงตามความเป็นจริง หรือว่าอันนี้เป็นเรื่องหลอก เก๊ ก็แยกออก ก็ทำให้อันนี้ดับลง มีแต่เวทนาแท้ จิตก็เป็นจิตแท้ เพราะว่าอกุศลที่มันเป็น ตัวจิตเก๊หมดไป ถ้าเรามีสภาวะอย่างนี้ก็อธิบายได้อย่างที่อาตมาอธิบายไม่ได้สับสน เพราะฉะนั้นการศึกษาทุกวันนี้มันเฟ้อเกินมากไปจนเลอะเทอะสับสนวุ่นวาย ถ้าใครเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมคืออะไรปฏิบัติธรรมคือเรียนรู้จิตเจตสิกพวกนี้ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท มีนาม 5 ให้เรียนรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เรียนรู้รูป 28 โดยใช้ นาม 5 แยกแยะวิเคราะห์วิจัยในรูป 28 ก็จะเป็นอรหันต์ได้ ก็จะเรียนรู้ปฏิจจสมุปบาท เป็นสายได้ อาตมามั่นใจว่าได้พูดถูกต้อง เป็นความจริง แต่มันไกลและลึกเกินไปกว่าที่ศาสนาส่วนใหญ่จะเข้าใจ พวกคุณพอเข้าใจใช่ไหม นี่คือสิ่งที่อาตมาทำงานในชาตินี้ มีคนเข้าใจเอาไปปฏิบัติได้ นี่คือสิ่งที่อาตมาทำงานมา และพวกคุณก็ได้ปฏิบัติไปกระทั่งสมณะทั้งนักบวชชายนักบวชหญิงและฆราวาส เป็นพุทธบริษัท 4 ก็จะปฏิบัติได้มากบ้างน้อยบ้าง ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เหมือนอาตมาทีเดียว หากฆราวาสกับนักบวช เขาก็อยากจะฟังนักบวชอธิบายมากกว่า ดีไม่ดีฆราวาส อธิบายได้ดีกว่าแต่เขาก็อยากจะฟังสมมติที่เป็นสมณะ สิกขมาตุ นักบวชหญิง อาตมาไม่มีภิกษุณี ไม่ได้บังอาจทำ จึงตั้งชื่อเรียกว่า สิกขมาตุ ตอนแรกเรียกแม่เณร เขาก็ว่า เดี๋ยวก็ต้องมีลูกเณร คนจะว่า คุณไม้ร่ม...พ่อท่านพูดอย่างนี้ มันดูแล้วเหมือนกับว่า ไม่มีใครฟัง พ่อท่านต้องเหนื่อยมาตลอด วันนั้นที่พ่อท่านบอกว่าคนปัจจุบันนี้เอาหัวเดินต่างตีน แล้วพ่อท่านต้องพูดกับตีนเขา ผมไปคิดต่อว่า สมัยโบราณจะเอาอะไรต้องบอกหัวหน้าเผ่า คือหูกับตาสมองอยู่ที่หัว แต่ตอนนี้เหมือนกับพ่อท่านพูดกับหาง ผมว่านี่แหละที่พ่อท่านว่าจะเอาสัจธรรมมาเผยแพร่เท่าไหร่ก็ไปได้ยาก ผมเข้าใจว่าหากจะให้อโศกเดินหน้าก็ต้องพูดกับหัว พ่อครูว่า...อาตมาเข้าใจที่คุณพูด แต่อาตมาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำอย่างนั้นได้ อาตมามาเก็บตก และไม่จำเป็นต้องไปหาหัวหน้าเผ่า พระพุทธเจ้ามีบารมีครบ ทุกอย่างเกิดมาพร้อมเพื่อจะให้ท่านสร้างศาสนา มันคนละบารมีเลย อาตมาต้องมาพากเพียรเก็บตก คุณคิดตามประสาคุณ ไม่ผิด แต่อาตมาว่าไม่ใช่ คุณจะไปจับตัวภาษาคนละชุดคนละคุณค่าเลย อันหนึ่งฝาหม้อขี้ดินอีกอันฝาหม้อเพชร พระพุทธเจ้าฝาหม้อเพชร อาตมาหม้อดินที่ไปขุดจากข้างส้วม610728_รายการสำมะปี๋ซีวิต บ้านราชฯ ตอนที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน