สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุของพ่อครู.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข9 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุของพ่อครู _รักนะ เดอะโซปเมคเกอร์ · ฟังที่นวมินทร์ค่ะ ชัดเจนดี ขณะนี้มีผู้ชม31 คน ธรรมะสดช่องอื่นกำลังถ่ายทอดสดได้เพียงสองนาทีขณะนี้มีผู้ชม 100 คนค่ะ ก็คงจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะโลกุตระมันยาก แต่ถ้าปฏิบัติ ได้แล้วได้เลย ไม่มีวนกลับ ชอบช่องนี้ค่ะ พ่อครูว่า…พูดถึงเรื่องการออกอากาศทางโทรทัศน์ เดือนหนึ่งใช้เงินเป็นล้านก็ถือว่าถูกแล้ว ช่องอื่นเขาเสียมากกว่านี้ ค่าทางเทคนิคค่าจ้างคนอีกช่องไหนๆก็ใช้เงินที่จะทำรายการเยอะ แม้แต่ช่องธรรมะของวัด เขาก็ใช้เงินเป็นล้านเหมือนกัน ก็มีคนทำงานฟรีเหมือนกัน แต่ก็ยังต้องจ่ายเยอะ อาตมากล้าพูดได้ว่า ของเราถูกกว่าทุกเจ้า เพราะเราเองมีคนที่มีประสิทธิภาพ คนที่ได้ฝึกมาแล้วเป็นคนมีใจเสียสละ และรู้คุณค่าของการทำงานของเรา จึงมีน้ำใจเสียสละมาช่วย ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก ตอนนี้ผู้ใหญ่ก็มีน้อย ก็พูดไปเผื่อว่าผู้ใดจะระลึกได้ อยากจะมาช่วยก็ขออนุโมทนา คนมองว่าเราพูดร้ายว่าร้ายนี้ตาถั่วจริงๆ การตำหนิ เป็นเรื่องดีไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย คนที่จะกล้าตำหนิ ติ ผู้ควรติ ชมผู้ควรชม บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษย่อมคุ้มครองตนให้เป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเป็นผู้หาโทษมิได้ อาตมาว่าอาตมาตรงตามคำตรัสนะ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียน แต่คนโง่จะติเตียน ผู้ฟังประสพบุญ คือจะมีความรู้เอาไปปฏิบัติตามกำจัดกิเลสได้ ย่อมประสพบุญเป็นอันมาก ยากที่จะได้ฟังสัตบุรุษ เอาไปปฏิบัติลดละกิเลสได้ คนรู้ก็ยาก เอามาแสดงออกก็ยาก เอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงก็ยากแต่ก็มีได้ พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมะ 4 ประการเป็นไฉน 1. ใคร่ครวญแล้วสืบสวนรอบคอบแล้วกล่าวเตือนผู้ควรติเตียน นิคคัณเห นิคคหารหัง 2.ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้วกล่าวสรรเ

อ่านต่อ

สริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ปัคคัณเห ปัคคหารหัง แต่ว่าการสรรเสริญนั้นผู้ที่ควรสรรเสริญ ดันผ่ามาเป็นชาวอโศกอีก เป็นนักบวช ฆราวาสชาวอโศกเสียอีก คนที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า ชาวอโศก เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ขัดเกลาลดละกิเลสได้จริง ไม่ได้พูดพล่อยหลงตัว แต่พูดความจริง ทีนี้จะไปชมผู้อื่น ขออภัย อาตมาไม่เห็นผู้อื่นที่จะลดกิเลสได้อย่างสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ เห็นแต่มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาปฏิบัติก็เลยต้องตำหนิ พระที่คนเขาเคารพกันนั่นแหละ ปฏิบัติมิจฉาทิฐิมิจฉาปฏิบัติก็เลยยากที่จะเลี่ยงความจริงที่จะต้องตำหนิ อาตมาเลยเป็นผู้ที่ทำงานได้ยาก เพราะถ้าตั้งใจฟังเปิดใจฟัง ฟังธรรมะด้วยดี สุสูสัง ลภเตปัญญัง ฟังด้วยใจเป็นกลางๆดีๆ แต่นี่ไม่ฟังด้วยปัญญาเอาประโยชน์ก็เลยเลอะเทอะ ตอนที่อาตมากล่าวตำหนินี้เป็นการกล่าวที่มีเมตตาปรารถนาดีต้องการจะชี้สัจธรรม ที่มันผิดเพี้ยนไปอย่างขออภัย มันหมดแล้ว อาตมาก็เลยต้องดึงเอาความถูกต้องคืนมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนา อยู่กับอันนี้ก็เลยต้องทำทั้งที่มันยากแสนยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะมันไม่มีอะไรดีกว่านี้ คนไม่รู้คุณค่าไม่รู้สิ่งที่ดีที่ควรจะเอา มันเป็นจริงนะไม่ได้แปลว่า เพราะแม้มันจะมีน้อยแต่มันก็เป็นความจริงที่สุด อาตมาเองเลี่ยงอันนี้ไม่ได้ จะเอาสิ่งที่เพี้ยนอ่อนๆเบาๆ มันก็ไม่คุ้มกับแรงงานที่จะทำ เพราะว่าแรงงานเวลาอาตมาก็มีจำกัด ตั้งใจอยู่ 151 ปีก็ดูเหมือนจะไม่พอด้วยซ้ำไป ควรจะอยู่สัก 500 ปีด้วยซ้ำไป แต่ว่าคนอยู่ถึง 500 ปีไม่ได้หรอก อาตมาก็ต้องทำเพื่อให้เกิดการสืบสานต่อ ให้เกิดการรับช่วงที่จะปฏิบัติมีเชื้อนี้ต่อไปอีกๆ มีอัตราการก้าวหน้าที่จะพาให้ถึง 5,000 แล้วจะมีคุณสมบัติคุณธรรมอิทธิฤทธิ์ที่เป็นเนื้อแท้โลกุตระของพระพุทธเจ้า ทำให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ยืนยาว เป็นศาสนาในโลกอีก 2000 กว่าปี แม้ที่อาตมาทำไว้ ให้มากที่สุด ต่อไปมันก็จะเจือจางไปอยู่ดี อาตมาแน่ใจ หากตายไปแล้วก็ต้องเกิดมาอีกรอบ มันไม่พอหรอก แต่ก็ต้องอีกช่วงหนึ่ง ตอนนี้มาเจอแล้วก็ให้รีบศึกษา อาจตายก่อนอาตมา หรือแม้ตายหลังอาตมาก็เกิดมาไม่ทันหรอก ที่สำคัญคือ จะไปเกิดที่นี่อีกได้ไหมหรือจะไปเกิดที่เอธิโอเปีย นิวกินี ที่ลาวหรือเปล่า? วิบากคุณรู้ได้ไง เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อาตมาเองพยายามเอาหลักฐานธรรมะขอพระพุทธเจ้ามาอ้างอิงยืนยันว่าอาตมาเทศน์อย่างไรบรรยายอย่างไร อาตมาก็ยืนยันว่าอาตมาบรรยายตามธรรมะพระพุทธเจ้า เอาวรรณะ 9 เป็นต้น หรือพูดด้วยกถาวัตถุ 10 เป็นต้น หลักการตรงนี้มันตรงหรือหลักตรวจสอบธรรมวินัย 8 ประการของพระพุทธเจ้า ในโคตมีสูตร พระพุทธเจ้าสอนให้เป็นคนกล้าจนมักน้อยอย่าไปมากๆ มาเป็นคนสันโดษเป็นคนใจพอ เป็นคนรู้จักพอ กิเลสหยุดบ้าง อย่าไปเพิ่มเติมกิเลสให้เพิ่มขึ้น อย่ากระสันให้มันมีอีก จึงต้องพยายามชักจูงกัน พาให้โลก ตนเอง สังคม สงัดสงบ ไม่ใช่ไปอยู่ในที่เงียบๆมืดๆไม่พบกับใคร แต่เป็นผู้ที่สงบ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก กิเลสมันตายไปจากจิตยังไม่มารวนอีก จิตใจก็สงบจากกิเลส แค่นี้ก็เข้าใจเป้าหมายจุดเนื้อแท้ของความสงบสงัดของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย กายวิเวกคือ รูปนามธรรมะ 2 สงบจากกิเลส จิตวิเวก เอาที่จิตโดยตรง อุปธิวิเวก คือ สงบจากกิเลส กิเลสสงบหมดไป แต่เขาเข้าใจกายวิเวกว่าคือความสงบทางร่างกายไม่ต้องกระดุกกระดิก แต่กายวิเวกของพระพุทธเจ้านั้นมีความคล่องแคล่วว่องไว ในกาย คือธรรมะสอง เป็นกายปาคุญญาตา อาตมาเอาพยัญชนะบาลีวิชาการมาขยายความ ถ้าไม่เข้าใจที่อาตมาประพฤติปฏิบัติ คนไม่มีปัญญาจริงก็ไม่รู้เรื่อง และหาว่าไปว่าร้ายพูดร้ายกับเขาอีก เวรจริงๆเลยคนที่ไม่รู้เรื่องอาตมาว่าน่าสงสาร สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ ข้อ 4 พูดอสังสัคคะคือพูดไม่สร้างสวรรค์ แต่ท่านไปแปลว่า ชักนำให้คลุกคลีกับหมู่คณะ ให้ไปปลีกเดี่ยวหนีคนเดียว มันออกนอกรีต เพราะฉะนั้น Concept ความเข้าใจและทิฏฐิของท่านจึงออกไปไกลจากสัจธรรมหมด คณะหรือกลุ่มหมู่ก็คือกิเลส ที่มันโง่ไปสร้างแต่สวรรค์ สวรรค์นี่คือคนโง่สร้าง สวรรค์คืออันเดียวกับนรก นรกกับสวรรค์อันเดียวกันไม่แยกกันเลย เพราะฉะนั้นใครหลงสวรรค์ก็คือคนนั้นยังมีนรก ไม่มีใครอยากสร้างนรกหรอก แต่นรกมันเกิดเพราะคุณไปหลงสวรรค์ มีสวรรค์ใหญ่ก็คือนรกใหญ่ สร้างสวรรค์มากนรกก็มาก ไม่มีสวรรค์เลย ก็ไม่มีนรกเลยเช่นกัน ใครที่จะไปสร้างสวรรค์ให้แก่จิตใจตัวเองนรกก็จะมีตามมา นี่คือศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาเทวนิยมที่ยังมีสวรรค์และนรกยังมีอัตตาตัวตนมีตัวเรามีภพชาติ ยังไม่หมดภพชาติ ยังมีตัวเองเป็นชาติเป็นภพ จึงเป็นธรรมะ 2 ด้วย เทวธัมมา ส่วนของศาสนาพุทธนั้นเป็น อเทวะ เป็นศาสนาที่ทำให้ธรรมะเป็นหนึ่ง หรือไม่เป็นหนึ่งก็เป็น 0 เลยไม่เป็น 2 แล้ว สามารถทำที่มากกว่า 1 ทำให้เป็น 1 หรือ 0ได้ เทวนิยมคือมีพระเจ้า แต่มันไม่เข้าหาแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ผู้ที่ยังมีสวรรค์ สังสัคคะ แต่อสังสัคคะคือไม่มีสวรรค์ ไม่คลุกคลีกับหมู่กิเลส แต่ถ้าแปลแค่ว่าชักนำให้คลุกคลีด้วยหมู่คณะท่านแปลอย่างนั้น เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร วิริยารัมภะ เป็นธรรมะที่ขยันขยันอยู่เสมอไม่ขี้เกียจขี้คร้าน วันคืนล่วงไปบัดนี้เราทำอะไรอยู่ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวว่า เรามีเวลามีกำลังก็ควรจะต้องทำงานไม่ควรจะต้องอยู่เปล่าๆ ควรจะเป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่าสร้างสรรค์เป็นนักเศรษฐกิจชั้นดี ข้อ 6. เรื่องชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล ข้อ 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตเป็นสมาธิ ข้อ 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญานี้อาตมาก็ไขความว่าไม่ใช่เฉกะหรือเฉโก ที่เป็นความฉลาดที่วนเวียนในนรกสวรรค์ แต่ถ้าปัญญาจะออกจากสวรรค์และนรกออกจากโลกีย์ เป็นฉลาดโลกุตระ แต่ฉลาดเฉโกนั้นวนในโลกีย์ แต่เขาเอาปัญญาไปเรียกทั่วไปหมดเลย ซึ่งผิดหมด ทำลายศาสนาด้วย ผู้ใดเอาปัญญาไปเรียกแทนเฉโก ผู้นั้นทำลายศาสนาเพราะเป็นการกระทำนอกรีต มันกลับคำว่าบุญที่ไปแปลกันว่าเป็นภพเป็นชาติเป็นสวรรค์วิมาน เป็นฐานะทรัพย์สินทางโลกีย์ แท้จริงแล้วบุญเป็นเครื่องทำลายสมบัติโลกีย์ด้วยซ้ำไป บุญเป็นเครื่องมือวิบัติ ทำลายโลกียะหรือโลก อาตมาบรรยายพูดพยายามให้ชัดเจนไม่ผิดเพี้ยนไม่แฝง ไม่เหลื่อมคมในสัจธรรม ซึ่งไม่ใช่พูดง่ายนะ พูดยาก ถ้าไม่มีความรู้อย่างอาตมาพูดไม่ได้หรอก เขาก็จะพูดเรื่องโลกๆเลอะเทอะ ศาสนาจึงได้เสื่อมเพราะว่าตนเองเข้าใจผิด ทำให้ศาสนาเสื่อมไปเรื่อยๆเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ แค่คำว่าปัญญาคำเดียวก็ยากแล้ว ที่อาตมาต้องพยายามฟื้นคืนสัจจธรรม ข้อ 9. เรื่องที่ชักนำให้ลดกิเลสถึงวิมุติ ข้อ 10. เรื่องชักนำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส วิมุติญาณทัสนะ ก็เอาตำรา คําสอนพระพุทธเจ้า เป็นพุทธวจนมาอธิบายให้เข้าใจ จะได้ใช้ได้อย่างถูกต้อง ตลอดเวลา ซึ่งก็ยากแสนยากแต่ก็ควรทำ พูดไปแล้วเขาก็หาว่าอวดตัวเอง ต้องอาบัติ ปาราชิกเสียอีก ก็คนที่ไม่เข้าใจไม่เห็นคุณค่าไม่เห็นประโยชน์ก็จะไม่ได้ประโยชน์ หาว่าอาตมาทำผิดเป็นโทษภัยก็เป็นภูมิ เป็นความเข้าใจของเขา อาตมาบังคับไม่ได้ ก็เหลือแต่ผู้ที่จะมีปัญญา คนฟังอาตมาต้องมีปัญญา มีแค่เฉโกฟังยาก มีความฉลาดโลกียะฟังได้ยาก แต่ถ้าเขามีภูมิที่จะฟังว่าอย่างนี้ใช่ๆๆ ใช่ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่หาได้ง่ายนะเป็นของหายาก อาตมาก็จึงต้องแสดงตลอดเวลาให้คนได้รับรู้มากๆให้คนได้รับรู้ทันทีและเร็ว เพราะเวลามันผ่านไปเรื่อยๆไม่หยุดเลยเวลา ไม่มีการหยุดหมุน อีก 60 กว่าปีอาตมาก็ต้องตายแล้ว อาจจะไม่ถึง ตั้งใจว่าจะอยู่ 151 ก็พยายามไป610730_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาชมและตำหนิตามพระพุทธเจ้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน