สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความฉลาดโลกียะ กับโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.41 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความฉลาดโลกียะกับโลกุตระ ความฉลาดของทางโลกียะกับโลกุตระ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก แต่ศาสนาพุทธ ได้ผิดเพี้ยนไปไกลมาก จนไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ความฉลาดของทางโลกียะกับโลกุตระ มันคืออะไรกันแน่ แยกไม่ออก และก็เข้าใจว่า ความฉลาดมีอย่างเดียว พอพูดมาถึงตรงที่ว่า ความฉลาดไม่ใช่อย่างเดียว แต่คนทุกวันนี้ เข้าใจว่ามีอย่างเดียวเท่านั้น ก็เป็นแค่ความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ ไม่ได้เคยเกิดเป็นความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระเลย ถึงวันนี้ในวงการศาสนาพุทธ เป็นความจริงที่ควรจะเชื่ออาตมาพูดไม่ยาก ว่า คำว่าปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระ เป็นศัพท์เฉพาะของศาสนาพุทธ ในภาษาบาลี ส่วนความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ ภาษาบาลีเรียกว่า เฉโก ทั้งมวล คนสามัญธรรมดา ปุถุชนจะฉลาดแบบโลกียะ มีกิเลสเป็นตัวบงการความฉลาด ฉลาดมากก็ขี้โกงมาก เล่ห์เหลี่ยมมากเอาเปรียบเอารัดมาก ซับซ้อนมาก ยิ่งไม่ได้เรียนหรือไม่มีสำนึกในธรรมะ ก็จะใช้ความฉลาดซับซ้อน หลอกได้จัดจ้านสารพัดหลายชั้น เพื่อหลอกว่าให้คนอื่นเห็นว่า ตนเองดีมาก ทั้งที่ตนเองเป็นคนเลวมาก ตัวอย่างเช่นธัมมชโย ตัวเองฉลาดมาก หลอกให้คนอื่นเข้าใจว่า ตนเองนี้ดีมาก จนคนหลงลม นอกจาก จะหลอกคนโง่ได้แล้ว ยังสะกดจิตคนได้อีก การนั่งสมาธิ คือการสะกดจิตทั้งนั้น จึงสามารถได้บริวารเยอะ สะกดจิตออกโทรทัศน์ทั่วโลก ก็ได้คนมาเป็นบริวารเยอะ ที่อาตมาพูด อย่างไม่กลัว อย่างไม่เกรงใจเลยว่า คำว่าปัญญา เป็นภาษาของศาสนาพุทธเท่านั้น มีหลักฐานยืนยัน คือ ในมหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัญญาจะเกิดเจริญเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ก็ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แล้วมีโพชฌงค์ 7 โดยเฉพาะมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ในการปฏิบัติธรรมะ ในขณะปฏิบัติสัมมาอาชีพ ขณะปฏิบัติสัมมากัมมันตะ ขณะที่กำล

อ่านต่อ

ังพูด ให้เกิดสัมมาวาจา ขณะที่เกิดจิต สังกัปปะ ที่เป็นตัวประธาน ที่มีมิจฉาสังกัปปะ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก เป็นตัวบงการหลัก ถ้าเรียนรู้และสามารถปฏิบัติแล้วอ่านจิตเข้าไปถึงสังกัปปะ เริ่มคิดดำริมา ตามจับตัวองค์รวม องค์ประชุมของความคิดนั้นได้ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยจับตัวมิจฉาสังกัปปะ ขณะที่ปรุงแต่งสังขารเป็น วจี กัมมันตะ อาชีพ แล้วกำจัดเหตุได้ เมื่อกำจัดได้ ก็ได้ผลของศาสนาพุทธ ดับกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็บรรลุอรหันต์ ปัญญาจะเกิดอย่างนี้เป็นคำว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่คือหลักฐานว่าปัญญาเป็นคำของศาสนาพุทธ เพราะธรรมดาคนจะมี แต่เฉกา เฉโก ที่เป็นคำที่โลกลืมเลือนไป แต่ทั้งที่ตนเองมี แต่กลับไปเอาคำว่าปัญญา เป็นคำที่เจริญ เป็นความเฉลียวฉลาด ที่เจริญเป็นโลกุตระ ปัญญาเป็นโลกุตรธรรม ใครเอาปัญญาไปแทนความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ ก็เป็นการใช้คำที่ผิดหมด ถ้าอยากจะเกิดปัญญา ต้องเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้สัมมาทิฏฐิ แนวปฏิบัติให้สัมมาปฏิบัติ จึงจะเกิดความเฉลียวฉลาดไปตามลำดับ ขอพูดตำนานของความเป็นปัญญาก่อน เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พระพุทธเจ้า สมณโคดมก็เดินทางไปพบ พราหมณ์ 5 รูป ทั้งห้ารูปก็แสวงหาโมกขธรรม พระพุทธเจ้าก็ตรัส ธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้ฟัง แล้วก็ตรัสอนัตตลักขณสูตร พราหมณ์ ชื่อโกณทัญญะ เกิดรู้ขึ้นมาเลย เกิดฟังแล้วเกิดปัญญาตัวแรก ปัญญาตัวแรกเรียกว่า อัญญา เป็นต้นตระกูลของปัญญา เป็นความรู้เชิงโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้โลกียะสามัญที่เป็นเฉโก เป็นความรู้ใหม่ อัญญะ เป็นความรู้ที่เกินกว่าปุถุชนสามัญทั่วไป ต่างจากปราชญ์ทั่วไปที่บอกว่า ฉลาดนั้นเป็นโลกิยะทั้งนั้น ต้องใช้คำว่า เฉกา เฉโก มันมาหลงใหลผิดเอาคำว่าปัญญาไป เรียกความเฉลียวฉลาดทางโลกียะ คำว่าปัญญาจึงเสียหาย แม้แต่ในเมืองไทย ก็ใช้คำว่าปัญญา ยังไม่เป็นความเฉลียวฉลาดด้านโลกุตระ ความเฉลียวฉลาด คำว่าฉลาดในภาษาไทย ก็มาจากปัญญา คำว่าฉลาด เป็นภาษาไทย ที่มาจากปัญญา คือการศึกษาของพระพุทธเจ้า พาให้สำรวม สังวรอินทรีย์ 6 ก็เกิดอายตนะ 6 เรียกว่า ฉฬายตนะ คนก็ว่า ความเฉลียวฉลาด ที่ต้องคำนึงถึงทวารทั้ง 6 เป็นความเฉลียวฉลาดอีกอย่างหนึ่ง ที่ต่างจาก ความเฉลียวฉลาดของปุถุชนคนทั่วไป ที่เคยมีมาก่อน มันเป็นอีกอันนึง มันต่างจาก ความเฉลียวฉลาด ที่เคยมีมาแต่เดิม ที่ไม่ได้คำนึงถึง ทวารทั้ง 6 ไม่ได้มีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แนวปฏิบัติตามขั้นตอนของศีล โสดาบันก็กำหนดขอบเขตเป็นศีล 5 เมื่อปฏิบัติได้ ก็เกิดพัฒนาขึ้นเป็น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติ ปัญญา เป็นสัทธรรม 7 (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ปัญญาคือความฉลาด ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่ถ้ารู้ไปแล้วก็ เพิ่มกิเลส แทนที่กิเลสจะลด ก็ไม่ใช่เรียกว่าปัญญาแล้ว หรือไม่เรียกว่าฉลาดแล้ว ถ้าเรากระทบสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็คือปัญญา พ่อครูว่า... กระทบแล้วรู้กิเลส ลดกิเลสได้ ก็คือปัญญา ถ้าไม่อย่างนั้น คุณจะฉลาด ก็ฉลาดอย่างเฉโก ปุถุชนโลกีย์ คำว่าฉลาด โดยจริงๆแท้ๆ ก็คือ ต้องมีทั้ง 6 ทวาร ที่ฉลาด แต่พอคำว่า ฉฬายตนะ มาเป็นภาษาไทย ก็กร่อนลงไปเป็นคำว่า ฉลาด โกณทัญญะ ได้รู้ก็เกิดความฉลาด เป็นความฉลาดด้านโลกุตระ จึงเรียกว่าปัญญา ปัญญาก็จะเจริญขึ้น เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไปตามลำดับโดยมีทฤษฎีพระพุทธเจ้าให้ฝึก ประกอบด้วยองค์ 6 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวสำคัญ โดยปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยปฏิบัติอย่างมีสัมมาทิฏฐิ

600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1 https://youtu.be/k3P0Yo-7PLU

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน