สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธ ตอน๑.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สมาธิพุทธ ตอน ๑ ถ้าศึกษามรรคมีองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎก ล.14 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ข.252 ท่านบอกว่า ผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะได้สัมมาสมาธิ ที่เป็นของพระอาริยะ เป็นสัมมาสมาธิอันประเสริฐ แต่ถ้าไม่เรียนรู้ตามธรรมะพระพุทธเจ้า จะได้สมาธิทั่วไป ที่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิทั่วไปที่มีมาแต่ดั้งเดิม ที่เดี๋ยวนี้ ก็กลับไปเป็น สมาธิดั้งเดิม ไม่เกี่ยวกับมรรคมีองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะได้สัมมาสมาธิ ในมรรคข้อที่ 8 ของมรรคมีองค์ 8 ที่มี สมาธิจะเป็นสัมมาสมาธิ จะต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ข้างหน้าสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นตัวห้อมล้อมมรรค ทั้ง 4 ที่เดินมรรค แต่ชาวพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปหมด ไม่ได้ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีหลัก สัมมาอาชีวะ วาจา กัมมันตะ สังกัปปะ แต่สอนให้ปฏิบัติแบบหลับตาด้วย ไม่ให้พูด ไม่ให้ทำงาน มาให้ทำอาชีพ ในการปฏิบัติธรรมนั้น สอนให้เอาแต่นั่งหลับตาปฏิบัติ แล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง เขาเชื่ออย่างนั้นเลยว่า ปัญญาจะเกิดตามสมาธิ ที่จริง ปัญญาจะช่วยให้เกิดสมาธิ ปัญญาจะตามรู้ตั้งแต่ปฏิบัติศีล อย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไหม เช่นคุณตั้งศีล 5 เบื้องต้น ก็ต้องสำรวมอินทรีย์ 6 ไปสัมผัสเกี่ยวข้องกับความเป็นสัตว์ ความเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือความเป็นสัตว์คน เกี่ยวข้องกับคน แต่ใจเราเป็นใจที่ร้าย สัมผัส กับคนแล้วมีโทสะเกิด คือไม่สำรวมอินทรีย์ ในศีลข้อที่ 1 สัมผัสกับของที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่สังวร ยังอยากจะได้ของคนอื่น ดีไม่ดี ก็ไปเอาของคนอื่น ที่เขาไม่ได้ให้ ในฐานะอันเป็นขโมย ก็ผิดศีลข้อที่ 2 ศีลข้อ 3 ก็เรื่อง ราคะ จับเรื่องเพศเรื่องผู้หญิงผู้ชาย มีผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่พอ อยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็เอา อย่าจ

อ่านต่อ

ัดจ้านมาก ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่ต้องให้ได้ถึง climax แม้แต่คำพูดก็ต้องโกหก หรือในอบายมุข สรุปความแล้วเป็นขั้นต่ำ คือ อบายมุข ก็ไม่ติดแล้ว ชีวิตที่มันเสื่อมมันต่ำ จัดจ้านในโลกธรรม ทุจริตในเรื่องกาม หรือในโทสะก็ตาม หรือโมหะจัด ก็นั่นแหละคือ อบายมุขทั้งนั้น ก็เรียนรู้และจับตัวกิเลสเมื่อเจอผัสสะ ศาสนาพุทธ สอนให้ปฏิบัติขณะเจอผัสสะ ไม่มีผัสสะไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติไม่มีอะไรให้ปฏิบัติได้ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีฐานให้ปฏิบัติ พระไตรฯล. 9 ข.[87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ นี่คือคำตรัส ยืนยันให้รู้ว่า กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา แต่มาถึงทุกวันนี้ ได้เพี้ยน ได้เสื่อมไปหมดแล้ว จนไม่มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ไปมีกรรมฐาน 40 เป็นกรรมฐานนอกรีต ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน นอกจาก มีกล่าวในพระไตรปิฎก ที่เขาปฏิบัติผิด กรรมฐานไปปฏิบัติเพ่ง กสิณ 40 เขาก็เข้าใจว่า ในศาสนาพุทธก็ต้องมี ซึ่งพระพุทธเจ้าก็พาดพิงตาม เท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจชัดเจนแล้ว กรรมฐานของพระพุทธเจ้านั้น คือเวทนา แล้วเรียนเวทนาให้ชัดเจน พิจารณาแยกแยะ วิจัยวิจาร ธรรมะสองในเวทนา แล้วปฏิบัติให้เกิด อ่านเวทนาอ่านกาย แล้วในเวทนาจะมี โลกียะจิตหรืออกุศลจิต ให้เกิดเวทนาเป็นสุข ทุ กข์ ก็ดับตัวนี้ ตัวนี้คือเหตุคือตัณหา คือ สมุทัยอาริยสัจจะ นี่คือการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ปฏิบัติในกาย เวทนา จิตธรรมแล้ว แต่ไปนั่งสมาธิ เพ่งกสิณ 40 ออกนอกธรรมะพระพุทธเจ้า เมื่อพูด เวทนา 108 เขาก็ไม่รู้ แล้วท่านก็ไม่ได้อธิบายไว้ อย่างพิสดาร ไม่ได้รวบรวมรายละเอียด เพียงแต่แจกเอาไว้ แจกไว้ว่า เวทนา 108 มีเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 แล้วก็เวทนา 36 สุดท้ายเป็นเวทนา 108 แต่แยกแยะ แต่ละอย่าง มีรายละเอียดอย่างไร ก็ไม่ได้บอกไว้ มันมีปฏิสัมพัทธ์ มีกระบวนการ การปฏิบัติเวทนา 108 อย่างไรบ้าง อาตมาก็ไม่เห็นในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ แต่ อาตมารู้กระบวนการ ของ การสังขารสังเคราะห์ ปฏิสัมพัทธ์กัน ของกระบวนการ เวทนาในเวทนาถึง 108 ก็เอามาอธิบาย ด้วยปฏิภาณปัญญาตัวเอง ยังไม่ได้เดา เพราะเดาไม่ออก เดาไม่ได้ ต้องมีความรู้จริง จึงสามารถปฏิบัติได้จริงสามารถอธิบาย ขยายความได้ เพราะเป็นปรมัตถ์เป็นอภิธรรม เดาเอาไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องเดา หากเดาก็เข้าป่าเลย จะจับผิดได้ว่าเลอะเทอะเลย ฟังแล้วจะไม่รู้ว่า ลดกิเลสอย่างไร แต่ถ้าผู้สามารถรู้ความถูกต้องความจริง จะนำมาขยายความให้รู้ได้ ฟังแล้วทำให้รู้จักกิเลส ลดกิเลสอย่างนี้ บรรลุธรรม เป็นอาริยธรรมไปเรื่อยๆ ก็หมดกิเลสได้ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาเข้าใจอยู่ ก็พยายามอธิบาย แต่อาตมาไม่เก่ง ไม่เป็นซีรีย์เหมือนหนังเกาหลี คนดูจะได้ซาบซึ้งดี ก็ไม่เก่ง ก็ต้องยอมรับว่าตนเองไม่เก่ง

อาตมาอธิบายอะไรต่างๆ หลายครั้งหลายคราวแล้ว เรียบเรียงคำ ก็เขียนเป็นบทความไม่ใช่น้อย เสร็จแล้วก็รู้สึก ความรู้ของตน มันดีๆทั้งนั้น ใครจะหาว่าหลงตนก็ได้ ก็เห็นใจว่า คนอื่นจะรู้ตามเราได้ไหมหนอ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อธิบายธรรมะมาถึงทุกวันนี้แล้ว ตั้ง 46 ย่าง 47 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่า ตัวเองมันเป็นคนรู้มาก ยากนานอย่างไรไม่รู้ แทนที่ 40 ปีแล้ว จะมีอรหันต์เกิดเยอะแยะแล้ว ก็ยังเห็นแต่หน้าเด๋อๆ ฟังอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่จะบรรลุแล้ว อรหันต์แล้ว อนาคามีแล้ว สกิทาคามีแล้ว สมัยโบราณ พระพุทธเจ้าก็เทศนา แล้วคนก็บรรลุ เป็นลำดับอย่างไร แต่อาตมาไม่เก่งพอจะหยั่งรู้ว่า คนนั้นจะบรรลุอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะพูดไป ตามประสาที่อาตมาจะได้พูด ที่เห็นว่า ทุกวันนี้ไปยึดถือ ไปเข้าใจกันผิดๆ เป็นมิจฉาทิฐิ แม้แต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องกล่าวถึง วิมุติ เลย ก็พูดไว้ตรงนี้อีกทีว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีสัมมาวิมุติ ไม่มีพระอริยะขั้นอรหันต์ มีแต่อรหันต์เก๊ทั้งนั้น เก๊มานานแล้ว ที่ท่านก็รวบรวม เท่าที่จะรวบรวมได้ ก็รวมไว้ 50 กว่ารูปที่ว่าเป็นอรหันต์ ก็ต้องขอยกมือไหว้ เพราะท่านเป็นผู้บวชก่อนอาตมา หลายรูปก็ตายไปแล้ว ก็ต้องขอพูด ทั้งหมดเป็นอรหันต์เก๊ หมดเลย ขอพูดจริงใจอย่างเป็นวิชาการ ไม่ได้พูดด้วยอารมณ์ หรืออคติอะไร พูดอย่างวิชาการให้ศึกษา อาตมาไม่ได้มีเจตนาอกุศล มีแต่กุศลเจตนาเต็มๆ เป็นการบอกว่า อันนี้ผิด ต้องตำหนิ ก็พูดตรงๆ นิคคัณเห นิคคหารหัง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องชม เพราะเป็นเรื่องที่ผิด จึงต้องตำหนิ ที่พูดนี้ พูดอย่างคิดว่า ควรจะพูดอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้น จะหลงผิดกันไปอีกยาวนาน ทำไมอาตมาพูดเช่นนี้ ขอพูดเข้าเป้า คือ สมาธิกับปัญญา ส่วนศีลนั้น ท่านทิ้งไปเรียบร้อยตั้งแต่ต้นแล้ว ปัญญาก็เป็นตรรกศาสตร์เต็มไปหมด ไม่ได้เกิดจากองค์ 6 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 แล้วเกิดปัญญา แยกกันกับสมาธิ ผู้ที่นั่งหลับตาทำสมาธิก็ผิดอีก ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เขาบอกว่า นั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญา ก็ผิดอย่างลึกซึ้ง ปัญญาจะเริ่มต้นตั้งแต่ทิฐิเบื้องต้น ต้องมีสัมมาทิฏฐิ แล้วจึงจะไปปฏิบัติให้ถูก ปฏิบัติการทำทาน อย่างให้กิเลสลดได้ ก็เกิดอัตถิทินนัง ทำทานแล้วมีผล หรือไปปฏิบัติ ศีลพรต เรียกยิฏฐัง มีวิธีปฏิบัติให้เกิด อัตถะ ยิฏฐัง ลดกิเลสได้เป็นผล ทำได้ผลก็ไป ภาวนา หรือ อัตถิหุตัง เป็นการเกิดผลที่ทำแล้ว ท่านก็แปลทับพยัญชนะว่า สังเวยที่บูชาแล้วมีผล บวงสรวงแล้ว มีผล ท่านก็แปลอย่างนั้น สมาธิก็ไม่ใช่สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอน ปัญญาก็ไปเรียนเอาตำราของ วิสุทธิมรรค อาจารย์ต่างๆ ไม่ได้เรียนเข้าหลักสูตรธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าสอน ปัญญาต้องเกิดองค์ 6 จากการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับกิเลสได้ ลดกิเลสได้ จะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาต้องเกิดจาก การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีฉฬายตนะ มีการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายอย่างเปิด ปัญญาไม่ได้เกิดจากการหลับตาทำสมาธิ อย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฐิแท้ๆ แต่ก็อธิบายกันอย่างนั้น ที่มีอาจารย์ใหญ่ๆ เขียนกันลงในคอลัมน์ หรือพระเกจิกรรมฐานใหญ่ๆ ก็อธิบายกันอย่างนี้ ปัญญาไม่ได้เกิดอย่างนั้น ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ แล้วเกิดสัมมาสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดเป็นฌาน เป็นสมาธิ ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานคือ เกิดพลังงานไฟ อุณหธาตุ ทำให้กิเลสลดได้ เกิดเป็น บุญ พลังงานไฟฌานคือไฟกองใหญ่ มีฤทธิ์มีอำนาจมาก ไปล้มล้างไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ มีฤทธิ์เหนือไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์อย่างนี้เลย โดยเฉพาะปัญญา ก็กลายเป็น การผกผันคิดตรรกะไปหมด ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ สรุปรวมแล้ว เกิดปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ก็จะเกิดปัญญา ปัญญาอย่างโลกุตระ นอกไปจาก โพธิปักขิยธรรม 37 ไม่มีโลกุตระ โพธิปักขิยธรรมจะเกิดได้ ต้องพิจารณากายในกายเป็น พิจารณาเวทนาในเวทนาเป็น พิจารณาจิตในจิตเป็น พิจารณาธรรมในธรรมเป็น จะต้องปฏิบัติอย่าง สัมมัปปธาน 4 ต้องมีสังวรปธาน ปหานปธาน สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เมื่อจับกิเลสได้ ก็ประหารกิเลสได้ แล้วก็จะเกิดผลลดกิเลสได้ เรียกว่า ภาวนาปธาน การชำระการกำจัดกิเลสได้ เรียกว่าภาวนา ภาวนาแปลว่า การเกิดผลจากการปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วปฏิบัติรู้จักกิเลส แล้วล้างกิเลสได้ เมื่อกิเลสลดลงได้ ก็เกิดผลเรียกว่า ภาวนามัย แล้วรักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน รักษาผลต่อเนื่อง โดยมีอิทธิบาท 4 ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา องค์ 3 (สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4) นี้คือ ภาคปฏิบัติแท้ของโพธิปักขิยธรรม แล้วเกิดมรรคผล เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 อยู่ในกรอบของ โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นแกนเสาหลัก ของโพธิปักขิยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใด ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 ก็ไม่เกิด โพชฌงค์ 7 จะพัฒนา จะเกิดได้ ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าเกิด เขาฟังความอย่างนี้ เขาก็คิดว่า พระพุทธเจ้าเกิดมา ก็ต้องเดิน 7 ก้าวเลยตอนเกิด เข้าใจความหมายธรรมะพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยนไปไกล ไปเป็นบุคคล ตัวตนเราเขา ความจริงโพชฌงค์ 7 ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่คือปรมัตถธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ใช่เรื่องของคนเดินไป 7ก้าว คือโพธิปักขิยธรรม 7 หลักใหญ่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ท่องง่ายๆว่า 4578 รวมเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 ผู้เข้าใจกระบวนการโพธิปักขิยธรรม 37 หรือ 7 หลักใหญ่ ก็จะเข้าใจความสัมพันธ์ได้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลย เป็นหลักธรรม โลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ใน พระไตรฯ ล.31 ข.620 (โลกุตรธรรม 46 คือ คือ โพธิปักขิยธรรม 37 รวมกับ โลกุตรธรรม 9 คือ 1.โสดาปัตติมรรค 2.โสดาปัตติผล 3.สกิทาคามีมรรค 4.สกิทาคามีผล 5.อนาคามีมรรค 6.อนาคามีผล 7.อรหัตตมรรค 8.อรหัตตผล และ 9.วิมุติ) โพธิปักขิยโลกุตรธรรม นั้นมีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอน ไม่มีในศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าเคยพยากรณ์ไว้ก่อนแล้ว ว่าในอนาคต (อณิสูตร ล.16 ข.672) [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะ ของพวกกษัตริย์ ผู้มีพระนามว่า ทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมา โครงเก่าของตะโพน ชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตร ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตร อันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ

มีเจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไรจึงไม่สร้างภพ พ่อครูว่า...อนาคตที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ ก็คือปัจจุบันยุคนี้แหละ ตอนนั้นยังไม่เสื่อมนะ พระพุทธเจ้าเพิ่งจะเริ่มประกาศโลกุตรธรรม ยังไม่ได้เสื่อมอะไร และนี่คือ คำทำนายพยากรณ์ไว้ ก็น่าสงสาร อาตมาก็ต้องมารื้อฟื้น เตือนสติให้รู้ว่า โลกุตรธรรมคืออย่างไร อาตมาก็อธิบายธรรมะ เป็นโลกุตระอยู่ตลอดเวลา อาตมาไม่ได้พูดถึง โลกียธรรม ที่ให้ไปหารวยลาภ รวยยศ รวยไม่เสร็จ รวยสารพัด ชิตังเมโป้งรวย ซึ่งคำเหล่านั้น คนก็ไปนิยมชมชอบคำเหล่านั้น ซึ่งเป็นความจริง อันค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่โลกุตระ มันเป็นศาสนาที่มีภพชาติ เป็นศาสนาที่ทำให้หลงภพเทวดา ทำให้อยากเกิดเป็นเทวดา ศาสนาพระพุทธเจ้า สอนไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้ตั้งจิตมีภพเลย แต่ทุกวันนี้คำว่า ภพ ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร คำว่าภพคือต่อไปจากความคิดนึกเราว่า น่าจะได้อันนั้นอันนี้ อยากได้อันนั้นอันนี้ก็เป็น ภพแล้ว คำว่าอยากคือตัณหา คือกาม คือความใคร่อยาก ก็เกิดกามภพแล้ว คุณคิดดำริเมื่อไหร่ ว่าอยากได้อันนั้นอันนี้ ก็เกิดภพทั้งนั้น ยิ่งอยากได้อย่างทุจริต ถ้าอยากได้อย่างสุจริตก็พอทำเนา สุจริต ถ้าจะให้ลึกที่สุด ก็คือไม่มีกิเลส อยากได้แต่ไม่มีกิเลส อันนี้ไม่ใช่ง่าย เป็นความต้องการ เรียกว่า ฉันทะ ธรรมดาหรือว่าอากังขาวจร หรือเป็นอิจฉาวร เป็นจิตดำเนินไปกับ ความปรารถนาสามัญ อันไม่มีกิเลสร่วม แล้วก็ทำด้วยสามัญของความประพฤติ ก็จะได้ลาภมาโดยธรรมเรียกว่า ลาภธัมมิกา เกิดได้ลาภ ตามที่เรามีเจตนา อิจฉาวร ต้องการทำสิ่งนี้ขึ้นมาโดยสุจริต โดยธรรมเหตุปัจจัยในการปฏิบัติ กายกรรม วจีกรรม สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะของเราไป ก็ไม่เกิดทุจริตผล แต่ถ้าอยากได้มาก ก็ดีใจเป็นกามภพ เป็นเทวดา อยากได้มาก ก็แย่งเขาด้วยวิธีการอันเป็นกิเลส ก็เป็นเทวดาจตุมหาราชิกา เป็นเทวดามีง้าวหอกแยกเขี้ยว ไปรุกรานคนอื่น แต่ถ้าไม่ไปแย่งใคร ไม่ไปรุกรานคนอื่น ทำตามจิตของเรา ที่มีสัมมาธรรมดา มีความปรารถนาธรรมดา อย่างที่ใช้ศัพท์ว่าเป็น อากังขาวจร หรือเป็นอิจฉาวจรธรรมดา เป็นความตั้งใจธรรมดา และปฏิบัติตามเหตุปัจจัยที่สุจริต เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ มันก็ไม่เกิดบาปกรรมอะไร แต่ถ้าจิตไม่รู้จักสวรรค์ ไม่รู้จักนรก ไม่รู้จักภพชาติ คุณก็ไปอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อได้มา 1. ตั้งความหวัง อยากได้ ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ ถ้าได้ก็สมใจ ก่อเกิดสุข เกิดความสุขทุกข์ ก็เป็นสวรรค์นรก จริงๆแล้ว ทุกคนไม่อยากได้นรก ไม่อยากได้ความทุกข์ แต่เมื่อไปเกิดความปรารถนาแรงมาก ก็เป็นทุกข์ แม้ทำสุจริต แต่อยากได้มากแรง ก็ร้อนใจ ก็ทุกข์ ถ้ายิ่งทุจริตเข้าไปอีก ก็ยิ่งผิดเพี้ยนไปใหญ่ ขนาดอยากได้ ก็เป็นภพชาติ ได้มาก็เป็นสวรรค์ แม้จะเป็นสวรรค์โดยสุจริต ก็เป็นภพชาติ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาดับภพจบชาติ เป็นศาสนาที่ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ดับสวรรค์ดับนรก จริงๆแล้ว ก็ดับแต่สวรรค์ แล้วมันก็จะไม่มีนรก ลดสวรรค์ให้บางเบาลง จนไม่มีสวรรค์ นรกก็ไม่มี เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ คือผู้ไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ เรียกว่า เป็นผู้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรืออุเบกขา ความที่จิต มีอาการไม่มีสุขไม่มีทุกข์เลย หรืออุเบกขา เรียกว่าอทุกขมสุข อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วทำให้กิเลสเลิก ลดไปได้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ได้ คือมีเวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วสามารถที่จะทำให้จิตเป็น เนกขัมมะสิตอุเบกขา เป็นอุเบกขา อย่างออกจากโลกีย์ ออกจากกิเลสกาม โทสะ โดยเฉพาะออกจาก กิเลสกามออกมาได้ แม้ที่สุดออกจากอัตตา ออกได้หมด เป็นอุเบกขาที่เจริญ เป็นเนกขัมมะสิตอุเบกขา คนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะมีสัญญามีปัญญา มีความรู้ความเห็นความเข้าใจ และปฏิบัติจนเกิดปัญญา เกิดความรู้ได้ด้วยของจริง ว่ากิเลสเป็นเช่นนี้ อ่านอาการกิเลสที่จิต แล้วมีวิธีลดกิเลสได้ คือผู้ทำเนกขัมมะเป็น ท่านแปลเนกขัมมะว่า ผู้บวช ผู้บวชก็คือ ผู้นี้เจตนาทำให้กิเลสลดลง ถ้าไม่ใช่เจตนาอย่างนี้ ก็เป็นเพียงแต่ไปแต่งเครื่องแบบศาสนา แล้วไปอธิบายเลอะเทอะ ไปหากินเลี้ยงชีพ ก็ได้แต่บาปเท่านั้นเอง ผู้ที่บวชเป็นภิกษุ แล้วมีสัญญากับประชาคมว่า เราจะไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข เราจะมาล้างโลกธรรม ที่อยากได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ปฏิญาณ บวชคือปฏิญาณกับสังคม สังคมก็ให้บวชเลย แล้วประชาชนก็จะเลี้ยงไว้ แต่เสร็จแล้วมาขบถ ไม่ได้ปฏิบัติจริง ไม่ได้เรียนรู้ปฏิบัติจริง อย่างสัมมาทิฏฐิ ได้แต่หลอกคน ให้มาเลี้ยงไว้ อุปการะไว้ ผู้ที่มาอุปการะพระไว้ โดยไม่เข้าใจว่า เราจะมาบริจาคมาให้ แล้วเราก็ปฏิบัติการให้ เรียกว่าทาน โดยทำใจในใจยังเป็นโยนิโสมนสิการหรือไม่ ทำใจในใจอย่างถ่องแท้ ไม่ให้จิตมีจิตสร้างขึ้นเป็น สาเปกโข ไม่ให้มีความหวังในจิต ไม่ให้ต่อเนื่องแต่ ปฏิภัทจิตโต สัมพันธ์กับความหวัง มีมากขึ้น จนสั่งสมลงเป็น สันนิธิเปกโข เป็นการสั่งสม การอยากได้ผล จนกระทั่งกลายเป็น ผลนี้แหละ เราจะได้เอาไว้กินต่อไป เมื่อเราตายไปแล้วเป็นภพชาติหน้า ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของศาสนาอื่น เป็นการตั้งจิตไว้ผิด ผู้ที่ตั้งจิตไว้ผิด แล้วก็สอนกัน จึงกลายเป็นโจรหัวโจก เข่นฆ่าโจรหัวโจกกัน คือสอนให้ตั้งจิตไว้ผิด ทิโส ทิสํ ยนฺตํ กยิรา เวรี วา ปน เวรินํ มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ ปาปิโย นํ ตโต กเร. โจรกับโจร หรือไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำเขาให้เสียหายยิ่งกว่านั้น. (พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๒๐. ยกตัวอย่างธัมมชโย ก็หลอกกัน อยู่ในธรรมกาย ต่างเป็นโจรทั้งนั้น ก็ทำความฉิบหาย ทำความทุกข์แก่กันและกันตลอดเวลา ความฉิบหายนั้น พระพุทธเจ้า บอกว่าคือจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้เกิดความพินาศให้แก่กัน ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำเขาให้เสียหายยิ่งกว่านั้น. ได้วิมานเฟสสองเฟสสามนั้น คือโจรหลอกโจร จริงๆแล้วเขาเป็นคู่เวรกรรม ที่สร้างความฉิบหายแก่กันและกัน คนตั้งจิตไว้ผิด อย่างนี้เลวกว่าโจรหัวโจก ร่วมกันทำความฉิบหายแก่กันอีก อันนี้เลวกว่า สำนักใดๆที่ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะสอนกันผิด สอนการทำทานก็สอนผิด ว่ามาทำทาน แล้วจะได้สวรรค์อย่างนั้น ได้บุญอย่างนี้ ทำทานที่ตั้งจิตไว้ผิดคือ ทำทานแล้วเกิดจิตมีภพชาติ ไม่มีบุญใดเกิด ไม่ได้ชำระกิเลส มีแต่สร้างกิเลส สร้างภพชาติใส่จิต แต่บุญคือการชำระกิเลสในจิต ชำระภพชาติ แต่ทำทานแล้วได้กุศล ได้กุศลผสมไปกับกิเลส ได้กุศลที่เป็นกิเลส เรียกว่า ได้ลาภที่เป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกขลาภ คุณทำทานด้วยวิบาก คุณให้ก็เป็นเจ้าหนี้เป็นกุศล ไม่ใช่ทำทานแล้วไม่มีกุศลใด ก็มีกุศลวิบาก แต่คนทำทานแล้วไม่มีปัญญา ทำจิตในจิตไม่เป็น ทำทานแล้วก่อกิเลสเพิ่มขึ้นๆ จึงเป็นคนสร้างภพใหญ่มาก กิเลสเพิ่มขึ้น ภพสวรรค์ใหญ่เท่าไหร่ ภพนรกก็ใหญ่เท่านั้น นรกกับสวรรค์มันอันเดียวกัน สอนให้คนติดสวรรค์ = สอนให้ได้นรก สอนให้ยึดสวรรค์ = สอนให้ยึดนรก สวรรค์คือคู่นรก แยกกันไม่ออก ถ้าคุณดับสวรรค์ ลดสวรรค์เมื่อไหร่ เรียกว่าอสังสัคคะ คือไม่ประกอบสวรรค์ แต่เขาไปแปลว่า ไม่เกี่ยวข้องกับหมู่คณะ ไปแปลเป็นบุคคลอีก แต่ทั้งที่ คณะคือกองกิเลส ต่างหาก

600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1 https://youtu.be/-ytocuIAvFQ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน