สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธ ตอน๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สมาธิพุทธ ตอน ๒ ถ้าศึกษามรรคมีองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎก ล.14 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ข.252 ท่านบอกว่า ผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะได้สัมมาสมาธิ ที่เป็นของพระอาริยะ เป็นสัมมาสมาธิอันประเสริฐ แต่ถ้าไม่เรียนรู้ตามธรรมะพระพุทธเจ้า จะได้สมาธิทั่วไป ที่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิทั่วไปที่มีมาแต่ดั้งเดิม ที่เดี๋ยวนี้ ก็กลับไปเป็น สมาธิดั้งเดิม ไม่เกี่ยวกับมรรคมีองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะได้สัมมาสมาธิ ในมรรคข้อที่ 8 ของมรรคมีองค์ 8 ที่มี สมาธิจะเป็นสัมมาสมาธิ จะต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ข้างหน้าสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นตัวห้อมล้อมมรรค ทั้ง 4 ที่เดินมรรค แต่ชาวพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปหมด ไม่ได้ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีหลัก สัมมาอาชีวะ วาจา กัมมันตะ สังกัปปะ แต่สอนให้ปฏิบัติแบบหลับตาด้วย ไม่ให้พูด ไม่ให้ทำงาน มาให้ทำอาชีพ ในการปฏิบัติธรรมนั้น สอนให้เอาแต่นั่งหลับตาปฏิบัติ แล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง เขาเชื่ออย่างนั้นเลยว่า ปัญญาจะเกิดตามสมาธิ ที่จริง ปัญญาจะช่วยให้เกิดสมาธิ ปัญญาจะตามรู้ตั้งแต่ปฏิบัติศีล อย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไหม เช่นคุณตั้งศีล 5 เบื้องต้น ก็ต้องสำรวมอินทรีย์ 6 ไปสัมผัสเกี่ยวข้องกับความเป็นสัตว์ ความเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือความเป็นสัตว์คน เกี่ยวข้องกับคน แต่ใจเราเป็นใจที่ร้าย สัมผัส กับคนแล้วมีโทสะเกิด คือไม่สำรวมอินทรีย์ ในศีลข้อที่ 1 สัมผัสกับของที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่สังวร ยังอยากจะได้ของคนอื่น ดีไม่ดี ก็ไปเอาของคนอื่น ที่เขาไม่ได้ให้ ในฐานะอันเป็นขโมย ก็ผิดศีลข้อที่ 2 ศีลข้อ 3 ก็เรื่อง ราคะ จับเรื่องเพศเรื่องผู้หญิงผู้ชาย มีผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่พอ อยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็เอา อย่าจ
อ่านต่อ
ัดจ้านมาก ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่ต้องให้ได้ถึง climax แม้แต่คำพูดก็ต้องโกหก หรือในอบายมุข สรุปความแล้วเป็นขั้นต่ำ คือ อบายมุข ก็ไม่ติดแล้ว ชีวิตที่มันเสื่อมมันต่ำ จัดจ้านในโลกธรรม ทุจริตในเรื่องกาม หรือในโทสะก็ตาม หรือโมหะจัด ก็นั่นแหละคือ อบายมุขทั้งนั้น ก็เรียนรู้และจับตัวกิเลสเมื่อเจอผัสสะ ศาสนาพุทธ สอนให้ปฏิบัติขณะเจอผัสสะ ไม่มีผัสสะไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติไม่มีอะไรให้ปฏิบัติได้ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีฐานให้ปฏิบัติ พระไตรฯล. 9 ข.[87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ นี่คือคำตรัส ยืนยันให้รู้ว่า กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา แต่มาถึงทุกวันนี้ ได้เพี้ยน ได้เสื่อมไปหมดแล้ว จนไม่มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ไปมีกรรมฐาน 40 เป็นกรรมฐานนอกรีต ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน นอกจาก มีกล่าวในพระไตรปิฎก ที่เขาปฏิบัติผิด กรรมฐานไปปฏิบัติเพ่ง กสิณ 40 เขาก็เข้าใจว่า ในศาสนาพุทธก็ต้องมี ซึ่งพระพุทธเจ้าก็พาดพิงตาม เท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจชัดเจนแล้ว กรรมฐานของพระพุทธเจ้านั้น คือเวทนา แล้วเรียนเวทนาให้ชัดเจน พิจารณาแยกแยะ วิจัยวิจาร ธรรมะสองในเวทนา แล้วปฏิบัติให้เกิด อ่านเวทนาอ่านกาย แล้วในเวทนาจะมี โลกียะจิตหรืออกุศลจิต ให้เกิดเวทนาเป็นสุข ทุ กข์ ก็ดับตัวนี้ ตัวนี้คือเหตุคือตัณหา คือ สมุทัยอาริยสัจจะ นี่คือการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ปฏิบัติในกาย เวทนา จิตธรรมแล้ว แต่ไปนั่งสมาธิ เพ่งกสิณ 40 ออกนอกธรรมะพระพุทธเจ้า เมื่อพูด เวทนา 108 เขาก็ไม่รู้ แล้วท่านก็ไม่ได้อธิบายไว้ อย่างพิสดาร ไม่ได้รวบรวมรายละเอียด เพียงแต่แจกเอาไว้ แจกไว้ว่า เวทนา 108 มีเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 แล้วก็เวทนา 36 สุดท้ายเป็นเวทนา 108 แต่แยกแยะ แต่ละอย่าง มีรายละเอียดอย่างไร ก็ไม่ได้บอกไว้ มันมีปฏิสัมพัทธ์ มีกระบวนการ การปฏิบัติเวทนา 108 อย่างไรบ้าง อาตมาก็ไม่เห็นในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ แต่ อาตมารู้กระบวนการ ของ การสังขารสังเคราะห์ ปฏิสัมพัทธ์กัน ของกระบวนการ เวทนาในเวทนาถึง 108 ก็เอามาอธิบาย ด้วยปฏิภาณปัญญาตัวเอง ยังไม่ได้เดา เพราะเดาไม่ออก เดาไม่ได้ ต้องมีความรู้จริง จึงสามารถปฏิบัติได้จริงสามารถอธิบาย ขยายความได้ เพราะเป็นปรมัตถ์เป็นอภิธรรม เดาเอาไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องเดา หากเดาก็เข้าป่าเลย จะจับผิดได้ว่าเลอะเทอะเลย ฟังแล้วจะไม่รู้ว่า ลดกิเลสอย่างไร แต่ถ้าผู้สามารถรู้ความถูกต้องความจริง จะนำมาขยายความให้รู้ได้ ฟังแล้วทำให้รู้จักกิเลส ลดกิเลสอย่างนี้ บรรลุธรรม เป็นอาริยธรรมไปเรื่อยๆ ก็หมดกิเลสได้ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาเข้าใจอยู่ ก็พยายามอธิบาย แต่อาตมาไม่เก่ง ไม่เป็นซีรีย์เหมือนหนังเกาหลี คนดูจะได้ซาบซึ้งดี ก็ไม่เก่ง ก็ต้องยอมรับว่าตนเองไม่เก่ง
อาตมาอธิบายอะไรต่างๆ หลายครั้งหลายคราวแล้ว เรียบเรียงคำ ก็เขียนเป็นบทความไม่ใช่น้อย เสร็จแล้วก็รู้สึก ความรู้ของตน มันดีๆทั้งนั้น ใครจะหาว่าหลงตนก็ได้ ก็เห็นใจว่า คนอื่นจะรู้ตามเราได้ไหมหนอ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อธิบายธรรมะมาถึงทุกวันนี้แล้ว ตั้ง 46 ย่าง 47 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่า ตัวเองมันเป็นคนรู้มาก ยากนานอย่างไรไม่รู้ แทนที่ 40 ปีแล้ว จะมีอรหันต์เกิดเยอะแยะแล้ว ก็ยังเห็นแต่หน้าเด๋อๆ ฟังอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่จะบรรลุแล้ว อรหันต์แล้ว อนาคามีแล้ว สกิทาคามีแล้ว สมัยโบราณ พระพุทธเจ้าก็เทศนา แล้วคนก็บรรลุ เป็นลำดับอย่างไร แต่อาตมาไม่เก่งพอจะหยั่งรู้ว่า คนนั้นจะบรรลุอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะพูดไป ตามประสาที่อาตมาจะได้พูด ที่เห็นว่า ทุกวันนี้ไปยึดถือ ไปเข้าใจกันผิดๆ เป็นมิจฉาทิฐิ แม้แต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องกล่าวถึง วิมุติ เลย ก็พูดไว้ตรงนี้อีกทีว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีสัมมาวิมุติ ไม่มีพระอริยะขั้นอรหันต์ มีแต่อรหันต์เก๊ทั้งนั้น เก๊มานานแล้ว ที่ท่านก็รวบรวม เท่าที่จะรวบรวมได้ ก็รวมไว้ 50 กว่ารูปที่ว่าเป็นอรหันต์ ก็ต้องขอยกมือไหว้ เพราะท่านเป็นผู้บวชก่อนอาตมา หลายรูปก็ตายไปแล้ว ก็ต้องขอพูด ทั้งหมดเป็นอรหันต์เก๊ หมดเลย ขอพูดจริงใจอย่างเป็นวิชาการ ไม่ได้พูดด้วยอารมณ์ หรืออคติอะไร พูดอย่างวิชาการให้ศึกษา อาตมาไม่ได้มีเจตนาอกุศล มีแต่กุศลเจตนาเต็มๆ เป็นการบอกว่า อันนี้ผิด ต้องตำหนิ ก็พูดตรงๆ นิคคัณเห นิคคหารหัง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องชม เพราะเป็นเรื่องที่ผิด จึงต้องตำหนิ ที่พูดนี้ พูดอย่างคิดว่า ควรจะพูดอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้น จะหลงผิดกันไปอีกยาวนาน ทำไมอาตมาพูดเช่นนี้ ขอพูดเข้าเป้า คือ สมาธิกับปัญญา ส่วนศีลนั้น ท่านทิ้งไปเรียบร้อยตั้งแต่ต้นแล้ว ปัญญาก็เป็นตรรกศาสตร์เต็มไปหมด ไม่ได้เกิดจากองค์ 6 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 แล้วเกิดปัญญา แยกกันกับสมาธิ ผู้ที่นั่งหลับตาทำสมาธิก็ผิดอีก ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เขาบอกว่า นั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญา ก็ผิดอย่างลึกซึ้ง ปัญญาจะเริ่มต้นตั้งแต่ทิฐิเบื้องต้น ต้องมีสัมมาทิฏฐิ แล้วจึงจะไปปฏิบัติให้ถูก ปฏิบัติการทำทาน อย่างให้กิเลสลดได้ ก็เกิดอัตถิทินนัง ทำทานแล้วมีผล หรือไปปฏิบัติ ศีลพรต เรียกยิฏฐัง มีวิธีปฏิบัติให้เกิด อัตถะ ยิฏฐัง ลดกิเลสได้เป็นผล ทำได้ผลก็ไป ภาวนา หรือ อัตถิหุตัง เป็นการเกิดผลที่ทำแล้ว ท่านก็แปลทับพยัญชนะว่า สังเวยที่บูชาแล้วมีผล บวงสรวงแล้ว มีผล ท่านก็แปลอย่างนั้น สมาธิก็ไม่ใช่สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอน ปัญญาก็ไปเรียนเอาตำราของ วิสุทธิมรรค อาจารย์ต่างๆ ไม่ได้เรียนเข้าหลักสูตรธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าสอน ปัญญาต้องเกิดองค์ 6 จากการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับกิเลสได้ ลดกิเลสได้ จะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาต้องเกิดจาก การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีฉฬายตนะ มีการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายอย่างเปิด ปัญญาไม่ได้เกิดจากการหลับตาทำสมาธิ อย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฐิแท้ๆ แต่ก็อธิบายกันอย่างนั้น ที่มีอาจารย์ใหญ่ๆ เขียนกันลงในคอลัมน์ หรือพระเกจิกรรมฐานใหญ่ๆ ก็อธิบายกันอย่างนี้ ปัญญาไม่ได้เกิดอย่างนั้น ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ แล้วเกิดสัมมาสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดเป็นฌาน เป็นสมาธิ ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานคือ เกิดพลังงานไฟ อุณหธาตุ ทำให้กิเลสลดได้ เกิดเป็น บุญ พลังงานไฟฌานคือไฟกองใหญ่ มีฤทธิ์มีอำนาจมาก ไปล้มล้างไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ มีฤทธิ์เหนือไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์อย่างนี้เลย โดยเฉพาะปัญญา ก็กลายเป็น การผกผันคิดตรรกะไปหมด ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ สรุปรวมแล้ว เกิดปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ก็จะเกิดปัญญา ปัญญาอย่างโลกุตระ นอกไปจาก โพธิปักขิยธรรม 37 ไม่มีโลกุตระ โพธิปักขิยธรรมจะเกิดได้ ต้องพิจารณากายในกายเป็น พิจารณาเวทนาในเวทนาเป็น พิจารณาจิตในจิตเป็น พิจารณาธรรมในธรรมเป็น จะต้องปฏิบัติอย่าง สัมมัปปธาน 4 ต้องมีสังวรปธาน ปหานปธาน สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เมื่อจับกิเลสได้ ก็ประหารกิเลสได้ แล้วก็จะเกิดผลลดกิเลสได้ เรียกว่า ภาวนาปธาน การชำระการกำจัดกิเลสได้ เรียกว่าภาวนา ภาวนาแปลว่า การเกิดผลจากการปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วปฏิบัติรู้จักกิเลส แล้วล้างกิเลสได้ เมื่อกิเลสลดลงได้ ก็เกิดผลเรียกว่า ภาวนามัย แล้วรักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน รักษาผลต่อเนื่อง โดยมีอิทธิบาท 4 ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา องค์ 3 (สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4) นี้คือ ภาคปฏิบัติแท้ของโพธิปักขิยธรรม แล้วเกิดมรรคผล เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 อยู่ในกรอบของ โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นแกนเสาหลัก ของโพธิปักขิยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใด ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 ก็ไม่เกิด โพชฌงค์ 7 จะพัฒนา จะเกิดได้ ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าเกิด เขาฟังความอย่างนี้ เขาก็คิดว่า พระพุทธเจ้าเกิดมา ก็ต้องเดิน 7 ก้าวเลยตอนเกิด เข้าใจความหมายธรรมะพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยนไปไกล ไปเป็นบุคคล ตัวตนเราเขา ความจริงโพชฌงค์ 7 ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่คือปรมัตถธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ใช่เรื่องของคนเดินไป 7ก้าว คือโพธิปักขิยธรรม 7 หลักใหญ่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 ท่องง่ายๆว่า 4578 รวมเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 ผู้เข้าใจกระบวนการโพธิปักขิยธรรม 37 หรือ 7 หลักใหญ่ ก็จะเข้าใจความสัมพันธ์ได้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลย เป็นหลักธรรม โลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ใน พระไตรฯ ล.31 ข.620 (โลกุตรธรรม 46 คือ คือ โพธิปักขิยธรรม 37 รวมกับ โลกุตรธรรม 9 คือ 1.โสดาปัตติมรรค 2.โสดาปัตติผล 3.สกิทาคามีมรรค 4.สกิทาคามีผล 5.อนาคามีมรรค 6.อนาคามีผล 7.อรหัตตมรรค 8.อรหัตตผล และ 9.วิมุติ) โพธิปักขิยโลกุตรธรรม นั้นมีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอน ไม่มีในศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าเคยพยากรณ์ไว้ก่อนแล้ว ว่าในอนาคต (อณิสูตร ล.16 ข.672) [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะ ของพวกกษัตริย์ ผู้มีพระนามว่า ทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมา โครงเก่าของตะโพน ชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตร ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตร อันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ
600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1
https://youtu.be/e9WRY4hns2I