สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน กายแตกตายต่างหรือเหมือนกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.70 KB
วันที่แก้ไข28 พฤศจิกายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน กายแตกตายต่างหรือเหมือนกันอย่างไร _1614กายแตก ชีวิต แตกทำลาย ต่างกัน หรือ เหมือนกันอย่างไร /กายสเภทา หมายถึงอะไร พ่อครูว่า..กายแตกก็หมายถึงสภาพขององค์ประชุม กายคือองค์ประชุม กายไม่ได้มีแค่ 1 ทุกวันนี้เขาหมายถึงเพียงภายนอกอย่างเดียว เป็นมหาภูตรูปอย่างเดียวไม่มีอุปาทายรูปด้วยซึ่งมันผิด กายต้องมีทั้งอุปาทายรูปและมหาภูตรูป กายแตก หากเข้าใจความเป็นกายในพยัญชนะที่หมายถึงว่า ความเป็นภายนอกมันแยกให้เห็น กายแตก ชีวิตแตกทำลายไป คำว่า เภทา แปลว่าแตก เมื่อกายนี้แตก ก็คือส่วนของชีวิตที่คุณมีจิตวิญญาณรับรู้ภายนอกและภายในมันแตกไปส่วนนึง เมื่อกายแตกตาย จิตวิญญาณก็แยกแตกกันไป ถามว่าชีวิตหรือชีวมวลหมดไหม...ก็ยังไม่หมด กายแตกไปส่วนหนึ่ง แต่ชีวิตไม่แตก กายแตกกับชีวิตแตก มีส่วนที่ไม่เหมือนกันอยู่ส่วนหนึ่ง ทีนี้ ชีวิตที่แตกทำลาย เราจะต้องรู้จักความเป็นชีวิตของจิตวิญญาณ ในอุปาทายรูป 24 ชีวิตจะต้องเรียนรู้พลังงานของชีวิตที่เรียกว่า ชีวิตินทรีย์ แล้วทำให้อินทรีย์พลังงานของชีวิตให้ลึกซึ้งขึ้นไป ส่วนใดส่วนหนึ่งหากมีอินทรีย์ ชีวิตของกิเลสอยู่ในจิต เราต้องรู้จักชีวิตินทร์ของกิเลสแล้วทำให้มันแตกตาย ทำลายไป ชีวิต ประกอบด้วยกายกับจิต กายสเภทา หมายถึงกายแตก ส่วนหนึ่งก็ตายไปส่วนหนึ่ง ทีนี้คนเราตายแล้วตายเล่าด้วยร่างกาย แต่จิตวิญญาณยังไม่แตกสลายโดยเฉพาะยังมีกิเลสอยู่ ศาสนาพุทธต้องเรียนรู้ตัวกิเลส กายกลิ คือตัวกิเลส กายคือองค์ประชุมของกลิ กลิ แปลว่าตัวโทษภัยของจิต ต้องทำลายกายกลิให้แตกตายไปได้ อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พระอรหันต์ทำให้กายกลิตายอย่างนิรัน

อ่านต่อ

ดร แต่ร่างกายของพระอรหันต์ยังไม่ตาย อรหันต์ดับอาสวะสิ้นองค์ใดที่ร่างกายยังไม่ตาย พระอรหันต์นั้นชีวิตินทรีย์ของกายกลิ ของกิเลสหมดไปแล้วไม่มาทำงานในกายพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงมีระบบวิธีให้อุปัชฌาย์ที่บวชลูกศิษย์ขึ้นมาจะต้องสอนเรื่องกรรมฐานคือการแยกกายแยกจิตให้รู้ชัดเจนแยกแยะความเป็นกาย เมื่อไหร่ไม่ใช่กาย ถึงต้องทำให้กายแตกดับไปเรื่อยๆจนที่สุดเหลือแต่ชีวิตินทรีย์ รู้กายในกาย กายในกายต้องมีสภาพเนื่องกันมาถึงเวทนาในเวทนา เนื่องมาถึงจิต จนต้องเอาอกุศลจิตมาฆ่าให้หมด ต้องรู้จิตในจิตอย่างเจโตปริยญาณ 16 ก็ฆ่าราคะโทสะโมหะตายไปจากกายที่ยังมีสภาพสองรูปกับนาม อรหันต์มีรูปกับนามที่เป็นกายสะอาด ไม่มีราคะโทสะโมหะนี้ ถ้าพระอรหันต์ท่านยังไม่ยอมตาย ถ้าหลังกายแตกตายแล้ว กายสเภทาปรัมรณา กายกลิคือกิเลส แต่จากพระอรหันต์ไปหมดแล้วยังเหลือรูปนามของท่านเที่ยงมีชีวิต ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน กายแตกตาย ของพระอรหันต์แต่ละชาติท่านก็ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ได้ตั้งจิต จะไปนิพพาน ท่านก็ตั้งจิตต่ออีก ไม่ยอมให้รูปนามนี้แตกสลายกลายเป็นอุตุธาตุอุตุนิยามไปเลย เพราะพระอรหันต์จะต้องทำจิตตัวเองให้เป็นวัตถุธาตุได้ มีปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ จึจะชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ พีชนิยามเป็นจิตอาศัยที่ไม่ทุกข์ไม่สุขเหมือนพืช ไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว สิ้นบุญสิ้นบาป เป็นคนทำกรรมใดก็ไม่มีบาป บุญ เป็นกรรมที่มีแต่กุศล อาตมาบรรยายไปอาจารย์สำนักต่างๆก็ควรฟัง จะได้ชัดเจนขึ้น ถ้าไม่รู้แม้แต่ความหมายที่ถูก บรรยายก็ยังไม่รู้แล้วจะให้เป็นสภาพทางนามธรรม นำพยัญชนะที่ระบุไว้ว่าจะบรรลุต้องแยกธาตุจิตให้เป็นอุตุนิยามที่พีชนิยามได้ อาตมามาพูดคนหาว่าอวดตัวอวดตน แต่อาตมาไม่ได้มีจิตสาเฐยจิตอะไร ก็อวดไปคนก็ด่าด้วยซ้ำ เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนที่สัมมาทิฏฐิฟังอาตมารู้เรื่องเข้าใจ อย่างนี้ทุกที นี่เป็นเครื่องตรวจสอบพิสูจน์ อย่างพวกคุณเข้าใจได้ดีแล้ว แต่กิเลสเรายังไม่หมดก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมให้ได้จนกว่าจะได้ทำให้ตัวเองเป็นพระอรหันต์ได้ จะได้สืบสานศาสนาต่อไป ผู้ที่ไม่เข้าใจไม่เชื่อก็จะไม่ได้สิ่งนี้ โดยเฉพาะไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นผู้ที่เป็น อาริยบุคคลแท้จริง เขาก็เสียผล ชาตินี้เขาก็จะ ไม่ได้อะไร อาตมาพาทำจนเป็นสังคม วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 มีกถาวัตถุ 10 พูดไปอย่างไรก็อยู่กับ เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) .

ให้รู้จักสวรรค์ ศาสนาพุทธไม่ปรุงแต่งเอาสวรรค์ อสังสัคคะ เขาแปลว่าไม่คลุกคลีกับหมู่ที่เป็นโลกีย์ ปุถุชน ไม่สัมผัสสัมพันธ์แต่ถ้าเราใกล้จะไปคลุกคลี แต่แรงเราไม่ได้ ถูกเขาดึงลงไปก็อย่าไปเข้าใกล้ อย่าไปร่วมสังสัคคะกับเขา อย่างนี้เป็นต้น 621125_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 82

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน