สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฏฐิ) ตอน ศรัทธา ทิฏฐิ สัจจะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฏฐิ) ตอน ศรัทธา ทิฏฐิ สัจจะ ศรัทธา ทิฏฐิ สัจจะ สามประเด็นนี้ พ่อครูว่า...ศรัทธา ทิฏฐิ สัจจะ มันไม่ใช่อันเดียวกัน 3 อย่างนี้มันมีอะไรเหลื่อมกันอยู่ ศรัทธาคือความเข้าใจความรู้ความเชื่อ ทิฏฐิ แปลว่าความรู้ความเห็นความเข้าใจเหมือนกัน ก็คล้ายๆกัน สัจจะ มันเป็นตัวบ่งบอกเลยว่า คุณมีศรัทธาในสัจจะ หรือศรัทธาในความไม่มีสัจจะ คุณมีทิฐิก็เหมือนกัน ความเห็นของคุณตรงกับสัจจะหรือว่าทิฏฐิของคุณไม่ตรงกับสัจจะ สัจจะก็คือความจริง อธิบายเป็นอย่างอื่นไม่ได้ สัจจะก็คือความจริง แต่ความจริงนั้นแต่ละคนย่อมมีทิฐิต่างๆ กว่าจะมีสัจจะมีทิฐิตรงกันได้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือมาศรัทธาเชื่อสัจจะที่เป็นสัจจะแท้เป็นปรมัตถ์สัจจะ โลกุตระ ที่จบ ก็จะมีศรัทธาที่พอเชื่อร่วมกันได้ หรือมามีความเข้าใจเรียกว่าทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นความเข้าใจที่พอจะมีจุดหมายปลายทางตรงกัน แต่คนละขั้นคนละฐานะก็อาจแย้งกันบ้าง ไม่เป็นหนึ่งทีเดียว อันนี้มี 2 ก็มี 2 ไม่เท่ากันอันนี้มี 3 ก็มี 3 ไม่เท่ากัน จนกว่าจะเป็นหนึ่งเดียวซ้อนกันก็จะมีความเสมอสมานต่างกันไปจนกว่าจะลงตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ผู้ที่มีทิฏฐิสามัญญตารู้จักความสำคัญรู้จักความไม่เท่ากันอย่างเช่นชาวอโศก เรารู้จุดร่วมของเป้าหมายของพระอรหันต์อย่างนี้ตรงกัน แต่ความเห็นหรือทิฏฐิแย้งไม่ตรงกัน ศรัทธาก็ไม่ตรงกัน อย่างนี้เป็นต้น ศรัทธานิยามของมันคือ ความรู้ความเข้าใจที่เชื่อถือเชื่อมั่นเชื่อฟัง ส่วนทิฏฐิ คือความเห็นที่เป็นกลางๆ ก็คือตัวความเข้าใจการศึกษา ให้เป็นสัมมาทิฎฐิ ถ้ายังมิจฉาทิฏฐิก็ไม่ไปถึงสัจจะ ส่วนคำว่าศรัทธา แม้สายปัญญาก็ตาม สายปัญญาจะรู้จักศรัทธาได้ดีกว่าพวกสายศรัทธาที่จะไปรู้จักปัญญา เพราะว่าปัญญาจะมีความเข้าใจความร
อ่านต่อ
ู้ได้มากกว่า ในลำดับของบุคคล 7 พระพุทธเจ้าถึงเอาผู้ที่ตามหาสาระ ธัมมานุสารี ถ้าสายศรัทธาก็เอาระดับเริ่มต้นที่ต่ำกว่าเพื่อน แล้วจึงมาเป็นธัมมานุสารี ทำไม่ไม่เรียกปัญญานุสารี เพราะว่าธรรมะก็ต้องมีทั้งปัญญาและศรัทธามีทั้ง 2 ด้าน ท่านไม่เอาปัญญาทีเดียวเพราะมันจะแยกคนให้เป็น 2 ฝั่งแตกแยกทีเดียว แต่คนทั้งสองด้านก็ต้องเข้าหาปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ เลื่อนขึ้นไป ส่วนสัทธานุสารี เลื่อนขึ้นไปก็เป็นศรัทธาวิมุติแม้จะเป็นความวิมุติก็เป็นแบบศรัทธา ยังไม่ชัดเจนยังไม่คมลึกเท่าไหร่ มันไม่พิสดารหลากหลาย ไม่เหมือนกันเชื่อการบรรลุ ปัตตะ คือบรรลุ วิมุติก็เข้าถึง แต่สายศรัทธาวิมุตินี้ปักดิ่งส่วนสายปัญญา เข้าถึง ปัตตะ เข้าถึงด้วยทิฐิด้วยความเข้าใจ ทิฏฐิ จึงเป็นตัวกลางที่ไม่ปักมั่น ดิ่งทีเดียว สายศรัทธาจะดิ่งเก่ง ส่วนสายปัญญาจะไม่มีอะไรที่ปักมั่นจะมีอะไรที่จะพิจารณาเยอะกว่า ส่วนศรัทธานี้จะง่ายกว่า สายศรัทธาจะจบง่ายกว่า สรุปง่ายๆกว่า ตื้น ไม่หลากหลาย ส่วนทิฏฐิจะหลากหลายกว่า สายสัทธาจะจบที่กายสักขี มีพยานได้ ถ้าไม่ถูกต้องก็จะมีรูปนอกรูปหมายที่ถูกต้องสมบูรณ์ ส่วนปัญญาวิมุตินั้นมีทั้งกายสักขี แต่เขาเข้าใจผิด เพราะทิฏฐิปัตตะ ท่านได้ถึงกายสักขีแล้ว แต่เป็นภายใน ส่วนกายสักขีนี้มีทั้งรูปนอกและรูปใน ส่วนทิฏฐิปัตตะมีภายใน พอไปถึงปัญญาวิมุติ จริงๆแล้วปัญญาวิมุติสูงกว่าสัทธาวิมุติแน่นอน และก็ต้องสูงกว่ากายสักขีด้วย เพราะว่าในบุคคล 7 กายสักขี เป็นผู้ที่มีอาสวะบางอย่างดับไปได้ ส่วนปัญญาวิมุติ อาสวะทั้งสิ้นหมดไปแล้ว อันนี้สูงกว่า เสร็จแล้วผู้ที่ไม่เข้าใจสภาวะ ก็ไปแปล น เหวโข ว่าไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่จริงแล้วท่านถูกต้องมาแล้วมีมาแล้ว ถึงไม่ต้องไปกล่าวว่าท่านจะต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะท่านมีมาแล้วท่านจึงทำให้อาสวะสิ้นไปทั้งหมดได้ จึงทำกายสักขีได้ แล้วยิ่งปัญญาวิมุติสูงกว่ากายสักขี อาสวะสิ้นไปแล้วด้วย แต่ก็ไปแปลว่าไม่ต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กลายเป็นแย่กว่าทิฏฐิปัตตะ621127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์เป็นง่ายต้องแยกกายแยกจิตอย่างนักบวช