650302 พ่อครูตอบปัญหาผ่าพญาครุฑ ฉุดพญานาค พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

650302 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูตอบปัญหาผ่าพญาครุฑ ฉุดพญานาค https://www.boonniyom.net/51174.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1tlVsTxMIisVmsHUkhC46sYDEAV-Y2zd4L45hMPfny-w/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1pvaAEWhwKAnBNCMl-ffKcVYEVTCEwTr8/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/684322819676308 และ https://youtu.be/QtzhEyU3lyY

สมณะฟ้าไท... วันนี้เป็นวันพุธที่ 2 มีนาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ในหนังอโศกมหาราช การแก้ไขปัญหาคือการห้ำหั่นกันด้วยกำลัง แต่ในยุคสมัยนี้คนใช้คำพูดเป็นหลัก ข่าวที่ออกมา จนไม่รู้ว่าอะไรคือจริงอะไรคือหลอก คนจึงต้องมาฟังธรรมจากพ่อครูเพื่อเปลี่ยนแปลงจากโลกิยะเป็นโลกุตระ ถ้าคนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคนโลกุตระได้โลกนี้ก็ดีขึ้นแน่นอน พ่อครูให้คนมาอยู่ที่นี่ 777 คน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ง่ายเลย แต่ถ้าประกาศให้คนมาเอาเงิน คนมาหนาแน่นแน่เลย แต่ถ้าจะให้คนมาเอาโลกุตระนั้น เป็นเรื่องที่ยากกว่ามากเลย แต่ถ้าคนมาเอาได้จริงๆแล้วก็จะดีมากเลย พ่อครูว่า...บนโต๊ะนี้จะเห็นว่ามีแตงโมอยู่มากเลย วันนี้ก็ได้ฉันลงไปด้วย มาจากอำเภอเขมราฐ จากคุณหวาน นามสกุลเบิกบานใจ มีกะหล่ำปลี มาทั้งกอ จากสวนอาจารย์ข้าดิน ขึ้นเครื่องบินมาเลย SMS วันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พญานาคใต้ก้นบาดาลตื่นตอนไหน _ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : กราบขอบพระคุณพ่อท่าน และท่านสมณะที่ให้ความกระจ่าง เรื่องพญานาคได้ให้ได้เข้าใจ ถ้าไม่เข่นนั้นก็จะแยกแยะไม่ออก พญานาค พญาครุฑ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า..อาตมาก็ยังไม่เต็มที่ยังไม่เต็มใจตัวเองในการอธิบาย ยังจะแยกแยะและอธิบายไปอีก วันน

อ่านต่อ

ี้มีของเก่าเขียนมาก็เลยยังไม่อยากอ่าน พญาครุฑยังไม่ได้ขยายความเท่าไหร่ แต่พญานาค พยายามทำความเข้าใจกันก่อน ว่าพญานาคมันเป็นสมมติสัจจะ แต่ว่ามีไหมมันเป็นสัจจะคือสมมุติ มันไม่ใช่เรื่องของภายในจิตวิญญาณ คำว่าพญานาคไม่ใช่คำยกย่อง แต่เป็นคำดูถูกดูแคลน โดยเฉพาะพญานาคสำหรับคนที่ไม่เข้าใจเลยก็ติดยึดกันทำให้จมอยู่ในพญานาค จนมีอยู่ข้อหนึ่งบอกไว้ชัดด้วย ว่าเป็นพญานาคชนิดที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร ที่พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 อุบัติขึ้นมาในโลก ก็มีถาดทองคำที่ลอยทวนกระแส ก็เป็นความหมายบุคลาธิษฐาน ลอยมาซ้อนตั้งแต่ถาดใบที่ 1 จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าองค์ที่ล้านๆ แล้วพญานาคมีหน้าที่เฝ้าถาดทองคำใต้ก้นบึ้งมหาสมุทร แล้วจะรู้สึกเพียงแต่แค่เสียงของถาดทองคำ ที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแต่ละองค์ ลอยมาถึงที่นี่ก็จะตกลงมาที่เดียวกันหมด แล้วก็มากระทบกับถาดทองคำใบที่อยู่บนสุด องค์ใหม่มาก็ลอยถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ก็ลงมากระทบกับองค์ก่อนที่พึ่งจบไป ได้กระทบกันเสียงดังจะเรียกว่า กริ๊กไม่ได้ เสียงนี้ต้องเป็นเสียงพิเศษ ที่พญานาคได้ยิน ปกติแล้วพญานาคนอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย ได้ยินแต่เสียงพระพุทธเจ้า เป็นธรรมาธิษฐานว่า โลกนี้มีศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้า นอกนั้นข้าไม่รู้อะไรเลย ตัวข้านี้มืดบอดสนิท หลับตลอดหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น หอกแทง 300 เล่มเช้า 100 กลางวัน 100 เย็น 100 ก็ไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่รู้เรื่อง ข้าก็จะหลับของข้าหลับตา หลับตาปฏิบัติเป็นโจรปล้นศาสนา ผู้หลับตาปฏิบัติเป็นโจรปล้นศาสนา ความหมายอันนี้ลึกซึ้งมาก การหลับตาปฏิบัติมันเป็นโมฆะ มันทำลายศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องลืมตาปฏิบัติ ตื่น รู้รอบ ตาหูจมูกลิ้นกายใจสำรวมอินทรีย์ ตื่นอยู่ไม่มีหลับ ปฏิบัติลืมตาบรรลุธรรมก็ลืมตา หลับก็เป็นแต่เพียงนอนหลับพักเท่านั้นเอง ธรรมดาก็มีสติเต็มร้อยลืมตา อาตมาเขียนข้อต่างๆเกี่ยวกับพญานาคไว้เป็น 10 ข้อแล้ว ก็ฝากไว้ก่อน

_แดง ลานกราบ · ท่านคะจริงๆแล้วพญานาคมีจริงไหม เคยได้ยินว่าทศชาติของพระพุทธเจ้ามีอยู่หนึ่งชาติที่เป็นพญานาค และพระพุทธเจ้าก็บอกให้พระโมคคลานะปราบพญานาคไม่ใช่หรือคะ พ่อครูว่า.. เป็นตำนานเล่ากันมาก็ผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ เหมือนตำนานกาเช็ดศพ คนพูดเป็นคนอีสานมาเล่าให้เพื่อนฟัง ก็บอก เห็นปลาเจ็ดศพ หรือกาเจ็ดสบ คือ กาเจ็ดปาก (สบคือปาก) กลายเป็นของประหลาด

_Ka Por ข้าพอ · ชื่นชมทีมปัจฉา

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตอบปัญหาผ่าพญาครุฑ ฉุดพญานาค _บรรจง ทะเลธรรม : กราบนมัสการพ่อครูโปรดวินิจฉัยข้อเขียนของป้าหมอดังนี้ครับ… ศีล เป็นข้อปฏิบัติของปุถุชนเพื่อความเป็นปกติ หนักไปทางการปฏิบัติภาคกาย แต่ยังไปไม่ถึง การประจักษ์ในจิตญาณที่เป็น จิตเดิมแท้ อัน บริสุทธ์ สว่าง เปี่ยมด้วยปัญญาที่จะพาตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งแปดในความเป็นปุถุชน เป็นบุคคลที่มี ทวิภาวะ เมื่อศีลสมบูรณ์ และบริสุทธิ์แล้ว บ่มเพาะคุณธรรม ในตวามรักที่ไม่หวังผล ความเมตตาที่ไม่มีขีดจำกัด เป็นมหาเมตตา ต่อสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ จะพาให้ ประจักษ์ในตัวตนที่ว่านั้น กาลเวลานี้ เป็นกลียุค ภัยจากจิตใจคนที่ตกตำมืด ก่อเกิดพลังที่เป็นไอธาตุอัปมงคลกระจายไปทั่ว ส่งผลร้ายต่อมวลมนุษย์ที่อยู่ห่างไกลไม่เลือกว่าตนดีหรือไม่ อะไร จะข่วยยับยั้งให้พลังร้าย พลังทำลายจิตใจคน เข้ามาควบคุมจิตใจคนให้ห่างจากจิตที่ดีงาม มีแต่พลังบวก พลังที่เกิดจาก จิตที่ดีงาม ซึ่งเริ่มต้นที่ความคิดดี คิดช่วยเหลือ คิดเป็นประโยชน์มวลชนไม่เลือกเขา เรา จากความคิด ดี ก็นำไปสู่วาจาที่ดี และท้ายที่สุดก็ต้องมีการกระทำที่ดี เกิดเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงคิดและพูด นี้คือสิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าใจและยกระดับการมีศีล ขึ้นให้สูงถึง จิตวิญญาณที่จะต้องสูงขึ้นๆในกาลเวลานี้ นี้คือความหมายของสิ่งจริงแท้ในตัวตนค่ะ เมื่อ กายและใจ เป็นเหตุปัจจัยที่พึ่งพาอาศัยกัน การปฎิบัติระดับกายพอเพียงที่จะดำรงชีวิตบนโลกในปัจจุบันไหม ถ้าไม่รู้จักส่วนจริงแท้ของความมีขีวิต คือใจ อีกใจหนึ่งที่แท้จริงคือจิตวิญญาน ที่จะช่วยให้ตื่นรู้ด้วยปัญญา พาตนให้พ้นทุกข์ในวงกว้าง มิใช่จำกัดอยู่ในคนหมู่น้อยที่จะเข้าถึงด้วยศีลเป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว คนส่วนใหญ่ต้องหลุดพ้นให้ได้ในกาลเวลากัลป์สุดท้ายนี้ ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงที่ไม่มีรูปลักษณ์ เพราะเป็นเพียงพลังงาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรียนรู้ด้วย ตา หู ลิ้น กาย ใจ (ใจตัวนี้ก็ยังเป็น สังขตะธรรม) ยังไม่รู้จัก ซึ่งเมื่อไม่รู้จักก็ย่อมเข้าไม่ถึง "ใจ" ที่ไม่มีเหตุปัจจัยเป็นตัวก่อเกิด ก็คือใจที่เป็น อสังขตธรรม หรือ จิตเดิมแท้ , จิตพุทธะ หรือธรรมแท้ที่มีในทุกคน นั้นเอง ธรรมแห่งการการหลุดพ้นจากวัฏฏสังสาร พ่อครูว่า..รู้มากจะยากนานคนนี้ อธิบายเหตุผลเหตุปัจจัยวนกันไปยาวๆ ก็เข้าใจว่าคุณ แต่ถ้าเป็นอย่างคุณบรรจงไม่ได้ข้อสรุป ศีล คือข้อกำหนดให้ปฏิบัติ อย่างนั้นๆ คุณจะต้องสรุปลงให้ได้ แต่นี่คุณไปอธิบายศีลกับจิต อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มันหมุนวน เป็นความเคลื่อนอิทัปปัจจยาการ เหตุปัจจัยแก่กันและกันไปตลอด ไม่เคยจบ ไม่มีข้อสรุป มันมีแต่ความเข้าใจ ไอ้นี่แหละ เป็นพิษเป็นภัยอย่างยิ่ง ที่มนุษย์ไปเพลินกับเหตุผล เหตุและผลที่เป็นตรรกะที่ยิ่งใหญ่ ที่หลอกคนให้หลงอย่างมากเลย แล้วมันจะมากเหตุและผลต่างๆไป จนกระทั่งไปหน้าลืมหลัง แล้วก็วนมาหาหลังไปอีกว่างไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ ขออภัยยกตัวอย่างชัดๆ นี่แหละคือพญาครุฑตัวอย่างในประเทศไทย คือพระมหาประยุทธ์พระพุทธโฆษาจารย์นี่แหละ ท่านมีลักษณะอย่างนี้จบไม่ลง จนอาตมานี่ ขออภัยที่พูดความรู้สึกจริงว่าน่าสงสารท่าน ตรงนี้ท่านไปยึดอย่างนี้ ก็เลยกลายเป็น ปทปรมบุคคล รู้พระพุทธพจน์ก็มาก สอนคนอื่นก็มักทรงจำได้มากแต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ โอ้โห เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆ ไม่รู้จะช่วยยังไงเพราะช่วยไม่ได้เพราะท่านไม่ได้ศรัทธาอาตมา ท่านไม่ได้เชื่ออาตมา มันก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจริงๆขออภัย ต้องพูดอีก เพราะอาตมาเป็นคนที่ถูกต้องจริงๆท่านเข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านยังไม่มีความเข้าใจ ไม่มีศรัทธาตัวต้นกับอาตมา มันจึงทำให้ท่านต้องเป็นอยู่เช่นนี้ ท่านจึงได้จมอยู่กับความรู้อย่างนี้ ท่านจึงตายไม่ลงที่จะต้องอยู่กับความรู้และเอามาบันทึกบรรยายให้คนอื่นได้รู้ ท่านจมอยู่ในตรรกศาสตร์ อาตมาว่า ขยายความยังไม่ละเอียดพอ ยังไม่เก่งแต่คงพอเข้าใจอย่างนี้เป็นต้น น่าสงสารท่านจริงๆ ท่านรู้มาก จึงยากนานจริงๆ เจาะเข้าไปสู่ปรมัตถ์ ศีลแต่ละข้อ ที่จะรู้ว่าผู้ปฏิบัติศีลแล้วจิตจะเกิดอธิจิต แล้วจะมีปัญญาชัดเจน เข้าใจๆทำให้เกิดวิมุติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ จนเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ แต่ไม่มีคุณลักษณะพวกนี้ไปด้วยกันไม่เป็นลำดับ ไม่มีอย่างนี้ ท่านก็ไปกับความรู้ที่เป็นเหตุผลตรรกศาสตร์ ก็ได้ตรรกศาสตร์กับปรัชญา อย่างนี้เป็นต้น ไป มากมายก่ายกอง ท่านเป็นภันเตอาตมา เพราะท่านบวชก่อน แต่ท่านอายุน้อยกว่าอาตมา เท่านั้นเองมันก็สลับกันบ้าง นี่แหละมันถึงว่ายาก มันก็มีมานะอัตตาหลายๆอย่าง เช่นท่านเองท่านได้ศึกษามามีผู้รับรองมีปัญญามีบัณฑิตต่างๆนานา ท่านได้ดุษฎีบัณฑิต ได้รับการยอมรับจากใครต่อใครต่างๆกว่า 10 ใบนะ ดุษฎีบัณฑิตของท่าน อาตมานี่ อย่าว่าแต่ดุษฎีเลย ปริญญาจัตวา ปริญญาตรีก็ไม่ได้แม้แต่ใบเดียว มันหลายอย่าง มันทำให้คนไม่เข้าใจในรายละเอียดพวกนี้เพราะฉะนั้นท่านก็ออกมาไม่ได้หรอก ท่านอาจจะไม่ได้เด่นในการที่ท่านจะลาภมากมาย แต่ท่านเองก็สบายท่านต้องการเท่าไหร่ก็ได้ ลาภมีคน Support แล้วท่านก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายอะไร ท่านมีแต่จะเอามาพิมพ์หนังสือ มีแต่เรื่องการศึกษาพวกนี้ทั้งนั้นแหละ ที่ท่านจะใช้จ่ายเอามาช่วยทำเพื่อเผยแพร่ไปให้ผู้อื่น แต่ยศ สรรเสริญ ท่านไม่รู้ตัวหรอก ยศสรรเสริญนี่แหละ อันตรายอันแสบเผ็ด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ลึกเป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้แต่พระขีณาสพ ท่านว่าถึงขนาดนี้ ซึ่งอธิบายซับซ้อนเป็นสิริมหามายา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะทำอย่างไร มันเป็นวิบากของท่านจริงๆ ท่านมีวิบากนั้นก็เลยต้องเป็นอย่างนั้น ก็เป็นไป จนกว่าท่านจะหมดวิบากและถอนทิฏฐิและจะฟังอาตมา มี ปรโตโฆษะ ฟังอย่างเข้าใจ มีมนสิการ ท่านก็เข้าใจมนสิการแบบของท่านว่าเป็นพิจารณาเท่านั้นเอง แต่อาตมาเน้นไปในทางมนสิการไม่ได้เน้นโยนิโส โยนิโสเป็นเรื่องของความรู้ แต่มนสิการเป็นการทำใจเป็นฐานจิต ท่านไม่เข้าหามนสิการท่านทำมนสิการไม่เป็น เพราะฉะนั้นในมูลสูตร มนสิการ เป็นตัวที่ 2 มนสิการ จึงเป็นตัวที่ยิ่งใหญ่มาก มูลสูตร มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นสาระ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง จากอมตะเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นรากของความรู้ทั้ง 10 นี้สุดยอดจริงๆ ถ้าอาตมาเขียนเรื่องมูลสูตร 10 ก็ได้อีกหลายพันหน้า ท่านลงไม่ถึงมนสิการ ท่านเข้าใจผิวเผินแค่เหตุและผล แทนที่จะไปโยนิโส คือเป็นความรู้ประกอบเหตุและผลนั่นแหละ แต่มันจะต้องไม่ทิ้งมนะ ไม่ทิ้งจิตแล้วต้องทำจิตมันต้องไปด้วยกัน ไม่ เพราะท่านอยู่ที่ท่านอธิบาย ท่านแปล โยนิโส ว่าเป็นการพิจารณาอย่างแยบคาย ก็เลยได้แต่พิจารณาแยบคายๆ แต่ไม่เข้าไปถึงจิต ไม่ได้ทำใจในใจเลย มีแต่พิจารณาแยบคายก็ได้แต่เหตุและผลเหตุ ปัจจัย เห็นไหม ขออภัยนะ อาตมาก็ไม่ได้ไปใส่ความ อาตมาวิจัยวิจารณ์ด้วยความจริงใจบริสุทธิ์ใจ ที่เห็นใจท่านจริงๆสงสาร ถ้าท่านเข้าใจตรงนี้ได้ ซึ่งมันก็ยาก เพราะว่าท่านไม่เชื่อที่อาตมาอธิบายบรรยาย มีแต่ท่านอ่านหนังสืออาตมาเพื่อจับผิด ไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อให้เกิดปัญญา ให้เกิดความเข้าใจ อ่านเพื่อจับผิดมันก็เลยไม่ได้อะไรหรือฟังอาตมาบ้าง ฟังอย่างผิวเผิน ไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจไม่ได้ฟังอย่างมีปัญญาข้อที่ 1 และ 2 อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่อาตมาก็เป็นสัตบุรุษ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะฟังธรรมเกิดปัญญาก็จะต้องฟังแล้วฟังอีกตามข้อที่ 2 ไม่ใช่คุณฟังธรรมะพุทธเจ้าแล้ว คุณก็เอาแต่รู้อะไรไม่ต้องฟังอีกแล้ว ทะลุทะลวงไปได้หมดเลย ถ้าคุณมีพื้นฐานเป็นโพธิสัตว์ที่รู้อยู่แล้ว ได้แต่เพียงหัวข้อเป็น อุคฏิตัญญูก็ได้ แต่คุณเป็นอุคฏิตัญญูจริงหรือเปล่า หรือเป็นวิปัญจิตัญญู ได้มานิดหน่อย ต้องฟังซ้ำ ฟังเพียงไม่เท่าไหร่ก็บรรลุแล้ว สู่แดนธรรม... พวกสายที่ตักกะ ก็คือ บอกว่าปฏิบัติทำไมเพราะมันจะเกิดอัตตา แค่เข้าใจให้เกิดสมาธิ มันก็เข้าถึงธรรมะแล้ว จะไปปฏิบัติทำไม ส่วนมากสายปัญญาแบบนั้น จะคิดอย่างนี้ พ่อครูว่า... ก็มีแต่ปริยัติไม่มีปฏิบัติ ก็ไม่มีทางมีปฏิเวธ ก็เป็นความรู้ที่ขาดพร่อง

แหม่มสวิส..ชาวสวิสโดยส่วนมากไม่บริโภคนิยม ไม่วัตถุนิยม รักความสงบ รัฐมนตรีระดับสูง ไม่มีบริวารติดตาม ขี่จักรยานไปทำงาน หิ้วกระเป๋าหนังเก่าๆขึ้นรถไฟไปทำงาน ซึ่งก็พบเห็นได้บ่อยๆถึงปัจจุบัน พ่อครูว่า... อาตมากำลังนึกอยู่ว่า ประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศไทยนั้นเป็นการให้น้ำหนักของ kama and time of continuum ไอน์สไตน์เขาสรุปมาแล้วว่าเป็น space and time of continuum มันต่างกับอาตมา อาตมาเข้าถึงจิตเจตสิกรูปนิพพาน แต่ไอสไตน์ยังอยู่กับรูปธรรมเท่านั้น เพราะฉะนั้นสูตรของไอน์สไตน์คือ E=MC 2 ส่วนสูตรของอาตมาคือ E=C(mc 2 + A) นี่คือสูตรเต็มของอาตมา ลูกของไอน์สไตน์บอกว่า คนยังเข้าใจไม่ได้หรอก ซึ่งเอาไปเป็นพลังงานสันติยังไม่ได้ สันติคือต้องมาปฏิบัติทางจิต เอาพลังงาน E=MC 2 มาปฏิบัติทางจิต ก็ยังเข้าใจไม่ได้หรอกก็เลยสารภาพกับลูกสาวว่าไม่สามารถอธิบายได้มากกว่านี้ แล้วก็ขอให้ดูไป ว่าจะมีคนมาทำได้ จนกระทั่งคนเข้าใจแล้วรู้ว่าอันนี้เป็นเช่นนี้หรือ พลังงานวิเศษที่เป็นพลังงานทางจิตที่ยิ่งใหญ่มันเป็นอย่างนี้หรือ คนก็จะเข้าใจ แล้วก็จะ ฮือฮา เป็นระเบิด Bomb of Love ไอน์สไตน์ใช้คำว่า Bomb of Love เป็นระเบิดแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ช่วยมวลมนุษยชาติ ก็มาเกิดในประเทศไทย เมื่อรัชกาลที่ 9 สิ้นพระชนม์ก็เกิด Bomb of Love ก็มีคนท้วงว่าไม่น่าจะใช้คำว่า Bomb น่าจะใช้คำว่า Explosion of Love เกิดเป็นรูปธรรม อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเปิดเผยในส่วนของรูปธรรม ส่วนอาตมามาเปิดเผยธรรมะโลกุตรธรรมในส่วนที่เป็นนามธรรม ซึ่งมันลึกละเอียดยิ่งกว่ากันมาก ยากมากกว่ารูปธรรม เพราะรูปธรรมนั้นใครเห็นใครเข้าใจได้ง่าย ยอมรับนับถือบูชาในหลวง ร.9 อย่าว่าแต่ในประเทศไทยเลยในต่างประเทศก็เข้าใจ แต่ว่าของอาตมานั้นไม่ต้องพูดถึงต่างประเทศเลยเอาแต่ประเทศไทย ยังได้แค่กะติ๊ดหนึ่งเท่านี้ 50 กว่าปีแล้วทำงานมา ถ้าหากอาตมาทำงานถึง 70 กว่าปีเท่ากับในหลวง จะขยับ ขึ้นไปกว่านี้ไหม ก็คงจะขยับไปบ้าง

SMS วันที่ 28 ก.พ. 65

SMS วันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2565 _สติพล จนพัฒนา · ข่าวด่วนวันนี้ 24 ก.พ. 2565 ปูตินเริ่มรบกับยูเครนระเบิดสนั่นหลายเมืองแล้ว.

_แก้วตะวัน พวงบุบผา · กราบนมัสการท่านสมณะท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ.. ยามหนุ่มสาวอย่าเอาแต่ใจไร้ประโยชน์ อย่ามักโกรธเป็นโทษภัยใหญ่นักหนา ยามเมื่อเราเฒ่าชะแลแก่ชรา คนจะพากันละทิ้งยิ่งเศร้าใจ จงฝึกหัดดัดตนจนเลี้ยงง่าย เร่งขวนขวายเป็นอาจิณสิ้นสงสัย ยามเฒ่าแก่ยักแย่ยักยันไม่น่าห่วงใย มีคนให้การเลี้ยงดูน่าบูชา

_Kittima Ekmapaisarn (กิตติมา เอกมาไพศาล) : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง, กราบนมัสการ สมณะและสิกขมาตุทุกท่านค่ะ ถ้าโยมมีคุณสมบัติแบบสิกขมาตุพูดเลย โยมจะสมัครไปอยู่กับท่านเจ้าค่ะ...

_คอยใคร · ชอบพ่อครูเล่าอดีต สนุกดีครับ

_สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ในวันศุกร์ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ลูกไม่เห็นพ่อครูมาเทศน์ ลูกเข้าใจว่าพ่อครูป่วยค่ะ ลูกก็ได้ทำใจ เป็นอนุปคัมมะ และตั้งจิตว่า จะตั้งใจปฏิบัติธรรมตามพ่อครูสอน ชีวิตของลูกคลายทุกข์ได้เพราะมาปฏิบัติธรรมตามพ่อครูค่ะ ลูกฝึกปลูกผัก ฝึกทำปุ๋ย และเอาผักไปแจกเพื่อนบ้าน เมื่อลูกได้ให้คนอื่น จิตใจก็คลายทุกข์ค่ะ ธรรมะที่พ่อครูสอนช่วยลูกให้หายจากอาการเศร้า หายจากโรคประสาท ลูกจะมุ่งมั่นพากเพียรต่อไปค่ะ น้อมกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการ พ่อท่านด้วยสุดเศียร สุดเกล้า คือผมปฏิบัติศีล ๘ อยู่ครับ ผมทานอาหารวันละ ๑ มื้อ และเสาร์ อาทิตย์ ๒ มื้อ ผมเดินตาม โพชฌงค์ ๗ และมรรค ๘ อยู่ครับ ผมยังทานอาหาร ปรุงแต่งอยู่ครับ และ สั่งอาหารที่ข้างสันติอโศก เป็นอาหาร(เจ)มาทานอยู่ครับ ผมมี อายุ ๖๘ ปี แล้ว กลางวันมีการเอนกายบ้าง อยากถามพ่อท่านว่าผมเป็นอาริยะหรือยังครับ และบรรลุระดับไหนครับ ขอ อาราธนาให้พ่อท่านจงอยู่เกิน ๑๐๐ ปี กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า... ตอบไม่ได้ ปัจจัยที่คุณบอกมามันไม่พอที่จะตอบได้เลย อาตมายังไม่เก่งพอที่จะตอบได้ว่าคุณ คุณก็บอกแค่ว่าทานอาหารแค่ 1-2 มื้อปฏิบัติศีล 8 ก็เอาเถอะ อายุ 68 ปี บรรลุระดับไหน รู้ด้วยตนเองดีกว่า ฟังธรรมะให้ดีแล้วรู้ไปจริงๆ อาตมาก็พยายามเจตนา อธิบายให้ชัดเจนจะได้รู้ตัว ไม่ใช่รู้จากใครบอก แต่เรารู้ตัวเองโดยเอาตัวเองเป็นที่ตัดสินเองมันสุดยอด น่าจะเป็นเช่นนั้นมากกว่า

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทานอย่างผู้ให้ไหว้ผู้รับ ไม่ต้องหวังต่อ _ใบแพร : พ่อสอนว่า การให้ไม่ว่าจะด้วยกาย วจี มโนเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ ประเสริฐสูงสุด การให้ที่เกิดจากจิตวิญญาณไม่มี สาเปกโข เป็นการให้ที่ลึกซึ้งสุดที่จะพรรณนา ยิ่งให้ไปก็ยิ่งได้มายิ่งลึกซึ้งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะสิ่งที่เราได้กลับมาไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นนามธรรม สมัยก่อนเราจะขายอาหารเผยแพร่อาหารมังสวิรัติเป็นหลัก พ่อจะสอนเน้นย้ำเสมอว่า เราเป็นแม่ให้ ไม่ใช่แม่ค้า ได้ยินคำสองคำนี้เหมือนหงายของที่คว่ำ รู้สึกเกิดปัญญา คำว่า ให้นี้ลึกซึ้งนัก ทุกครั้งที่ทำอาหารขายของจิตสำนึกจะขึ้นมาเตือนสติเสมอว่า เราเป็นผู้ให้ๆ ที่ไม่ชอบคำว่า แม่ค้า พอได้ยินคนที่พูดจากระทบกระเทียบเปรียบเปรยเป็นคนปากตลาด บอกว่าแม่ค้าปากคลองตลาด เมื่อครั้งวันที่ 5 ธันวาคมเราจะตั้งโรงบุญ ทั่วประเทศ เราจะได้รับคำสอนว่า ผู้ให้ไหว้ผู้รับ พ่อครูว่า… ทุกวันนี้เราก็ทำกันอยู่แต่ไม่ได้พูดเปรยให้ทำกันทั่วประเทศ เป็นเพียงรู้กันว่าให้ทำกันเป็นปกติ อาตมาอธิบายว่าต้องขอบคุณเขา เขามารับของเรา ถ้าไม่มีผู้มารับของเรา เราไม่มีการได้ให้ใครนะ เราได้ให้เพราะมีผู้มารับ เป็นบุญคุณมากที่คุณมาเป็นผู้รับ ไม่งั้นเราไม่ได้เป็นผู้ให้นะ เนื่องจากไม่มีผู้รับ ให้โดยไม่มีสาเปกโข คือ ให้โดยไม่มีจิตหวังจะมีอะไรต่อ ให้แล้วก็ตัดไม่มีภพชาติเลย ไม่หวังที่จะได้อะไรตอบแทน หรือไม่หวังไม่มีภพชาติอะไรต่อไป _ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ ถ้าเป็นนามธรรม คุณจะไม่ขาดจากการยึดถือเป็นของข้า ตลอดกาลนานไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ภพชาติก็เป็นของข้าๆ เอาของข้าคืนมา หรือ ต้องเอามาใช้หนี้ข้า สุดยอด ปริภุญฺชิสฺสามีติ จะเป็นภพชาติเป็นแดนอะไรอื่นต่อไปหมดเลย เทวดา 6 ชั้นก็คือสมมุติ เป็นเมืองหลอก

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... _ใบแพร : ความมหัศจรรย์ของนักปฏิบัติธรรม การปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ ความสุขสงบเบาก็เข้ามาแทน เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. เป็นวันที่ลูกๆรอจะได้มาฟังธรรม แต่ได้ยินเสียงประกาศว่าวันนี้งด พ่อครูไม่ได้แสดงธรรม เป็นอะไรฉุกเฉิน ลูกๆหลายคนอาจสงสัยว่าพ่อเป็นอะไร เมื่อก่อนเราก็ทุกข์มาก แต่ปัจจุบันก็วางได้มากขึ้น

พ่อครูว่า…ฝากไว้ก่อนเรื่องพญานาค แล้วก็พ่วงพญาครุฑไปด้วย เพราะ 2 คำนี้ยิ่งใหญ่ คือ คนติดยึดสองทิศ ดับสุด กับสว่างสุด สว่างจนพร่ากระจาย อุทธัจจะกุกกุจจะ กับ ถีนมิทธะ ยิ่งใหญ่มาก ไว้ค่อยอธิบายกันก็แล้วกัน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ยุคนี้คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ _พ่อครูว่า... เรามาพูดถึงปัจจุบัน ณ ธรรมขณะนี้ โลกทั้งโลก เราก็จะเห็นตัวอย่าง อาตมาก็ดูจากข่าวคราวของโลก ตัวอย่างที่เป็นไปตอนนี้ก็มาออกบทบาทสูงมาก ตัวละครสำคัญขณะนี้ มีอยู่ 3 ตัวคือ 1. ที่ยูเครน 2. รัสเซีย 3. อเมริกา นี่คือตัวปฏิกิริยาที่เกิดอยู่ตอนนี้ ที่เขามะรุมมะตุ้มอะไรกัน ความฉิบหายมันก็ตกอยู่ที่ยูเครน ยูเครนเป็นประเทศที่มันเกี่ยวเนื่องกับรัสเซียเขา เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ก็แยกตัวออกไป เสร็จแล้วเกิดกลียุคอะไรกันขึ้นมา ดาราตลกได้มาเป็นประธานาธิบดี ข้างในประเทศก็เละกันใหญ่ รบกันยิงกันต่างๆนานาสารพัด รัสเซียก็ยื่นมือเข้าไป สหรัฐก็ยื่นมือเข้าไป ต่างบอกว่า ถ้ารัสเซียเข้า สหรัฐจะเข้านะ อะไรอย่างนี้ ซึ่งฟังๆแล้ว ต่างคนต่างจะเบ่งอำนาจกัน ดูแล้ว อาตมาว่าเหมือนเด็กๆเหลือเกิน ก็จะเป็นผู้ใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่ ก็ควรจะว่ากันไปตามลำดับ จะส่งสารส่งข่าว จะมีการติดต่อเชื่อมโยงกัน ก็ปล่อยให้มันฆ่าแกงกันแล้วเขาก็จะได้ขายอาวุธ ซึ่งเป็นความซับซ้อนของมนุษยชาติในโลก รัสเซียก็ขายอาวุธ อเมริกาก็ขายอาวุธ ยูเครนก็สร้างอาวุธเขาได้ พอได้เหมือนกัน แต่ว่าเมื่อฆ่ากันแล้วก็ต้องสั่งมา ผู้ใดมีอำนาจมากก็ยึดอาวุธของประเทศอื่นมาเป็นของตน ฝ่ายรัฐบาลก็ได้เปรียบ มันก็ต้องพึ่งพาอาวุธอีกฝ่าย นี่เป็นรายละเอียดต่างๆนานา สรุปรวมแล้วก็คือ มันทะเลาะกัน ทะเลาะกันจนกระทั่งถึงฆ่ากัน ยุคนี้ ไม่ใช่ยุคที่จะทะเลาะกันด้วยกันฆ่ากันแล้ว คนนะ มนุสโส จิตสูงแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นเศษของความดิบเถื่อน เศษกิเลสของความดิบเถื่อนยังจะฆ่ากันอยู่ โดยเฉพาะคนฆ่ากัน มันน่าจะหมดไปแล้วจากยุคสมัยนี้ เพราะเจริญกันมากแล้ว แต่มันหมดไปไม่ได้ เพราะมันยังสร้างอาวุธ อาตมาออกโศลกมาว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” แรงนะ ไม่ใช่เบา อันนี้ แรง ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงๆเลย ถ้าเผื่อว่าคนเจริญเพียงพอ ไม่ต้องเสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอน ไปสร้างอาวุธมาฆ่ากันทำไม มันไม่สร้างอาวุธมาเพื่อล่าสัตว์หรอก อาวุธที่มันสร้างราคาแพงๆ ประสิทธิภาพสูงส่งนี่ มันเอามาฆ่าคน ลงทุนใช้พลังงานสูงสุด ประกอบทุกอย่างให้วิจิตรพิสดาร มีประสิทธิภาพสูงขนาดไหนๆ ที่มันแข่งสร้างกันอยู่นี้ มันสร้างกันมาเพื่อฆ่าคน เพราะฉะนั้นจิตของคน นอกจากจะฆ่าคนแล้วจะต้องให้มีประสิทธิภาพที่ฆ่าได้อย่างแรง ฆ่าได้อย่างมาก ลูกเดียว ตูม หมดประเทศเลยมันยิ่งชอบ มันจะต้องให้ได้ ใช่ไหม ซึ่งเห็นความอำมหิต โหด ของคนที่มีน้ำหนักของความอำมหิตโหดนี้ ขนาดไหน ยุคนี้แล้ว มันยังไม่หมดไปจากโลกเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องทวนกระแส เอาเรื่องรักกันเมตตากัน เกื้อกูลกัน ไม่ใช่เอาแต่เรื่องเบียดเบียนทำร้ายฆ่าแกงกัน อันนั้นมันหมดยุคแล้ว มันเป็นยุคของสัตว์เดรัจฉาน เป็นยุคของคนมิลักขะ คนเถื่อนคนป่าไม่ใช่ มันไม่ใช่ …มันเป็นยุคของ อาริยกะ เพราะฉะนั้นอาตมาก็จำเป็นต้องพูด แล้วพวกเราชาวอโศก ต้องปฏิบัติประพฤติให้มันสอดคล้องกับที่อาตมาพูดหน่อยนะ แต่ไม่มีหรอก ชาวอโศกเราตั้งแต่ตั้งมา 50 กว่าปี ไม่ได้มีความอำมหิตอะไรมากมายเลย ไม่เกิดความอำมหิต แม้แต่เรื่องที่ชาวอโศกจะทะเลาะวิวาทกัน ตามคุณภาพของพุทธพจน์ 7 ของพระพุทธเจ้า สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ พวกเราชาวอโศกประพฤติได้จริง ในสาราณียธรรม 6 มีพุทธพจน์ 7 เป็นตัวฐานรากของจิต มีพฤติกรรมแกนรากของจิต 7 ประการ สาราณียะ คือ ระลึกถึงกัน ไม่ใช่ระลึกถึงด้วยกันเพื่อไปแก้แค้น แต่เป็นการระลึกถึงกันอย่างเมตตา เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพอทรงตื่นขึ้นมาก็ระลึกถึงว่าจะไปโปรดให้ช่วยเหลือใคร เราก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ก็ระลึกถึงคนนั้นคนนี้ พูดถึง ถามถึงกัน เป็นอย่างไรอยู่สบายดี หรือเกิดลำบากลำบน ควรจะช่วยเหลือกันไหม เป็น ปิยกรณะ เป็นความรัก ความรักที่ยิ่งกว่าญาติ ยิ่งกว่ามิตร รักกันด้วยเนื้อลึกๆว่า จะต้องหวังดีต่อกัน ปรารถนาดีต่อกัน ช่วยเหลือกัน หรือ ผู้ที่เราเคารพนับถือ คุรุกรณะ ก็ระลึกถึงท่าน ท่านเป็นผู้ที่ทำงานหนักหรือเคยเป็นครูของเรา ครุก็คือหนักทำงานหนักหรือเป็นครูเรา ระลึกถึงท่าน เราจะช่วยเหลืออะไรท่านได้ไหมหนอ สังคหะ ก็คือช่วย ได้ช่วย ได้เกื้อกูลช่วยเหลือ สงเคราะห์กัน อนุเคราะห์กันไป อวิวาทะ ไม่วิวาทกัน แค่วิวาท ก็คือ วาทะคำพูด วิวาทแรง วิวาทมาก วิวาทหนัก ก็ลงมือทำร้ายกันด้วยกายกรรม วิวาทกันอย่างแรง ก็แค่ปากหอก มุขสตี แค่ว่ากันไปว่ากันมา อย่าง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน