650307 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 30 ตำนานพญานาค ตอนที่ 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข8 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

650307 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 30 ตำนานพญานาค ตอนที่ 1 https://www.boonniyom.net/51171.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1_MYgLlj3cD8mlRfdFovO87VkZNCoM_nKJiCyQ9NIqgU/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1GpkI-IxpSJ8AA953-R0fAsDgeHYJ14Xv/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/bBJLxvIh3i/ และ https://youtu.be/WOkN7NbcoyU

_สู่แดนธรรม… วันนี้ เป็นวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก (พ่อครูไอ)และนิมนต์พ่อครูอย่าไออีกเลย พ่อครูว่า...ไปห้ามมันได้อย่างไร สรีระต้องเกิดปฏิกิริยา บังคับให้ต้องไอ เป็นกลไกธรรมชาติ ไอทีนึง มันก็แรงเมื่อย วิบากมีก็ต้องรับไป SMS วันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พระศรีอาริยเมตไตรยเป็นชื่อตำแหน่งพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ทุกพระองค์ _อู๊ด คาราโว : การปฏิบัติธรรมแนวอโศก ที่นี่ที่เดียว จริง ๆ ครับ ที่จะทำให้เราใช้ชีวิต อย่างมีคุณภาพ สาระ คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ ติดตามให้ได้ สุดยอด ของวิถีชีวิตของมนุษย์ ที่สุดยอดฉลาด ในยุคห้าพันปี ของพุทธศักราช ผ่านมาถึงสองพันห้าร้อยหกสิบห้าปี เลยกึ่งพุทธกาล ติดตามพุทธทำนายให้ได้ครับ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า...คนนี้เข้าใจดีเข้าใจถูกต้อง เรื่องที่อาตมายืนยันว่าในยุคนี้อาตมาต่อเชื้อศาสนาพระพุทธเจ้าซึ่งมันได้เสื่อมไปแล้วตามที่พระพุทธเจ้าได้ทำนายไว้ เหมือนกลองอานกะ เหลือแต่ของปลอมมาต้องทำคืนหาของเก่าของเดิมใส่เข้าไปให้เป็นของเดิมของแท้ ได้เท่าไหร่ก็พยายามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องจริงที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ เป็นเรื่องจริง ถ้าใครยืนยันว่าเป็นผู้ที่จะมาเป็นผู้ต่อเชื้อดังกล่าวนี้ตา

อ่านต่อ

มที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ ก็มายืนยันสิ ถ้าตัวเองแน่ใจว่าเป็นผู้นั้น เห็นมีแต่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ไม่ได้เป็นพูดต่อหรอกจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ไหนเห็นมีแต่อย่างนั้น เป็นพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งจริงๆแล้วคำว่าศรีอริยเมตไตรย เป็นตำแหน่งไม่ใช่ชื่อพระพุทธเจ้า ก็เป็นชื่อพระพุทธเจ้าแต่เป็นตำแหน่งของพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไปตลอดกาล ตรงไหนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็คือศรีอาริยเมตไตร หมดตรงนั้นอีกต่อไปก็จะมีศรีอาริยเมตไตรต่อไปอีกตลอดกาล ซึ่งคนไม่เข้าใจก็ติดยึดไปเห็นได้ชัดว่าพวกนี้ไม่มีความรู้ในเรื่องศาสนาพุทธ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปลงภาระอย่างไรในชีวิตให้ดี _มั่นใจพุทธ บุญเสร็จ : น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง สุดเศียร สุดเกล้า ลูกอยากทราบว่า "ปลงภาระ" มีความหมายว่าอย่างไร สำคัญต่อการปฏิบัติหรือไม่ และมีวิธีวางภาระอย่างไร เพื่อเกิดสันติสุขกับจิตวิญญาณของผู้เกี่ยวข้อง พ่อครูว่า...คนที่ไม่รู้ไม่ชี้ก็หนีไป.. มันต้องค่อยๆลดละเป็นภาระในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบของตน อย่าไปแส่หาเรื่องไอ้ที่ไม่ใช่เรื่องของตนและเอามารับผิดชอบ ก็เป็นเรื่องสมน้ำหน้าตัวเอง โง่เองไปเที่ยวได้ไปยึดไปดึงอะไร มาเป็นหน้าที่ของตน ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่เข้าอีกอย่าง แต่สิ่งที่เป็นหน้าที่แน่นอนโดยเฉพาะครอบครัว ก็จะต้องจัดการให้มันเรียบร้อยอย่าให้มันเป็นสิ่งที่ดูน่าเกลียดน่าชัง ดูกลายเป็นเสียหาย เป็นเหมือนเดรัจฉาน เหมือนเต่า ไข่ออกมาก็ทิ้งขว้างไปเลย จะเกิดไม่เกิดก็แล้วแต่ หรือเหมือนจระเข้ไข่แล้วก็ทิ้งไปเลยไม่ดูแลไม่ฟัก ลูกจะเกิดมาตายหรือไม่ตายก็ช่าง ไม่ได้ มันไม่เหมือนกัน มนุษย์ต้องรับผิดชอบต้องดูแลสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องรับภาระ แล้วก็ต้องหัดปลดปล่อยปลงวาง ให้เรียบร้อยไปตามลำดับ อย่าไปหาเรื่องเป็นภาระมาใส่ตัวเอง ธรรมดาธรรมชาติชีวิตก็มีสัมภาระวิบากอยู่แล้วของมนุษยชาติ มันเป็นธรรมชาติของสิ่งที่จะเป็นสัมภาระวิบาก หมายถึงวิบากมันเป็นสัมภาระของมนุษย์ที่จะต้องเป็นภาระสะสมเป็นวิบากไปอยู่แล้ว นี่ก็หนักแล้วสัมภาระวิบาก อย่าไปวิ่งหาภาระมาแบกอีกมากมายโดยเฉพาะตัวเองเป็นเตี้ยอุ้มค่อม ไม่ได้มีสมรรถภาพอะไรมากมายพอที่จะเป็นเหตุดูแลรับผิดชอบ แล้วก็ไร้สาระด้วยมันก็โง่ สู่แดนธรรม... ปัญญานี้ที่ถามมา ถามปลงภาระ ไม่ทราบเขาจะหมายถึงปัญหาของธรรมะหรือเปล่าที่จิตใจจะต้องหมดภาระในเรื่องกิเลส เอานิวรณ์ออกให้หมดแล้วจึงจะเป็นภาระว่างเบาแล้ว พ่อครูว่า... ก็บอกอยู่แล้วเพื่อสันติสุขแก่คนที่เกี่ยวข้องไม่ได้เกี่ยวกับจิตวิญญาณตน เขาก็วงเล็บไว้อยู่

_นายกิตติ จุลกิจ · สาธุ...นะโมโพธิรักษ์สัตยโต...ครับ ..นาคทำไมบูชาองค์สัมมาพุทธเจ้าและมาเฝ้าพระบรมสารีริกธาตุ...เมืองไทยทางปักษ์ใต้พบโครงกระดูกของงูใหญ่มีงอนด้วยสู้กับยักษ์รัดกันและตายพร้อมกันในถ้ำและถูกค้นพบ ท่านฯลองอธิบายสิว่ามันจริงหรือปลอม แล้วพญานาคทำไมถึงศรัทธาและบูชาพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกก็กล่าวถึงพญานาค ตกลงมีจริงหรือไม่ การปฏิบัติดีกว่ามนุษย์เสียอีก มีศีลและสัจจะธรรมมากกว่ามนุษย์... พ่อครูว่า...มันปลอม เรื่องนี้อาตมาก็กำลังเขียน แยกออกเป็น 10 ข้อในเรื่องของพญานาค ทำไมพญานาคถึงศรัทธาพระพุทธเจ้านัก อันนี้เป็นธรรมาธิษฐานที่ลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องหมายของผู้ตื่นผู้เบิกบาน แต่นาคหรืองูเป็นความหมายของผู้ที่หลับหรี่ ซึ่งตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้นใดชีวิตของสัตว์โลกที่ควรเป็นผู้ตื่นไม่ควรเป็นผู้หลับ ปฏิภาณสามัญของคนก็เข้าใจอยู่แล้ว คนเอาแต่หลับ คนเอาแต่ตื่นคนตื่นก็ดีกว่าคนหลับ มีประโยชน์คุณค่ารู้โลกรู้อะไร สังคมเขาอยู่ แต่หลับนี้มันหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น มืดบอด ไม่เข้าท่า อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นยิ่งเป็นความสูงส่ง มันก็ยิ่งผู้ที่มีปฏิภาณรู้แล้ว ธรรมดาสามัญเขาก็รู้แล้ว ยิ่งเป็นปัญญาปฏิภาณที่สูงส่งก็ยิ่งต้องเคารพนับถือผู้ตื่น มากกว่าผู้ที่หลับใหล ดังนั้นจอมนาคหรือจอมพญานาค พญานาคใหญ่ก็มีปฏิภาณว่าจึงยิ่งนับถือพระพุทธเจ้ามากเป็นธรรมดา

_ยายทอง ตาเซียน · ท่านฟ้าไทเทศน์องค์รวมธรรมะความรู้ทั่วไป.ลาดลุ่มลึก ลึกซึ้งมากครับ ละเอียดดีมากๆๆครับ กราบสาธุสาธุสาธุครับ

_0015 ขอบเขตของ "ปัจจุบัน" คืออย่างไร และคำว่า "อยู่กับปัจจุบัน" นั้นคืออยู่อย่างไร ระยะเวลาที่กำหนดหมายเช่น "วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้"ถือเป็นปัจจุบันด้วยหรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ที่จริงคำอธิบายนี้สำคัญมาก คำว่าปัจจุบันหรืออยู่กับปัจจุบัน อาตมาเคยพูดว่า ความจริงในโลกนี้ มีปัจจุบันเท่านั้นที่จริง อดีตไม่จริงอนาคตไม่จริง จริงอยู่ที่ปัจจุบันจุดเล็กที่สุด น้อยที่สุด เร็วที่สุดด้วย ก็เคยพูดผ่านอธิบายไปหลายทีแล้ว สรุปแล้วเรามีอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง พอเลยเวลาปัจจุบันไปแล้ว มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราแล้ว มันผ่านแล้ว ยังไม่มาถึง มันก็ยังไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราหรอก ลึกซึ้ง และปัจจุบันก็ไม่เที่ยง ปัจจุบันมีกรอบขอบเขตเท่าไหร่ นับเป็นวินาทีนับเป็นเดือนเป็นปี โอ้โห ถ้าจะบอกว่า นับปัจจุบันตามความเป็นนาที วินาที ก็ต้องต่อเนื่องกันไป ขณะนี้อันนี้ ต่อเนื่องกันอยู่ก็เรียกว่าปัจจุบัน ขาดจากนี้ไป มันก็หมดปัจจุบันนั้นเป็นอันใหม่ ก็เท่านั้นเอง ก็คงจะไม่ต้องอธิบายกันมาก

.... ผู้ที่ยังติดยึดอาศัย สิ่งนั้นเป็นชีวิตก็ต้องอาศัย ส่วนคนที่รู้จักรู้จริงรู้แจ้งแล้ว เราก็ต้องเข้าใจเห็นใจผู้ที่ยังติดอยู่ ส่วนประเภทที่ไม่อนุโลมปฏิโลมเลยตีทิ้ง ก็เลยไม่มีเพื่อน ไม่มีผู้จะเชื่อมจะต่อเชื้อเพิ่มต่ออะไรกับเราเลย เราก็เลยเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ อยู่ไหนตัวเองก็เป็นสังคมที่แคบ ตัวเองก็แคบไปในอวิชชาของตัวเอง อย่าทำตัวเองเช่นนั้น เราเองเราไม่ติดไม่ยึดเราเข้าใจดีแล้วมีสาระหรือไม่มีสาระมากหรือน้อย เราก็รู้ขั้นตอนลำดับของมันทุกอย่างแล้ว คนอื่นเขาก็ติดยึดไปตามความติดยึดของเขา มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติก็ต้องเข้าใจ เขายังไม่เดียงสา เขายังอ่อนเยาว์ เขายังเป็นคนพาลคนโง่ ก็ต้องช่วยกัน เราเจริญแล้วเราหลุดพ้นแล้วก็ดีแล้ว ก็อย่าไปตัดทิ้งเขาหมดเลย เดี๋ยวจะเหลือตัวเองคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบไม่มีใครเลย แบบนี้ก็อยู่ในโลกที่ไม่มีใครยอมรับ มันไม่เจริญ พัฒนาอะไรให้เป็นประโยชน์ไม่ได้ เพราะตีเขาทิ้ง จะเอาให้ได้อย่างเรา อย่างเรา คนอื่นอนุโลมไม่ได้ มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร

พ่อครูพูดถึงพืชผักผลไม้ที่อยู่บนโต๊ะเทศน์ พ่อครูว่า สักวันก็ให้มะเขือเทศแทน มันมาเทศน์แทน ...

SMS วันที่ 5-6 มีนาคม 2565

_ใบฟ้า ธัมทะมาลา · เป็นมงคลอย่างยิ่งที่ได้เห็น ได้ฟังธรรมจากท่าน อ.2 ผืนฟ้า ในรายการพุทธศาสนาตามภูมิเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม ที่กรุณามาโปรดญาติโยม กราบขอบพระคุณ กราบนมัสการด้วยเคารพศรัทธาเป็นอย่างสูงค่ะ

สู่แดนธรรม…อ่านความเห็นเรื่องสุขภาพของคนหนึ่ง สรุปว่า..พวกเรากินมังสวิรัติแต่ป่วย และเสียชีวิตหลายคน เพราะขาดถั่ว…

พ่อครูว่า... ต่างคนก็ต่างความเห็นกันต่างกันไป คนที่รู้มากก็ยากนาน เพราะเขาก็ไปอยู่ในตระกูลคนรู้มาก คนรู้น้อยก็พลอยรำคาญ ก็ให้รู้พอสมควรแล้วทำให้เสร็จไปเป็นลำดับลำดับ เป็นลำดับลำดาไปเรื่อย ต้องชัดเจนอย่างนี้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตำนานพญานาค โดยพ่อครู ตอนที่ 1 _(165) “พญานาค”นั้น มีจริง? หรือไม่มีจริง? ทีนี้มาสาธยายเรื่อง“พญานาค”ให้สิ้นสงสัยกันดูทีรึ! พญานาค“มีจริง” หรือพญานาค“ไม่มีจริง”ก็จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่องของความเป็น“พญานาค” หรือ“นาค”ที่เกี่ยวข้องในศาสนาพุทธกันชัดๆ แจ้งๆกันได้บ้าง ติดตาม ไตร่ตรองไปให้แตกฉานกันดีๆ “นาค”นี้คำบาลีหมายถึง “งู” หรือ“งูใหญ่” หรืออื่นๆอีก แต่เราหมายเอา“งู”เป็นสำคัญมาใช้เทียบเคียงสาธยาย “งู”คือ สัตว์ที่อยู่ในท่า“นอน” จึงมีสัญญลักษณ์“การนอน-การหลับ”นี่แหละ นั่นก็คือ พุ่งเข้าไปที่“ลัทธิหลับตา” หรือหมายถึงคนที่มี“มิจฉาทิฏฐิ”เอาแต่“หลับตา”ปฏิบัติกันนั้นแล บาลีคือ “นาค” ไทยก็คือ “งู” ผู้หลงผิดที่เอาแต่“หลับตาปฏิบัติ”จึงยกให้เป็น“พญางู”ในภาษาไทย ทับศัพท์บาลีก็คือ “พญานาค” ซึ่งหมายถึงเดียรถีย์ หรือเทฺวนิยม ที่เขายังหลงใหลการปฏิบัติ“หลับตา” อันไม่ใช่วิธีปฏิบัติแบบพุทธ พ่อครูว่า...อาตมาย้ำยืนยัน ถ้าชาวพุทธมาปฏิบัติธรรมแบบลืมตา ตื่นขึ้นมาศาสนาพุทธเจริญ แต่นี่เป็นโง่ดักดานยึดถือการหลับตาโพธิรักษ์พูดกันไปเถอะ..คอจะแตก จนกระทั่งเกิดสภาพพยาธิ เป็นกะเปาะงอกจากหลอดลม จนไอไม่หยุด หรือแม้“วิธีปฏิบิติ”ที่แค่“หลับตาปฏิบัติ”นี้ก็เถอะ ก็ยังมี“ความรู้”กันแบบเดียรถีย์หรือเป็น“เทฺวนิยม”กันอยู่ ยังห่างไกล“วิธีปฏิบัติแบบพุทธ”ที่“สัมมาทิฏฐิ”กันอยู่หลาย“ปีแสง” “วิธีแบบพุทธ”นั้น ต้องเป็น“จรณะ 15 วิชชา 8” ซึ่งมันตรงกันข้ามกัน 180 องศากับ“วิธีปฏิบัติ”ที่เป็น “จรณะ 15 วิชชา 8”เลยทีเดียว ดังนั้น คนผู้เอาวิธี“หลับตา”มาใส่ในศาสนาพุทธจึงเป็น“ของปลอม” คนที่เอา“ของปลอม”มาใช้ในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด ถ้ายังขืนยืนยันใช้“ของปลอม”อยู่ก็เป็น“โจร”อยู่ “พญานาค”จึงคือ“โจร” ผู้เข้ามาปล้นศาสนาพุทธที่แท้ ทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธก็ยังพากันหลงยึดมั่นถือมั่น“หลับตาปฏิบัติ”กันว่า เป็น“วิธีสำคัญ” เป็นวิธีหลักในการปฏิบัติเพื่อบรรลุฌาน บรรลุสมาธิ บรรลุนิพพานกันทีเดียว ซึ่งมัน“ผิด”อย่างยิ่งใหญ่จริงๆ พ่อครูว่า...เหมือนอย่างมหาบัว อธิบายว่านั่งหลับตาไปแล้วจะบรรลุธรรม ปึ๊งเลย ไม่ได้อธิบายให้ลดกิเลสในจิต เจตสิก รูป นิพพาน เลย มีแต่อธิบายน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง มันผิดอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ แต่ก็ยังหลงยืนยันยืนหยัดการปฏิบัติ“หลับตา”เป็นหลักที่จะทำให้เกิดบรรลุมรรคผลกันจริงๆจังๆกันอยู่ จึงยังเป็น“โจร”กัน เป็น“พญานาค”แท้ๆ เมื่อยึดมั่นถือมั่นกันอยู่ เป็นกันมีกันเอาจริงเอาจังกันอยู่ ยังไม่เกิด“ปัญญา”เลิกละได้ ฉะนี้แหละคือ “พญานาค” “พญานาค”จึงชื่อว่า “มีจริง” คือ “โจรที่หลับตาปฏิบัติเป็นพญานาคในพุทธ” ซึ่งอวิชชาซับซ้อน“หมุนรอบเชิงซ้อน”อยู่มาก ซึ่ง“พญานาค”คือ โจรผู้ปฏิบัติผิด กบฏอยู่ในศาสนาพุทธ ใครว่า “พญานาค”นั้น“มีจริง”หรือ“ไม่มีจริง”กันบ้างเอ่ย? มันก็เหมือน“คำโกหก”และ“คนโกหก”นั่นแหละ “คำโกหก”นั้น“ไม่จริง” แต่“คนโกหก”ก็“มีจริง” ชัดมั้ย?

(166) ตำนานต่างๆของ“พญานาค”เท่าที่อาตมาพอรู้ มาพูดถึง“ตำนานพญานาค”กันเท่าที่อาตมาพอรู้นะ 1. นาค คือ งู ที่มีภาวะ สื่อแสดงท่านอน-ท่าหลับ เป็นลักษณะสำคัญ ดังนั้น ลัทธิยึดท่า“หลับ”คือ “หลับตา”ปฏิบัติจึง“มีจริง” ซึ่งเป็นลัทธิหลับตา ก็คือ ศาสนาหรือลัทธิเดียรถีย์ ที่เป็นลัทธินอกพุทธนั่นแหละ ยังมีมาก ครองโลกอยู่ด้วยซ้ำ 2. นาค มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ“หลับตา”ปฏิบัติ ผู้นำการ “หลับตา”ปฏิบัติมาใส่ลงไปในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด คนปลอม ที่เอา“ของปลอม”เข้ามาในศาสนาพุทธ ก็ได้บาปแน่ บุญเขาทำไม่ได้แน่ เขาสร้างพลังงาน บุญไม่เป็น เพราะพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งมี “อปัณณกปฏิปทา 3” ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่โต้งๆ ถ้าการปฏิบัติใดไม่มี“อปัณณกปฏิปทา 3”การปฏิบัตินั้นก็“ผิด”ไปจากศาสนาพุทธ ก็ชัดแจ้งแดงแจ๋อย่างนี้ หรือถ้าผู้ใดยืนยันยึดมั่นถือมั่น ว่า “การหลับตาปฏิบัติ”นี่แหละเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด (อปัณณกปฏิปทา)”ของศาสนาพุทธ ผู้นั้นก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”ตัวแท้ ซึ่งมีความคิดปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธอยู่โทนโท่ แท้ๆ ชัดๆ “อปัณณกปฏิปทา 3 (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ)”ก็คือ การปฏิบัติที่มี“ศีล”เป็นหัวข้อแต่ละข้อ ให้ปฏิบัติ แล้วจะต้อง “สำรวมอินทรีย์ 6-โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ” อันเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ 3 ข้อ”ที่มียืนยันอยู่อ้างอิงได้ใน“พุทธคุณ 9”ของพระพุทธเจ้า”แท้ๆชัดๆ ใครจะบังอาจปฏิเสธ

อปัณณกปฏิปทาข้อ[1] “สำรวมอินทรีย์ 6” ที่มีตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ“สัมผัส”เห็นรูปทางตา,ได้ยินเสียงทางหู,ได้กลิ่นทางจมูก,ได้รสทางลิ้น,ได้กระทบกายภายนอก-ภายใน,ได้สัมผัสกันเองของใจกับในใจขั้นรูป-ขั้นอรูป ซึ่งมี “ภาวะ 2”คือ“มี“ภายนอก”ด้วย มีภายใน”ด้วยอยู่ตลอดการปฏิบัติ เช่น ยกตัวอย่าง ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ทำร้ายสัตว์เมตตาเอ็นดูสัตว์ คุณก็จะต้องเป็นผู้ที่สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เกี่ยวข้องกับสัตว์ สัมผัสกับสัตว์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เกี่ยวข้องสัมผัสต้องสังวรระวัง อย่าได้ไปเบียดเบียนทำร้ายจนถึงขั้นฆ่ากัน เป็นอันขาด อปัณณกปฏิปทาข้อ[2] “โภชเนมัตตัญญุตา” ผู้ปฏิบัติต้องเรียนรู้ขณะกินขณะใช้นั้นๆ อย่าให้มีกิเลสมันเกิดในจิต ถ้ากิเลสเกิดก็กำจัดกิเลสนั้นๆ เช่น เนื้อสัตว์เป็นของที่ไม่ควรจะรับมากินเลย มันเป็นอกัปปิยะ คือของไม่ควร ต้องมีปฏิภาณปัญญาแท้ๆ อปัณณกปฏิปทาข้อ[3] “ชาคริยานุโยคะ” ผู้ปฏิบัติต้องทำความมีสติตื่นรู้อยู่กับการปฏิบัติทั้งภายนอก-ภายในนั้นๆอยู่เสมอ และมี“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”ไปตลอด แต่ผู้หลงผิดก็มืดบอดจริงๆ ไป“หลับตา”ปฏิบัติกัน การหลับตาปฏิบัติ มันก็ตรงกันข้ามกับ“อปัณณกปฏิปทา 3” มันผิด“วิธีปฏิบัติของพุทธ” แม้ภาษา“อปัณณกปฏิปทา” ก็ยืนยันอยู่โต้งๆ ชัดๆอีกปานฉะนี้ ก็ยังไม่ยอมรับความผิดนี้ สู่แดนธรรม.. ส่วนมาก พูดนั่งหลับตาปฏิบัติเขาจะบอกว่า ศีล ก็ผ่านมาแล้วขั้นตอนต่อไปคือสมาธินั่งสมาธิศีลก็บริสุทธิ์แล้ว พ่อครูว่า... คือโมเมนต์ทั้งนั้น อวิชชาตลอด ก็คือโง่สิ โง่หนักโง่หนาโง่ซับโง่ซ้อนตลอดกาล คนที่จะตื่นมีสติรู้ทำกายวาจาใจตื่นรู้โลกรู้แสงอาทิตย์มีจักษุปัญญาญาณวิชชาแสงสว่างรับรู้สัมผัสเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับสัตว์ก็คือสัตว์ก็รู้ นี่ยังไม่ถึง ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืชนะ อาตมาอธิบายศีลละเอียดละออแยกชัดเจนเลยศีล 3 ข้อนี้ในศีล 5 ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวของกับพืช นัยยะต่างกัน สัตว์มันก็เป็นจิตนิยามส่วนคล้องกับพืชก็เป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม อธิบายละเอียดละออหมดแล้ว ฟังดีๆ จะมีคนมาอธิบายอย่างอาตมาอธิบายนี้ นานกว่านานเหมือนกันจะมีคนอย่างอาตมามาอธิบาย ฟังเถอะ จะเรียกเป็นภาษาสำนวนไทยง่ายๆว่า บุญหูแล้วที่ได้ฟังได้ยิน บุญหูจริงๆ สู่แดนธรรม... แทรกปัญหา จากลูกตัวเล็กๆ วันนี้มีข่าวพระครูที่อยู่ข้างนอก ถูกลอตเตอรี่ 3 ใบ ส่วนหนึ่งเอาเข้าวัด อีกส่วนหนึ่งน้อยกว่าเอาเข้าวัดแจกประชาชน ก็เลยรายงานมา พระก็ยืนแจกเงิน มือต่อมือ ให้ญาติโยมทั้งชายและหญิง ไม่ทราบว่า พระวินัยและศีลจะเหลืออยู่หรือไม่ ในเถรสมาคม พระก็ซื้อหวยได้อย่างไม่ละอายใจอย่างนี้ผิดวินัยด้วยหรือไม่คะ พ่อครูว่า... ผิดหมดทุกอย่างเลย ไปแจกก็ไม่ใช่เรื่องของสงฆ์ของภิกษุที่จะทำ พูดไปแล้วก็ไม่อยากจะพูดมาก พูดมากแล้วด้วย คือ มันเสื่อมจนไม่รู้สิรู้สายิ่งกว่าเด็กไม่เดียงสาเลยศาสนาพุทธทุกวันนี้ ในวงการศาสนาหลัก ขออภัยไม่ได้ลบหลู่ดูถูก ไปหาเรื่องหาความมาใส่ มันเพี้ยนมันเสื่อมเสียจนตามที่พระพุทธเจ้าได้พยากรณ์เอาไว้แล้ว แต่มันก็เป็นไป เพราะฉะนั้นใครมีปฏิภาณปัญญา มีดวงตารู้ว่า ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ เป็นอาริยธรรม เป็นอย่างที่โพธิรักษ์ นำมาเสนอนี้ รู้ แล้วก็เข้าใจว่าใช่ ก็มาเอา คือได้ยินได้ฟังเหมือนกันแต่ไม่เชื่อ เชื่อกระแสหลัก เชื่อเถรสมาคมมันก็เป็นธรรมดา คนก็ไปเอาทางโน้น อาตมาไม่ได้มีปัญหากับคนที่ไม่เชื่อหรือเชื่ออาตมา อาตมาเองมีหน้าที่มาเปิดเผยความจริงเท่านั้น อาตมาขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธที่พูดนี้ตามหลักธรรม ยังดีที่มีพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานยืนยันอ้างอิงได้ตลอดเวลา จรณะ 15 วิชชา 8 ก็อ้างอิงได้อยู่ในตำรา อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ยืนยันได้เป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อ ยืนยันอยู่ในพุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครจะบังอาจปฏิเสธ

อปัณณกปฏิปทาข้อ[1] “สำรวมอินทรีย์ 6” ที่มีตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ“สัมผัส”เห็นรูปทางตา,ได้ยินเสียงทางหู,ได้กลิ่นทางจมูก,ได้รสทางลิ้น,ได้กระทบกายภายนอก-ภายใน,ได้สัมผัสกันเองของใจกับในใจขั้นรูป-ขั้นอรูป ซึ่งมี “ภาวะ 2”คือ“มี“ภายนอก”ด้วย มีภายใน”ด้วยอยู่ตลอดการปฏิบัติ สู่แดนธรรม... พ่อท่านจะเน้นเรื่องกาย คือ ความหมายเป็นหมวดหมู่กอง เป็นพหูพจน์ มีส่วนหลักและส่วนแวดล้อมประกอบ สองส่วนเสมอ แต่คนไม่รู้ก็เอาแต่จิต ดูที่จิต พ่อครูว่า... กายหมายถึงภายนอกหรือภายในอย่างเดียวก็มิจฉาทิฏฐิทั้งคู่ กายต้องสองเสมอ กายเป็นหนึ่งไม่ได้ กายมีภายนอกอย่างเดียวไม่ได้มีภายในอย่างเดียวไม่ได้ต้องมี 2 เสมอ ลึกซึ้งละเอียดในคำว่ากาย อาตมาอธิบายกายไปอีกนาน

อปัณณกปฏิปทาข้อ[2] “โภชเนมัตตัญญุตา” ผู้ปฏิบัติต้องเรียนรู้ขณะกินขณะใช้นั้นๆ อย่าให้มีกิเลสมันเกิดในจิต ถ้ากิเลสเกิดก็กำจัดกิเลสนั้นๆ พ่อครูว่า...จะกินจะใช้ก็อย่าให้เกิดกิเลส คุณไปนั่งนึกเอาว่ามันเกิดกิเลสไม่ใช่กิเลสจริงมันเป็นการนึกคิด ปั้นกิเลสขึ้นมาเอง ความจำไม่ใช่ความจริง ถ้าสัมผัสแล้วมันเป็นความจริง สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นความจริง กิเลสเกิดทางใจเราจริง ไม่ว่าจะสัมผัสของกินหรือสัมผัสของใช้ ถ้าเกิดกิเลสก็เห็นกิเลสไปจัดการกิเลส ถึงจะเป็นจริง คนไปนั่งหลับตาจะถือเป็นหลักปฏิบัตินั้นไม่เป็นความจริงเลยไปปฏิบัติก็สูญเปล่าไม่ได้มีอะไร เล่นกับแต่ความจำลมลมแล้งๆไป เมื่อไหร่จะเกิดปฏิภานสักที อาตมาไม่เชื่อว่าท่านโง่นะ อย่าให้อาตมาเห็นว่าท่านโง่เลย อาตมายังเห็นว่าท่านไม่โง่ สู่แดนธรรม... ท่านคงไม่ได้คิดว่าตัวเองโง่แต่ท่านหลงผิดไปใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... จะเรียกว่าทั้งนั้นแหละพูดภาษาก็เป็นไวพจน์กัน สู่แดนธรรม... นั่งแล้ว ได้สภาวะจิตใส เหมือนกิเลสไม่เกิดเลย มันก็เลยนึกว่าเป็นจริง พ่อครูว่า... มันทำได้ทำอารมณ์ให้ว่างจากสิ่งที่เกี่ยวข้องก็ฝึกเอา ทำพลังงานขจัดเอาออก ในสภาวะนั้นทำได้ อาฬารดาบส อุทกดาบส ธรรมะก่อนซึ่งไม่ใช่วิชาของพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรม... สงบโดยไม่มีอะไรกวนมันง่ายใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ง่าย อาตมาทำมาหนักหนาแล้วเคยทำมา ไม่ใช่พูดไปเหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยวไม่ได้กินองุ่นกับเขาแล้วเอามาพูด ไม่ใช่ แต่ทำมาหนักหนาแล้วรู้ทั้ง 2 ด้านอย่างนั้นก็รู้อย่างนี้ก็รู้ อาตมาจึงเปรียบเทียบได้ว่าอย่างนั้นมันไม่ถูกอย่างนี้มันถูก ถึงพูดความจริงเพราะเรารู้ 2 ด้าน อย่างที่อาตมารู้เขาไม่ได้รู้ไม่ได้ฝึกกัน ก็มาลองฝึกอย่างนี้ดูสิ จะได้รู้ว่าอย่างไรถูก อย่างไรไม่ถูก อย่างไรควร อย่างไรไม่ควร มันจะเข้าใจเห็นจริง อปัณณกปฏิปทาข้อ[3] “ชาคริยานุโยคะ” ผู้ปฏิบัติต้องทำความมีสติตื่นรู้อยู่กับการปฏิบัติทั้งภายนอก-ภายในนั้นๆอยู่เสมอ และมี“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”ไปตลอด พ่อครูว่า...ผู้ปฏิบัติสมาธิก็จะรู้ว่าความสงบแบบสมถะกับความสงบแบบปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร แต่ผู้หลงผิดก็มืดบอดจริงๆ ไป“หลับตา”ปฏิบัติกัน การหลับตาปฏิบัติ มันก็ตรงกันข้ามกับ“อปัณณกปฏิปทา 3” มันผิด“วิธีปฏิบัติของพุทธ” แม้ภาษา“อปัณณปปฏิปทา” ก็ยืนยันอยู่โต้งๆ ชัดๆอีกปานฉะนี้ ก็ยังไม่ยอมรับความผิดนี้

3. ผู้นำวิธี“หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็น“นาค” หรือ“งู”ปลอมเข้ามาเผยแผ่ลัทธิวิชาของเดียรถีย์ ในพุทธ เมื่อ“ปลอมตัว”เข้ามาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็พยายาม ที่จะไม่ทำตนเป็น“งู” ก็ยังพยายามไม่ให้แสดงหลับ ไม่ให้แสดงนอน เดี๋ยวจะจับได้ว่า เป็นเดียรถีย์คือ“งู” จนที่สุดนาคที่ปลอมเข้ามาบวชในศาสนาพุทธก็ต้องเผย“ธาตุแท้”ออกมาจนได้ คือ ตอนมาขอบวชนั้นปลอมตัวเป็นคน แต่เผลอนอน เผลอหลับให้จับได้ นั่นคือ ร่างที่ปลอมเป็นคนมานั้นมันกลับคืนไปเป็นงู ตอนเผลอนอนหลับอยู่ในกุฏิ หางโผล่ออกมานอกประตู มีผู้พบเห็นก็จับได้ว่าเป็น“นาค”ปลอมตัวเข้ามาบวช จึงจับสึก ไล่ออกไป แต่นาคก็อ้อนวอนขอให้เห็นใจ คนผู้รักศาสนาพุทธ ศรัทธาศาสนาพุทธ อยากเป็นพุทธ จึงขอให้เรียกผู้ที่จะได้บวชเป็น“ภิกษุ”ในศาสนาพุทธ โดยใช้คำว่า “นาค”เป็นอนุสรณ์ จึงมีคำว่า “นาค”เรียกผู้เตรียมบวชก่อนเป็นภิกษุ จริงๆแล้วลัทธิ“หลับตา”ปฏิบัติเป็นลัทธิ“เดียรถีย์” ดังนั้น ผู้ปลอมตัวเข้ามาบวช แต่เป็น“เดียรถีย์”ผู้นั้น“จิตยังไม่มี“ความยินดี”ถึง“รากเหง้า”ของจิต ยังไม่มี“ฉันทะเป็นมูลกา”(ข้อที่ ๑ ของ“มูลสูตร 10” พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58)จริงๆ “จิตจริงลึกๆ”ยังติดยึดอยู่กับ “ลัทธิเดียรถีย์เดิม”อยู่แท้ ก็ยากที่จะ“ทำใจในใจ(มนสิการ)”ให้เป็น “โลกุตระ” ได้สำเร็จผล ผู้ที่ยัง“ไม่มีฉันทะ”ถึงรากถึงเหง้าของจิต(มูลกา)จริง จึงไม่มีหวังที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธบรรรลุ“โลกุตระ” พ่อครูว่า...ชาวเทวนิยมที่จบดร. เป็นนักศึกษาทางศาสนา จะเป็นคริสต์ก็ตาม (อิสลามไม่ค่อยแสวงหาเท่าไหร่ ) จะจบปริญญาเอกทางศาสนาพุทธ (ชาวคริสต์ ) เขาก็ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเพราะจิตเขายังเป็นคริสต์ ถ้าจิตรากเหง้าเขาเปลี่ยนมาศึกษาศาสนาพุทธ เขาจะไม่เอาแล้วศาสนาคริสต์เขาจะเปลี่ยนมาเป็นศาสนาพุทธเลย แต่ศึกษาปริญญาเอกแล้วเขาก็เป็นใหญ่เป็นโตในศาสนาคริสต์ของเขาอยู่ มันส่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีจิตฉันทะจริงเลยในศาสนาพุทธ ประเด็นต้องมี“ฉันทะเป็นรากเหง้าของจิต”นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องสามัญ แต่สำคัญลึกล้ำใหญ่ยิ่งแท้ทีเดียว ก็ขนาดผู้มี“ฉันทะ”ในพุทธโลกุตระชนิดเต็มใจแท้ๆก็ยังยากเลย ที่จะ“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม” พ่อครูว่า...ก็ขนาดคนมีฉันทะแล้วยังยากเลย ที่จะบรรลุธรรมแม้แต่เป็นชาวพุทธเอง จะปฏิบัติบรรลุโลกุตรธรรมก็ไม่ได้ง่ายๆ

(167) ความเป็น“กาย”จึงอธิบายความเป็น“พญานาค” เพราะ“โลกุตรธรรม”นั้นวิเศษ พิเศษเหนือไปจาก“โลกียธรรม”จริงๆ ที่ต้องเริ่มต้นด้วย“ทิฏฐิ”คือ“ความเข้าใจ” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงนับตั้งแต่ความเข้าใจ“กาย” ซึ่งเรียนรู้ได้จาก ที่มี“ของตน”ที่บาลีว่า “สัก” นั่นคือ ต้อง“พ้นสักกายทิฏฐิ” หากเข้าใจความเป็น“กาย”จากภาษาว่า“กาย”นี้แล ไม่ได้อย่างเป็น“สัมมาทิฏฐิ”ละก็ ต่อให้พากเพียรอุตสาหะหนักหนาอุกฤษฏ์ปฏิบัติปานใด ก็ไม่มีสิทธิ์บรรลุพุทธโลกุตระ เช่น หลงผิดเอาวิธี“หลับตา”เข้ามาใส่ในศาสนาพุทธ หรือเข้าใจว่า “กาย”คือ “ร่างภายนอก”ที่หมายเอาเฉพาะแต่ “สรีระ”อย่างเดียว ไม่มี“จิต”ร่วมอยู่ด้วยก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”แท้ ผู้นำวิธี“หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็น“นาค” หรือ“งู”ปลอมเข้ามาเผยแผ่ลัทธิวิชาของ“เดียรถีย์”ในพุทธ ชื่อว่า “โจรร้าย”ของศาสนาพุทธ เป็นผู้ทำลายพุทธแท้

4. เมื่อ“นาค”พยายามซึมแทรกเข้ามาบวชในศาสนาพุทธได้ ก็พยายามจะไม่ให้“ความเป็นนาค”บังเกิดออกมาอย่างยิ่ง อย่างใหญ่อย่างมหายิ่งมหาใหญ่ จนต้องเรียกว่า “พญา”ผู้ยิ่งใหญ่ ที่รักศรัทธาศาสนาพุทธ ก็พากเพียรที่จะ “ไม่ให้ตนเป็นนาค” ก็เท่ากับผู้เฝ้ารักษาความเป็นพุทธอย่างยิ่งใหญ่ จึงมีสัญลักษณ์เป็น“นาคปรก 7 เศียร” นั่นหมายถึงผู้รู้ว่า ตัวเป็น“นาค”ผู้มีรากฐานมาจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน