650217 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ#46 พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
650217 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ https://www.boonniyom.net/51177.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1nwDEd2-_ks9NPxgy1UWa6aLkgQ-fPmabURZErEM3r3A/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Ow-rSosALjAxFHPJBYeCHrQE6Jc3S5HH/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/bdi9erTPbp/ และ https://www.youtube.com/watch?v=vQGyLegIDbE
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สลายอุปาทานปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 _พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เราก็มาโอภาปราศรัยกันต่อเนื่องจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งก็เป็นพุทธคุณของศาสนา ทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องกันแล้วในศาสนาวงการใหญ่วงการพุทธ กระแสหลักไม่แล้ว กลายเป็น เดียรถีย์ 100% นั่งหลับนอนหลับ ถ้านั่งหลับได้ตลอดไม่นอนเลยก็ยิ่งนับถือกันเก่ง เนสัชชิ สุดท้ายแม้แต่ตายก็นั่งตายเก่งมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นธรรมชาติ ศาสนาพุทธเป็นเรื่องธรรมชาติแต่เรียนรู้กิเลสที่เกิดจากทุกอิริยาบถ อ่านอาการของกิเลสให้ออกเมื่อเราเกี่ยวข้องกับอะไร ผัสสะ กับอะไรต่างๆนานา ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ กับอะไรก็แล้วแต่ ตั้งแต่รูปธรรมถึงนามธรรม ตั้งแต่รูป อรูป รู้กิเลสมันเกิดเพราะเหตุตัวนี้สัมผัสตัวนี้ เกี่ยวข้องกับตัวนี้ กิเลสเกิด แม่ครัว ทำครัวอยู่ก็ทำไป เสร็จแล้วสัมผัสกับตะหลิว โกรธตะหลิว ขว้างตะหลิว ก็ให้มันรู้ไป ไปโกรธตะหลิว ใช้ตะหลิวแล้วไปโกรธมัน ใครเคยบ้าง โอ้! หลายคนโกรธตะหลิว เอ้า!จริงนะ ใช้มีดโกรธมีด จะบ้าเหรอนี่มันรู้เรื่องอะไรแล้วไปโกรธมีด ใช้ชามโกรธชาม ขว้างชาม อะไรอย่างนี้ ตลก คนเราไม่รู้ตัวเองว่าวิปล
อ่านต่อ
าสวิปริตอะไร ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่จับธรรมชาติของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเป็นคน มีทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็บ้าๆบอๆไปกลับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บ้าๆบอๆไปสารพัด จนกว่าจะมาเรียนรู้แล้วก็รู้ว่า โอ้ ตัวโง่ตัวกิเลสมันพาให้เป็นไปได้บ้าบ้าบอๆ จนจบเป็นอรหันต์ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง เห็นความจริงตามความเป็นจริงได้ยินเสียงจริงตามความเป็นจริง ได้กลิ่นจริงตามความเป็นจริง ได้กระทบรสทางลิ้นตามความเป็นจริงสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งตามความเป็นจริง จิตใจ เป็นตัวกลาง ตัวหลักใหญ่ เป็นไปตามอุปาทาน เป็นไปตามตัณหา อุปาทาน เป็นตัวฝังรากของความยึดมั่นถือมั่นว่าต้องอย่างนี้ๆ เป็นอย่างนี้ แล้วมันก็จำปักหลักอยู่ตรงนั้น เสร็จแล้วก็เป็นตัวตั้ง เฮ้ย! อยากแล้วนะ ตามอุปาทานมันสั่ง อยากอย่างนี้แล้วนะ ตัวอยาก ก็เป็นขี้ข้า ไปตามแสวงหามาให้ (ภาษาอีสาน ขี้ข้า คือขี้ข่อย) กว่าจะมาเรียนรู้สัจธรรมพวกนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และก็รู้จนกระทั่ง ล้างตัวกิเลส ตัวโง่ออกไปหมด ถึงจะรู้ว่าโธ่เอ๋ยชีวิตเราเกิดมา ได้อัตภาพมา พัฒนามาจาก พีชนิยาม มาเป็นจิตนิยามแล้ว โง่ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนเป็นสัตว์ไม่รู้กี่เซลล์จนกระทั่งมาเป็นคน มีเป็นล้านๆเซลล์เป็นคนแล้วก็ยังโง่อยู่นั่นแหละ ก็ต้องพยายามฉลาด ศาสดาเทวนิยมทั้งหลายแหล่ทั้งนั้นเลย นอกจากพุทธ ที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ชาวพุทธที่ไม่เป็นโลกุตระก็ยังเป็นเทวนิยมอยู่นั่นเอง เทวนิยม ต่างกับโลกุตระอย่างไร โลกุตระนั้น คือ มีอัญญธาตุ มีธาตุรู้ที่รู้ทางออก จากความเป็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน รู้จักจิตเจตสิก รู้และมีทางออกของจิตให้รูปนาม พ้น เป็นนิพพาน นิพพานคืออะไร นิพพานคือรู้จักต้นเหตุที่มันถ้าเกิด ถ้าเป็น มีภพ มีชาติๆๆ แล้วมันเดือดร้อนวุ่นวายอยู่กับอวิชชาจนกระทั่งถึงอุปาทาน อวิชชา ไม่รู้สังขาร ไม่รู้นามรูป ไม่รู้อายตนะ ไม่รู้ผัสสะ ไม่รู้เวทนา ไม่รู้ตัณหา ไม่รู้อุปาทาน ก็อยู่วนอยู่ตรงนี้ เสร็จแล้วก็ฝังรากเป็นภพเป็นชาติๆๆๆ วนเวียนเกิดเกิดแล้วตายไปตามวิบากสั่งสมวิบากไป รักกัน พยาบาทกัน ไปไม่รู้กี่นิยายต่อนิยาย แต่ละคนแต่ละคนมีนิยายแต่ละชาติ แต่ละชาติ นับไม่ถ้วน เมื่อยจริงๆ มารู้แล้วมันเมื่อย เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าเกิดขึ้นมา ก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์นั้นที่ดับไป ศาสนาเทวนิยมไม่รู้สุขรู้ทุกข์แต่หลงสุขเป็นสุขนิยม ติดสุข แล้วไม่เรียนรู้ทุกข์ ไม่ฉุกคิดไม่ระแวงว่า สุขมันมีคู่หูคือทุกข์ แยกกันไม่ออกหรอก มันเป็นเทวะ เป็นคู่ คู่ที่แยกกันไม่ได้ ถ้าจะดับเทวะ ถ้าจะไม่มีสุขทุกข์ก็ต้องรู้จักเทวะอย่างดี รู้จักอารมณ์หรืออาการของสุข รู้จักอาการของทุกข์อย่างดี จนกระทั่งดับเหตุได้แล้ว ก็หมดสุขหมดทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ทำกิเลสออกจากจิต สะอาดบริสุทธิ์จนจิตเป็นอุเบกขา จิตบริสุทธิ์ไม่มีเหตุคือกิเลสอีกเลย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตนี้ จึงเป็นจิตที่เป็นปัญญาล้วนๆ ซึ่งเป็น อัญญธาตุ บริบูรณ์ เป็นปัญญาเป็นโลกุตระที่รู้จักสุข รู้จักทุกข์ รู้จักการออกจากสุข จากทุกข์ รู้แจ้งในจิตนิยามหรือว่า อัตตา อาตมัน หรือ ปรมาตมัน มันเป็นอย่างนี้เองมันเป็นเหตุปัจจัยสังขารกันอยู่ ถ้าเราไม่ อุปาทาน ไม่ยึดมันไว้ มันก็สลายกันไป ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้เลย อาตมาว่าอาตมารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบอย่างนี้ แล้วก็ได้ฝึก ได้เรียน ได้ปฏิบัติมาจนทำได้ แล้วก็เลยมาเป็นโพธิสัตว์ต่อ อรหันต์ทำได้ทุกองค์ เพราะอรหันต์จะเป็นอรหันต์ต้องชัดเจนที่ว่า เราสามารถทำอุเบกขา ทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสได้จริงๆ แม้จะไม่เข้าใจพยัญชนะอย่างที่อาตมาพูด ไม่เข้าใจถึงธรรมนิยาม 5 ไม่เข้าใจอุตุพีชะ ก็แล้วแต่ ไม่เป็นไร แต่ทำจิตอุเบกขาได้จริงๆเลย ไม่มีกิเลสในจิตได้จริงๆเลย รู้แล้วก็อ่านจิตอ่านเวทนา อ่านการปรุงแต่ง สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้การปรุงแต่ง อ่านฃรู้เมื่อสัมผัสมันปรุงแต่งกัน กิเลสเกิดๆ จากหยาบ เราก็เรียนรู้ด้วยปัญญา ปัญญานี้ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟัน หรือจะใช้ภาษาว่า ฆ่า จะใช้ภาษาว่า เผา ด้วยฌานอะไรก็แล้วแต่ แต่มันเป็นพลังฤทธิ์ของปัญญา ซึ่งเป็นพลังงานไฟต่อจากฌาน หรือเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ที่อาตมาพูดไปนี้เป็นภาษาของอาตมา ไม่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหรอก เพชฌฆาตมือสุดท้ายก็ไม่มี แต่อาตมายืนยันว่าอาตมาไม่ได้พูดผิด ขอยืนยันว่าไม่ได้พูดผิด ถูกต้องยืนยันว่าเป็นของจริง ที่พูดนี้เพราะมีสภาวะ ทำได้ จึงเอามาพูด คนหมดกิเลสเป็นอย่างไร อาตมาว่าอาตมาเป็นอรหันต์อาตมารู้ จึงเอามาพูดสาธยายอย่างสะดวกและเปิดเผยทุกอย่าง บอกตัวเองเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ ทุกอย่างก็เลยสบาย ทุกวันนี้บรรยายธรรมะ ไม่ต้องไปยึกยัก ไม่ต้องไปมังกุ ไม่ต้องไปเก้อยากเลย สบายคล่อง สะดวกทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้นการที่ไม่เปิดเผยตัวเองไม่เปิดเผยความจริง มันไม่โล่งโปร่ง มันไม่มีอะไรติดขัด มันไม่เป็น มันจะมีอะไรติดขัดอยู่ แต่นี่มันไม่มีอะไรติดขัดเลย สบม ธมด ปกต หห จจ มชยลล ไม่ต้องงงไม่แปลให้ฟังหรอก รู้คนเดียว ศาสนามันเสื่อมมากจริงๆในพุทธ ไม่ใช่แกล้งว่าแกล้งด่า แต่พูดความจริง จริงๆ ว่าท่านทั้งหลายเอ๋ย ชาวพุทธที่ท่านมีหน้าที่รักษาศาสนา มีหน้าที่ประกาศสอนอธิบาย มีหน้าที่จะสืบสานอะไรต่างๆ ฟังอาตมาบ้าง แล้วพยายามติดตามเรียนรู้ ว่าท่านยังผิดทาง ยังไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นพระป่าหรือพระบ้าน พระป่าก็กลายเป็นพญานาค พระบ้านก็กลายเป็นพญาครุฑ บินเหินหาวสูงลิ่วเลย ยิ่งสอนอภิธรรมนี้ เจ้าประคุณเอ้ย! แจกพระอภิธรรมไป เจตสิก 52 จิตอีก 121 ดวง อะไรอย่างนี้ อย่างละเอียด ท่องแค่ตัวหนังสือ พยัญชนะ จิต 121 ดวง ก็หัวผุแล้ว มันต้องโอ้โห! อุงๆอังๆยาวๆ แต่ละตัวนะต่อกันยาว โอ้โห! เก่งจริงๆ เรียนพญาครุฑนี่ เรียนอย่างพญาครุฑ เรียนนอกจากจะเรียนแต่พระอภิธรรมยังไม่พอ เรียนพระสูตรพระวินัยอีก ผู้เรียนพร้อมทั้งพระสูตรพระวินัย พระอภิธรรม อีก อย่างท่านมหาประยุทธ์นี้ยอดพญาครุฑเลย มองไม่เห็นส้นเล็บเลย ท่านบินสูงมาก โอ้ ไม่เห็นส้นเล็บพญาครุฑเลย บินสูงมาก มันก็เลยไม่มีใครจับติด มันมากเกิน มันไม่ลงมาตามลำดับ เอ้า..จะสอนโสดาบันขนาดไหน รู้จักโลกอย่างนี้นะ โลกหมายความว่าอะไร โลกหมายความว่าชีวิตของเราไปเกี่ยวเกาะ ไปเกี่ยวเกาะกับร้านเหล้า ไปเกี่ยวเกาะกับร้านบาร์ ไปเกี่ยวเกาะกับร้านอาหาร ไปเกี่ยวเกาะกับโรงน้ำชา ไปเกี่ยวเกาะกับสถานบันเทิง ไปเกี่ยวกับโรงเล่นพนันเล่นไพ่เล่นโป ไปเกี่ยวเกาะกับอะไรต่างๆ นานา ถ้าอย่างนั้นมันเสียเวลาไม่ได้เรื่องอะไร ไปเกี่ยวเกาะกับการแต่งหน้าแต่งตาประดิดประดอย โอ้ย! อะไรต่างๆนานา บางทีก็หวีผม สางแล้วสางอีก อะไรกันนักกันหนา ก็มาเรียนรู้ความจริงว่า ธรรมชาติที่เราจะอาศัยมันก็มีให้อาศัยพอสมควร ไม่ต้องไปหลงใหลอะไรมันมาก คนที่รู้จักสาระ ไล่ เก็บกวาดสิ่งไร้สาระที่มันพาไปปรุงแต่ง ไปหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หลง นัจจะ คีตะ วาทิตะ เลอะเทอะมากมาย เลิก หยุดได้ เข้าหาสาระแก่นสาร ชีวิตก็มีสาระแก่นสาร อย่างพวกเรานี่ ไม่ต้องสะสมอะไรมากมาย สาระแก่นสารเพียงพอชีวิตเบาง่ายๆ พวกนั้นที่เราเรียกว่าหมาหอบแดดยังน้อยไป พวกที่อยู่ในโลกวิ่งตะลอนๆ หมาหอบแดดยังน้อยไป นอกจากหมาหอบแดด มีบ้าหอบฟาง นั่นแหละ คนหนักกว่าหมาหอบแดด บ้าหอบฟาง สะสมไปเถอะ บ้าหอบฟางสะสม พอเราไม่สะสมแล้วมาอยู่กันอย่างสาธารณโภคีมันสุดยอดจริงๆ เป็นยอดเศรษฐกิจ สาธารณโภคีนั้นยังอีกช้าอีกนานมากที่โลกจะกระเตื้อง มันต้องคน คนต้องมีคุณธรรมทางจิตจริงๆ มีวรรณะ 9 จึงจะสามารถมาเป็น สาราณียธรรม6 ได้มาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มสาธารณโภคีได้ ถ้าไม่มี วรรณะ 9 แล้วจิตเป็นพระพุทธพจน์ 7 ไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าไม่เป็นจริงเป็นไปไม่ได้ พวกเราเป็นไปได้ 40-50 ปีอาตมาพาทำเป็นไปได้เป็นไปโดยสงบอย่างเรียบร้อยสบาย ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาดีๆ โอ้โห! สังคมนี้สุดยอดเลย พอรู้ปั๊บ มันซาบซึ้งใจแล้วไม่ไปไหนเลย เป็นตายร้ายดีฝากผีฝากไข้ฝากชีวิตกันได้ พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้จริง นี่เป็นสุดยอดที่อาตมาว่า ยุคนี้เป็นยุคที่มันเสื่อมหนัก แต่อาตมาก็พามารู้สัจจะ สัจธรรมพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระนี้ได้ จนกระทั่งสามารถที่จะเอาตัวเข้ามา ประพฤติปฏิบัติ เด็กๆที่ได้มาอยู่มีกุศลมาก เขาเรียกด้วยภาษาโลกว่ามีบุญมากที่ได้มา รู้ตัวให้ดีเลย ว่าเราได้มาอยู่ที่นี่ได้ฝึกฝนเรียนรู้สัจธรรมจากที่นี่ ที่เป็นของพระพุทธเจ้าได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ถ้าพวกเราหนูๆทั้งหลายนี้ รู้ได้มากแล้วจะไม่ไปไหนหรอก เห็นรุ่นพี่บางคนจบแล้วไม่ไปไหน อยู่ที่นี่เลย สบายมากชีวิต ดีไม่ดีจะต้องแต่งงานก็อยู่ในนี้แหละ มีลูกมีเต้าอย่างเจ้าปุณย์ เขาเอ็นดูกัน รู้กันทั้งหมู่บ้านเลย เป็นเด็กสาธารณะ รู้จักกันดีอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นวิญญาณที่สัมพันธ์กันสนิทมากเลย มันหาที่ไหนไม่ได้ แต่คนยังเข้าไม่ถึงมองยังไม่ค่อยออก ซึ่งมันบังคับความรู้กันไม่ได้หรอกภูมิธรรมของคน นี่คือสุดยอดความประเสริฐของมนุษย์อาริยะ ถึงขั้นมีโพธิสัตว์ มีอรหันต์ มีอนาคามี มีสกิทาคามี มีโสดาบันจริงๆได้เหรอ? เขาไม่ค่อยเชื่อหรอกคนข้างนอก เพราะเขาไม่มีภูมิธรรมถึง คนที่มีภูมิธรรมเพราะรู้แล้วก็จะ อ๋อ.. แล้วมันจำกัดเหมือนกันนะ ผ่านมา 50 ปีแล้วเดี๋ยวนี้ก็ประกาศไปทั่ว ออกไปทางสื่อสาร ผ่านๆรู้ๆเหมือนกัน แต่ไม่สะดุดอะไรหรอก ไม่เห็นว่าสำคัญ ว่า พระรูปนี้มาพูดอะไรวะ เปิดๆ ฟังๆ ไม่รู้เรื่องก็ทิ้งเป็นอย่างนั้นเยอะ เขาไม่รู้หรอก เขาก็จะไปเอานี่แหละ โทรทัศน์ช่อง เดรัจฉานวิชชา น่าสงสาร หลอกกันดื้อๆ ซื่อๆ เสร็จแล้วก็เขียน subtitle เอาไว้ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม แต่ก็ปล่อยให้หลอกกันไป ก็รู้นะว่ามันชอบกลอยู่ แต่ก็ปล่อยให้ออกไปอยู่ฝึกอย่างนั้น มันก็มอมเมากันไป เขาไม่กล้าตัดสิน ถ้าอาตมาอยู่ในวงการตัดสิน พวกนี้ไม่ได้ออกหรอก เพราะมันไปมอมเมาคน แต่นี่เขาไม่กล้าตัดสิน เขาไม่มีความรู้พอที่จะบอกว่า ห้ามเขาทำไม ก็เพราะมันมามอมเมาให้คนงมงาย โยมเมฆทิพย์ว่า...ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น เขาน่าสงสารจริงๆ พ่อครูว่า... ตีเข้าหาสาระเลย เรากำลังพูดพวกมอมเมา ที่พูดไม่ได้พูดด้วยปากเปล่า น่าสงสารจริงๆ เขาจะจมอยู่ในสังสารวัฏอีกนานเท่าไหร่ หมายความว่าอย่างนั้นน่าสงสาร น่าสงสารหมายความว่า เขาจะจมอยู่ในสังสารวัฏอีกนานเท่านาน เราก็มองเห็นว่าคนพวกนี้จะจมอยู่ในสังสารวัฏวนเวียนอยู่อีก กว่าเขาจะเกิดมีปฏิภาณปัญญาหรือว่า เฮ้ย! เราโง่อยู่นานเท่าไหร่นี่ โพธิรักษ์มาเทศน์อยู่เท่าไหร่ ไม่รู้จัก พอรู้จักแล้ว ตายๆๆ ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า นับถืออย่างแรงกล้าเลย มันเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเลยตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส นี่ เขายังไม่มีหิริ โอตตัปปะ ดีไม่ดียังลบหลู่โพธิรักษ์เฉยเลย ก็ลบหลู่เฉยอยู่อย่างนั้น ก็เขายังไม่มีภูมิปัญญาพอที่จะรู้ความจริง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ _พ่อครูว่า... มาสาธยายเรื่องพญานาคกันให้สิ้นสงสัยกันที แค่พญานาคหรือไม่ใช่พญานาค ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้มาพร้อมบวชอยู่ในศาสนาพุทธ จริงๆนะไม่ได้ไปใส่ความ เขาไม่รู้ว่าเขามาปลอมบวชแล้วมาทำลายศาสนาเป็นโจรร้าย _(144) “พญานาค”นั้น มีจริง? หรือไม่มีจริง? ทีนี้มาสาธยายเรื่อง“พญานาค”ให้สิ้นสงสัยกันดูทีรึ! พญานาค“มีจริง” หรือพญานาค“ไม่มีจริง”ก็จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่องของความเป็น“พญานาค” หรือ“นาค”ที่เกี่ยวข้องในศาสนาพุทธกันชัดๆ แจ้งๆกันได้บ้าง ติดตาม ไตร่ตรองไปให้แตกฉานกันดีๆ “นาค”นี้คำบาลีหมายถึง “งู” หรือ“งูใหญ่” หรืออื่นๆอีก แต่เราหมายเอา“งู”เป็นสำคัญมาใช้เทียบเคียงสาธยาย “งู”คือ สัตว์ที่อยู่ในท่า“นอน” จึงมีสัญญลักษณ์“การนอน-การหลับ”นี่แหละ นั่นก็คือ พุ่งเข้าไปที่“ลัทธิหลับตา” หรือหมายถึงคนที่มี“มิจฉาทิฏฐิ”เอาแต่“หลับตา”ปฏิบัติกันนั้นแล บาลีคือ “นาค” ไทยก็คือ “งู” ผู้หลงผิดที่เอาแต่“หลับตาปฏิบัติ”จึงยกให้เป็น“พญางู”ในภาษาไทย ทับศัพท์บาลีก็คือ “พญานาค” ซึ่งหมายถึงเดียรถีย์ หรือเทฺวนิยม ที่เขายังหลงใหลการปฏิบัติ“หลับตา” อันไม่ใช่วิธีปฏิบัติแบบพุทธ หรือแม้“วิธีปฏิบิติ”ที่แค่“หลับตาปฏิบัติ”นี้ก็เถอะ ก็ยังมี“ความรู้”กันแบบเดียรถีย์หรือเป็น“เทฺวนิยม”กันอยู่ ยังห่างไกล“วิธีปฏิบัติแบบพุทธ”ที่“สัมมาทิฏฐิ”กันอยู่หลาย“ปีแสง” พ่อครูว่า...ฌานของพุทธ เป็นสิ่งที่พูดกันรู้เรื่องตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ แต่พวกหลับตาปฏิบัติฌาน พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง พูดมา 50 ปีก็กระเตื้องขึ้นได้มานิดนึง พูดกันแล้วเขาก็หาว่ามาทำลายศาสนาพุทธ ทั้งๆที่เขาเป็นตัวทำลายศาสนาพุทธเป็นโจรร้ายทำลายศาสนา ได้นรกอเวจีอยู่เขาก็ไม่รู้เรื่อง มันสุดสงสารจริงๆ มันสุดสาครสินสมุทรจริงๆ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม.. อุปมาของงูกับนกเหยี่ยวหรืออินทรีย์ นาคชอบหลบซ่อนในรูไม่สู้ในที่สว่าง ความสามารถของงูมันมองได้แต่ข้างหน้า ไม่สามารถมองข้างหลังได้ แปลว่า ถ้าผู้ปฏิบัติที่ดิ่งเพ่งอะไรสักอย่างจะมองไม่รอบ แต่ถ้าเป็นนกอินทรีย์ จะมองได้รอบถ้วนและมองได้ไกลมาก นกกะปูด จะกินงู มันฉลาดจะเอาปีกบังตาไว้ งูมองไม่เห็นตานก ก็นึกว่านกไม่อยู่ก็เลยเลื้อยหนีไป งูก็เลยตามไปจิกงูได้ นกเปรียบเสมือนแสงสว่าง งูเปรียบเสมือนความมืด พ่อครูว่า... ใช่ ปฏิบัติหลับตานั้นก็มีแต่ความมืด ซึ่งมันจะเกิดความมีแสงสว่าง เกิดความรู้ มันจะรู้โลกรู้อัตตา ไม่ได้เลยจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจะมิจฉาทิฏฐิ กว่าจะได้สัมมาทิฏฐิก็คงจะอยู่ไปอีกหลายปีแสง เป็นล้านปีแสงก็ไม่รู้ ใช้เวลานานในการเดินทาง “วิธีแบบพุทธ”นั้น ต้องเป็น“จรณะ 15 วิชชา 8” พุทธคุณข้อ 1 มีวิชชา มีความรู้มีปัญญาเข้าร่วมในการปฏิบัติตั้งแต่มีปัญญาไปกับศีล มีปัญญาไปกับ อปัณณกปฏิปทา 3 มีปัญญาไปกับ สัทธรรม 7 ตัวปัญญาคือฌาน ตัวฌานก็คือปัญญา มีฌานที่ไหนปัญญาที่นั่น ฌานที่ไม่มีปัญญาไม่มี และปัญญาที่ไม่มีฌานก็ไม่มี ปัญญาที่ไม่มีฌานนี่แหละ จะเข้าใจยากกว่า ฌานที่ไม่มีปัญญา ปัญญาความรู้อีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้องเป็น ฌาน ฌาน คือการเผากิเลสได้ ฌาน ไม่ใช่การเพ่งเข้าไปให้นิ่งให้ดับให้สนิทให้ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ คนละโลกเลยคนละฟากโลกเลย ดาวคนละดวงเลย คนละข้างเลย ข้างหนึ่งอยู่ประเทศไทยอีกข้างหนึ่งอยู่อเมริกาเลยคนละโลกเลย เมืองไทยเจอพระอาทิตย์สว่างจ้า อเมริกามืดตึ๊ดตื๋อเลย ตรงกันข้ามกัน เที่ยงคืนเลย เมืองไทยเที่ยงวัน เพราะฉะนั้นเราคนไทยเจอแสงสว่าง อเมริกานี้สุดมืดเลย ไทยสว่างจ้า แต่อเมริกามืดสนิท สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเลย มืด เขาจะยังไม่โผล่ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ จะยังสร้างอำนาจบาตรใหญ่ จะต้องหรูหรา จะต้องเบ่งทุกอย่างเลย แม้แต่ราคาของธนบัตรเขาจะต้องยิ่งใหญ่ ทั้งๆที่เป็นเศษกระดาษเต็มไปหมด ถ้าเอาดอลลาร์ทั้งหมดในโลกไปคืน แล้วเอาค่าราคาตามที่คุณตีราคาให้ (เมืองไทยก็ 30 บาท)มาคืน ก็ว่าไปตามเขา แล้วให้เอาสมบัติที่อเมริกามี เอามาแลกคืนเอากระดาษขึ้นไป เอาอะไรมาตีราคาเท่าที่ควรจะเป็นคืน นี้ หมดประเทศอเมริกาหมดไม่เหลือ ดอลลาร์ที่เขาพิมพ์กระดาษเปื้อนสีออกมาทั่วโลกขณะนี้ อาตมาพูดนี้ไม่ใช่พูดเล่นแต่เป็นเรื่องจริงเป็นจริง แล้วเขาต้องสร้างตรงนี้เป็นอำนาจใหญ่ในโลก เศษกระดาษนี้เป็นฤทธิ์แรง เพราะฉะนั้นเรื่องสมบัติต่างๆนานาก็คือการลวงหลอกด้วยการเอากระดาษมาตีราคาแล้วไปแลกออกมาเป็นสมบัติของตัว ทำได้เขาทำได้ เป็นผู้ที่เก่งชิบหายเลย เอาเปรียบเอารัดคน ใช้อำนาจบาตรใหญ่เอาเปรียบเอารัดคน ชั้นหนึ่งเลย ตะวันออกกลางยังเอาน้ำมันมาแลกธนบัตรไป แล้วเงินเขาก็ไม่ต้องอะไรมากเหมือนอเมริกา ที่ปั่นสร้างให้มันมีตัวลวง อัตราราคาลวงๆๆ ขึ้นมา แล้วคนก็จำนน เพราะเขามีอำนาจบาตรใหญ่ในเรื่องการสร้างอาวุธ แล้วก็เก่งในทางสร้างวิศวกรรม แม้แต่เครื่องมือเทคโนโลยี เขาก็ได้คนชนิดนั้นไป ตระกูลของเขาก็ได้คนชนิดที่สร้างเทคโนโลยีเก่ง ก็เลยยิ่งใช้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบเอารัดมนุษยชาติทั้งโลก การเอาเปรียบเอารัดเป็นความเลว การเอาเปรียบเอารัดได้มากๆแล้วก็หลงว่าตัวเองเฉลียวฉลาดยิ่งใหญ่ มันก็งมงายไม่รู้เรื่องว่าตัวเองนี้กลายเป็นคนไร้ราคา เป็นคนไม่มีคุณค่าเป็นคนที่ได้แต่เอาเปรียบคนอื่นอยู่ ข่มคนอื่นเขา ซึ่งเขาจะเข้าใจยากในเรื่องโลกุตรธรรมเหล่านี้ เขาจะหลงโลกีย์ทั้งนั้นว่าเขายอดเลิศจริงๆ ฟังไม่รู้เรื่องหรอกที่อาตมาพูด เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมาแวะมาแว้งอาตมา เพราะเขาไม่รู้เรื่องหรอก มันพูดพาดพิงถึงเรา มันด่าเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาไม่รู้หรอกว่าเราด่าเขา จริง จะว่าโง่ก็สุดโง่เลย เพราะฉะนั้นลัทธิเลียนแบบ เกาหลีเหนือเลียนแบบ นึกว่าอำนาจนี้คืออาวุธ เกาหลีเหนือก็เลยสร้างอาวุธไว้สำหรับป้องกันตัว เพราะว่าประเทศเขาเป็นประเทศเล็ก เป็นประเทศหัวเดียวกระเทียมลีบ ก็เลยสร้างอาวุธสร้างเขี้ยวเล็บ ที่อื่นๆก็พลอยตามไป เมืองไทยไม่ต้องสร้างอาวุธเลย เจริญมาก “คนดีสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ตอบตีหัวเข้าบ้านเลย จรณะ 15 วิชชา 8 มันไขทุกอย่างเลย ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิได้มรรคได้ผล ล้างอาสวะสิ้น หมดสิ้นอาสวะนั้น เป็นเรื่องของจิตนิยาม เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของพระเจ้า เป็นเรื่องของการล้มล้างพระเจ้า เลิกเลย สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย พระเจ้าคือพระจิตวิญญาณ แล้วของเขาไม่รู้เรื่องพระเจ้า พระเจ้าของเขาก็เลยหลงเป็นอำนาจเหมือนกับลัทธิที่มีอำนาจในโลก ยกให้เลยทั้งๆที่ไม่รู้จักเลยว่าพระเจ้าอยู่ไหน ไหนพระเจ้า ไม่เคยรู้จักอัตภาพของพระเจ้า สมมุติไปอย่างนั้นแหละ ซึ่งมันต้องมาศึกษา พระเจ้าก็ต้องอยู่ในตัวจิตวิญญาณ แล้วในคนมีวิญญาณไหม ก็มี ก็ศึกษาวิญญาณในตัวคนศึกษาให้ทะลุเลยว่า แล้ววิญญาณจริงๆมันเป็นอย่างไร อ๋อ! วิญญาณจริงๆเป็นธาตุสังขาร เป็นธาตุที่มีรูปนาม ศึกษาได้อย่างนี้เองหรือ แยกรูปแยกนาม ศึกษาในอายตนะ ผัสสะ เวทนา รู้ตัวเหตุคือตัณหา อุปทาน โอ้โห! ปัญญามันรู้ไอ้ 2 ตัวนี้มันมานั่งมายึดมาถืออยู่ พระพุทธเจ้าบอกว่าเรารู้หน้าเธอแล้วมาร หักยอดเรือนที่เธอสร้างไว้ในจิตวิญญาณหมดแล้ว หักยอดเรือนเธอได้แล้ว มาร มารรู้ว่าพระพุทธเจ้ารู้จักหน้าตา รู้จักรูปร่าง รู้จักตัวจริงของไอ้เจ้าตัวปลอม มารมันคือตัวปลอม มันตัวหลอก ไอ้ตัวหลอก ก็เลยจำนนหายไปเลย เหลือแต่ความจริง พระพุทธเจ้าก็เลยเป็นผู้ที่ยืนหยัดความจริง ความหลอกหมดเลย ความปลอมหายไปหมดเลย เพราะพระพุทธเจ้าเห็นหน้าความหลอกความปลอมหมดเลย ความหลอกความปลอมถูกพระพุทธเจ้ารู้พวกมัน พวกที่หลอกพวกปลอมเหล่านี้ พระพุทธเจ้าเห็นแล้วมันหายไปเลย ปัญญาจะมีพลังมีฤทธิ์อำนาจขจัดความหลอกขจัดความเท็จขจัดความไม่จริงหายไปหมดเลย เหลือแต่ความจริง เพราะฉะนั้นอาตมาถึงยืนยันพูดว่าอาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น คุณฟังขึ้นไหม ฟังเข้าใจไหม อาตมาพูดไม่เป็นพูดความไม่จริงไม่เป็น พูดออกมามีแต่ความจริง ซึ่งยากเหมือนกันที่คนจะเข้าใจเพราะว่าคนจะเข้าใจว่าคนมันก็ต้องมีหลอกมีเท็จ แต่นี่ พูดเท็จไม่เป็นเลย มันจะมากไปไหมนะ ซึ่งมันก็น่าเห็นใจคนเขาเหมือนกัน สู่แดนธรรม.. เป็นคนมีวาจาสิทธิ์พูดอย่างไรก็มีความศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น แม้จะพูดเล่นๆแต่ที่สุดก็ดึงกลับเข้ามาสู่สาระที่เป็นความศักดิ์สิทธิ์อีก พ่อครูว่า... ซึ่ง ที่อาตมากำลังพูดกันกำลังสาธยายมันตรงกันข้ามกับที่เขารู้กัน 180องศาเลย “วิธีแบบพุทธ”นั้น ต้องเป็น“จรณะ 15 วิชชา 8” ซึ่งมันตรงกันข้ามกัน 180 องศากับ“วิธีปฏิบัติ”ที่เป็น “จรณะ 15 วิชชา 8”เลยทีเดียว แม้แต่ผู้ที่มาเรียนรู้ทางด้านพยายามรู้ความรู้ให้กว้าง พวกหลับตานั้นแคบสนิท แต่นี่เขาก็พยายามมารู้ความกว้างเขาก็ ฟ่ามกระจาย พวกสายปริยัติสายพระบ้านสายดร.สายเปรียญรู้พวกนี้ ซึ่ง อาตมาน่าสังเวชใจน่าสงสาร ไปเรียนพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยของเทวนิยม โอ้ย! มันน่าละอายจริงๆ น่าละอายอย่างไม่รู้จะน่าละอาย เป็นพุทธศาสนิกชน แต่ไปเรียนรู้กับสำนักของเทวนิยม แล้วผู้ที่รู้ เป็นผู้รู้จักเทวนิยม เป็นอเทวะแล้ว อเทวะไม่มีนิยมนะเพราะว่านิยมแปลว่าความเที่ยง เทวนิยม อเทวนิยม ไม่มี มีแต่ อเทวะจะแปลว่าไม่มีเทวะแล้ว ไม่เอาเทวะแล้ว หรือไม่หลงเทวะ เราไม่มีแล้ว แล้วก็รู้กลางๆเลยว่าทั้งมีและไม่มี เราก็ไม่หลงเข้าไปติดยึดเป้ อนุปคัมมะ เป็นผู้ที่มีพลังสูงเป็น อภิภุยยะ รู้จักสภาพที่มี 2 พอสัมผัสกันก็เป็นอายตนะ แล้วก็สูงส่งถึง อภิภายตนะ 8 รู้การแจก อภิภายตนะถึง 8 ประการ สู่แดนธรรม.. พ่อท่าน สู้ สู้ พ่อครูว่า... ทุกวันนี้เขาไอที แต่อาตมานี่ไอถี่ เขาแค่ไอที จะไปสู้อาตมาได้อย่างไร อาตมาสู้ไอถี่ เขาไอคนละทีสองที แต่อาตมาไอถี่ สู่แดนธรรม.. เล่าเรื่องจงอางหวงไข่ เขามีวิธีล่อจับงู คืองูไม่กล้าสู้แสงสว่างแจ้ง เครื่องมือจับงูจงอางไม่ยากหรอก เขาทำเครื่องมือเหมือนถุงกาแฟยาวๆ สีดำๆ ยาวสักเมตร ไปเคาะให้งูเห็น งูมันก็วิ่งเข้าไปเลย งูจงอาง พ่อครูว่า... พวกสัตว์หลับชอบที่มืด คนเราฉลาดนะ จับงูจงอางเอาถุงกาแฟไปถุงเดียว พญานาคคือพวกหลับตา พวกหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น และก็เป็นพวกที่อวิชชา _ดังนั้น คนผู้เอาวิธี“หลับตา”มาใส่ในศาสนาพุทธจึงเป็น“ของปลอม” คนที่เอา“ของปลอม”มาใช้ในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด ถ้ายังขืนยืนยันใช้“ของปลอม”อยู่ก็เป็น“โจร”อยู่ “พญานาค”จึงคือ“โจร” ผู้เข้ามาปล้นศาสนาพุทธที่แท้ ทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธก็ยังพากันหลงยึดมั่นถือมั่น“หลับตาปฏิบัติ”กันว่า เป็น“วิธีสำคัญ” เป็นวิธีหลักในการปฏิบัติเพื่อบรรลุฌาน บรรลุสมาธิ บรรลุนิพพานกันทีเดียว ซึ่งมัน“ผิด”อย่างยิ่งใหญ่จริงๆ แต่ก็ยังหลงยืนยันยืนหยัดการปฏิบัติ“หลับตา”เป็นหลักที่จะทำให้เกิดบรรลุมรรคผลกันจริงๆจังๆกันอยู่ จึงยังเป็น“โจร”กัน เป็น“พญานาค”แท้ๆ เมื่อยึดมั่นถือมั่นกันอยู่ เป็นกันมีกันเอาจริงเอาจังกันอยู่ ยังไม่เกิด“ปัญญา”เลิกละได้ ฉะนี้แหละคือ “พญานาค” พ่อครูว่า...พญานาคมีจริงไหม ก็มีจริง แล้วลัทธินอนลัทธิหลับมีจริงไหม ก็มีจริง ไม่โงไม่เงย จมอยู่อย่างนั้น ถามเด็กๆว่า พญานาคมีจริงไหม? ด.ช.ป่องเอี้ยมว่า...มีจริง พ่อครูว่า... แล้วพญานาคคืออะไร? ด.ช.ป่องเอี้ยมว่า...คือนั่งหลับตา พ่อครูว่า... _“พญานาค”จึงชื่อว่า “มีจริง” แต่“พญานาค”คือ ผู้ปฏิบัติไม่ถูกไม่จริงในศาสนาพุทธ ใครว่า “พญานาค”นั้น“มีจริง”หรือ“ไม่มีจริง”กันบ้างเอ่ย? มันก็เหมือน“คำโกหก”และ“คนโกหก”นั่นแหละ “คำโกหก”นั้น“ไม่จริง” แต่“คนโกหก”ก็“มีจริง” ชัดมั้ย? พ่อครูว่า...คนก็ต้องอยู่กับความจริง ส่วนคนจะปฏิเสธไม่รับ มันไม่จริงเราก็ไม่รับ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้ความจริงสูงสุดแล้ว ก็จะรู้ความจริงว่า วิญญาณ ตกลงที่สุดแห่งที่สุดของวิญญาณมีจริงหรือไม่มีจริง ... สู่แด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive