ลักษณะอันสูงสุดของมนุษยชาติ 7 ประการ ในชาวอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ลักษณะอันสูงสุดของมนุษยชาติ 7 ประการ ในชาวอโศก พ่อครูว่า... พวกเราชาวอโศก ซึ่งเป็นแก่นแกนของโลกุตรธรรม ขอยืนยันว่าในประเทศไทยนี้ด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มชุมชนที่ครบบริบูรณ์ มีคุณธรรมตามสาราณียธรรม 6 หรือมีจรณะ 15 วิชชา 8 มีวรรณะ 9 มีโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งเป็นเรื่องจริง วันนี้ก็ยังไม่ลงไปขยายความ ศัพท์ที่พูดพาดพิงถึงพยัญชนะวิชาการเมื่อกี้นี้ แม้แต่ความรู้ที่สามารถสร้างอาวุธทำลายกัน มาฆ่าคนกันแท้ๆ ลึกๆเขาก็เพื่อจุดหมายเพื่อให้ชีวิตคนในสังคมอยู่เย็นเป็นสุข จริงๆ อยู่เย็นเป็นสุขก็มีซ้อนความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวก ซ้อนอยู่ในนั้น ให้พวกเขาอยู่เย็นเป็นสุข มันไม่เย็นไปได้หรอก มันไม่เย็น แต่เป็นความร้อนอยู่ ร้อนสุข เขาหลงความสุขแต่เขาไม่ได้ความสุขที่เย็น เขาจะได้ความสุขที่ร้อน คนเหล่านี้ ฉะนั้นในภาษาวิชาการถึงบอกว่าเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ก็ดี รัฐศาสตร์ก็ดีสังคมศาสตร์ก็ดี ที่เป็นชื่อใหญ่ๆ 3 ศาสตร์ ถูกหยิบมากล่าวถึงนี้ จะนำพากันปฏิบัติ แต่ละกลุ่ม แต่ละประเทศ แต่ละสังคม ปฏิบัติเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ปฏิบัติการเมืองหรือรัฐศาสตร์ปฏิบัติสังคมศาสตร์ สังคมเป็นภาษารวม เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ เป็นภาษา 2 อย่าง 2 ขั้ว เป็นเทวะ ชนิดหนึ่ง เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง ถ้าเรียกคู่ เขาจะเรียกว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งมันก็เอามาปฏิบัติกัน เขาก็ว่า เขาเจริญ แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่เข้าเขตเข้าข่ายของโลกุตระ มันไม่เจริญหรอก มันเสื่อมแล้วมันก็เลวร้าย ไปเรื่อยๆ มันทำเลวทำร้ายแก่สังคมแก่กันและกันไปด้วยโดยที่เขาไม่เข้าใจหรอก เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่สามารถเข้าใจแก่นแท้ของความเป็นจริงกันได้ แก่นแท้ของความจริงที่ผู้ประสบผลสำเร็จแล้วจะเห็นคุณธรรมหรือเห็นลักษณะของพฤติกรรม พฤติการณ์ของมนุษย์กับสังคม เ
อ่านต่อ
ห็นลักษณะ 7 อาตมาพยายามจะใช้ภาษาเอามาสื่อสภาวะเอาไว้ ลักษณะ 7 นั้นคือ 1.อิสระ 2.สบาย 3.สงบ 4.อบอุ่น 5.อิ่มเอม 6.เกษมใส 7.ใจเกื้อกูล 7 คำนี้เทียบเคียงกับพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้า สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เทียบเคียงกันพอได้แต่ไม่ใช่คำเดียวกันตรงกันทีเดียวหรอก คำที่อาตมากล่าวถึง เทียบคำต่อคำไม่ได้เท่านั้นเอง เกษมใสแล้วยังมี ใจเกื้อกูล อีกคำหนึ่ง เพิ่งเติม
ก็ลองอธิบายเนื้อหาสาระเหล่านี้เทียบเคียงกับสภาวะปรากฏการณ์จริงของมนุษย์ในโลกสู่กันฟัง อิสระ คำแรก คนไม่เข้าใจง่ายๆหรอก อาตมาเคยสรุปว่า เทวนิยม มันไม่มีความอิสระจริง เพราะมันไม่จริงมาตั้งแต่พระเจ้า พระเจ้านั้นเป็นเจ้าของเป็นนายทาส เป็นนายทาสตัวจริง ประชาชนหรือว่าสมาชิก หรือเรียกว่าศาสนิกของศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นหนึ่ง ศาสนิกเหล่านั้นเป็นทาสของพระเจ้าทั้งหมด ไม่ใช่ผู้มีอิสระ ทุกอย่างพระเจ้ายึดอำนาจไว้หมดเลย เป็นผู้บัญชา เป็นผู้สั่งการ เป็นผู้กำหนด จะให้เกิดให้ตายให้สุขให้ทุกข์ ให้เจริญหรือให้เสื่อมอะไรก็แล้วแต่ พระเจ้าทั้งนั้น แล้วพระเจ้านี้ก็เป็นความลึกลับ ซึ่งศาสนิกหรือสมาชิกของกลุ่มพระเจ้าและพระเจ้ามีหลายองค์ แต่มีความเห็นอันนี้อันเดียวกัน คือพระเจ้านี้ยึดเป็นนายทาส ทุกศาสนา ทุกลัทธิ พระเจ้ายึดอำนาจของมนุษย์หรือศาสนิกไว้หมด ซึ่งแตกต่างจากความอิสระของศาสนาพุทธ อิสระเป็นของตนเอง ทุกคนเป็นเจ้าของจิตวิญญาณ เป็นเจ้าของกรรม เราทำกรรมใด กรรมนั้นเป็นทายาท กรรมนั้นเป็นของคุณเอง กัมมัญญา กรรมวิบาก มรดกของตนคนเดียว เดี่ยวๆๆๆ ๑. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) ๒. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) ๓. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) ๔. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) ๕. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๕๘๑) คุณต้องได้อาศัยกรรมที่ตัวเองทำไว้ ซึ่งมีปฏิกิริยายังไม่จบ ถ้าตราบใดยังมีสรณะ เขาแปลว่า ที่พึ่ง แต่เป็นที่พึ่งอันไม่เกษม เพราะโดยพยัญชนะแปลว่า ยังมีสงคราม ส คือเกี่ยวกับ รณะ คือสงคราม ซึ่งมันเป็นเรื่องของการรบ เป็นเรื่องของการที่ยังไม่ลงตัว ยังไม่จบ สำหรับแต่ละคน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสปลายเปิดเอาไว้ คำสุดท้ายนี้ ผู้ที่อรณะ หมดสงคราม เป็นพระอรหันต์ขึ้นไป จบ พึ่งความจบที่เป็นอรหันต์ ก็จะเกิดความสบาย เกิดความสงบ ที่แท้จริง เพราะปฏิบัติอย่างผู้ที่เข้าใจว่า กรรมเป็นของของตน ตนเป็นทายาทของกรรม กรรมพาเราเป็นพาเราไปจริง เป็นไปจริง แล้วก็กรรมสั่งสมเป็นเผ่าพันธุ์ของเราเอง DNA ของเราเท่านั้น แล้วเราก็ถึงเป็น กัมมปฏิสรโณเป็นปลายเปิดเอาไว้ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุอรหันต์ได้จึงจะประสบความจริง เป็นผู้ที่อิสระ สบาย สมบูรณ์แบบ อรหันต์มี 3 เส้านี้แล้ว แล้วศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนๆเดียว เอาแต่ตัวคนเดียว อย่างสุดโต่งเหมือนศาสนาเชน ศาสนาพระมหาวีระ ออกเดี่ยวอยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใครเลย สุดท้ายก็ไปตายอยู่คนเดียว แล้วไม่เอาอะไรเลย มักน้อยสุดโต่งที่สุด เป็นพวก นัตถิกทิฏฐิ เป็นทิฏฐิที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีเหตุ ปัจจัยอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิของพุทธแล้ว เป็นอรหันต์แล้ว มีอิสระเต็มมีสบายเต็มมีสงบจริง สงบจริงเป็นผู้ที่ไม่เกิดโทษเกิดภัยต่อใครต่อสังคม ต่อโลกเลย ไม่เป็นภัยต่อใคร เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธก็ไม่ใช่ศาสนาโดดเดี่ยว แต่เป็นศาสนาโขลง เป็นศาสนาสังคม โขลงใหญ่ด้วย เมื่อผู้ที่มีสัมมาทิฐิตรงกัน ปฏิบัติแล้วก็จะได้เป็นคนชนิดเดียวกัน ก็มาอยู่รวมกันก็อบอุ่น อย่างชาวอโศกนี่ อบอุ่นมากเลย ชั่วตาปีตาชาติไม่ต้องไปรบกวนตำรวจเขาเลย มีความผิดความพลาดอะไรก็พิพากษากัน แล้วก็เข้าใจกันง่ายดาย ไม่มีอะไร ใครที่เข้าใจไม่ได้ มีตัวอย่างอยู่ในชาวอโศก เข้าใจไม่ได้เขาก็กระเด็นออกไปเอง อย่างที่เป็นตัวอย่าง ฉะนั้นชาวอโศกก็อยู่เป็นสาธารณโภคี ในชุมชนหมู่กลุ่มของชาวอโศกแต่ละชุมชนเป็นสาธารณโภคีหนึ่งเดียวกัน คนที่พยายามเข้ามาอยู่แต่เป็นตัวปลอม เป็นตัวไม่เป็นตัวจริง กระเด็นออกไปเอง อย่างที่กระเด็นไป เพราะฉะนั้นพวกที่อยู่ก็เลยอยู่กันอย่างอบอุ่น เป็นญาติธรรม เป็นญาติทางธรรม ซึ่งเป็นศัพท์ที่ลึกซึ้งที่สุด ญาติกันหมด ไม่เกี่ยวกับ DNA ไม่เกี่ยวกับสายเลือดเลย เป็นญาติพึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ ระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคหะ อวิวาทะ ไม่วิวาท มีการขบๆขัดๆกันบ้าง นิดๆหน่อยๆ สามัคคียะ เอกีภาวะ ยิ่งนับวัน ความเจริญของ เอกีภาวะ ยิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิ่งแน่นสมบูรณ์แบบ ความพร้อมเพรียงสามัคคีก็จะเห็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ยิ่งมวลใหญ่มวลมาก ลักษณะของการวิวาท ซึ่งมันควรจะมากควรจะแรง มันไม่เห็น ถ้าสามารถที่จะทำสังคมโดยการหัดวิเคราะห์วิจัยให้ดีแล้ว มวลอย่างนี้ก็จะมีการกระทบกัน ทั้งร่วมกันทั้งขัดแย้งกันอะไรต่างๆ จะเกิดทั้ง หรม. เกิดทั้ง ครน.อะไรต่างๆ ที่จะเอามาใช้เป็นวิธี ตัดสิน วัด หรือตัดสินผู้ที่มีภูมิปัญญาสามารถใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องสรุป ก็จะเข้าใจได้ แล้วก็เอาความจริงนี้มายืนยัน จะเข้าหลักเกณฑ์ที่คนศึกษามาทั้งนั้นแหละ แล้วก็มีพยัญชนะหลัก เท่าที่อาตมากล่าวมา คงจะลงรายละเอียดลึกทั้งหมดไม่ไหว กล่าวถึง หรม. ครน. แบบคณิตศาสตร์ก็อย่างหนึ่ง แต่อาตมาเอาคุณสมบัติของคณิตศาสตร์มาใช้ในเรื่องสังคม ไม่ว่าจะเป็นคูณร่วมน้อย ไม่ว่าจะเป็นคูณร่วมน้อยหรือหารร่วมมาก ซึ่งเป็นสิริมหามายาที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคุณธรรมที่เป็นลักษณะเป็นอาริยะ 4 จนกระทั่งมีอะไรหันต์จริง มันจะยืนยันความอบอุ่นของสังคมนี้ นอกจากอบอุ่นแล้ว จะอุดมสมบูรณ์ อิ่มเอม อยู่กันอย่างสบาย อยู่กันอย่างพออยู่พอกิน คำว่า พออยู่พอกิน นี้ลึกซึ้ง ที่จริงเรามีเหลือมีเกินด้วย มันพอแล้วเรามีเหลือมีเกินด้วย จะเอา แต่เราเอาแต่พออยู่พอกิน นอกนั้น มีเหลือ เราไม่ได้เอาไปซื้อขายแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความร่ำรวย เพื่อสร้างความได้เปรียบมามาก ไม่ทำ เป็นความซับซ้อน ซึ่งพวกนี้ พออยู่พอกิน ที่เหลือนั้นสะพัดสู่สังคม จำเป็นต้องขายบ้าง ก็ขายให้ถูกที่สุดเท่าที่จะถูกได้ ซึ่งพวกนี้อธิบายแล้วปฏิบัติจริงมาหมดแล้วล่ะชาวอโศก ทำแล้ว ถ้าผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาก็จะเห็นจะรู้ความจริง นี่ไม่ใช่พูดเอาโก้ แต่พูดความจริง เพราะฉะนั้นจึงสบายใจที่สุดเพราะว่าเราไม่ได้เป็นหนี้ ถ้าพูดไปแล้วเรามีบุญคุณต่อคนอื่นด้วย แต่เราไม่ยึดบุญคุณนั้นมันเป็นของเรา ซ้อนเข้าไปอีก ลึกซึ้งซับซ้อนเข้าไปอีก ไม่ไปยึดติดบุญติดคุณของใครเขา เราทำแล้วก็แล้วไป จบในตัว สาเปกโขไม่มี ให้แล้วก็ให้เลย ไม่ต้องคิดมีพลังงานเชื่อมต่อไปเป็น สาเปกโข ทานที่ให้แล้วเราจะต้องหวังได้การตอบแทนจากการทานหรือการให้ เราได้ให้อันนี้กับเขาแล้วเราก็ยังจะเชื่อว่าคนเขาจะมาตอบแทน มากตัญญูกตเวที มาให้อะไรเราตอบ เราไม่ต้อง เพราะเราพึ่งตนเองได้แล้วเหลือเฟือเกื้อกูลผู้อื่นด้วย มันมีความมั่นใจ มันมีความจริงแท้ๆ ซึ่งทำให้ไม่มีความหวั่นไหว จิตมันไม่เคลื่อนเลย ทั้งปัญญาทั้งความเป็นจริงของเจโต มันเห็นความจริงครบสมบูรณ์แบบแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นความเป็นอยู่ที่ อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล อยู่กันอย่างอิ่มเอม เกษม ก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร มันสงบสุดยอด มันสูงสุดยอด _สู่แดนธรรม... เป็นมงคลตัวปลายท้ายสุดเลยครับ พ่อครูว่า... เป็นมงคล 38 ข้อที่ 38 เลย อโศกัง วิรชัง เขมัง(เกษม) ตัวสุดท้ายเลย สุดยอด สงบ อบอุ่น อิ่มเอม สุดยอดความสบาย สุดยอดความอิสระ สุดยอดครบเลยทั้ง 7 คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) 651221 ลักษณะอันสูงสุดของมนุษยชาติ 7 ประการ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช