จะเกิดหิริโอตตัปปะ อย่างแรงกล้าในปัญญา 8 ได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข24 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

จะเกิดหิริโอตตัปปะ อย่างแรงกล้าในปัญญา 8 ได้อย่างไร _แสงอรุณ...ถามคำถามหลวง จากหนังสือปัญญา หลวงปู่เขียนไว้ในหน้า ๑๑๓ ว่า “เมื่อได้มาศึกษากับพระพุทธเจ้า หรือจากสัตตบุรุษ หรือจาก ผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฎฐิจริงก็จะเกิด “ปัญญา” ข้อที่ 1 ซึ่งใน “ปัญญา” ข้อที่ 1 นี้ มันต้องอธิบายสาธยาย แจกแจงกันอย่างสำคัญมาก เพราะมันลึกซึ้งในทาง “จิตวิญญาณ” ชั้น "ปัญญา เหลือล้ำ เพราะผู้จะมี “ปัญญา” นั้นจะมี "ความละอาย (หิริ)” เป็น “เทวธรรม” ข้อแรกกันจริงๆ แต่แง่ “ ความละอาย" นี้ ก็เป็นความลึกล้ำของ “ปัญญา” อย่างยิ่งยวด ที่อาตมาก็ยังสาธยาย ให้ลึกไปกว่านี้ได้ไม่เท่าไหร่เลย” หลานขอความเมตตาจากหลวงปู่ ขยายความ ประเด็น ความละอายที่ทำให้เกิดปัญญาโลกุตระ อย่างสัมมาทิฏฐิด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณหลวงปู่ด้วยความเคารพบูชาอย่างยิ่ง แสงอรุณ ๒๑/๑๒/๒๕๖๕

พ่อครูว่า... มันลึกซึ้งจริงๆ แค่ความละอาย เป็นสัจธรรมที่ต้องมีจริงในมนุษย์ทุกคน ยกตัวอย่างเช่น ขออภัยวันนี้ ขออภัยต่อท่านประยุทธ์ปยุตโต ท่านประยุทธ์ ปยุตโตดูถูกดูแคลนไม่ใช่ทำเล่นด้วย เอาจริงๆจนอาตมาติดคุกด้วย แต่เขาขอให้อยู่นอกคุก 2 ปีรอลงอาญา 2 ปี เอาขนาดนั้นเลย ท่านประยุทธ์นี้เอาอาตมาขนาดนั้น และท่านไม่เคยรู้หรอก เดี๋ยวนี้อาตมาก็ยังไม่รู้ว่าท่านจะรู้สึกละอายหรือยัง อาตมาก็ยังเชื่อว่าท่านยังไม่ละอาย หากท่านละอายคงจะมี signal มา ถ้าเกิดความละอายบ้าง ก็จะได้ อัญญธาตุ อาตมาสาธยายไปแต่ท่านไม่ถึงขีดที่จะรู้สึกสำนึกสำเหนียกว่า เราได้ไปดูถูกดูแคลนท่านโพธิรักษ์ ตายๆๆๆ ท่านจะรู้สึกละอาย เพราะฉะนั้นการจะเกิดความละอายนี่คือ เทวธรรม คือธรรมะความเจริญ แต่ถ้าไม่เกิดอันนี้คือยังไม่เจริญ ท่านประยุทธ์ไม่ได้เกิดความละอายที่ได้มาดูถูกดูแคลนสมณะโพธิรักษ์ ยังไม

อ่านต่อ

่สำนึกเมื่อใด ไม่มีละอายเมื่อใด มันจะเกิดจริงในจิต ละอาย หิริโอตตัปปะ อย่างแรงกล้าด้วย เพราะดูถูกอย่างแรง ข่ม ดูถูกอาตมามาก เพราะว่าจะรู้สึกแรงสำหรับคนที่เข้าใจสัจธรรม แต่อาตมาว่า ท่านก็คงจะยากอยู่ที่จะรู้สึก หรือท่านจะรู้สึกแล้ว หากท่านรู้สึกแล้วอาตมาขออนุโมทนา น่าจะมีสัญญาณมาบอกบ้าง signal มาบอก แต่นี่ไม่มีสัญญาณมาบอกว่าท่านรู้สึก อาตมากับท่านเคยสัมพันธ์ติดต่อกัน คือ เมื่อท่านด่าอาตมา เขียนหนังสือตำหนิอาตมามาอย่างนี้ อาตมาก็เขียนจดหมายขอบคุณท่านไป ท่านก็เงียบ ไม่มีตอบ เขียนด่าต่อ เขียนว่าต่ออีก 3 เล่มหนังสือ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็พยายามญาติดีกับท่าน จนครั้งหนึ่งท่านไม่สบาย อาตมาเขียนจดหมายแสดงความเห็นใจ ว่าท่านไม่สบายก็ขอให้หายวันหายคืนตามประสาโลกๆเขานั่นแหละ เพื่อทำความสมานเสมอ เขียนจดหมายอันนี้ไป ท่านก็ส่งหนังสือของท่าน 2 เล่มมาให้อาตมา หนังสือพจนานุกรมของท่านสำคัญ อาตมาก็ยังได้อาศัย ใช้ 2 เล่มนั้น ส่งมาให้ โดยเขียน ด้วยสาราณียธรรมต่อท่านโพธิรักษ์ ระลึกถึง สาราณียธรรม นี่ก็เล่าเรื่องที่ผ่านมาจริง มีปรากฏการณ์จริง พจนานุกรมฉบับประมวลธรรม แล้วก็มีอีกเล่มหนึ่ง พจนานุกรมพุทธศาสนาฉบับประมวลศัพท์ ท่านเก่งพยัญชนะ แต่ท่านไม่เก่งสภาวะ นี่ขออภัยที่พูดความจริง อาตมาก็ยังนึกอยู่เลย ท่านจะเข้าใจคำว่ากายหรือยัง ท่านจะเข้าใจถึงสภาวะคำว่ากายที่เป็น สักกะหรือยัง เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดา บุญ งั้นท่านไม่เข้าใจแน่ เพราะท่านเข้าใจบุญว่าเป็นกุศล ท่านก็ยังเข้าใจว่า อปุญญะ เป็นบาปอีก ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะบุญมันเป็น One Way Traffic บุญมันมีทางเดียว เอกังสะ ส่วนเดียว มันทำงาน กำจัดกิเลสหมดสิ้นแล้วบุญก็หมดไป บุญไม่เหลือค้างอยู่ที่ไหน ฉะนั้นศาสนาพุทธที่มันผิด ไปสะสมบุญ ไปเอาบุญ ไปสร้างบุญ อะไรพวกนี้ พยัญชนะมันก็พาให้สภาวะผิด ผิดหมดเลย บุญมันสะสมไม่ได้ บุญมันเอาไม่ได้ บุญใครไม่อยากมีหรอก เป็นอรหันต์แล้วเป็นคนไม่มีบุญ ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์คุณอยากได้บุญอยู่ด้วยความโง่ทั้งนั้น คนที่ยังไม่เป็นอรหันต์อยากได้บุญด้วยความโง่ๆทั้งนั้น พูดอีก 100 ครั้งก็อย่างนี้ ผู้ที่ยังไม่เป็นอรหันต์ก็อยากได้บุญทั้งนั้น นี่โง่ แล้วผิดใช้พยัญชนะผิดสภาวะผิด สุดท้ายก็เลยไม่ได้เจริญไปถึงไหน หลานขอความเมตตาจากหลวงปู่ ขยายความ ประเด็น ความละอายที่ทำให้เกิดปัญญาโลกุตระ อย่างสัมมาทิฏฐิด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณหลวงปู่ด้วยความเคารพบูชาอย่างยิ่ง

พ่อครูว่า….เมื่อกี้อธิบายขยายความไปบ้างแล้ว ว่า ความละอาย ไม่ละอาย เพราะไม่เกิดความจริง ไม่เกิดความละอาย ความรู้สึกจริงๆเป็นเวทนา ละอาย ละอายจริงๆ มันเป็นความรู้สึกจริงๆของจิตใจเลย ไม่ใช่เรื่องพูดตื้นๆ เล่นๆ แต่สำนึกละอายจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในปัญญาข้อที่ 1 ข้อที่ 2 มีความละอายจริงๆ ไม่ใช่ละอายเล่นๆด้วยแต่ละอายอย่างแรงกล้า เพราะอะไร เพราะคนเรามันโง่มาหนัก โง่เป็นเทวนิยม โง่เป็นอัตตา สิ่งที่โง่มาจนถึงทุกวันนี้คือยังไม่เป็นอรหันต์นี่แหละ ผู้เป็นอรหันต์จึงจะหยุดโง่ หมด เกลี้ยง สิ้นความโง่ สิ้นเกลี้ยง ยังไม่หมดก็ เป็นโสดาบันก็ลดลงไปส่วนหนึ่ง เป็นสกิทาคามีก็ลดลงไปส่วนหนึ่ง ถ้าอนาคามีก็ลดลงไปส่วนหนึ่ง เป็นอรหันต์ทั้งหมด ก็หมดอวิชชา ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆสัจธรรมเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่สามารถที่จะศึกษาสัมมาทิฏฐิจริง ก็ไม่บรรลุธรรมในชาตินั้น อาตมาเคยพูดว่ายังสงสัยอยู่ว่า ผู้ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้อย่างท่านประยุทธ์ ไม่รู้แม้แต่โสดาบัน แต่เก่งที่ท่านศึกษา เป็นนักศึกษา learned man ทุกวันนี้ท่านก็ยังศึกษา สังขารร่างกายท่านก็ป่วยเจ็บอยู่หลายรอบ แล้วท่านก็บอกว่า ท่านทำงานยังไม่เสร็จเพราะท่านศึกษายังไม่จบ แต่ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมให้ตนเองบรรลุธรรมในชาตินี้ ท่านก็เลยกลายเป็นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้ที่เป็นเช่นนี้คือ ผู้ที่เป็น ปทปรมบุคคล ผู้ที่มีแต่ธรรมะโดยบท ไม่ได้ธรรมะโดยธรรม ไม่ได้ธรรมะโดยสภาวะ ได้แต่ธรรมะโดยบท พยัญชนะบทบัญญัติบทภาษาเท่านั้น คือ ผู้ที่ปทปรมบุคคล คือผู้ที่ทรงจำธรรมะของพระพุทธเจ้าไว้ก็ได้มาก ท่องบ่นได้มากทรงจำได้มาก สอนคนอื่นอยู่ได้มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินั้นๆ นี่อาตมาก็ยังสงสัยอยู่ว่า ท่านจะเป็น ปทปรมบุคคล แต่ท่านเป็นผู้ที่ทรงจำธรรมะพระพุทธเจ้าได้มาก ท่องบ่นได้มาก สั่งสอนได้มากจริงๆแล้ว แต่ท่านจะบรรลุธรรมในชาตินี้ไหม แม้โสดาบัน ขออภัยนะท่านประยุทธ์ ขณะนี้ที่อาตมาพูด เป็นความเมตตาและเป็นความสงสารเกื้อกูลกัน ความสงสารคำนี้ก็หมายความว่า ยังเห็นท่านยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ไม่ได้หมายความว่าอาตมาต้องมีใจไปสงสารท่าน ท่านสูงกว่าอาตมา ท่านมีคนนิยมชมชอบ ยกย่องสรรเสริญยิ่งกว่าอาตมาเยอะ ท่านควรจะสงสารอาตมา เพราะอาตมาด้อยกว่า ตกต่ำกว่า ดูถูกดูแคลน เป็นผู้ใดก็ควรถูกสงสารแต่ท่านเป็นผู้สูง อาตมาจะไปสงสารท่านได้ยังไงท่านต้องสงสารอาตมา แต่อาตมาสงสารท่าน นี่เป็นสิริมหามายา เป็นความซับซ้อนของ 2 สภาพ แทนที่ท่านจะสงสารอาตมา อาตมากลับสงสารท่าน อันนี้เรื่องจริงใจที่พูดสงสาร สงสารท่านที่ท่านเป็นนักวิชาการ เป็นนักศึกษา learned man ศึกษาจริงๆ แต่ไม่ได้ธรรมะมันน่าเสียดาย ก็ขอเอาใจช่วยให้ท่านบรรลุส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายๆส่วนหรือบรรลุอรหันต์เถิด ก็ขอพูดถึงท่านเท่านี้ แล้วอาตมาก็ขอขอบคุณท่านเยอะ ที่อาตมาได้อาศัยคำศัพท์ ท่านรู้จักบัญญัติท่านรวบรวมคำศัพท์ต่างๆไว้เยอะ อาตมาก็ใช้ศัพท์ที่ท่านรวบรวมไว้ มีผิดบ้าง ไม่ตรงบ้าง ไม่ถูกบ้าง นิดหน่อย นอกนั้นใช้ได้ ที่เขาบัญญัติกันมา ท่านก็เก็บรวบรวมบันทึกไว้ เหมือนคลังความรู้ อาตมาก็ได้อาศัยบัญญัติพวกนี้ ก็ดีก็ขอบคุณ _สู่แดนธรรม... ผมขอเอาคำถามของคุณคนนี้ เอามาให้พ่อท่านอธิบาย เขาถามว่า ความละอายที่จะทำให้เกิดปัญญาโลกุตระอย่างสัมมาทิฏฐิ พ่อท่านจะสอนให้ละอายอย่างแรงกล้าได้อย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาไม่บังอาจที่จะทำให้คนไหนเกิดความละอายอย่างแรงกล้าได้ เช่นที่ ไม่สามารถทำให้ท่านประยุทธ์เกิดความละอายอย่างแรงกล้านี่แหละ อาตมาไม่สามารถทำ คนจะเกิดความละอายอย่างแรงกล้านั้น เป็นสำนึกของตนเอง เป็นภูมิธรรมของตนเอง ที่รู้สึก ตายๆๆ เราทำผิดไป เช่น เราอวิชชามากี่ชาติๆ เพิ่งจะมาเริ่มรู้ซึ้งสัมมาทิฏฐิของพุทธเจ้านี้ปั๊บ จะรู้สึกว่าเรานี้โง่มา โอ้โห ดักดานจริงๆ คนที่กว่าจะรู้ว่าตัวเองโง่นี้ต้องมี อัญญธาตุ เลย 50% ขึ้นไป พูดตามที่เคยอธิบายเหมือนโกณฑัญญะ ไม่ใช่ว่าจะเริ่มต้นแล้วก็จะหายโง่เลย หรือระลึกได้เลยว่า โอ้โห โลกุตรธรรมเป็นอย่างนี้เลยหรือ กว่าจะรู้ว่าโลกุตรธรรมเป็นอย่างนี้ต้องมี อัญญธาตุ เกิน 50% สั่งสมมา จนมาถึง อัญญธาตุ ที่มีจริงในบุคคลนั้นเกิน 50% 60% 70% โอ้โห เป็นอย่างนี้หรือ เพราะฉะนั้น โกณฑัญญะเกิด อัญญธาตุ ที่เป็นธาตุ อัญญา หรือ ธาตุรู้ที่เป็นพหูพจน์ เกิน 50% ขึ้นไป เป็น 60% 70% แล้วเมื่ออัญญาโกณฑัญญะเกิด อัญญธาตุ สว่างขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านมีญาณหยั่งรู้ โอ้ โกณฑัญญะรู้แล้ว คือรู้โลกุตรธรรม เป็นคนแรกในศาสนาพุทธของพระสมณโคดม ที่เริ่มรู้โลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า โกณฑัญญะแปลว่าโง่ โกณะ ที่จริง ทัตตะ แปลว่า ทั้งฉลาดทั้งโง่ นี่เป็นเรื่องที่อาตมาอธิบายได้ พูดอย่างที่อธิบายนี้ _สู่แดนธรรม... หน้าที่ของผู้ที่จะไปสำนึกเองนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องของเขาเอง พ่อครูว่า... ถูกต้อง หน้าที่ของเขาเอง ถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้ เขาไม่เรียนก็ไม่สนใจ เขาไม่มีวันสำนึก _สู่แดนธรรม... ผมเห็น คนที่จะรู้สึกสำนึกได้จะต้องมีปัจเวกขณ์ ต้องพิจารณาด้วยตัวเขาเอง พ่อครูว่า... ใช่ ปัจเวกขณ์ก็แปลว่าตัวเองอยู่แล้ว เอาไปแปลว่าพิจารณา ก็ตัวเองนั่นแหละต้องพิจารณา 651223 การวัดคุณค่าของมนุษย์กับสิ่งสร้างขึ้นของมนุษย์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน