สลายอัตตาบุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระด้วยโลกุตระธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สลายอัตตาบุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระด้วยโลกุตระธรรม พ่อครูว่า... นี่เป็นสิ่งที่ อาตมาพูดไปแล้ว คนเข้าใจได้มีปฏิภาณ มีภูมิปัญญาพอจะฟังแล้วเข้าใจ โดยเฉพาะมี Concept มีองค์รวมเข้าใจกว้างด้วย ดีจัง คนที่ยังไม่มี Conceptที่จะเข้าใจด้วยองค์รวมได้มากพอ ก็จะค่อยๆเข้าใจได้ เก็บความเข้าใจไปเรื่อยๆ แต่ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาตามศึกษาสัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นสาย เจโต เทวนิยม เขาก็พยายามศึกษาสัจธรรม เขาก็จะเก็บมาเรื่อยๆ อาตมาอธิบายสัจธรรม โลกุตระกับโลกียะ ที่เป็น 2 ชนิด โลกียะกับโลกุตระ เป็น 2 ชนิดที่ยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่อันเดียวกัน ไม่ใช่ตระกูลเดียวกัน ไม่ใช่ DNA เดียวกันเลย มันเป็นอื่นต่างหากจากกัน คนละตระกูล คนละเผ่าพันธุ์ คนละโลก ดาวคนละดวง จิตวิญญาณคนละแบบ จิตวิญญาณของโลกุตระนั้น หมดตัวตน จิตวิญญาณของโลกียะหรือเทวนิยมหรือลัทธิพระเจ้า จะต้องไปเป็นใหญ่แบบพระเจ้าหมดเลย เพราะแฝงเอาไว้แค่ ผู้เป็นใหญ่ที่สุดคืออาตมันหรือปรมาตมัน อัตตานั่นเอง ปรมาตมันก็คือ บรมอัตตานั่นเอง คือจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ลึกลับ ไม่รู้ว่าอยู่ไหน แต่ พระศาสดาหรือพระบุตร แฝงเอาไว้ ว่านั่นยิ่งใหญ่ ไม่มีใครไปล้มล้าง ไม่มีใครไปใหญ่เท่าอีก เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วเป็นบัญชา เป็นประกาศิต พระเจ้า คำสอนของศาสนาไหน ห้ามแตะ ห้ามแก้ ห้ามเปลี่ยนแปลง กาละ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เทศะ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ฐานะ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โลกที่มันเป็นแปลงไปเรื่อยๆอย่างไม่เที่ยงอย่างไร ไม่เกี่ยว พระเจ้าหนึ่งเดียวไม่เปลี่ยนแปลงเลย ไม่ขึ้นกับเวลาไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัยองค์ประกอบ ไม่ขึ้นกับมนุษยชาติที่มันเป็นแปลงไป ไม่เกี่ยว ไม่ขึ้น ตอนนี้เขาจะมีระเบิดปรมาณู ตอนนี้เขาจะมีเครื่องมือเทคโนโลยี อะไรต่ออะไร ไม่เกี่ยวเขาจะโบราณกาลแต่ของเขาอยู่อย่าง
อ่านต่อ
นั้น ยึดไว้อยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรใหม่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างที่พระเจ้ามีไว้เท่าไหร่ก็เท่านั้น พระเจ้าบัญญัติไว้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ของแต่ละศาสดา ของแต่ละพระเจ้า ของแต่ละศาสนา _สู่แดนธรรม... จริงๆแล้วพระเจ้าได้บัญญัติไหมครับ หรือว่าเป็นที่ฝีมือของพระบุตรเป็นคนบัญญัติ พ่อครูว่า... อาตมาเคยอธิบายไปแล้ว จริงๆแล้ว พระบุตรหรือพระศาสดานั่นเป็นของตัวเองไม่มีพระเจ้าขี้หมาที่ไหนหรอก ขออภัยไปว่าพระเจ้าเขารุนแรงเกินไป พระเจ้าเป็นสิ่งที่เป็นนิรมาณกาย เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นว่าเป็นพระเจ้าใหญ่ อย่าไปละเมิดเชียวนะ พระเจ้าละเมิดไม่ได้ ตัวบุคคลเขากล้าละเมิด แต่พระเจ้ายิ่งใหญ่ เด็ดขาด มีประสิทธิภาพ มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชยิ่งใหญ่ อย่าเชียวนะ สายเจโต สายศรัทธาปฏิภาณปัญญาถูกครอบงำทางความคิดนี้ เบ็ดเสร็จ แต่สายปฏิภาณปัญญา พุทธิจริต เข้าใจอันนี้ มีอยู่ในโลก ศรัทธามีอยู่ในโลกประจำ และศรัทธานั้นนิรันดร พระเจ้านิรันดร ก็จริงของเขา แล้วเขาก็รู้อย่างนั้น เขาจะเป็นเจ้าเป็นนาย เป็นนายผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าทาสนายทาสใหญ่ที่สุดตลอดกาลนาน แม้แต่อิสระข้อแรกที่อาตมาพูดก็ไม่ได้แล้ว ข้อสบายก็ไม่มี สร้างอาวุธขึ้นมาฆ่ากันนี่ไม่มีการสบาย เพราะฉะนั้นหาความสงบอย่าไปหา จะไปหาความอบอุ่นอีกอย่าไปหา อิ่มเอมอย่าไปหา เพราะฉะนั้นยิ่งเกษมใส ใจเกื้อกูลไม่ต้องพูดถึง เทวนิยมไม่มีใจเกื้อกูล มีแต่ใจที่จะทำ ช่วยเขาเพื่อที่เขาจะมาให้เรามากยิ่งขึ้น สายเจโต สายศรัทธาเทวนิยมเป็นเช่นนั้นไม่สะอาดบริสุทธิ์ ยังมีตัวตนนั่นเอง ยังมีตัวกูของกู แล้วเขาก็จะต้องสะสมของกูขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ ขออภัยที่อาตมาพูดเหล่านี้เหมือนเป็นข่ม ไปดูถูก ยกตนข่มท่าน แต่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดสัจจะความจริง อธิบายสัจจะความจริง ซึ่งอาตมาจะไปเพี้ยนไปเบี้ยว พูดสิ่งที่ไม่จริงไม่ได้ เทวนิยมหรือพระเจ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งลึกลับ ไม่ใช่สิ่งที่นิรันดร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว มีอนัตตา มีสุญญตา ไม่ได้นิรันดรเลย คนละขั้วเลย เพราะฉะนั้น สัจจะพวกนี้ ผู้ที่แสวงหาความจริงสูงสุด ความจริงก็คือสัจจะความจริงที่สูงสุด ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นนามธรรม ไม่เป็นวัตถุธรรม อะไรทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่หายไปเลยสูงสุด สุญญตา เขาจะแสวงหาสิ่งนี้ แล้วเขาสามารถทำจิตวิญญาณ เปลี่ยน สลาย ทำตนเอง ทำให้จิตวิญญาณตัวเองให้สลายกลายเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ มันก็หมดเลยตัวตน ถ้าคนสามารถเข้าใจตัวนี้ โดยลำลอง สำรอง โลกและอัตตาซึ่งเป็นเทวะคู่อันนี้ โลกคือความวนเวียน ปรุงแต่ง กับตัวเราเข้าไปอยู่ในนั้นเป็นตัวร่วมปรุงแต่งอยู่ในนั้น เช่น เราไปปรุงแต่งเกี่ยวกับโลก เอาง่ายๆ อยู่ในโลกเขาแข่งขันฟุตบอล โลกกีฬาแข่งขันฟุตบอล มันมีรส มีชาติ มีสภาพสุข สภาพทุกข์ กับสิ่งนั้น เราไปเรียนรู้ แล้วก็หัดมนสิการทำใจในใจเรียนรู้สัจธรรมให้เกิดจริง มันเป็นมายา มันเป็นของหลอก มันไม่มีจริง รสชาติสุข รสชาติอร่อย สนุกสนาน สะใจมันจริงๆ ผู้ชนะก็แทบจะเส้นประสาทแตก อย่างนี้เป็นต้น ขออภัย มันเป็นเรื่องที่ยังงมงายไม่มีปัญญา อวิชชากันอยู่ แล้วก็ไปเป็นรสสุขรสทุกข์กับมัน คุณติดอย่างนี้คุณจะอยู่กับโลกนี้ คุณพิสูจน์ชีวิตตอนเป็นๆ คุณติดกับมันยังสุขยังทุกข์กับมัน ถ้าคุณพิสูจน์เกิดภูมิปัญญาเข้าไปแล้วค่อยๆคลายออกมา ละหน่ายออกมา ลดสุขลดทุกข์ น้อยลงๆ น้อยลงจนกระทั่งคุณจะเห็นความจริงว่า ทำไมแต่ก่อนเราไปยึดติดว่ามันเป็นของจริง อร่อยจริงๆ มันสุขจริงๆ โอ้โห สะใจจริงๆ มันจริงๆ คุณจะรู้เลยว่าคุณโง่ ถูกครอบงำทางความคิด แล้วไปหลงบ้ากับเขา รสชาติมีสุขว่าเป็นตัวจริง เลิกมาได้จนกระทั่งคุณเลิกได้ขาดสนิทเลย นั่นคือดับโลกแข่งเตะฟุตบอล หมดโลกอร่อย หมดสุข หมดทุกข์ แล้วก็เห็นเขาเหน็ดเหนื่อย เขายิ่งใหญ่ รวยด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นโลกียะเต็มเบ้าเลย มีเรี่ยวแรงมีเวลาทุนรอน ไปหลงกับสิ่งนั้นเต็มที่เลยชีวิตทั้งชีวิต ตายชาตินี้ชาติหน้าขึ้นมา สานต่อ เป็นนักบอลที่ยิ่งใหญ่ในชาติหน้าต่อ พวกสายเข้ามาหาการกำเนิดเกิดใหม่ เป็นธรรมทายาทใหม่ ก็จะมาอย่างนี้ ชาติหน้าเราจะเจริญของที่เราชอบนี้จะเป็นนักฟุตบอลเอก ชาติหน้าจะต้องเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ นั่นแหละมันผูกพันแล้วก็เป็นตัวตน เป็นอัตตาไปตลอดนิรันดร แต่คนที่รู้แล้วปัดโธ่เอ๋ย เปล่าดาย สูญเปล่าแล้วทำลาย หลอกกันอีกด้วย นี่ยกตัวอย่างแค่ฟุตบอล ไม่ได้ยกตัวอย่างว่า สร้างอาวุธแบบเกาหลีเหนือ หรือแบบประเทศต่างๆที่ไม่ยอม ฉันจะต้องสร้างให้ใหญ่เหมือนกัน ตอนนี้เรายังรู้ไม่ได้เลย ว่าอาวุธของเกาหลีเหนือกับอาวุธของประเทศอื่นที่เขาบอกว่าไม่ได้ด้อยกว่ากัน ของใครมันจะระเบิดออกมาของใครจะยิ่งใหญ่จริง แต่ถ้ามันมาใช้ระเบิดจริงๆแล้วมันก็ทำลายโลกไปนั่นแหละ กลียุคใหญ่ มันจะเป็น มันก็ล้างโลกไป พวกที่กดระเบิดมันก็ตายเอง เพราะอะไร เพราะอำนาจ ทั้งเร็ว ทั้งประสิทธิภาพในการระเบิด แรงร้ายมาก อาตมาเคยอธิบายว่า นักแม่นปืน 2 คน แม่นที่สุด เร็วที่สุด ทั้งเร็วทั้งแม่น หันหลังชนกัน แล้วให้เดินไป เดินไปแล้วให้กรรมการเป่านกหวีดปี๊ด หันหน้ามาแล้วยิงเปรี้ยง เป็นอย่างไร มันตายทั้งคู่เพราะมันกดได้เร็ว แล้วกระสุนมันก็เก่ง เร็ว ไว แม่นด้วย ตายพร้อมกันทั้งคู่ แล้วพวกนี้ก็จะฆ่ากันตายทั้งคู่อย่างนี้แหละ เขาไม่รู้นะ อวิชชาจริงๆ ถ้าเขาจะต้องไม่ฆ่ากันตายเพื่อจะแก้แค้นกันชาติแล้วชาติเล่าเหมือนหนังจีนอย่างที่ว่า คุณมาทางโลกุตระ คุณจะให้อภัย อโหสิหมดเลย แม้แต่คุณตายไปแล้วก็สูญหายได้เลย ไม่มีพลังงานของจิตวิญญาณ ไม่มีพลังงานของมนุษย์ ไม่มีพลังงานของความเป็นคน ตัวตนบุคคลอะไรขึ้นมาอีกเลย หรือ คุณจะไม่สูญ คุณจะไม่ตายสูญ หลักประกันสำคัญก็คือคุณจะอยู่ในโลกนี้ คุณจะไม่สร้างบาป สร้างเวร สร้างภัย อะไรให้แก่ความเป็นมนุษย์กับสังคม เป็นหลักประกันเลย ภูมิปัญญาปฏิภาณคุณจะรู้เรื่องดีเรื่องชั่วเหล่านี้สมบูรณ์ และรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ คุณไม่ติดสุขติดทุกข์ เรื่องดีเรื่องชั่ว คุณก็จะรู้อย่างยิ่งและคุณก็จะทำแต่ดี ดี สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) จะทำแต่ดีไม่ทำชั่วเลย ตราบใดที่คุณยังจะมีการเวียนวน เกิดตาย ตายเกิดอยู่ ที่เป็นมนุษย์อยู่ในโลก สิ่งนี้เป็นสัจธรรม รับประกันเลยว่าชีวิตคุณจะไม่มีทำชั่วเลย _สู่แดนธรรม... แม้แต่ในยุคการที่มีความยากลำบากมากกว่า พ่อครูว่า... มันจะยุ่งยาก คนจะทำร้ายทำแรงอะไรก็ตาม อย่านึกว่าในยุคนี้คนทำร้ายทำแรงเบานะ ทำหนักทำสาหัสนะ ทำร้ายทำแรงทุกวันนี้ ร้ายแรงสาหัส ยกตัวอย่างตั้งแต่เป็นรูปธรรม เกาหลีเหนือเขาก็ประกาศว่าของเขานี้ประสิทธิภาพ ยิงถึงเลย เพราะฉะนั้นเขาจะรู้เลยว่าเขาจะหันทิศทางไปไหนไว้เตรียม ประเทศไหนประเทศไหน นี่แหละคือคู่ต่อสู้ตัวสำคัญของข้า เขารู้หมดแล้ว เขารู้แล้วทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเหมือนที่อาตมาว่า นักแม่นปืน 2 คน มันก็ตายกันหมดนั่นแหละ มันไม่รู้ตัวหรอก แล้วตายไม่จบด้วยนะ เพราะว่ากรรมวิบากเขามี มันจะเกิดมาจองเวรจองกรรมต่อกันหนักกว่าเก่า นี่คือความไม่จบของจิตวิญญาณของความรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้แล้ว ไม่เป็น เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจโลกุตระ หรือตอนนี้ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน เริ่มมีอันนี้เป็นรอยไรๆ และมีพลเมืองที่มากที่สุดในโลกจำนวนหนึ่ง ฟากหนึ่งที่มันมีของจริงอยู่ ในโลกขณะนี้ก็มีประเทศอินเดียกับประเทศจีนที่มีมวลประชาชนมากที่สุด แล้วเขาก็มีความเข้าใจความรู้กันในสังคมแบบของเขา อินเดียก็เข้าใจแบบอินเดีย จีนก็เข้าใจแบบจีน เขาก็เป็นอยู่สงบ อินเดียก็สงบอย่างอินเดีย จีนก็สงบอย่างจีน เทียบกับไทยก็สงบอย่างไทย ซึ่งไทยเข้าใจอินเดีย ไทยเข้าใจจีน เป็นกลาง อย่างโต่งไปทางอินเดียก็ไม่โต่ง โต่งทางจีนเราก็ไม่โต่ง แต่เราสายปัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มี เจโต พวกเรา อุภโตภาควิมุติ มีวิมุติทั้งเจโตปัญญาช่วยกัน แต่ปัญญานำเจโต ยิ่ง ยุคนี้เป็นยุคปัญญา ไม่ใช่ยุคเจโต ยุคนี้เป็นยุคปัญญา ความซับซ้อนของสิริมหามายา คือ ปัญญากับ เจโต เจโตมีมากกว่าปัญญาในปริมาณ มวล ไม่ว่าในยุคไหน เจโตเริ่มนับตั้งแต่จิตนิยาม ตั้งแต่เดรัจฉานมา ไม่รู้สีรู้สามาตั้งแต่เดรัจฉาน จนกระทั่งมาถึงขั้นสัตว์ ขั้นมนุษย์ เป็น อเวไนยสัตว์มา จนกระทั่งเริ่มมีความรู้ตั้งแต่เริ่มเป็นกัลยาณธรรมแบบความดีความชั่ว แล้วก็เป็นคนดี ค่อยๆเข้าใจถึงเรื่องตายแล้วเกิด เรื่องตายเรื่องเกิด เวียนตายเวียนเกิด ความดีเท่านั้นเป็น กัมมปฏิสรโณ ความดีเป็นเครื่องอาศัยของตนเอง แต่ตราบใดที่ยังมีสรณะยังไม่เป็น อรณะ คุณก็ต้องพัฒนาให้พ้นจากโลกีย์ จนกว่าจะเข้าเขตโลกุตระ คุณจึงจะลด สรณะ เกี่ยวกับสภาพที่คุณจะต้องรบ ลดลงๆ มาหาอรณะหมดเลย ก็เป็น 2 คำใหญ่ สรณะกับอรณะ เป็นคู่ที่เข้าใจให้ได้ว่า ไอ้สิ่งที่ยังมียังไม่จบคือ สรณะ สิ่งที่มีแล้วจบคือ อรณะ ไม่ต้องรบ มวล ของประชากรที่เป็นอรณะคือมวลอรหันต์ อย่างประเทศไทยนี้เป็นอรหันต์อย่างมีปัญญาเข้าใจอรหันต์เมืองจีนยังไม่เข้าใจเรื่องความเป็นอรหันต์ แต่ก็มีสภาวะ พุทธิปัญญา ไปบ้าง แล้วมวลเขาเยอะ ปริมาณประชากรเขาเยอะ มันก็เลยดูเหมือนมาก แต่มันไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนมันมี โลกุตรธรรม คนละ .0000001 เป็นต้น แต่ชาวพุทธนั้น มีโลกุตรธรรมไม่ใช่แค่ .00001 แต่มีคนละ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ในคนไทย น้ำหนักก็คนละอย่าง เนื้อแท้ก็คนละอย่าง แต่เริ่มมีเนื้อแท้ไปเจือแล้วในจีน ก็คืออะไรคือคนจีน คนจีนในอนาคตที่มีเนื้อของโลกุตรธรรมจะมาเกิดเป็นคนไทย มารวมอยู่ในนี้ น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมันโดยสัจจะ ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว ค่อยๆเป็นไป พิสูจน์ อาตมาตายแล้วสิ่งนี้จะจริง มวลไทยจะเพิ่มขึ้น โลกุตระบุคคลจะเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงกลียุค วันนี้พูด อจินไตย ไปไกล ไหนๆ พูดมาแล้วก็พูดไปต่อก็แล้วกัน หรือจะพอแค่นี้เลิกเนาะ ...โยมว่าไม่ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านกำลังพาเข้าครรลองครับ นิมนต์ต่อครับ พ่อครูว่า... ต่อก็ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ กรรมวิบาก เป็นสัจธรรมที่เป็นจริง กรรมที่ทำแล้วจริง แม้แต่เริ่มคิดก็จริง คนที่มีความคิดขั้นโลกุตระแล้ว คิดขึ้นมามันก็จะเป็นเชิงโลกุตระ คนที่ยังมีความคิดอยู่ในขั้นโลกียะ แต่เป็นกัลยาณธรรม เป็นธรรมะขั้นดี คนนั้นเขาไม่ค่อยจะคิด ดำริแต่สิ่งที่มันเป็นกัลยาณธรรม คนที่คิดชั่ว มันก็จะดำริแต่ความคิดชั่ว นี่เป็นสัจธรรมกำปั้นทุบดิน ก็คนทำชั่วมันก็ต้องดำริแต่ชั่ว คนทำดีก็ต้องดำริแต่ดี คนถึงขั้นโลกุตรธรรม มันก็ดำริแต่โลกุตรธรรม มันเป็นสัจจะกำปั้นทุบดิน เขาเป็นเช่นนี้ เขาก็ต้องเป็นเช่นนี้ ภาษา เอาภาษาไทยมาใช้ ก็มีเขากับความเป็น ก็เขาเป็นเช่นนี้ เขาก็ต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนี้ก็ต้องเป็นเขา เขาก็ต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนี้ก็ต้องเป็นเขา จะไปไหน มันก็จบแล้ว ใช่ไหม ก็เขาเป็นอย่างนี้ เป็น คือคำกิริยา เขา คือคำนาม ก็ 2 ตัวสุดท้าย ตัวเป็นเอง กับตัวเขา เป็นกิริยา เขาเป็นคำนาม ก็เป็น 2 อย่าง รูปนาม จบแล้วเวลาก็ 00.00.00 หมดแล้ว โอ้โห วันนี้ อจินไตย ถึง 000000 หกตัวเลย 651221 ลักษณะอันสูงสุดของมนุษยชาติ 7 ประการ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช