ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ไขกันไม่“จบกิจ”.docx
เนื้อหาในไฟล์
ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ไขกันไม่“จบกิจ” ทีนี้ ขึ้นเท่าที่เวลามี เริ่มต้นใหม่ ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ไขกันไม่“จบกิจ” 1) GDP ที่คนหลงนับถือกันว่า เป็น GOD GOD(ตัวใหญ่)หมายถึงพระเจ้าที่แท้ ส่วน God (ตัวเล็ก) เป็นเรื่องผิดเรื่องเพี้ยนเรื่องเก๊เรื่องผิดแต่เขาก็ยังกำหนดว่าเป็นพระเจ้า บอกตรงนี้ไว้หน่อย GDP หะแรกนี้ เราจะเริ่มด้วยภาษาคำว่า “พระเจ้า” หรือ GOD กันเป็นการเบิกฤกษ์ แต่จะยังไม่ได้กำหนดหมายว่า G คือ GOD เราจะหมายถึง แค่ Gross กันก่อน และเรื่องที่เราจะขอเริ่มนี้ก็คือ GDP อันเกี่ยวกับเงินๆทองๆ เกี่ยวกับ“รายได้องค์รวม”นั่นเอง G หะแรกนี้จึงยังไม่ใช่ GOD ดอกนะ! แต่ G คือ Gross GDP หะแรกนี้จึงคือ Gross Domestic Product คำว่า “พระเจ้า”ที่หมายถึง “พระจิตวิญญาณ” คือ GOD ของชาวเทฺวนิยมเคารพนับถือกันอย่างสูงยิ่งใหญ่ยิ่งนั้น ซึ่งหมายถึง “พระเจ้า”คือ“วิญญาณ”หรือ“พระศาสดา”ของแต่ละศาสนาที่ทรงคุณงามความดีแท้กันทุกพระองค์ที่เป็น GOD หรือ“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยม ทั้งหลายบูชาเคารพนับถือกันอยู่ เราก็ให้ความเคารพอยู่เช่นกัน เพราะ GOD อันหมายถึง “พระจิตวิญญาณ”ที่เป็น“ธาตุรู้”หรือ“นามธรรม”ยิ่งใหญ่นั้น มีผู้คนนับถือมาก เราย่อมเคารพพระผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งนั้นๆด้วย ไม่ว่า “พระจิตวิญญาณ”หรือ GOD ของศาสนาไหน ชาติเชื้อใดด้วยเช่นกัน แน่นอน แต่หะแรกนี้ เรากำลังกำหนดเอา G คือ Gross “รายได้องค์รวม” ที่เป็น“เงินๆทองๆ”อันเป็น“วัตถุ”แท้ๆ ซึ่งคนไปหลงงมงายวุ่นวายเอาเป็นเอาตายกับ“เงินๆทองๆ”กันอยู่ และหนักจัดยึดติด“สมมุติสัจจะ”กันหัวปักหัวปำ ซึ่งไปหลงมัวเมางมงายนับถือ“เงินทอง”เป็น God ยิ่งชีวิตกันอยู่ ก็ขอเอา“สัจจะ”ที่เป็น“สมมุติ”จุดนี้มาพูดกันก่อน ดังนั้นขั้นนี้ อาตมาหมายเอ
อ่านต่อ
าตรง“พระเจ้า”หรือ God ที่หมายถึงแค่“เงินๆทองๆ” ซึ่งชาวเทฺวนิยมโลกีย์เขายังหลงเอาเป็นเอาตายกันเป็น“พระเจ้า”หรือ God อยู่ แม้แต่ชาวพุทธที่มีโลกุตรธรรมกันแท้ๆ ชาวพุทธส่วนใหญ่ก็ยังหัวปักหัวปำอยู่กับ“เงินๆทองๆ หลงมัวเมางมงายนับถือ“เงินทอง”เป็น God อยู่เช่นกัน แม้แต่“ยศสักการะสรรเสริญ”คนที่เป็นพุทธโง่ๆก็ยังหัวปักหัวปำมัวเมางมงายอยู่กับยศสักการะสรรเสริญ อาตมาเป็น“พุทธโลกุตระ” จึงเห็น GDP แบบโลกุตระที่มี“ปัญญา”นั้นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมือง ที่ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”อันเป็น “เฉโก”โลกียะอย่างมีนัยสำคัญแน่ๆ ซึ่งผู้มี“ปัญญา”ที่บรรลุโลกุตรธรรม เป็นอาริยบุคคล 4 คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมืองที่มี“ความรู้-ความสามารถ”จัดการกับ“เศรษฐกิจ”และ“การเมือง”ของตนชนิดที่“จบกิจ” ทั้ง“กิจ”ที่เป็น“เศรษฐศาสตร์” ทั้ง“กิจ”ที่เป็น“รัฐศาสตร์”หรือการเมือง ไม่มีปัญหา ไม่ก่อปัญหา ให้แก่หมู่ ให้แก่สังคม ให้แก่ประเทศ หมู่กลุ่มชุมชน“ชาวอโศก”หรือชาว“สันติอโศก”ที่คนทั่วไปเขาเรียกขานกัน จึงเป็นสังคมกลุ่มหมู่ที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีปัญหาการเมือง อยู่ในประเทศไทย ถ้าแม้นผู้บริหารประเทศใดมีความรู้“โลกุตระ”กันจริง ก็จะมี “จอมยุทธ”ระดับโลกุตระ ที่มี“เคล็ดวิชา 9 ประการ” ทำงานอยู่ในสังคมประเทศ เช่น 1)ป้องกันตนเองได้ 2)ไม่ทำร้ายใคร 3)ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย 4)มีปฏิภาณปัญญาเป็นโลกุตระ(ที่สัมมาทิฏฐิ) 5)เป็นคนผู้เสียสละอยู่เป็นปกติของชีวิต 6)สำนักของจอมยุทธนี้ก็จะพาคนมาจน 7)สำนักนี้อยู่กันอย่างสาธารณโภคี 8)จอมยุทธจะพยายามพาคนให้มาเป็นกสิกร ทำอาชีพสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นหลักให้มากๆ จะโน้มนำให้คนที่มีอาชีพอื่นใดอยู่ ก็ควรแปรชีวิตมาเป็นกสิกร “ดีที่สุด” จะไม่พากันไปสร้างอาวุธเลย 9)หนึ่งเดียวที่เป็น“จอมยุทธโลกุตระ” ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ “เทฺว”ด้วย“ปัญญา 8” ผู้สำเร็จจบครบเคล็ดวิชาทั้ง 9 นี้ คือ คนผู้มี“พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เพราะเป็นผู้มี “สมาธิ-สติ-ปัญญา”สามารถทำ“อธิปไตย”ได้เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลก-อัตตา-ธรรม”ครบถ้วนกระบวนการจึงอยู่เหนือ“โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย” อาตมาเอาภาษาบัญญัติพวกนี้มาเรียบเรียงเพราะพวกเราทำได้แล้วมีสภาวะแล้ว คนข้างนอกจะบอกว่าเป็นได้จริงๆหรือมีจริงๆหรือ ก็ท้าทายให้มาพิสูจน์เหมือนกันเชิญสิเอหิปัสสิโกเชิญมาดูของจริงได้ “จอมยุทธ”ผู้“อยู่เหนือ”ซึ่งภาษาก็ว่า“อุตตระ”จึงเป็นผู้สามารถพาสังคมหมู่กลุ่มพ้นปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นเรื่อง“เงินทอง” และพ้นปัญหาการเมืองที่“จบกิจ”ในเรื่อง Gross Democratic Product ด้วยฝีมืออันเก่งกาจ เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบครบทั้ง “1)เศรษฐศาสตร์การวัตถุเงินทอง 2)รัฐศาสตร์การเมือง 3)สังคมศาสตร์การธรรม” ว่า “วัตถุเงินทอง”ก็ดี “เมืองและพลเมือง”ก็ดี “ธรรมะ”ก็ดี จะจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะควรที่สุด จอมยุทธจัดการได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”นั้นๆจริงด้วย“ความรู้”แบบโลกุตระ ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา”
2) “ความรู้”โลกุตระในยุคนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันเอง และ“ความรู้ความเห็น”ที่อาตมาแสดงออกไปนี้ เป็น“ความรู้เฉพาะของอาตมาเอง”ที่อาตมาได้มาจากพระพุทธเจ้า อันไม่ใช่แบบ“โลกียะเทฺวนิยม”ที่ชาวโลกซึ่งยังถูก“เทฺว”ครอบงำเล่นเล่ห์หลอกอยู่มากมายในโลก เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ภาวะของเทฺว” ซึ่ง“ความรู้”ภาวะของเทฺวนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันเองอีกแหละ เพราะ“เทฺว”นั้นต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วย“ความรู้”ที่เป็น“ปัญญา”อันเข้าขั้น“โลกุตระ”จึงจะ“รู้จบ-ทำจบ”ได้ ยุคนี้ไม่มีใครในโลกปัจจุบันจะสามารถ“ตัดสิน” ความเป็น“โลกุตระ”ได้เด็ดขาด ว่า ถูกต้องแท้คือไฉน? แต่คนสามัญทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า “แตกต่าง” จาก“ความรู้”ที่มันยังมีความเป็น“โลกียะ”กันไม่ยากเลย ตรงที่มัน“ทวนกระแส” มันแปลกประหลาดมาก! เช่น คนโลกียะจะนิยม“ความรวย” แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความจน” เป็นต้น หรือคนโลกียะจะนิยม“ความสุข”กัน แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความไม่สุขไม่ทุกข์” เรื่อง“สุข-ทุกข์”นี้แหละที่เป็น“ความรู้”ที่แปลกแยกแตกต่างจากคนโลกียะหรือเทฺวนิยมไปชนิดที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งยวด เพราะคนโลกียะจะรู้สึกตื้นๆง่ายๆว่า มีด้วยหรือที่คนจะ“ไม่เอาสุข” ถ้าไม่เอา“ทุกข์”ใครๆก็เข้าใจได้ แต่คนที่ไปคิด“ไม่เอาสุข”นั้น จะคิดบ้าๆ แปลกประหลาด พิกลพิการ วิตถารไปหรือเปล่า? ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ทั้งๆที่เป็น“ความรู้ที่เป็นโลกุตระคิดประหลาดแปลกแตกต่างไปจากความเป็น“โลกียะ”นั้นผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมได้สำเร็จจริงด้วย แล้วผู้ทำได้เป็นได้ก็จะยืนยันด้วยว่า มัน “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ” แท้จริง แม้แต่คนผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรมได้น้อยนิดก็ตาม ก็มีความรู้สึก“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”ไปตามลำดับด้วยจริง แล้วจะนับว่า เป็น“ความจริง”หรือเป็น“ความถูกต้อง”กันหรือไม่? ได้อย่างไร? ใครจะเป็นผู้ตัดสิน ก็ให้นับเอาจาก“คน”ที่มี“อาการของพฤติกรรม”ทางกาย-วาจา-ใจ ดำเนินชีวิตปรากฏให้เห็นได้อยู่ว่า มันเข้าข่าย“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเอง ว่ามันจริงมั้ย? คำ 8 คำสำคัญนี้เป็น“ภาวะอันเยี่ยมยิ่งวิเศษยอด”ที่คน สังคมคน ควรได้ ควรมี ควรเป็น ตามที่อาตมาเห็นนี้ พูดอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่า ชาว“โลกียะ”จะเห็นว่า มันเข้าท่ามั้ย? อาตมาก็ไม่อาจทราบได้ เพราะ“ความรู้ทางโลกียะ”ที่ไปเล่าเรียนเอาจากมหาวิทยาลัยนั้น อาตมามีน้อยนิดจริงๆ อาตมาเล่าเรียนไม่เคยจบแม้ปริญญาตรี ไม่เคยไปเมืองนอกในชาตินี้เลย “ความรู้”ที่อาตมาจะแสดงออกไปนี้จึงเป็นความรู้ความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่ออย่างมั่นใจ ว่าเป็นแบบ“โลกุตระ”ที่อาตมามีติดตัวข้ามชาติมาแต่ชาติปางก่อน เพราะอาตมาได้บำเพ็ญ“โพธิสัตวภูมิ”สั่งสม“สัมภารวิบาก”อยู่ ซึ่งก็เป็นอจินไตยที่ยังเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ “โลกุตรธรรม”นั้นแน่นอนว่า มันย่อมแตกต่างไป ไม่ตรงกับผู้รู้เศรษฐศาสตร์โลกียะ หรือไม่ตรงกับผู้มีครูมีอาจารย์มีตำราเรียนกันมาแบบสากลโลกียะเทวนิยมทั้งหลายในโลกนั้นแน่ยิ่งกว่าแน่ แม้ชาวพุทธผู้ยังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ 660322 เคล็ดวิชา 9 ประการ ของจอมยุทธโลกุตระ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก