สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิการชม) ตอน อนูปวาโท การไม่กล่าวร้ายคือกล่าวเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิการชม) ตอน อนูปวาโท การไม่กล่าวร้ายคือกล่าวเช่นไร _Anusit Songjitsawat 2 เดือนที่ผ่านมา ธรรมะข้อไหนครับที่ทำให้ท่านบรรลุธรรม. เห็นยังอยู่ฝ่ายการเมืองของกปปส. กล่าวร้ายฝ่ายตรงข้ามก้อหลายครั้ง. ท่านคงเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า. มโนเองรึป่าว. ยังไม่เห็นปล่อยว่างอะไรเลย พ่อครูว่า…ติดตามฟัง ขอขยายความนิดนึง คำว่ากล่าวร้าย คืออุปวาโท ตรงกันข้ามกันก็คือคำว่า อนูปวาโท เป็นคำของพระพุทธเจ้าในโอวาทปาฏิโมกข์ 6 ตั้งแต่ สัพพปาปัสสอกรณังไป คำว่า อนูปวาโท คือไม่กล่าวร้าย ถ้าอุปวาโท คือกล่าวร้าย ผู้ใดใช้คำว่ากล่าวร้ายก็ไม่ถูกต้อง ต้องไม่ใช้คำกล่าวร้าย คำว่ากล่าวร้ายคืออะไร? คำว่ากล่าวร้ายคือไม่ใช่ว่าไม่พูดความผิดไม่ติเตียนใคร แต่ต้อง ติเตียนแล้วติเตียนอีก กระหน่ำแล้วกระหน่ำอีก ผู้มีมรรคผลจะทนอยู่ได้ คำว่ากล่าวร้ายคือทำให้เสียหายทำให้ผิดทำให้พังทำให้พินาศ ถ้าหากคำกล่าวที่ไม่ได้ทำให้เสียหาย แต่ทำให้เจริญทำให้ส่งเสริมให้ดี จะติอย่างไรก็ติให้เจริญไม่ใช่ติให้เสื่อม นั่นคือคำกล่าว อนูปวาโท ไม่ได้กล่าวร้าย ถ้าอุปวาโท คุณจะพูดให้หวานแม้ไม่ได้กล่าวตำหนิเลย แต่ก็จมอยู่ในกิเลสจมอยู่ในโลกก็ทำ นักเข้า นี่คือคำกล่าวร้าย พูดไพเราะพูดไม่ติเตียนใคร กล่าวชมเชยคนทั้งหมด มีแต่กล่าวชมไม่ได้กล่าวร้ายเลย อย่างนี้สิ ยิ่งไปกล่าวไปแล้วก็ไม่ถูกต้อง ยิ่งเป็นคำหลอกลวงป้อยอ ให้มาเป็นบริวาร เอาลาภยศสรรเสริญมาให้เหมือนกับธัมมชโย ขออภัย อีกหมัดนึงนะ เหมือนมหาบัว กล่าวแรงนะ ว่าให้เอาเงินมาช่วยประเทศ คนก็ศรัทธาเลื่อมใสว่าเป็นพระอรหันต์ก็เอาเงินมาใหญ่เลย ปลุกเร้า โดยที่ไม่มีคำอธิบายอะไร คนก็หลงเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วเอาเงินมาอ้าง ที่ท่านทำนี้เป็นกุศลเจตนา ดี ที่เอาเงินเข้าคงคลังช่วยประเทศ
อ่านต่อ
ได้เยอะแยะ ก็ยิ่งเป็นจุดเด่นก็ยิ่งหลงตัวเองใหญ่เลย เอาความหลงมาก เป็นมหัปปิจฉะ เอาความมากมาตัดสินว่าหาเงินช่วยได้มากแล้วช่วยโลกได้มาก แล้วโพธิรักษ์เป็นใคร คนมาศรัทธาอยู่กี่คน เป็นความซับซ้อนสำคัญที่ลึกซึ้ง ที่อาตมาเปิดเผยจุดนี้ของมหาบัวเอาไปไตร่ตรองให้ลึกซึ้งมันเป็นความอยากเด่นอยากดังอยากใหญ่ของท่านแล้วก็หลงภาคภูมิใจในเรื่องนี้มหาศาลเลย ท่านจะไปเทศน์เพื่อเรี่ยไรเอาคำเทศน์เรี่ยไรพวกนี้มาฟังให้ดี เพื่อให้ได้เงินแล้วตัวเองจะได้เด่น เพื่อโปรโมทตัวเอง เป็นโลกียะ อธิบายไม่ได้ว่าการทำทานจะต้องไม่มีสาเปกโข เป็นอัตถิทินนัง การทำทานอย่างนั้น ยิ่งฮึกเหิม นัตถิทินนัง ได้โลกียะไปหมด เป็นเรื่องลึกซึ้ง ท่านแยกโลกียะโลกุตระไม่ได้ แม้แต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 อัตถิทินนังทานมีผลกับนัตถิทินนังทานไม่มีผล การทำในใจตัวเองต้องทำอย่างไร ท่านยังอ่านไม่ออก แต่ท่านทำใจนะ ท่านทำจิตนะ ทำสมาธิด้วยวิธีสมถะ ไม่ได้ด้วยวิธีทำให้สงบแบบพระพุทธเจ้าที่ท่านใช้คำว่าปัสสัทธิ แบบสำคัญ คำว่าวิเวก คำว่าสันตา หรือเป็นอุปสมาเป็นการสงบเป็นการบรรลุอย่างสงบ ปัสสัทธิ เป็นการสงบที่อยู่ในปหาน 5 ปฏิปัสสัทธิปหาน เกิดตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เป็นปัสสัทธิแล้วจึงจะเป็นวิเวก วิเวกกาย วิเวกจิตแล้ว วิเวกจากกิเลส คือความสงบที่ขยายให้มาสัมพันธ์ว่าให้เกี่ยวข้องกับอะไร เกี่ยวกับการเกี่ยวกับจิตอย่างไรอธิบายให้ได้ ในมูลกรรมฐาน 5 สำหรับภิกษุที่มาบวช อุปัชฌาย์จะต้องให้กรรมฐาน 5 แต่เดี๋ยวนี้ให้ไปพิจารณาไตรลักษณ์ ให้ไปพิจารณาความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาไปหมดเลย ไม่ใช่ มูลกรรมฐาน 5 ให้พิจารณาแยกธรรมนิยาม 5 หรือให้แยกกายแยกจิตให้ได้ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน หากเราไปหาหมอแล้วไม่รู้ว่าหมอนี้สำเร็จความเป็นหมอได้หรือไม่ แค่นี้ก็ยุ่งเลย ไม่รู้จะไปรักษาได้อย่างไร อย่างเราจะไปเรียนเป็นพระอาริยะ ก็ต้องดูว่าใครที่เป็นพระอาริยะจึงจะไปเรียนรู้ได้ หากไม่รู้ทั้งหมดก็เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ สุดท้ายก็ไม่รู้เรื่องกันซักคน พ่อครูว่า…ติดตามฟังให้ดีๆอาตมาก็จะอธิบายการบรรลุธรรมที่มีหลักฐานยืนยันด้วย ยืนยัน กาย วาจา ใจ ศีล สมาธิ ปัญญา อาตมาก็พยายามอธิบายอยู่ ติดตามให้ดีๆจะรู้ว่าอาตมาอธิบายธรรมะนี้ไม่ใช่ตื้นเขิน มีนัยหลายอย่างที่ไม่ได้บันทึก ติดตามให้ดี จะเป็นการส่งเสริมให้รู้จักเนื้อหาสาระเนื้อแท้ เข้าใจยิ่งขึ้นๆ อ้างอิงพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าเล่มที่ใช้นี่แหละ ฉบับสยามรัฐ ใครจะฉีกทิ้งใครจะบอกว่ามาทีหลังก็แล้วแต่ หากไม่มีอะไรอ้างอิงมันก็จะไปเหลืออะไรที่จะมายืนยัน 620717_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมกดข่มจมกับ 2 ที่ตีไม่แตก