14 ภูเพียรธรรม_บทที่ 8 ภูมิปัญญาการเคี้ยว.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 8 ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนในประเทศไทย : ข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลภูมิปัญญาการเคี้ยว ก วฬิง การาหาร เพื่อสุขภาวะ
การวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบ ผสาน วิธี ( Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ( Ethnography Research) และการวิจัยเชิงป ริมาณ ( Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1 . เพื่อศึกษา ภูมิปัญญาและ พฤติกรรม การ เคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2 . เพื่อทดลองภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหาร ที่ บูรณา การตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ในสวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 5 คน 3. เพื่อ วิเคราะห์องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย และเสนอยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะในชุมชน การเสนอยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะในชุมชน ในประเทศไทย ด้วย “ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ” โดยใช้หลัก “กลไกสังคม” เป็นฐานคติ ดังข้อมูลที่กล่าวในบทที่ 2 ถึงกฎ บรรทัดฐาน และวิถีประชา ในหน้า 118
ภาพที่ 6 6 ฐานคติ “กลไกสังคม” ในการดำเนินการเพื่อให้ได้ยุทธศาสตร์ การส่งเสริมสุขภาวะของ ชุมชนในประเทศไทย
การ นำเสนอ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนในประเทศไทย จากการ ศึกษาวิจัยครั้งนี้ ใ ช้หลัก การพัฒนา “กลไกสังคม” เป็นฐานคติ ในการเก็บข้อมูล และนำเสนอสรุปผลการวิจัยและการอภิปรายผล ที่ แสดงความ เชื่อมโยง และ สอดร้อยกัน ของเนื้อหาการวิจัยในครั้งนี้ ในทุก ๆ บท เริ่ม ตั้งแต่บทที่ 2 ที่เป็นการทบทวน แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไ
อ่านต่อ
ด้กรอบแนวคิดในการดำเนินการวิจัย ที่เปรียบเหมือนกฎ ( law) ของสังคม ซึ่งได้นำมาเสนอวิธีดำเนินการวิจัยในบทที่ 3 จากนั้นจึงนำกรอบแนวคิดทฤษฎีหรือกรอบแนวคิดการวิจัยนั้นไปลงเก็บข้อมูล ตามกำหนดขอบเขตเนื้อหาและของเขตพื้นที่ ในภาคสนาม เก็บข้อมูล ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยใช้หลัก 3 เส้า จากผู้ให้ข้อมูลหลัก ในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวม จำนวน 50 คน เพื่อทราบถึงแนวคิดบรรทัดฐาน ( Norm) ใน ภูมิปัญญาและพฤติกรรมการเคี้ยวก วฬิง การาหาร เพื่อสุขภาวะ ได้ผลการเก็บข้อมูลดังที่นำเสนอใน บทที่ 4 และ 5 จากนั้น นำ ผลการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากบทที่ 4-5 มาทำกระทงคำถาม เพื่อหาองค์ประกอบจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 593 คน ได้ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารในประเทศไทย ดังที่นำเสนอ ใน บทที่ 7 จนมาสู่ การจัดทำเสนอ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนในประเทศไทย : ข้อเสนอเชิงนโยบายขยายผลภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ใน บทที่ 8 นี้ ผลจากการศึกษาวิจัยในขั้นตอนที่ 3 การเสนอยุทธศาสตร์ใน บทที่ 8 นี้ เป็นผลจาก การวิจัยเชิงปริมาณ ( Quantitative Research) ผู้วิจัย ได้นำข้อมูล จากบทสัมภาษณ์เชิงลึกในการศึกษาวิจัยในขั้นตอนที่ 1-2 มา ทำการสกัดตั้งเป็นข้อกระทงคำถาม จำนวน 60 ข้อ โดยผ่านการตรวจสอบ ความตรงเชิงเนื้อหาโดย ผู้ เชี่ยวชาญ จากนั้นนำแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ( Purposive sampling) ในพื้นที่ชุมชนสวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช สวนป่านาบุญ 9 จังหวัด สุพรรณบุรี อันประกอบด้วยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มาบำเพ็ญและอาศัยอยู่ในชุมชนแบบประจำและแบบไม่ประจำ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้มาเข้ารับการอบรม ค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมและพระไตรปิฎก ในพื้นที่ดังกล่าว และชาวชุมชนบุญนิยมบวรราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี อายุ 20 ปีขึ้นไป เพื่อตอบแบบสอบถาม ได้รวม จำนวน 5 93 คน ได้ผลองค์ประกอบ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย 6 องค์ประกอบ นำมาจัดทำ เป็น ข้อเสนอเชิง นโยบาย การขยายผล ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ดังนี้
ข้อเสนอเชิง นโยบายการขยายผล ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ผลสุขภาวะทั้ง 4 ด้าน จาก พฤติกรรมการเคี้ยวก วฬิง การาหารในบทที่ 4 - 6 ได้นำมา จัดทำองค์ประกอบเชิงสำรวจ ได้ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ดังที่นำเสนอ ในบทที่ 7 พบว่า องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย นำมา เสนอเป็น ข้อเสนอเชิงนโยบาย มีทั้งสิ้น 6 นโยบาย ดังนี้
นโยบาย ที่ 1 หมายถึง สุขภาวะจากการเคี้ยวก วฬิง การาหารอย่างประณีต มีผลปรากฏตามข้อธรรมโภช เนมัตตัญญุ ตา จิตลหุตาเจตสิก สัมมาทิฎฐิ อา หาเร ปฏิกูลสัญญา และอินทรีย์ 5 อันเป็นขบวนระบบของปัญญา นโยบาย ที่ 2 หมายถึง อาหารมังสวิรัติ เป็นทั้ง โภชน บำบัดและยารักษาโรคแล้วยังส่งเสริม “ บุญ ” และสิกขาตามลำดับศีลสมาธิปัญญา นโยบาย ที่ 3 หมายถึง อาหารคำข้าว คืออุปกรณ์เคลื่อนไหวที่ใช้ฝึกจิตและพัฒนาสัมปชัญญะตามข้อธรรม “ อาหาร 4 ” นโยบาย ที่ 4 หมายถึง บุคคลปฏิบัติการเคี้ยวการคายและการกลืนอาหารคำข้าวอย่างมีนัยสำคัญ อาจมีผลปรากฏ เป็นสัง ขา รุเบกขา ญาณ ซึ่งนอกจากส่งเสริมระบบย่อยที่ดีแล้ว ยังลบระงับกิเลสและล้างความชอบชังได้อย่างลงตัว นโยบาย ที่ 5 หมายถึง การประดิษฐ์ กวฬิง การาหารประณีต หมายถึง การบดปั้นแต่งด้วยมือส่งต่อการเคี้ยวช้า ละเอียด ตะล่อมย่อยในปาก อาจมีผลปรากฏตามข้อธรรม สติปัฎ ฐาน 4 อันสามารถลดโมหะและส่งเสริมอาพาธน้อย นโยบาย ที่ 6 หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ไทยและลาวมีลำดับการจัดสรรข้าวหุงหรือนึ่ง เทคโนโลยีการประกอบอาหารหรือทำกับข้าว การปั้นแต่งคำข้าว การบดเคี้ยวอย่างประณีต ตลอดถึงการกลืนและกลั้วคอ ให้สอดรับเพื่อกระเพาะย่อยสลายกลายเป็นยา คือ มรดกวัฒนธรรม กวฬิง การาหารเพื่อคุณภาพชีวิต
นโยบายการขยายผลชุมชน สุขภาวะ ตาม องค์ประกอบภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ทั้ง 6 องค์ประกอบ ที่จัดเรียงลำดับตามน้ำหนักขององค์ประกอบที่ เ สนอในบทที่ 7 และ นำมาเสนอเป็น ข้อเสนอเชิง นโยบายการขยายผล เพื่อ “ ชุมชน สุขภาวะ ” ที่ เป็นชุมชน ต้นแบบที่มี “ กระ บวนระบบ สร้าง ปัญญาแห่งธรรม ” ในการพึ่งตนไปสู่ความผาสุก และเบิกบาน อย่างยั่งยืน ไปเป็นลำดับ ๆ ได้จริง โดยการปฏิบัติ ธรรมรวมกันเป็นหมู่กลุ่มมิตรดี เป็น “ ชุมชน ที่ถือศีล 5 เป็นอย่างน้อย กินอาหารมังสวิรัติ ไม่มีเนื้อสัตว์ ลดละเลิกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ เช่น ไข่และนม ไปเป็นลำดับ ๆ มีความเข้าใจเรื่องกรรมอย่าง แจ่ม แจ้งและสามารถนำความรู้เรื่องกรรมมาดับทุกข์ได้ ” โดยใช้เหตุปัจจัย “ การเคี้ยวกิน อาหารมังสวิรัติปรับสมดุล ” และ “การล้างชอบชังในกามคุณ 5 ” เป็นฐาน ในการสร้าง “ กระบวนการปัญญา แห่ง ความผาสุก และเบิกบาน ” ไปเป็นลำดับ ๆ ด้วยการลดละเลิกกิเลสความชอบชัง ( หรือกิเลสโลภโกรธหลงอันสกปรกที่นอนเนื่องในจิตใจ ) ตาม หลัก พุทธธรรม อันเป็นความรู้ยิ่งเป็นไปเพื่อความผาสุก อย่างยั่งยืนและเบิกบาน ไปเป็นลำดับ ๆ ดังนี้
นโยบาย ที่ 1 “ สุขภาวะจากการเคี้ยวก วฬิง การาหารอย่างประณีต มีผลปรากฏตาม หลัก ธรรม “ โภช เนมัตตัญญุ ตา จิตลหุตาเจตสิก สัมมาทิฎฐิ อา หาเร ปฏิกูลสัญญา และอินทรีย์ 5 ” อันเป็นขบวนระบบของปัญญา ” กำหนดเป็นเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ หลัก 5 ยุทธศาสตร์ คือ นโยบายที่ 1 คือ กระบวนทัศน์การสร้าง “ภูมิปัญญา” การปรับพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา ให้ผาสุกเบิกบานและผ่องใส ได้อย่างยั่งยืน ไปเป็นลำดับ ด้วย หลักปฏิบัติธรรมตามหลัก พุทธ ธรรมในการปรับกระบวนทัศน์การสร้าง“ภูมิปัญญาการเคี้ยว ก วฬิง การาหาร เพื่อสุขภาวะ” เมื่อได้ปฏิบัติด้วยความเข้าใจ หรือตามหลัก “ศีล สมาธิ ปัญญา” หรือ “หลักอาริ ยมรรค มีองค์ 8 สัมมาทิฎฐิ 10 เมตตาและอุเบกขา” อย่างถูกตรง ด้วยการใส่เหตุพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกตรง ตามหลักพุทธธรรม 5 ข้อ ก็จะมีผลแห่งสุขภาวะปัญญาความผาสุก เบิกบานและผ่องใส ได้อย่างยั่งยืน ไปเป็นลำดับ ๆ ดังนี้ โภช เนมัตตัญญุ ตา จิตลหุตาเจตสิก สัมมาทิฎฐิ อา หาเร ปฏิกูลสัญญา อินทรีย์ 5 โภช เนมัตตัญญุ ตา “ ปัญญาในการบริโภคอาหารอย่างมีประมาณการ พอเพียง และการล้างความชอบชัง ” จาก การมีศรัทธา อย่างมีปัญญา ( สัมมาทิฎฐิ ) จากการฟังวิธีการปฏิบัติจากผู้รู้แท้ที่พาพ้นทุกข์ได้จริง (สัตบุรุษ) อย่างเข้าใจชัดเจน แจ่ม แจ้งถึงวิธีการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและลงมือปฏิบัติอย่างเชื่อมั่น อาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารมีความสำคัญต่อชีวิต ด้วยคนและสัตว์ก็ต้องอาศัยอาหาร แสวงหาอาหารมาเลี้ยงกายนี้ ด้วยอาหารเมื่อกินเข้าไปแล้ว จะไปเป็นเนื้อเป็นตัว เรา เป็นพลังชีวิตของเรา ถ้าจะแสวงหาอาหารมาเลี้ยงกายนี้ให้เหมาะสมเราต้องรู้จักอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีโทษ ลดการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การพิจารณาในการกินอาหาร ระหว่างการเคี้ยวอาหาร สิ่งที่สำคัญคือ การกำหนดสติรู้อาการเคลื่อนไหวในปาก มีสติที่จะกำหนดอ่านอาการเวทนา ขณะเคี้ยวว่ามีรส “ เปรี้ยวหวานมันเค็ม ” ฯลฯ อย่างไร และหมั่นตรวจสอบอาการในขณะก่อนเคี้ยว ขณะเคี้ยวและหลังเคี้ยว ด้วยการพิจารณาซ้ำ ๆ “ กินข้าวเคี้ยวทุกคำ กินด้วยใจที่รู้คุณค่ารู้ประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิต กินเพื่อการทำประโยชน์ที่สร้างสรรค์กับชีวิตตนเองและผู้อื่น กินได้รสทิพย์ รสสุข รสประโยชน์ (รสอรรถประโยชน์) ที่ไม่มีโทษ ไม่มีบาป ไม่มีเวร ไม่มีพิษภัยใด ๆ มาใส่ชีวิตตนเอง คนอื่นและสัตว์อื่น แต่เป็นการกินที่พ้น บาปพ้นโทษ พ้นพิษภัยต่อทุกชีวิต ด้วยการกินอาหารมังสวิรัติอินทรีย์ ไม่ได้กินเพื่อเอาอร่อย ( รสอัส สาทะ) กินลดความใจร้อน กินเพื่อความพ้นทุกข์ ไปตามลำดับ ๆ อย่าง สร้างสรร ” การประมาณในการบริโภคที่พอเหมาะ ในเรื่องของ 1 ) ประมาณการในการปรับสมดุลร้อนเย็น ด้วยการพิจารณาเลือกอาหารเพื่อสุขภาวะ ที่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับร่างกาย ณ ขณะนั้น ๆ 2 ) ประมาณการกินในปริมาณที่พอเหมาะ ด้วยการตักอาหารแต่ละชนิดที่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับร่างกายที่พอเหมาะ ในประมาณที่เพียงพอ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ทำคำข้าวให้พอเหมาะในการนำเอาอาหารเข้าปาก ไม่ทำคำใหญ่เกินและเล็กเกิน เพราะกิเลสอยากกินคำโตเกินและคำเล็กเกิน 3 ) ประมาณการเคี้ยวให้ละเอียดในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะการเคี้ยวให้ละเอียดที่พอเหมาะ ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานในระดับปรมาณู อาหารที่เคี้ยวได้อย่างละเอียดพอดี จะทำให้ระบบการย่อยทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก กระเพาะอาหารลำไส้แข็งแรง จะนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ 4 ) ประมาณการกลืนลงคอให้ได้ ด้วยการพิจารณาการล้างความชอบชังในอาหารคำข้าวที่เคี้ยวได้อย่าง รู้คุณค่ารู้ประโยชน์สาระที่แท้จริงของชีวิต ด้วยการกินอาหารไม่เบียดเบียนต่อตนเองและผู้อื่น กินอาหารที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยต่อชีวิต อันเป็นการให้ทาน อันเป็นมหาทาน เป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ต่อทุกชีวิต ด้วยการกินอาหารมังสวิรัติไร้สารพิษ จิตลหุตาเจตสิก มีสติสัมปชัญญะในการ เคี้ยวอาหารคำข้าวให้ละเอียด ฝึกฝนปัญญาไปตามลำดับ ๆ ใน“การ พิจารณาไตรลักษณ์ เห็นความไม่เที่ยง ความ เป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน ของการมีกิเลส ” หรือพฤตกรรมที่เป็นโทษต่อชีวิตตั้งแต่ในระดับอบายมุข ระดับกาม ระดับโลกธรรม และระดับอัตตา เห็นและเข้าใจ ความไม่มีอยู่จริงของกิเลส ล้างความใจร้อน โดยการ ฝึกฝนการ เคี้ยวอาหารคำข้าวให้ละเอียดแล้วจึงกลืน หรือเคี้ยวจนเป็นน้ำ เท่าที่สามารถทำได้ แล้วค่อยกลืน หรือเคี้ยวละเอียดจนกลืนก็ได้ ไม่กลืนก็ได้ แล้วจึงกลืน สบายใจที่สุด อันเป็นการเคี้ยวเพื่อย่อยสลายความยึดมั่นถือมั่นติดมั่นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่ชอบ (ตัณหาอุปาทาน) เมื่อทำลายกิเลสได้ จิตเบาจากเวทนา สัญญา สังขาร สัมมาทิฎฐิ การปฏบัติ อาริ ยมรรค มีองค์ 8 ด้วย “ศีลสมาธิปัญญา” ทำการ ปฏิบัติด้วยการ “ ตั้งศีล ” มาปฏิบัติ มีความพากเพียร (วิริยะในอินทรีย์ 5) ทำแต่สิ่งที่ดีให้กับตนเองและผู้อื่น “ ชั่วไม่ทำ ทำแต่ดี ” ( ละบาป บำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้เบิกบาน ไร้กังวล) มีฉันทะ (อิทธิบาท) ที่ตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ พิจารณาลดละเลิกกิเลสโลภโกรธหลง ล้างความชอบชังกิเลสในอาหารคำข้าว ( กวฬิง การาหาร) ล้างกามคุณ 5 ลดละเลิกการ ติด เสพ ใน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นโทษ ที่อยู่ใน อาหาร และ สารพิษ ที่ติดมาในอาหาร พิจารณาประโยชน์หรือโทษของอาหารแต่ละชนิดว่าจะนำสิ่งใดเข้าสู่ชีวิตตนเอง เพราะอาหารที่กินแล้วจะไปเป็นเนื้อเป็นตัวของเรา กินสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ( You are What You Eat) หมั่นพิจารณาประโยชน์ของการไม่มีกิเลสและโทษจากการมีกิเลส รวมถึงการพิจารณาความจริงตามความ เป็นจริง และการเข้าใจเรื่องกรรมอย่าง แจ่ม แจ้งว่าผลของการกระทำนั้นมีอยู่ ทำพฤติกรรมเคี้ยวให้ละเอียดได้ดี ย่อมได้รับผลสุขภาวะที่ดี ทำพฤติกรรมเคี้ยวที่ไม่ดี ย่อยได้รับผลสุขภาวะที่ไม่ดี การมีปัญญา แห่งธรรม หรือ สัมมาทิฎฐิ ในการดับตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์อริยสัจได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 246 ทุกข์อริยสัจ คือ ความทุกข์ใจจากความอยากได้อยากมีอยากเป็น สมุทัย คือ ตัณหา ความอยากได้อยากมีอยากเป็นเกินความต้องการ ความดิ้นรนทะยานอยาก คือ อาหาร ซึ่งมีอาหาร 4 นิโรธ คือ สภาพการดับทุกข์ เป้าหมาย คือ หมดสิ้นตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากในตัณหา ดังนั้น เมื่อดับตัณหาได้ จึงดับทุกข์ได้ หรืออาหารก็คือ ตัณหา ดับอาหารจึงดับตัณหาด้วย มรรค คือ วิธีการดับทุกข์ การจะดับทุกข์ได้ จึงต้องมีปัญญารู้ว่าถ้าดับตัณหา (ความอยาก) ได้ ก็ดับทุกข์ ได้ ดังนั้น ความอยากใน อาหาร คำข้าว เป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อดับ ความอยากใน อาหาร คำข้าว ได้ ตัณหาดับ ทุกข์จึงดับ อา หาเร ปฏิกูลสัญญา พิจารณาตามรู้การอ่านอาการเวทนาและตัณหา (ชอบชัง) ในอาหารคำข้าวที่ได้สัมผัส พิจารณาว่าเรารับประทานอาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกายและจิตใจอย่างไร รวมทั้งพิจารณาบาปบุญคุณโทษ ไม่เบียดเบียนชีวิตตนเองผู้อื่นและสัตว์อื่น การไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นการลดความเบียดเบียนที่จะไม่นำทุกข์ภัยมาใส่ชีวิตตน เป็นการละเว้นการปาณาติบาต ศีลข้อ 1 การไม่ฆ่าสัตว์และไม่กินสัตว์ สามารถ แยก ได้ ว่าอาหารใดเป็นปฏิกูล (สกปรก) เป็นอาหารดีมีประโยชน์ หรือเป็นอาหารไม่ดี อาหารไม่ดีสกปรกเป็นโทษ เป็นอาหารที่เป็นพิษ นี้คือ อาหารที่เป็นปฏิกูล ให้ตัดออกจากอาหารที่ควรรับประทานก่อน เช่น การกินอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เป็นการสร้างวิบากร้าย คือ การสร้างโรคภัยไข้เจ็บให้กับตนเองและทำให้จิตใจเศร้าหมองเป็นทุกข์ทรมานจากการเบียดเบียนชีวิตตนเองและสัตว์อื่น ให้พิจารณาเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ที่ไม่มีปฏิกูล (สกปรก) ที่จะเป็นพิษกับร่างกายและจิตวิญญาณก่อน เป็นการฝึกฝนการตัดตัวการติดยึดในอาหารที่เป็นโทษในจิตใจด้วย โดยใช้การพิจารณา “ กินเอาประโยชน์ กินกันตาย กินกันหิว กินหายโรค กินเพื่อบรรลุธรรมทุกคำข้าว ” กินด้วยใจที่รู้คุณค่ารู้ประโยชน์ ใจเพชร กล้าจน ( 2560, ธันวาคม 27) ได้กล่าวว่า ในการปฏิบัติธรรม สิ่งสำคัญหรือฐานในการปฏิบัติ คือ การอ่านเวทนา 108 เริ่มจาก เวทนา ทางกายทางใจ การ อ่านความรู้สึก เวทนา ทางกาย ต้องอ่านว่า สบายหรือไม่สบาย อาหารตัวนี้ถูกกับ ตน หรือไม่ สิ่ง ที่ถูกกัน จะ ส่งผลให้ สบาย เบากาย มีกำลัง ถ้าไม่ถูกกัน จะ มีอาการ ต้าน ดังนั้น ผู้ ที่กินเอาประโยชน์ จะรู้ว่าเป็นประโยชน์ ไม่ได้กินเอา “รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส” แยกได้ ว่า มีอาการเวทนาทางกายทางใจ ว่าเรามี ชอบหรือชัง (อา หาเร ปฏิกูล สัญญา ) กรณี แยก ได้ชัดเจน จะเป็นประโยชน์ในการทำลายกิเลสได้ แต่หาก เคี้ยวเร็ว อ่านเวทนาไม่ทัน และ ปรับจิตปรับใจไม่ทัน จะเป็นโทษ เพราะเวลาปฏิบัติ จริง เคี้ยว เคี้ยว แล้วมีความ ชอบชัง หรือ ไม่ จึงต้องหมั่นทบทวนใคร่ครวญและตรวจสอบ ถามตนเองว่า “กินเอาประโยชน์” หรือ “กินเอา อร่อย” หรือชัง ก็ต้องปรับ จิตให้ได้ เพราะ ถ้าเป็นประโยชน์ แม้จะ ชัง ก็ต้องเอาประโยชน์และปรับให้ได้ ใจเพชร กล้าจน (256 1, กุมภาพันธ์ 14 และ 2560, กุมภาพันธ์ 21) ได้กล่าวว่า การที่คนเราจะเคี้ยวละเอียดได้ ต้อง “ เคี้ยวเอาประโยชน์ ” การ เคี้ยวเอาประโยชน์ จะไปลบกิเลสกามได้ จะ ทำให้ควบ คุมได้หมดว่าจะเคี้ยวเท่าไร แล้ว กลืนลงไป เป็นการล้างความติดยึด “ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ” ได้ เพราะถ้าเรากินพอดี จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเรากินเกินพอดี มันจะเป็นโทษ พอ เป็น โทษ นี้ เป็นสิ่งที่ชีวิตเราไม่ ต้องการ เอาแล้ว คือภาษาศัพท์ที่เรียกว่า “ อา หาเร ปฏิกูลสัญญา ” เมื่อเป็นโทษแล้ว จะหยุดได้เลย แต่คนที่ “ กินเอาอร่อย ” จะ ไม่สามารถ หยุดได้ นี้ กินเอา “ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ” พออิ่มแล้ว จะ หยุด ไม่อยู่ จึงไม่สามารถควบคุมปริมาณอาหารได้ แต่ ถ้า พิจารณาด้วย “ กินเอาประโยชน์ ๆ ” เมื่อ เริ่มเป็นโทษ เห็นความเป็นพิษภัยในส่วนเกินความจำเป็นของชีวิต จะ ทำให้ ตัดได้เลย ซึ่งเป็นเทคนิคที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ การ “ กินเอาประโยชน์ ” นั้นรสชาติดี กว่าการ “ กินเอาอร่อย ” ซึ่ง เป็นสิ่งที่คน ทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติ จ ะ ไม่ ทราบและมองข้ามได้ นี้เป็นวิทยาศาสตร์ที่ องค์พระสัมมา สัม พุทธเจ้า ค้นพบ แต่คน ส่วนใหญ่ ไม่รู้ แล้วก็ไม่กล้า ปฏิบัติ เพราะ หากไม่ได้มีการคบสัตบุรุษ (ผู้รู้แท้ที่พาพ้นทุกข์ได้) ไม่ได้ฟังพระสัทธรรม จะไม่เกิดศรัทธา และลงมือปฏิบัติ แต่หากได้มีการพบสัตบุรุษ จะทำให้ได้ฟังพระสัทธรรม จะเกิดความศรัทธาและลงมือปฏิบัติได้ สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัส ใน “อวิชชาสูตร” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 24 ข้อ 61 ) “ ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ” ในคาถาธรรมบท ( พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 ข้อ 11) และสอดคล้องกับที่ใจเพชร กล้าจน (2561ก : 107) ได้กล่าวไว้ว่า สุขทุกข์ทางจิตวิญญาณ มีน้ำหนักเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน สุขทุกข์ในร่างกาย เท่ากับฝุ่นปลายเล็บ ใน “ นข สิข สูตร ” ( พระไตรปิฎก เล่มที่ 16 ข้อ 311-312) นอกจากนั้น พ ระพุทธเจ้า และ มหาตมะ คานธี ก็ ได้ พบว่า “ รสอร่อย ไม่ได้อยู่ที่ลิ้น รสอร่อย มันอยู่ที่ใจ ” เพราะ เมื่อ เวลาวันที่ คน เรา เศร้าที่สุด จะ กินไม่ได้ หรือกินไม่อร่อย ชี้ให้ เห็น ได้ ว่า รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ได้เป็นตัวทำให้อาหารอร่อยเลย เพราะถ้าอร่อยจริง กินอาหาร ต้องอร่อยได้ทุกวัน ต้องอร่อยตลอด แต่ตรงกันข้าม วั นที่ญาติพี่น้องมารวมกัน มีความ สุขกัน ที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ถามสารทุกข์สุขกัน ซื้อ อาหาร มา กิน กัน ไมค่อยได้ปรุง อาหาร กันเอง หรือ อาหารที่ปรุง ก็ ผิดสูตรบ้างถูกสูตรบ้าง แต่ กินได้ อร่อย พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า รส “อร่อยอยู่ที่ประโยชน์” อยู่ที่อานิสงส์ จึงต้องพิจารณาซ้ำๆ การพิจารณามีอยู่ 2 เรื่อง ที่จะทำให้กินแล้วอาหารรสชาติดี กว่าการกินเอาอร่อย 1. พิจารณา เอาประโยชน์ในอาหาร 2. พิจารณา เอาประโยชน์ในเหตุการณ์ ผู้ใดที่สามารถพิจารณาเอาประโยชน์ใน 2 ประเด็น นี้ได้ จะได้อาหารรสชาติดี ทุกมื้อ และ มีสติควบ คุม พฤติกรรมทางกายวาจาใจ ได้หมด เพราะถ้าเวลาเป็นโทษ จะหยุดได้ทันที แต่คนที่ เคี้ยว เอาอร่อย เวลาเป็นโทษแล้ว เมื่อยั งจะเอาอร่อย อยู่ ทำให้ หยุดไม ่ ได้
5. อินทรีย์ 5 การ กินอาหารมังสวิรัติ ที่ทำจากสมุนไพร พืช ผักผลไม้ ทำให้แยกแยะเลือกอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับที่ร่างกายต้องการได้ การ ทำคำข้าวได้พอเหมาะพอ ดี คำ การตะล่อมคำข้าว ตามรู้อาการเคี้ยวเคลื่อนไหวในปาก บริโภคอาหารเคี้ยวละเอียดอย่างพอเพียง ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป จะทำให้อิ่มช้า อิ่มนาน ย่อยง่าย เบาท้อง มีพลัง กำลังเต็ม แข็งแรงที่สุด ช่วยถอนพิษ และรักษาโรค ได้ ส่งเสริมส ุขภาพกายใจ เศรษฐ ก ิ จสังคมสิ่งแวดล้อมและปัญญา ที่เบิกบานและผาสุก อย่างยั่งยืนได้ ไปเป็นลำดับ ๆ ใจเพชร กล้าจน ( 2561 ก : 14-184) ได้กล่าวว่า ใน “ อินทรีย ภาวนาสูตร” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 ข้อ 864-865 ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าล้างชอบชังได้แล้วเป็นอินทรีย์ จะ “ ชอบ ” ก็ได้ “ ชัง ” ก็ได้ “ เฉย ” ก็ได้ เป็นธรรมะที่ซ้อน เข้า ไปอีก ชั้น ที่คน ทั่วไป ไม่ ทราบได้ และในการ ยินดีในการไม่ชอบไม่ชัง ก็ ไม่ใช่ “ เฉย ๆ ” การ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ในขั้นแรก จะได้ความไร้กังวล อะไรเกิด หรือ ไม่เกิด ก็ไม่ทุกข์ ได้สัมผัสหรือไม่ ได้ สัมผัสก็ตาม ก็ไม่ทุกข์ เมื่อ ไม่ชอบไม่ชังแล้ว จะมีปัญญา อะไรเป็นประโยชน์ เป็นโทษ จะตัดได้ด้วยปัญญา อะไรเป็นโทษ ก็ตัดด้วยใจที่เป็นสุข อะไรเป็นประโยชน์ก็อาศัยด้วยใจที่เป็นสุข ความจริงนั้นคือ พระพุทธเจ้าให้ชอบให้ชังในสิ่งที่เป็นอกุศลได้ ให้ชังเพราะจะได้ไม่ทำอกุศล แล้วก็ให้ชอบในสิ่งที่เป็นกุศล เพราะจะได้มีอิทธิบาทในการทำ กุศล “ ชอบชัง ” นั้นมีการพิจารณา ได้ 3 ชั้น ชั้นที่ 1 ) คือ ต้องล้างความติดยึดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ให้ได้ อย่าไปชอบไปชัง ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ชั้นที่ 2 ) ต้องชังในสิ่งที่เป็นโทษ ชอบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ (ต้องพิจารณาบาปบุญคุณโทษ) ชั้นที่ 3 ) ต้องพิจารณา ถ้าจำเป็นต้องสัมผัสในสิ่งที่เป็นโทษ เช่น ปกติเรากินอาหารที่เป็นประโยชน์ แต่วันไหนที่เราหาอาหารที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ แม้ต้องกินอาหารที่เป็นโทษ เราก็สามารถกินด้วยใจที่เป็นสุขได้ “กินใช้เวรใช้กรรม” อันนี้เป็นวิบาก ถือว่าใช้วิบาก ถ้าเรากินใช้วิบากด้วยใจที่เป็นสุข และ “กินเอาวัคซีน” เราก็ได้วัคซีน มันดับทุกข์ทั้งแผ่นดินได้ มันจะเหลือฝุ่นปลายเล็บ ทุกข์เหลือแค่ฝุ่นปลายเล็บ จะเป็นวัคซีน เพราะเราไม่กลัว แต่ถ้าเรากินโดยกลัว จะเป็นพิษ พระพุทธเจ้า ตรัส วิธีกินที่จะไม่เป็นพิษ กินเพื่อจะให้มีแรงในการทำงาน ไม่ให้เป็นผลเสีย เราไม่มีแรง จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แต่ถ้าเรากินเอาแบบกินเอาประโยชน์ แม้จะเป็นพิษบ้าง แต่มันจะกลับเป็นผลดี มากกว่าผลเสีย เพราะ 1 ) ใจเราก็ไม่ทุกข์ 2 ) เวรกรรมหมด เราก็จะโชคดีขึ้น 3 ) ได้วัคซีน เพราะมันเป็นพิษเล็กน้อย 4 ) เราไม่หิว ไม่ทรมานมาก 5 ) มีแรงในการทำงานได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ไม่ยึดในสิ่งที ่ เป็นพิษ เอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่สูงขึ้นไปแล้ว แม้สิ่งเป็นประโยชน์ ถ้ายึดตรงนั้นไม่ได้ เราก็วางได้
แผนกลยุทธ์ในการปฏิบัติ จาก เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ หลัก 5 ยุทธศาสตร์ สามารถนำมาจัดทำเป็นแผน กลยุทธ์ได้ 1 4 แผนเพื่อการปฏิบัติ ซึ่ง เป็นผลจาก การวิเคราะห์องค์ประกอบที่ ข้อ กระทง คำถามมี ความ สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน นำ มาจัดทำเป็น แผน กลยุทธ์ หรือกระบวนการ ปฏิบัติ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ที่ รองรับการใช้ ขับเคลื่อน นโยบายที่ 1 ด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้ แผนปฏิบัติการที่ 1.1 “ การได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม จึงเกิดศรัทธา เป็นประตูเปิดสู่ปัญญา ” จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ข้อ 48 (0.687) ข้อ 56 (0.654) แผนปฏิบัติการที่ 1.2 “ ใจที่รู้คุณค่าประโยชน์ รู้เท่าทันกิเลส หลงชอบหลงชัง ช่วยลดทุกข์ใจทุกข์กาย ยิ้มอย่างเบิกบานได้ ” จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ข้อ 48 (0.687) ข้อ 54 (0.678) ข้อ 7 (0.66) ด้วย ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ใจเป็นใหญ่ ใจประเสริฐที่สุด ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ แผนปฏิบัติการที่ 1. 3 สติปัฎ ฐาน 4 สติสัมปชัญญะ เคลื่อนไหวบดเคี้ยวลดกิเลสใน กวฬิง การาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และ วิญญาณา หาร จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ข้อ 18 (0.697) ข้อ 5 (0.672) ข้อ 11 (0.672) ข้อ 8 (0.636) ข้อ 15 (0.619) ข้อ 23 (0.567) แผนปฏิบัติการ ที่ 1 . 4 ปัญญาในอินทรีย์ 5 ด้วย การประมาณอย่างพอเหมาะ ( โภช เนมัตตัญญุ ตา ) ตาม แบบแผน “ อาหาร 4 โภช เนมัตตัญญุ ตา และอา หาเร ปฏิกูลสัญญา ” จ ากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ข้อ 12 (0.724) ข้อ 1 (0.686) ข้อ 15 (0.619) ข้อ 26 (0.595) คือ ปัญญาในการตั้งศีลให้พอเหมาะกับฐานจิตของตน ทำให้จับอาการของกิเลสได้ มีปัญญาในการพิจารณาโทษของกิเลสที่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของอาหาร ประโยชน์ของการไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหาร อย่างเข้าใจเรื่องกรรมอย่าง แจ่ม แจ้ง ที่ทำให้สามารถปฏิบัติศีล ลดละเลิกสิ่งที่เป็นพิษ เข้าถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ ด้วยใจที่เป็นสุขอย่างตั้งมั่น (สมาธิ) เป็น การทำความสบายให้กับตน ประมาณในสิ่งที่สบาย บริโภคในสิ่งที่ย่อยง่าย เที่ยวไปในกาละอันสมควร ประพฤติเพียรดั่งพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) จะทำให้เจ็บป่วย น้อย สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก แผนปฏิบั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive