610906_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 12.docx
เนื้อหาในไฟล์
610906_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 12 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1gfr7jIrWwWR6Hxxxn8-Gx3vVYUyrUOmAn0M14U7Nf5g/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1ubqknJVLjtDhBKwwQ8p17gmRW5pouiIM พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสที่ 6 กันยายน 2561 ที่ บวรราชธานีอโศก มีใบที่เขา sms ไลน์มาเมื่อวานก่อน
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน มโนมยิทธิ คือหนทางด้บทุกข์ _แหม่ม สวิส รายการสำมะปี๋ซีวิตครั้งต่อไป....ขออนุญาตกราบเรียนฝากคำถามค่ะ “มโนมยิทธิ”คืออะไร มีกี่แบบ ใช่หนทางดับทุกข์หรือไม่คะ
พ่อครูว่า...ในวิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) . . 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) . 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) & 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138)
มโนมยิทธิ ก็ใช่หนทางดับทุกข์ เพราะเป็นวิชชาข้อหนึ่งในแปดข้อ มโนมยิทธิ เป็นตัวสำคัญเลย เป็นตัวที่ทำให้เกิดอำนาจ อิทธิ จิตที่สำเร็จ เช่นก
อ่านต่อ
ารสร้างพลังงานจิตให้เกิดผลก็คือเกิดมโนมยิทธินี่แหละ เมื่อทำให้เกิดอภิสังขารในจิต ทำพลังงานจิตให้มีคุณภาพถึงขั้นบุญ ข้อที่ 1 ทำให้รู้แจ้งเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม มันทรงสภาพอยู่ แล้วเราก็อ่าน กายคือ ธรรมะ 2 เป็นองค์ประชุม ท่านกำหนดเป็นจิตและต้องรู้เป็นเวทนา รู้สภาพจิตหรืออารมณ์ แจ้งความเป็นจริงว่าเป็นสภาพที่มีอยู่นะ ถ้าคุณไม่มีจิตก็ตายแล้ว หรือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ในประเด็นที่ว่าเข้าใจคำว่ากาย คือดิน น้ำ ไฟ ลม กายไม่มีจิตร่วมอยู่ด้วย คนนี้ก็สูญเปล่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้แล้ว เพราะว่าพิจารณาดิน น้ำ ไฟ ลมเป็นคนตายแล้ว ไปพิจารณาทำไม มันต้องพิจารณาคนเป็น ความรู้สึกที่มันยังเกิดอยู่ มีชีวะมีการดำเนินไปแล้วมันอยู่กับเรา มีธรรมะ 2 ต้องตรวจสภาพรูปกับนาม คือกาย แล้วกายคือ เทวธัมมา ทวเยน เวทนายะ ก็คือ เวทนาสองทำให้เป็นหนึ่ง เอกสโมสรณา ภวันติ อันนี้คือหัวใจศาสนาพุทธ หากไม่สามารถทำให้เวทนา 2 เป็นเวทนา 1 ไม่ได้ คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธ เพราะว่าเวทนาคืออาการอารมณ์ ศาสนาพุทธคือศาสนาที่บำบัดทุกข์ ไม่ใช่ศาสนาบำรุงสุข อย่างที่พูดภาษาการเมืองสังคม ศาสนาพุทธสูงสุดที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขนั้นคือสุดยอดเป็นนิพพาน เป็นอารมณ์ของคนประเสริฐสูงสุดคือพระอรหันต์ เป็นเรื่องเกินกว่าที่มนุษย์จะคิด เกินกว่าโลกียะสามัญ พวกเราพูดกันสบายๆ แต่คนข้างนอกฟังแล้วจะแปลกหูว่าอยู่ได้อย่างไรไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์ก็พอเข้าใจ แล้วอยู่อย่างไรไม่มีสุข มันต้องมีสุข เขาก็หลงโลกียสุข สุขเพราะว่าได้สัมผัสในวัตถุสมใจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สมใจ ได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สัมผัสทางทวาร 5 อาการสุขต่างๆพวกนี้ก็คือการบำเรอใจบำเรออัตตา ก็เป็นกิเลสติดอย่างนี้ คนก็ต้องเป็นอย่างนี้ แต่โลกุตระนั้นเกินกว่ามนุษย์สามัญของโลก ศาสดาเทวนิยม ศาสนาพระเจ้าก็มีสุข ทุกข์ ดีชั่ว ปฏิบัติอยู่แค่นั้น แต่ของศาสนาพุทธออกจากความสุขความทุกข์ความดีความชั่วเหนือชั้น จึงไม่มีสภาพอุปาทานใด ไม่ยึดมั่นถือมั่นใด จิตจึงมีปรินิพพาน สามารถตายแล้วสูญไม่เกิดในที่ใดๆได้อีกเลย เพราะตั้งแต่เป็นๆก็ทำได้แล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่ดีชั่วก็รู้ว่าเป็นสมมุติ ความสุขความทุกข์นั้นเป็นปรมัตถสัจจะ เรารู้ทั้ง 2 อย่างแล้วไม่ได้โหยหาในความสุขความทุกข์ความดีความชั่ว รู้สมมุติว่าใครเขาติดอย่างใด ของเขาติด แต่ของเรารู้ว่ามันเกิดอย่างนั้นในใครต่อใคร แต่ก็ไม่ต้องไปเป็นอย่างเขาได้ อย่างกระทบสิ่งนี้พร้อมกัน ทุกคนมองพร้อมกัน แต่ละคนก็มีความรู้สึกไม่เท่ากัน คนที่ฟังอาตมาแล้วเกิดความทุกข์ไม่รู้เรื่องมีความเบื่อมีความชังนักหนา ก็มี คนที่ใส่ใจ ได้ประโยชน์ก็มีความพอใจยินดี ก็เข้าใจว่าดีอย่างไร มีความเข้าใจก็จบด้วยปัญญา มีกี่แบบ ก็มีแบบมิจฉาทิฐิกับสัมมาทิฏฐิ มโนมยิทธิ แบบที่มิจฉาทิฐิก็เข้าใจไปว่ามีฤทธิ์เดชทางใจ แบบเดรัจฉานวิชชา สัมมาทิฏฐิ คือ มีอำนาจมีฤทธิ์มีพลังทางใจที่สามารถทำให้กิเลสลดได้ เป็นความสำเร็จทางจิต มโนมยะ โดยสร้างอำนาจ พลังที่เป็นบุญ เป็นการกำจัดกิเลสได้ กำจัดกิเลสได้เป็นมโนมยิทธิมีความเก่งทางใจอย่างสัมมาทิฏฐิ มโนมยิทธิก็คือสัมมาทิฏฐิก็ศึกษาแล้วทำใจในใจให้เป็น เป็นมนสิการ
SMS 5 กันยายน 2561 (พ่อครู : พุทธศาสนาตามภูมิ)
_2166 พ่อท่านเคยพบกับ อ.สุจินต์ บวรวนเขต หรือเปล่าครับ? แนวทางของท่านสัมมาทิฏฐิไหมครับ? ระหว่างสายอ. มั่น-พุทธทาส-อ.สุจินต์ พ่อท่านว่า ใครสัมมากว่าครับ?? พ่อครูว่า...ไม่เคยเจอกันเลย เดินกันคนละทางคนละสาย อาจารย์สุจินต์แก่กว่าอาตมาตอนนี้เขาอายุ 90 แล้ว ทำงานศาสนาเหมือนกันแต่ไม่เคยเจอกันเลยให้อาตมาตอบคือแนวทางของท่านยังไม่สัมมาทิฏฐิเพราะว่าท่านอธิบายเป็นอภิธรรม ปฏิบัติให้รู้ว่าทุกอย่างไม่เที่ยงทุกอย่างเป็นทุกๆอย่างเป็นอนัตตา มาเป็นธรรมะก็สักแต่ว่าเป็นธรรมะเฉยๆ แล้วก็วางก็จบ ก็คือเป็นตักกะ ไม่ได้อ่านเข้าไปถึงเจตสิก โดยเฉพาะเวทนา 108 แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นจริงในขณะสัมผัสว่ามันกิเลสเกิดอย่างนี้นะ แล้วมันมีกาม พยาบาท ผสมมาแล้วกำจัด พยาบาท กาม ต้องเห็นของจริงความจริงในความเป็นจริงในขณะสัมผัสปัจจุบัน ไม่ได้สอนเข้าไปที่สภาวะธรรมอย่างนี้ มันก็ได้แต่ตรรกะ ก็ตอบแต่ว่าไม่สัมมาทิฏฐิ
พ่อครูว่า...ก็ท่านพุทธทาสสัมมาทิฏฐิกว่าแต่ท่านพุทธทาสก็เอาแต่ที่ตัวเองชอบ ชังอภิธรรม ชังเข้าไส้เลย เรียกว่าอภิธรรมเม็ดมะขาม แล้วบอกว่า พระไตรปิฏกนี้ฉีกทิ้งไป 60% ได้เลย อาตมาว่า พระไตรปิฎกฉบับนี้ อาตมาว่าใช้ได้ทั้งเล่ม อาตมาว่าจะบกพร่องไม่เกิน 5% ก็เป็นธรรมดาที่ถ่ายทอดกันมา มีการผิดเพี้ยนบ้างนิดหน่อย ก็เลยจะให้ตัดสินว่าอะไรที่ผิดเพี้ยนบ้างก็ยังไม่เก่งขนาดนั้น ขออภัยที่ไปพูดจาวิจารณ์อาจารย์ใหญ่ๆทั้งนั้น ถามมาก็ตอบไป
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน มโนมยิทธิเป็นฤทธิ์ในการลดกิเลสตน _แก่งธรรม..พลังงานมีแต่มโนมยิทธิหรืออย่างอื่นด้วยที่จะสามารถ ปรับปวาทะได้ พ่อครูว่า...หากคุณเองมีสมรรถนะความรู้พอสูงพอที่จะปรับปวาท หมายความว่า ผู้ที่เขามาพูดกับเราแล้วเขาเข้าใจไม่ถูก ผิดเพี้ยนอยู่ก็สามารถพูดคุยทำให้เขาเข้าใจ สามารถปรับวาทะกับผู้ที่มาพูดกับเรา โดยเฉพาะผู้ที่ยังเข้าใจไม่พอสามารถทำให้เขาเข้าใจได้อย่างเพียงพอ เรียกว่าเป็นผู้ที่สามารถ ปรับปวาทะ จะบอกว่า มโนมยิทธินั้น จัดการจิตของเราเอง แต่ปรับปวาทะ คือความสามารถที่จะพูดกับคนอื่น ไม่ใช่ไปเถียงเขานะ แก่งธรรมว่า... ขณะที่เรากำลังจะทำความเข้าใจกับเขา เรามองว่า เขามีจิตต่อต้านเราอยู่ จากการที่เราได้พูดด้วยพลังงานของจิตที่มีความเมตตา เขาทุกข์มาเราก็พยายามให้เขาเข้าใจ จะเห็นว่าผู้ที่เข้าใจซาบซึ้งก็มี แต่อีกคนหนึ่งเขายังไม่ยอม แต่เรารู้ ผมถึงได้ถามว่า มันจะต้องมีพลังงานวิชชาอื่นๆประกอบในวิชชา 8 หรือไม่ พ่อครูว่า..ก็ต้องมีสิ ปรับปวาทะคือ ทำให้คนอื่นเข้าใจ แต่คุณออกกว้างไปมีสองอย่าง จะสามารถทำให้คนเข้าใจ นี่ถ้ายิ่ง สามคน สี่คน ร้อยคนก็ยิ่งยาก พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า จะต้องสร้างคนให้สามารถปรับปวาทะได้ ท่านจึงจะปรินิพพาน อาตมานี่ไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นหรอก ไม่มีปัญญาทำได้ขนาดนั้น หลักของอาตมานั้น พยายามพูดถึงความถูกต้องที่อาตมาเข้าใจ เป็นธรรมะที่สัมมาทิฏฐิถูกต้อง อันอื่นไม่ได้เน้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีศีล สมาธิ ปัญญา คือเครื่องคุ้มครอง _1614 ไม่มีอะไรจะเป็น"เครื่องคุ้มกัน"มากเท่ากับ "สติ"-พุทธทาสภิกขุ ถ้าจะบอกว่าศีลเป็นเครื่องคุ้มกัน ได้ไหมคะ พ่อครูว่า...มันประกอบกัน ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเมื่อมีศีล แล้ว สำรวมอินทรีย์มีสติสัมปชัญญะ แล้วปฏิบัติให้เกิดสันโดษ นี่คือหลักการในสามัญญผลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 สูตรที่ 3 สูตรที่ 1 ตรัสองค์รวม การนั่งหลับตาสมาธิเรียกว่าเจโตสมาธิเป็นการปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิ 64 อย่าง อดีต อนาคต และสูตรที่ 2 ก็พูดถึงการออกป่า ตีทิ้งได้เลย ที่ถูกคือสามัญผล ก็คือสังวรศีล ตั้งแต่ศีล 5 ข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์ข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับของข้อที่ 3 เกี่ยวข้องกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณทำสำเร็จได้ผล ได้ผลคือลดกิเลสได้สั่งสมตกผลึกเรียกว่าสมาธิ ขณะที่คุณจัดการกระบวนการของจิต ขณะสัมผัสของหรืออะไร คุณก็อ่าน จนแยกแยะสังกัปปะ 7 วิจัยกิเลสได้ แล้วมีวิธีการพิจารณาได้เก่งได้แข็งทำให้กิเลสลดได้ วิราคานุปัสสี ก็เท่ากับคุณทำฌานได้สำเร็จ สร้างพลังงานให้มันเผา กำจัดกิเลสเป็นอุณหธาตุให้กิเลสจางคลายดับได้ ฌานคือพลังงานปัจจุบันที่เรียกว่าพลังไฟ ความร้อนที่จะทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมูลสูตรว่า สติ นั้นคืออธิปไตย ปัญญา คืออุตระ การปฏิบัติคนต้องมีสติให้เกิดพลังงาน แล้วต้องบวกความเข้าใจรู้ยิ่งด้วยปัญญา ถึงจะจัดการกับกิเลส แล้วก็ทำให้กิเลสลดได้ ลดได้แล้ว คุณจะอยู่เหนือกิเลสได้ คุณทำให้ตัวคุณสำเร็จผล สิ่งเหล่านี้ในโลกก็มีความเป็นโลกีย์เขาปรุงแต่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่เราสัมผัสอยู่กับสิ่งเหล่านี้แต่จิตใจของเราลอยตัวพ้นจากอำนาจของสิ่งเหล่านี้ เราก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ลาภ เราก็ได้ ลาภธัมมิกา ลาภได้โดยธรรม ไม่ทุจริต เราสุจริต เรามีผลงานแรงงาน ก็ได้ตามควร แล้วเราก็ได้ใช้กับสิ่งที่เราทำเราผลิต โดยไม่ได้ถูกหลอกให้ไปกินใช้อบายมุข เท่าไหร่ก็ไม่พอ ฟุ้งเฟ้อไปกับเขา ถูกโลกหลอกโง่ตลอดกาล แต่เราอยู่เหนือมันแล้ว เขามีก็มีไปแต่เราไม่ตกเป็นทาสเราไม่ตกเป็นเหยื่อ นี่คือความหลุดพ้นแล้ว แต่เขาปรุงแต่งจัดขนาดไหน มากกว่าสมัยพระพุทธเจ้ามีการหลอกล่อกันเยอะ มากกว่ากันจนนับไม่ถ้วน แต่ก็สามารถที่จะใช้หลักของพระพุทธเจ้า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อยู่อย่างชีวิตหลุดพ้นสบาย แล้วเป็นคนมีประโยชน์ได้ ศีล เป็นเครื่องคุ้ม ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธทาสไม่เอาเรื่องศีล ไม่มีเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย สรุปง่ายๆอย่างเช่น ศีล 3 ข้อแรก ข้อแรกสัมผัสกับสัตว์ โดยเฉพาะตัวคนนี่แหละเป็นหลัก จะเกิดกิเลสเกิดอะไรเราก็เรียนรู้แล้วจัดการ ส่วนของ ดินน้ำไฟลม จิตนิยามพีชนิยาม สัมผัสกับของ ไม่ใช่ของของเราก็อย่าไปละลาบละล้วง ดีไม่ดี คนก่อสร้างวัตถุพืชพรรณธัญญาหารขึ้นมาแล้วอาศัยกินใช้ จะขายตามวิธีของโลกก็ขาย ขายให้ต่ำกว่าทุน ก็ไม่เป็นหนี้ ยิ่งแจกยิ่งไม่เป็นหนี้ใหญ่เลย ขายเท่าทุนก็ยังเจ๊า แต่ไปขายขาดทุนอย่างลัทธิโลกีย์ก็บาป เป็นหนี้ ศีล เป็นต้นทางหมดเลย คุณสามารถปฏิบัติศีลข้อที่ 1 ก็จะอยู่กับโลกกับมนุษย์ อย่างที่มีแต่กุศล และก็ยิ่งศีลข้อ 1 คุณบรรลุเป็นอรหันต์ในศีลข้อ 1 อยู่กับคน กับสัตว์ สัตว์ก็ปล่อยไปตามวิบาก คนนี่แหละที่ต้องอยู่ร่วมกัน ทำประโยชน์ร่วมกันก็ทำร่วมกัน ทำประโยชน์ร่วมกันไม่ได้ก็ต่างคนต่างอยู่ อย่างอาตมาเลือกเอางานที่จะสอน ความจริงของพระพุทธเจ้าเลยว่าทำให้ถูกต้อง คนไหนที่ไม่ถูกต้องจะสอนเขาบ้างก็ทำ อาตมาทำงานนี้โดยเป็นภิกษุเลย ปรปฏิพัทธาเมชีวิกะ ให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้ อาหารการกิน แม้จะให้อยู่ อุปการะไว้ ชีวิตมาทำหน้าที่นี้ ถ้าหากอาตมาทำไม่ดีไม่มีคนอุปถัมภ์ค้ำชูเลี้ยงดู ไม่ให้กินก็ปล่อยให้ตาย ป่วยไข้ก็ไม่รักษา อาตมาก็พึ่งพางานที่อาตมาทำ ถ้าทำได้ดี คนก็อุปถัมภ์ค้ำชูไว้ ป่วยเจ็บคุณก็ไม่ปล่อยให้ตาย เขารู้ว่ามีค่า พระพุทธเจ้าวางหลักไว้สูงสุดแล้ว เรื่องศีลเป็นเรื่องใหญ่คนเข้าใจไม่ได้ ปฏิบัติในศีลแต่ละข้อแล้วก็มีมรรคผล คุณก็จะไม่รู้ชัดเจน ไม่รู้ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ศีลทำให้เกิด สมาธิเกิดปัญญาเกิดวิมุตติ วิมุตติญาณทัศนะ ถ้าหากไม่มีศีลเลยจะไปรู้วิมุติได้อย่างไร วิมุติเกี่ยวกับสัตว์กับของกับพืช วิมุติ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายที่ไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆแล้วเกิดกิเลส ก็ต้องเรียนรู้กิเลสเหล่านี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ศาสนาพุทธมีเท่านี้แหละ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ใครสุดโต่งไปทางสมาธิไม่เกี่ยวกับศีลไปนั่งหลับตานะน่าสงสาร ยิ่งถ้าไปเอาแต่อภิธรรมแล้วพากันคุยกัน เป็นธรรมะไหม ถ้าไม่ใช่ธรรมะก็ไม่ต้องมาพูดกันก็กลายเป็นอย่างอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ก็ไม่มีเบื้องต้นที่จะเป็นหลัก พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะของพระพุทธองค์นั้นเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์คุณจะเข้าใจอันนี้ไม่ได้ ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์คุณก็สามารถรู้องค์ประกอบชัดเจนกระบวนการของศีลข้อที่ 1 และทำจิตให้เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นวิมุติ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ คุณก็จะไม่มีลำดับสมบูรณ์แบบ ลำดับที่มีความพร่อง ก็เป็นวิตักกะยาวนาน ถ้าเข้าใจชัดเจนมันก็จะเกิดความรู้ Solution ของมัน มันจัดการกันอย่างไร แม้จะเป็นนามธรรม ก็คือคุณอภิสังขารจัดการให้เกิดกระบวนการนี้ กระบวนการนั้นก็คือสังกัปปะ 7 เมื่อคุณไปสัมผัสแล้วจิตคุณก็จะเกิดสภาพพวกนั้นขึ้นมาเป็นภาวะ 2 คุณก็ต้องเรียนรู้สภาวะ 2 เป็นธรรมะ 2 อนึ่งนั้นคือ เวทนาเก๊กับเวทนาจริง แล้วคุณหาตัวเหตุของเวทนา เก๊ แล้ว กำจัดตัวเหตุให้ได้ด้วยปัญญา กดข่มได้บ้างแต่ปัญญาต้องรู้ไตรลักษณ์ มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ตั้งอยู่มันไม่เที่ยงหรอก แล้วมันก็หมดไป ดับไป จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ตัวตนเลยทุกอย่างสัพเพธัมมาอนัตตาติ ทุกอย่างมันไม่มีตัวตน แต่คนเราที่อุปาทานยึดถือไว้แล้วเคยตัวเคยชิน จะบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตนและจะปฏิบัติทำไม ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่มีอนุสัยอาสวะทิ้งไปหมดแล้วสิ แต่คุณก็ไม่รู้ว่าคุณมีอนุสัยอาสวะเหลือเท่าไหร่ไม่รู้ แม้แต่สัมผัสกับสัตว์ก็ไม่รู้ว่ายึดมั่นถือมั่นเท่าไหร่ คุณก็ต้องเรียนรู้ว่ายังถือสาขนาดนี้ยังชอบยังชังขนาดนี้ หรือว่าคุณไม่แล้วคุณมี บารมี สัมผัสกับสัตว์ก็กลางๆเฉย เขาก็เป็นเขา เราก็เป็นเราสบาย ปฏิบัติอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันได้ก็ทำไป อะไรที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ก็ไม่ต่อ ก็เท่านั้นเอง
_เกร็ดดิน...นิยาม 5 เอาแต่อุตุกับพีชะ ไม่เอาจิตกับกรรม อุตุ พีชะ คือสรีระร่างกายเรามีอาการ 32 มีดินน้ำไฟลม อากาศธาตุและพีชะ การปฏิบัตินี้ ทำให้รู้ว่าพ่อท่านรู้การแพทย์สรีระด้วย พอเริ่มต้นพ่อท่านบอกว่าต้องกินอาหารเวลานั้นเวลานี้ ตอนอยู่แดนอโศกจะลงตัวเลย เป็นกิจวัตรที่ลงตัว routine การเป็นอยู่ชีวิตประจำวัน ก็เกิดความแข็งแรง อวัยวะทำงานเป็นระบบตรงเวลา อาหารไม่ปรุงแต่งมาก อาหารธรรมชาติ เราก็แข็งแรงกัน พอเข้าไปที่สันติอโศกตอนนี้วุ่นเลย พ่อท่านกว่าจะฉันอาหารก็ตักไว้แต่ก่อนเทศน์ กว่าจะเทศน์เสร็จก็บูดเน่า ก็เลยว่า ต้องทำสำรับพิเศษแยกไว้เลย พ่อท่านรู้การควบคุมดินน้ำไฟลมดี ถามว่า 8 อ.นี่พ่อท่านทำเพื่อรักษา กาย พ่อท่านบริหารได้ทั้งหมดทั้งการแพทย์ทางกายและจิตวิญญาณ พ่อท่านมีลมปราณดี พิสูจน์ 8 อ.ว่าพ่อท่านบริหารได้ดีหรือไม่ พ่อครูว่า...พอได้ แต่ก็มีส่วนที่เกิน เว่อร์ก็เลยวูบ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ทำให้พ้นสัตตาวาส _หนึ่งฟ้า...คำถามสืบเนื่องจากวานนี้ เรื่อง สัมมาทิฏฐิ 10 หากพวกเราชาวอโศกยอมรับสัมมาทิฏฐิในข้อที่ 10 ก็ถือว่าหลุดพ้นมิจฉาฯข้อนี้แล้ว สิ่งที่พ่อท่านว่า ปรับอาบัติสังฆาทิเสส ดิฉันเดาเอาว่า หมายถึงคนไม่ยอมรับว่าสัตบุรุษคือใครที่เขาควรจะฟัง พ่อครูว่า..เป็นไปตามธรรม พระพุทธเจ้าบัญญัติพระวินัยในสังฆาทิเสสข้อที่ 12 ความดื้อด้านบอกยากสอนยาก มันเข้าข่ายข้อนี้ เราบอกว่า เราเป็นพระอาริยะเป็นสัตบุรุษเอาสัมมาทิฏฐิมาให้ฟัง แต่คุณก็ไม่เชื่อตีทิ้ง เดี๋ยวปรับอาบัติสังฆาทิเสสข้อ 12 เลย พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าคนมันดื้อด้านนะน่าสงสาร มันไม่ได้อะไรหรอก ท่านก็ใช้คำนี้เป็นคำกลางๆ ดื้อด้านไม่เชื่อฟัง มั นก็ไม่ได้ประโยชน์ คนที่ไม่ใส่ใจจะได้ใส่ใจขึ้น บอกง่ายขึ้น มาฟังขึ้น ถ้ายิ่งตั้งใจดีก็ยิ่งดี _หนึ่งฟ้า...คำถามทีนี้สำหรับชาวอโศกที่ถือว่ายอมรับ สัมมาทิฏฐิข้อ 10 แต่ไปหลงสัตตาวาสข้อต่างๆ จะเข้าข่ายข้อนี้ได้หรือไม่ พ่อครูว่า... สัมมาทิฏฐิ เป็นตัวหลักเลยถ้าคุณไม่มีข้อที่หนึ่งของมรรคมีองค์ 8 คือสัมมาทิฏฐิ คุณก็ไม่สัมมาทิฏฐิ ใน 10 ประเด็นนี้คุณก็ไม่สามารถเป็นพระอรหันต์ได้เลย อาจจะเข้าใจได้ในบางประเด็น แต่ไม่สมบูรณ์ก็ไม่ได้ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ถ้าไม่ได้มีข้อนี้ก็จะฟังอีก 9 ข้อไม่ได้เพราะอีก 9 ข้อต้องมาจากข้อนี้
เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ทานต้องมีผลลดกิเลสได้ จึงสัมมาทิฏฐิ 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) เป็นวิธีการปฏิบัติต่างๆที่ต้องให้เกิดการลดกิเลสจึงจะสามารถทิฏฐิ แต่ไปนั่งหลับตานั้นไม่ได้ผลหรอก อาตมาก็อธิบายแล้ว ว่าจะต้องมนสิการอย่างไร ต้องรู้จักจิตว่ามีอาการอย่างไรในขณะสัมผัส อยากได้อยากมีอยากเป็น ไม่อยากได้ไม่อยากมีอยากเป็น ปฏิบัติศีลต้องมีผัสสะ ผู้ที่รู้ก็จะอธิบายให้ฟัง ว่าปฏิบัติทานอย่างไรปฏิบัติ ศีลพรตอย่างไร จึงได้ผล ผลที่ได้คือหุตัง 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ก็คือ การเรียนรู้ปฏิบัติตั้ง ทาน ศีล แล้วจะเกิดผลที่จิต 3 ข้อแรกก็คือทาน ศีล ภาวนา 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ เกิดจากกรรมกับกาละ ในมนุษย์นี้ศึกษากรรมกับกาละ เมื่อคุณสมบูรณ์ด้วยกรรมก็จบ เหลือแต่กาละ อรหันต์เหลือแต่กาละ กรรมจบแล้ว จะปรินิพพานเป็นปริโยสานเมื่อไหร่ก็แล้วแต่คุณ แต่ถ้ายังไม่สูญก็ต้องอยู่ในเอกภพนี้อยู่ คุณก็ยังอยู่ในกาละ นี่คือกรรมกับกาละ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก)
5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) ปัจจัย 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา)เหตุที่ทำให้เกิดให้เป็น ถ้าเหตุเป็นโลกุตระก็เกิดโลกุตระได้ ถ้าเหตุไม่ถูกต้องก็ไม่ได้ ต้องรู้โลกนี้โลกหน้า ก็ทำสัตว์โอปปาติกาสำเร็จ 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ คุณก็จะรู้สัตตาวาส 9 ได้ คุณก็ปฏิบัติสัตให้พ้นความเป็นสัตว์ทั้งหมดเป็นมนุสโส
สัตตาวาส 9 1 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า กายที่เป็นสัมมากับมิจฉา สัญญาก็ต่างกัน ก็จะเห็นเทวดามารพรหมต่างกันไป 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ข้อนี้พยายามรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ปฐมฌาน ทำให้จิตเป็นธรรมะหนึ่งทางเจโตก็ทำได้แต่เป็นเคหสิตอุเบกขา ทางสัมมาทิฏฐิก็เป็นเวทนาหนึ่งที่ถูกต้องเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ก็พ้นความเป็นสัตว์ไปตามลำดับ 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) . 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) . 5. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6. สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง 8. สัตว์บางพวก ..อากิญจัญญายตนะ (ดับไม่ให้มีอะไร) 9. สัตว์บางพวก.เข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถุสัญญา พตปฎ. ล.23 ข.228) และ 11/353
ทำได้พ้นสัตตาวาส 9 ก็เป็นพรหม วิสุทธิเทพ แต่ทุกวันนี้พรหมเขาก็เข้าใจเป็นตัวตนเป็นพรหม 20 ชั้นเทวดาก็มี 7 ชั้น เป็นภพชาติหมดเลย เป็นวิมานสวรรค์เป็นตัวตนไปหมดแต่ที่จริงแล้วพรหมเป็นจิตวิญญาณบริสุทธิ์สูงสุด
_หนึ่งฟ้าว่า...คนอยู่มานานหลายสิบปี มีมรรคผลตามลำดับ แต่ขั้นสุดท้ายไม่สามารถฝ่าด่าน ทิฏฐาสวะ ทิฏฐานุสัย ก็คิดว่าเส้นทางที่ตัวเองทำอยู่น่าจะพาหลุดพ้น แต่ที่พ่อท่านไม่ระบุชื่อ หรือระบุชื่อว่า คนเหล่านั้นเข้าข่ายสังฆาทิเสสหรือไม่ พ่อครูว่า...ก็ดูตัวเองได้ แต่พวกเราไม่ขนาดนั้นหรอก แต่อาตมาพูดถึงคนข้างนอก ประเด็นที่พูดคือพวกนั่งหลับตา หลับตานั้นศาสนาพุทธไม่มีการปฏิบัติหลับตาเลย ใครที่ปฏิบัติหลับตาเป็นโมฆะจากศาสนาพุทธไปเลยล้านเปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่เลย แต่เขาก็ไม่ฟัง เขาไม่เชื่อน้ำหน้าโพธิรักษ์ อะไรอาตมาก็พูดแรง เพื่อกระตุกเส้นบ้าง คนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็อาจจะได้สติบ้างแต่คนที่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่กระเทือนหรอก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เมตตากับอุเบกขาในการรักษาคนป่วย _กิ่งธรรม...เมื่อวานพ่อท่านเทศน์เมตตากับอุเบกขา เลยเกิดความสงสัยในใจ เราเป็นพยาบาลก็ต้องใช้ความเมตตา แต่ว่าบางครั้ง เราให้บริการคนไข้ ถ้าคนไข้เชื่อเรา เราก็รู้สึกเมตตาเต็มที่สุด เต็มใจเต็มร้อย แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความรู้สึกว่าเขาไม่เชื่อเรา เขาจะทำอย่างที่เขา เขาต้องการ ความคิดของเขา เราก็จะไม่ทำให้ค่ะ เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมันไม่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น การทำแผล ก็บอกว่าที่เราเรียนมา เป็นร้อยเคสพันเคสทำอย่างนี้แล้วก็หาย แต่อยู่ๆเขาก็จะเอาใบนั่นใบนี่มาให้ เราก็บอกว่าถ้าจะทำอย่างนี้เราไม่ทำให้ เพราะว่าเรารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ถ้าคุณจะทำก็ไปทำเอง แล้วเขาก็ไปทำเอง หรือหาคนอื่นมันทำแล้วก็เกิดผลเสียหาย แบบนี้เราจะถือว่าเรามีอัตตาไหม แล้วเราก็ฟังใจว่าให้เขาทำเองแล้วแต่เขา หากเราจะอธิบายมาก ดิฉันจะไม่อธิบายใครถึง 3 ครั้ง 2 ครั้งก็พอจบแค่นี้ เหลือจากนั้นอยากทำอะไรก็ทำแล้วแต่ ดิฉันจะวางใจว่าแล้วแต่เขา ถ้าพูดแล้วคุณไม่เข้าใจ จะทำอะไรก็ตามใจคุณ ก็ปล่อยให้เขาทำ การที่เราไม่ยอมทำตามที่เขาบอกเราเป็นอัตตาไหม การที่เราวางใจให้เขาทำเองเป็นอุเบกขาหรือเปล่า พ่อครูว่า...คุณพูดมานี้ครบแล้วไม่เป็นอัตตาหรอก มันเป็นการยืนหยัดยืนยันเหมือนกับอาตมานี้ทำอยู่เขาก็หาว่าดื้อดึงดัน เราพูดแล้วเขาก็ยังไม่ฟัง จะถือว่า อัตตาไหม ที่คุณพูดมาทั้งหมดไม่ได้เป็นอัตตา เรายืนหยัดยืนยัน ศึกษามาเรามีความรู้ เรามีเมตตาเรามีความต้องการที่ดี แต่เขามารักษากับเราเขาก็น่าจะฟัง เออออห่อหมกกับเขาบ้าง แล้วเขาจะรักษาเองคุณก็กลับบ้านไปรักษาเอง จะบอกว่าไป อัตตาไหม ก็ไม่ ถ้าจะว่าจริงๆคนไข้นั่นแหละมีอัตตา เพราะว่าคุณมารักษากับที่นี่คุณก็ต้องเชื่อถือที่นี่ เชื่อถือหมอพยาบาลที่จะช่วย คุณจะรักษาของคุณเองและเสียเวลามาทำไม _กิ่งธรรมว่า...ต่างคนก็แนะนำว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันก็เลยบอกว่าให้คนนั้นเขาทำให้เถอะ ดิฉันทำแบบนี้ไม่ได้ พ่อครูว่า...ถูกแล้ว เราก็ยืนยันว่าเราทำนี้ถูกต้องจริงไม่ได้มีอัตตา เพื่อให้คนมาเอาสิ่งที่ถูกต้องก็เท่านั้นเอง _กิ่งธรรมว่า...การที่เราเห็นว่าเขาทำผิด แต่เราก็เฉย เราไม่ว่าหรือบอกแล้ว ถ้าพูดมากก็จะทะเลาะกัน คุณจะทำอย่างไรก็แล้วแต่คุณ พ่อครูว่า...เราได้ตัดสินใจแล้ว ถ้าเขาไม่อึดอัดขัดเคือง ก็วางใจแล้วเราพูดกับเขาแล้วจะมาทะเลาะกันทำไม คุณไม่ผิดหรอก
_พัท ธนภัทร : สงสัยครับ...ถ้าอยากไปอยู่เป็นคนของกองทัพธรรม คือว่าไปอยู่ด้วย ช่วยงาน มีที่พักแบบง่าย ต้องทำยังไงบ้างครับมีหลักเกณฑ์ยังไงบ้างครับ พ่ อครูว่า...ก็ มาได้เลยมาทำงานได้ตอนนี้ เรามีกองใหม่ กองชุบชีพสมบัติ เขาจะพยายามทำให้เกิดความสะอาด มีอะไรทิ้งก็จะเอามาจัดระเบียบ หลักเกณฑ์นั้นมาเถอะ พวกเราไม่ได้เป็นคนยุ่งยากมากมายอะไร เป็นคนเข้าใจอะไรควรอะไรไม่ควร แล้วก็ทำในสิ่งที่ควร ก็ช่วยกันเท่านั้นเองหากตั้งใจให้ดีไม่เป็นคนดื้อดึงดันอะไร มาที่นี่ก็จะได้ดี ใครที่ยินดีจะมาก็มาเถอะที่พักก็มีให้ ขอให้คุณเป็นคนดีเถอะ
_คนจนมหัศจรรย์ แบ่งปันตลอดกาล : ฝากคำถามไปในราย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive