611224_รายการสำมะปี๋ซีวิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 32.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

611224_รายการสำมะปี๋ซีวิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 32 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1VjWzVcowV9LKsDK_qEJaBBdwHPN-8e2OE37WWHJ9Qkk/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1-moDAImP1JWmaM_ka4soi8Kzrc71wCLS

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำอย่างไรจะยินดีได้กับทุกเรื่อง พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก _ทำใจให้ยินดีกับทุกเรื่อง ทำอย่างไรคะ พ่อครูว่า...ก็ไม่ง่าย มันไม่ง่ายที่เราจะทำใจให้ไม่มีความรู้สึกไม่ชอบ ยินดีก็คือมันชอบ มันอาจไม่ถึงขั้นชอบ แต่ก็ไม่ถึงขั้นผลัก อารมณ์อาการจิต ต้องอ่านอาการจิตของเราให้เก่ง จิตของเรานี้ทำอย่างไรมันก็จะเป็นอย่างนั้นให้เราได้รู้สึก ทำให้เป็นอย่างไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น ให้เรารู้สึก แล้วเราทำเป็นไม่ชอบมันก็ไม่ชอบ เราทำให้เป็นชอบ เราก็จะรู้สึกชอบ ถ้าเราทำให้มันเป็นเฉยๆ มันก็จะเป็นเฉยๆ ทีนี้มันซ้อนที่ความเฉยๆนี่แหละ เราจะฝึกให้ไม่เป็นเพียงชอบหรือไม่ชอบ เราจะทำให้เป็นเพียงเฉยสัมผัสอย่างไรก็แล้วแต่เราก็จะเฉย ดีก็เฉยชั่วก็เฉย แรงก็เฉยเบาก็เฉย จะทำให้เราเจ็บปวดก็เฉยทำให้เรารู้สึกอร่อยก็เฉย มันก็ได้ ฝึกมากๆได้ เรียกว่าสมถะ และวิธีสมถะเขาก็ฝึกกันทั่วโลกแบบนี้ ฝึกการทำให้เฉย รู้นิ่งเฉยๆ รู้นี่คืออะไรๆ แล้วก็เฉยเลย แต่วิธีของพระพุทธเจ้าให้ศึกษาว่า ที่เรามันมีความรู้ ต้องวิจัยลงไปในนั้นว่า อาการกรรม กิริยาที่ประพฤตินั้นมันดีหรือมันชั่ว มันดีหรือมันไม่ดี นี่สิจะต้องอ่านต้องวิจัยให้ชัดตรงนี้ มันดีหรือมันไม่ดี ถ้าเรามีใจแล้วจริงๆมันไม่ดีนี่ มันไม่ดีเราก็ไม่ควรจะชอบ แต่ถ้ามันดี นั่นแหละเราก็ควรจะยินดี ให้มันรู้สึก จับลิงคะ หรือ ความแตกต่างที่จริงข

อ่านต่อ

องสภาวะธรรมะนี้ ต้องพิจารณาจริงๆนะ อ่านเสมอเมื่อเรากระทบสัมผัสกับสิ่งต่างๆ เราไม่ได้หนีเข้าป่าเขาถ้ำปิดหูปิดตา ลัทธิของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องสัมผัส แล้วก็อยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็จะต้องอ่านอาการ ลิงคะ นิมิต อย่างดี อย่างน้อยก็ทางโลกเขาถือว่าดีหรือไม่ดี โลกถือว่าดีหรือไม่ดี บางทีโลกก็ถือว่าดี แต่เรารู้สึกว่าก็ยังไม่ดี เราจะมีนัยะลึกซึ้งไปอีกว่า มันยังมีเชิงเห็นแก่ตัวอย่างโลภมากมาให้แก่ตัวมันไม่เสียสละแท้ บางคนยังโลภมากเห็นแก่ตัว นี่เขายังโลภมากเห็นแก่ตัวนะ บางคนมีความโลภน้อยกว่านั้น บางคนไม่มีความโลภเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็จะได้การเทียบเคียงไป ค่อยๆศึกษาไปก็จะยิ่งมีเชิงปัญญารู้ชัดเจน เราก็จะมีปัญญาหรือมีความฉลาดที่รู้ความจริงลึกซึ้งขึ้น ไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ทำจริงๆ เป็นคนที่จะไม่เป็นแบบอย่างนั้น เราเห็นว่าไม่ดีไม่ควร ไม่น่าจะเป็นเราก็อย่าไปทำ อย่าให้มีอาการอย่างนั้น อย่าให้มีพฤติกรรมอย่างนั้น ให้มีพฤติกรรมที่ดีอย่างนี้ดีกว่าควรกว่า เราก็ควรจะประพฤติแบบนี้อย่างนี้เป็นต้น ค่อยๆศึกษาไปแล้วเราจะรู้ละเอียดขึ้นรู้ความจริงของตัวเอง วิจัยได้เอง ก็จะเจริญขึ้น ดีไม่ดีเจริญนำหน้าอาตมาก็ได้นะ

_นร. ...ถามว่า ถามว่า เด็กนร.สัมมาสิกขา ที่เข้าสอบ ว.บบบ. ต้องเข้ากระบวนการกลุ่ม เพื่อสอบไหม? หรือว่า ต้องเรียนตามปกติ พ่อครูว่า...มันก็ต้องเข้ากับเขาสิ จะไม่เข้ากับเขาแล้วจะไปเอาแต่สอบมันก็ถือว่าไม่เต็ม มันก็ไม่ได้คะแนน คะแนนที่เข้ากระบวนการกลุ่มบำเพ็ญธรรมบำเพ็ญคุณ ก็ต้องเข้ากระบวนการกลุ่มด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน ความสามารถพิเศษอย่างใดที่ควรมีในตน _ส.ฟ้ารู้ฝากข้อเสนอของโยมมาว่า..ถ้าบ้านราชจะให้คนอยู่ได้เป็นพันควรจะสร้างคอนโดสัก 2-3 หลังผู้สูงอายุและคนที่อยู่เก่าบ้านทรุดโทรมให้ไปอยู่คอนโดให้หมด 5 ชั้นก็พอ ชั้นบน ไว้ประชุมหรือปลูกผักสวนครัวก็ได้ชั้นล่าง 3 ชั้นเป็นที่พัก ชั้น 2 เป็นห้องประชุม และทำกิจกรรม ผู้สูงอายุไม่เหมาะ ไปอยู่ หลังละคน แล้วให้มีเด็กรู้ดูแลผู้สูงอายุทุกชั้นมีกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนผู้ดูแล ผู้สูงอายุ อาจจะขาย ห้องละ 2 ถึง 300,000 บาท อยู่ได้ 2 คน ก็จะมีผู้ไปอยู่ที่บ้านราชเพิ่มมากขึ้น อย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุไม่ต้องหอบที่นอนหมอนมุ้งเดินทาง ค่ะ พ่อครูว่า…คอนโดฯก็มีส่วนตัว ถ้าคนไหนที่เขามีความรู้สึกอยากได้ส่วนตัวมากๆ ก็คิดว่าคงไม่เหมาะสมที่จะมาอยู่ที่นี่ มาอยู่ที่นี่ต้องตั้งใจว่าเราจะต้องละความเป็นส่วนตัว มาอยู่เพื่อที่จะไม่ยึดมาเป็นความเป็นส่วนตัวให้ได้ จนกระทั่งไม่ยึดความเป็นส่วนตัวได้หมดเลยได้นี่แหละคือแท้ๆของที่นี่ ถ้ายังมีส่วนตั๊วส่วนตัวอยู่ก็ยังยาก มันจะต้องเสมอสมาน ไม่มีอะไรแตกต่างไม่มีอะไรที่จะไปมีตัวขัดแย้ง ต่างๆนานา มันเหมือนๆกัน คละเคล้า ส่วนใหญ่ 3 อันเป็นแบบนี้เราไม่จำเป็นจะต้องพิเศษแตกต่างต้องโดดเด่นกว่า ต้องมีอะไรที่ มีแง่เชิงที่เราจะชู ชูในแง่สะอาดก็ได้ ในแง่สกปรกในแง่ซกมกในแง่ไฮโซก็ได้มันได้ทั้งนั้นถ้าเราจะโชว์อะไรเด่น แต่ถ้าเผื่อว่ามันก็ไม่ได้แยกตัวเองให้เด่นเกิน เพราะฉะนั้นที่ท่านใช้คำว่า สังคมของพระศรีอารย์ คนลงมาจากบันไดบ้านเดินแล้วคนก็ดูเหมือนกันหมดไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นี่คือความหมาย ช่างไม่มีอะไรแตกต่างไม่มีค่าอะไรที่จะบอกว่ามากน้อยสูงต่ำ มันเหมือนกันไปหมดเลย อย่างนี้ต่างหากคือความเป็นหนึ่งเดี๋ยวที่แท้จริง แต่แท้จริงมันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่ก็ต้องพยายาม ลดความแตกต่างให้ได้มากๆ ใครยังยึดถือคุณก็ต้องแปลกต้องเด่นต้องพิเศษไม่เหมือนส่วนใหญ่ไม่เหมือนส่วนรวม คนที่จะไม่เหมือนส่วนใหญ่ไม่เหมือนส่วนรวมได้นั้นคือความรู้ความสามารถความพิเศษ อุตริมนุสธรรม มันเด่นกว่าจนกระทั่งตามไม่ทันจริงๆ นี่ต่างหากคือความเหนือ ไม่เหมือนพิเศษ ส่วนความสามัญที่ไม่ใช่เรื่องอุตตริมนุสสธรรม มันก็ต้องเหมือนกันหมด ส่วนอุตริมนุสธรรมเท่านั้นที่มันเด่นกว่าด้วยที่เรียกว่า คุณอยากเด่นเท่าคุณจะต้องทำอุตตริมนุสสธรรมให้เท่าจึงจะเหมือนกับท่านได้ จึงใช้สำนวนว่า โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคาเสมอสกิทาคามี อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ มันเสมอ เมื่อถึงขั้นนี้ก็เสมอกันแล้วพระโสดาบัน ขั้นนี้เป็นสกิทาคามี ขั้นนี้เป็นอนาคามี ขั้นนี้เป็นอรหันต์ อรหันต์ขั้นที่ 5 ขั้นที่ 6 ขั้นที่ 7 ขั้นที่ 8 ขั้นที่ 9 เหมือนกัน อย่างนี้ต่างหากเสมอ m ประเภทที่อยู่สูงกว่าเขาเสมอนั้นจะพยายามลงมาหาต่ำ ลงมาหาให้เหมือนกัน ข้างล่าง เพราะข้างล่าง ที่ลงมานั้นเป็นสมมติ สมมติลดลงมาข้างล่าง แต่อาริยะหรือปรมัตถ์ อุตริมนุสธรรมจะให้เสมอเหมือนนั้นยากมันไม่ง่าย คนที่ได้แล้วสูงจะลงมาเป็นต่ำมันจึงไม่มีปัญหามันง่าย แล้วก็ไม่ได้ยึดถือ เพราะฉะนั้นจะมาทำอย่างคนส่วนใหญ่เขาทำได้มันง่ายกว่าเราไปทำสิ่งที่สูงสิ่งที่ประเสริฐอุตตริมนุสสธรรม มันแอ๊คไม่ขึ้นหรอก แอ๊คอย่างไรก็ไม่ได้ จะไปทำความพิเศษที่รู้ว่าใครเขาก็ทำได้ซกมกสกปรกอย่างนี้ แต่ที่ยากจริงๆคืออุตริมนุสธรรม คุณเสแสร้งทำไม่ได้อันนั้นต่างหากที่มันไม่เสมอ แต่ไอ้ที่ธรรมดานี่ อย่าทำให้แปลกที่มันไม่เข้าท่าเลย ให้มันแปลกแยกออกไป

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน เนื้อแท้อนาคามีของอโศก _เอื้อมเอื้อ สมัยที่พ่อท่านและหมู่อโศกเชียร์และชื่นชมทักษิณ ต้องบอกเลยว่าดิฉันไม่เห็นด้วยเพราะมองยังไงก็รู้และดูออกว่าหัวพ่อค้า และทุนนิยมจะไปได้ยังไงกับบุญนิยมสุดขั้วอย่างอโศก แต่พ่อท่านก็เอื้อมและเอื้อให้เขา ขนาดลงพท.มอบกลดให้เขาอีก สมณะที่เชียร์ก็ยังบอกญธ.อีกว่าหานายกคนดีเช่นนี้ไม่มีแล้วเพราะลุงรับรองว่าเขารวยแล้วไม่โกง (ก็ลุงเป็นทหารคนซื่อ) ตอนนั้นฟังก็รู้สึกสะดุด อยากพูดแต่พูดไรไม่ได้เก็บไว้ เลือกตั้งไม่เคยเลือกอย่างที่คนวัดพากันไปเลือกดอกแต่ไม่พูด สุดท้ายก็ต้องออกถนนไปไล่คนโกงที่ไม่รู้จักพอ แต่แม้พ่อท่านจะชี้นำผิดพลาดทางการเมืองยังไง ดิฉันก็แยกแยะออก ว่าฟังธรรมะพ่อท่านยังไงให้ได้ปย.ไม่ตกหลุมพราง ครั้งนี้ก็เช่นกันไม่เห็นด้วยกับที่พ่อเชียร์ออกหน้า แต่นั่นก็เป็นเรื่องของท่าน ซึ่งทำถูกในแบบของท่าน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดตามดูกันต่อไป ยังไงท่านก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียอยู่แล้ว นั่นคือความจริงตามสัจจะ ...พ่อท่านตัดสินที่ปัจจุบันตามที่ท่านมีข้อมูลตามจริงของท่าน ทุกคนก็ตัดสินตามข้อมูลความจริงของตน ส่วนภูมิหยั่งรู้ละเอียดลึกซึ้งนั้นไม่อาจก้าวล่วงได้ บางเหตุปัจจัยเคยคิดไปว่าท่านอาจต้องการให้มันเกิดอะไรเพื่ออะไรบางอย่างก็เป็นได้ พ่อครูว่า…อันนี้แหละ อาตมาทำอย่างที่อาตมาทำ ก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่อาตมาต้องการให้เกิด อะไรเป็นอะไรแน่นอนใช่ไหม คุณต่างหากเข้าใจอาตมาไม่ได้คุณก็ไม่ทำ แต่คุณก็ทำให้เกิดไม่ได้ ทำให้เกิดหมู่มวลอย่างที่อาตมาพาทำไม่ได้ แต่อาตมาทำได้อาตมาก็ถือว่าแต่มาทำสำเร็จ แต่คุณก็เอาแต่คิด แต่คุณก็ทำ ให้มีมวลให้มีการเกิดให้มีการพัฒนาการ เจริญมากกว่าจะมาไม่ได้ คุณก็มองอาตมาแทนที่จะมาร่วมมือจะผิดอย่างไรไม่ตรงกับเรา m bอย่างไร แล้วก็จะถือว่าความไม่ตรงนี้คุณ ภูมิใจ คุณก็จะได้อยู่แต่เพ่งโทษ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้ที่เพ่งโทษผู้อื่นนั้น อาสวะเจริญยิ่ง โดยเฉพาะเพ่งโทษผิด เพ่งโทษ ผู้ที่เขาถูกกว่ายิ่งอาสวะเจริญยกกำลังคูณเข้าไป แล้วคุณก็จะจมเข้าไปในตัวเองๆๆ เพราะมานะอัตตาคุณก็จะยิ่งถือดี การเข้ามาอยู่ในมิตรดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีจะได้รายละเอียด มีการตัดสินอะไรได้อีกเยอะ ถ้าเราเอาแต่ตัดสินเองแล้วอยู่คิดเอาเองมันก็จะมีแต่ตรรกะๆๆ กับเสริมอาสวะส่วนตัว เพราะมันตัดสินแล้วสั่งสม อาสวะก็เพิ่มๆๆ แล้วก็อยู่ตัวคนเดียว แต่อยู่ที่นี่ถึงอย่างไรหมู่กลุ่มก็ตัดสิน หลักเกณฑ์ เยภุยสิกา ศาสนาพุทธก็ใช้ ในกลุ่มนี้มีคนฉลาดมากกว่าคนโง่ โดยเฉพาะโสดาบันขึ้นไป ปุถุชนนั้นน้อย ปุถุชนที่ยังไม่เป็นโสดาบันมีน้อยในชาวอโศก หมู่กลุ่มชาวอโศกทุกวันนี้เนื้อแท้อยู่ในฐานอนาคามีขึ้นไป ผู้ที่ยังอยู่ต่ำกว่าอนาคามีก็ต้องมีอยู่บ้าง แม้เป็นสกิทาคามี เป็นพระโสดาบัน แต่ปุถุชนจะมีน้อย เพราะฐานชาวอโศกส่วนใหญ่อยู่ที่อนาคามี สาธารณโภคีนี้คืออนาคามีเป็นแกนหลัก ผู้ใดยังไม่เป็นอนาคามี ยังไม่ทำงานให้กับส่วนกลาง 100% คนนั้นก็ยังมีส่วนตัวตน แน่นอน มากหรือน้อย

_พระพัฒสา ไชยพันโท ...อาจารย์ยันตระ คุณทักษิณก็น่าที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะเช่นเดียวกัน ต่างแต่ว่าทั้ง 2 ท่านมีคนมุ่งร้ายหมายร้ายถึงชีวิต ส่วนพ่อท่านนั้นพยายามเชื่อมกับขั้วที่ทำให้อยู่ได้ จึงอยู่ได้ อาจเรียกว่าเป็นบารมีหรือความเก่งของพ่อท่านก็ได้ พ่อครูว่า…มานะอติมานะ จะซ้อนในจิตมนุษย์อีกเยอะจะปปัญรามตา หมายความว่าอยู่ในความเนิ่นช้าโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ _ปาลิตา ท่านเจ้าคะปีใหม่ปีนี้ขออนุญาตไม่ไปสอบน่ะเจ้าคะ ไม่มีเงินค่ารถ ขายไม่ค่อยดี จะเป็นกำลังใจให้ทางทีวี ฝากน้อมส่งกำลังใจให้พ่อครูด้วยน่ะเจ้าคะ มันไม่ค่อยปีตังค์ ปีหน้าจะวางแผนดี ๆ เจ้าคะ พ่อครูว่า…ปัญหาแห้งมาเยอะเลยดีๆๆตอบสลับกับปัญหาสด

_น้ำมนต์...หนูขอสอบ ว.บบบ.ได้ไหมคะหลวงปู่ พ่อครูว่า..แล้วหนูคิดว่าตัวเองจะสอบได้ไหมล่ะ จะเข้าสอบกับพี่ป้าน้าอาเขาได้ไหม _น้ำมนต์ว่า... ได้นิดหนึ่ง พ่อครูว่า...นิดหนึ่งก็สอบได้ ดีนะ ข้อสอบก็ไม่เสียหายอะไรถ้าคิดไม่ได้นิดนึงก็เอาเลย ต้องหัดให้กล้าไว้ เด็กๆ ไม่มีเสียอะไร มาสอบก็ได้ประสบการณ์เอาเลยหลวงปู่ยุส่งเลย สอบเลยๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน 0 คือไม่มีที่สิ้นสุดกับมีที่สิ้นสุด _หลวงปู่เห็นภาพนี้แล้วคิดอย่างไรกับภาพ ...ภาพ วงกลมแล้วมีจุดจุดศูนย์กลาง พ่อครูว่า...ก็คิด เป็นความรวมกับจุดอยู่ตรงกลาง แล้วการดีความก็แล้วแต่ใครจะคิดให้ลึกซึ้งเปรียบกับอะไร จุดศูนย์กลางจะเป็นจุดเล็กๆจุดหนึ่ง จะมีจุดอะไรขึ้นมาก็แล้วแต่ก็เริ่มความมีขึ้นมา กับวงกลมคือความกว้างของวงกว้าง จะขยายวงกว้างนี้เป็นเอกภพหรือเป็นอะไรก็ได้ สรุปแล้วคือมี 2 มี 1 จุดกับ 1 วงกว้างเท่านั้นเอง เอกภพก็มีสองสภาพ คือ เทวฺ สู่แดนธรรมว่า... เป็นเครื่องหมายของอนุตตรธรรม พ่อครูว่า...ก็ได้แต่เขาตีคำว่า เทวฺออกหรือไม่ หากเขาตีแตกก็อธิบายได้ อย่างอาตมาอธิบายไปเท่าไหร่ก็ได้ความเป็นทั้งหมดกับความเป็นหนึ่งก็ได้เลย หรือ จะให้อธิบายว่า จุดนี้คือ 0 วงกว้างคือ ทุกสิ่งทุกอย่างเลย Infinity ก็ได้ เท่านั้นเอง 0 กับล้านอันเดียวกัน เราจะรู้ว่า 0 ก็มีสิ่งๆหนึ่ง ล้านก็มีสิ่งต่างๆนานาแตกต่างเป็นล้าน อธิบายได้ด้วย เห็นแล้วรู้จักความหมายด้วย แต่ อยู่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เรารู้ความต่าง Unity of diversity เรารู้หนึ่งเดียวกันแต่มีความต่างที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นทำไปแค่ 2 1 วงกลมกับอีก 1 จุด แค่นี้ทำไมจะไม่เข้าใจ จะเอาจุดเข้าไปใส่ในนั้นอีกล้านจุดก็เข้าใจได้ วงกลมคือ 1 จุดล้านจุดก็คือหนึ่งเดียวกันอยู่ด้วยกันได้เป็น Unity ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน สงสัยในกามไม่ชัดต้องตัดมันเลย _หากเราสงสัยในกิเลสกามยังไม่ชัดในทุกข์จะทำอย่างไรดีคะ พ่อครูว่า...คุณก็พิสูจน์เข้าไปแล้วพิจารณาให้เห็นโทษของกามเรียกว่า กามาทีนวะ มันจะต้องมีคู่ แล้วการมีคู่นี้คือการแตกตัวไปอีก จนยาว ไปในวัฏฏสงสารอีกมาก หากเราตัดเสียไม่มีคู่ การที่จะไปมีวัฏฏสงสารก็ยิ่งจะสั้นลง ยิ่งตัดคู่ เพราะคนมีคู่วิบากมากกว่ามากในโลก มาก ขนาดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมยังมีวิบากคู่มีพระนางพิมพา นอกนั้นก็ยังมีพระสนมอีกเยอะแยะ แต่พระสนมท่านตัดได้เก่งเหลือพระนางพิมพา ปล่อยให้พระนางพิมพามากอดขาร้องไห้ แต่สุดท้ายท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ก็ปล่อยพระนางพิมพา จะอยู่ในวัฏฏสงสารตามโพธิสัตวภูมิ ถ้าจะปรินิพพานก็เรื่องของนางพิมพา ถ้าไม่ปรินิพพานก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา การตัดเรื่องคู่นี้ยิ่งใหญ่แล้วนะสำหรับพระพุทธเจ้ากับพระนางพิมพา แต่เศษคู่วิบากของนางพิมพาก็มีนะ แต่เบาลง พระพุทธเจ้าองค์ใหญ่หนักหมดไปแล้วนอกนั้นก็เบาลง น้อยลงก็ตัดได้ง่ายขึ้น ถ้าเอาจริงก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่เอาจริงเผลอเมื่อไหร่แล้ววิบากจะยาวยืดไปอีกของใครของมันนะ กิเลสกามถ้ายังไม่ชัดจะทำอย่างไรดี ถ้ายังไม่ชัดก็ อาตมาแนะนำให้ ตัดมันเลย เชื่ออาตมาไหมล่ะ ตัดดีกว่ากาม ถ้ายังไม่ชัดตัดมันเลยรับรองว่าไม่เสีย ถ้าคุณต่องแต่งๆ อันนี้อาตมาไม่ส่งเสริม อาตมาส่งเสริมที่ตัดเลย เพราะกามไม่มีทางที่จะพาคุณเจริญมีแต่ทำให้เวียนเกิด

_ถ้าปัญหาอยู่ที่ความคิดของเรา สร้างทุกข์ให้ตนคิดให้ตนเองทุกข์แล้วควรแก้ตนเองอย่างไรค่ะ พ่อครูว่า...คุณถามมาน่าจะรู้ตัวเองมันวนอยู่ในทุกข์จะแก้อย่างไร ก็ให้เลิกจะไปตามใจทุกข์ ก็ทุกข์เป็นของไม่น่าชอบใจไม่เห็นจะยากเลย จะไปตามใจมันอยู่ทำไม หักมันดื้อๆสมถะก็ยังดี (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เทวะ จะหลอกถ้าอยู่กับสุขกับทุกข์มันเป็น 1 2 ไม่จบ คุณตัดเรื่องทุกข์มันก็ตัดความสุขด้วย ระหว่างความสุขมันจะหลอก อันนี้มันคู่กับทุกข์ คุณก็ตัดมัน

_คนจนที่มีแบบอย่างไร พ่อครูว่า….ก็ให้อ่านหนังสือคนจนที่มีแบบ

ต้องเห็นได้ด้วยปัญญาชัดเจนจะไม่วนเวียน ปัญญานี้ อธิบายความมากกว่านี้ก็ยังไม่เก่ง เป็นธาตุรู้ที่รู้จบในตัวเอง ปัญญาเป็นที่สุดเป็นอรหันต์แล้วเป็นโลกุตระ โลกุตระนี้ ไม่ใช่แค่คิดเอา ต้องเริ่มศึกษาตั้งแต่ศีลแล้วเป็นไปตามลำดับ จะเข้าใจอย่างกว้างๆไม่ได้หรอก ต้องเข้าใจใน1 คู่ 2 คู่ 3 คู่ 4 คู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะชัดเจนในโลกุตระได้ง่ายๆ โลกุตระคือมันไม่ใช่โลกียะที่ต้องวนเวียน โลกุตระที่จริงคือมันไม่เอาแล้ววนอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่มีอะไรเลยจบเลิก นั่นคือโลกุตระที่สมบูรณ์ อะไรที่สมบูรณ์ที่เรียกว่าอบายมุข มันไม่มีเลยในเรา จะมาในท่าทีหลอกล่ออย่างไร ไม่มีทางหลงทางเลย อบายนี้สูญ นี่เป็นตัวต้นนะ อบายมุข

สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน อจินไตย 4 คืออะไร _อจินไตย ๔ คืออะไร พ่อครูว่า...อจินไตย 4 คือความคิดเอาเองก็ได้ แต่คุณต้องมีสภาวะตามนั้นคุณจึงจะได้ เช่นความเป็นพระพุทธเจ้าคุณคิดเอาได้ไหม ไม่ได้ นี่เป็นอจินไตยข้อที่ 1 เรียกว่าพุทธพิสัย มันคิดเอาไม่ได้ อจินไตย 4 (เรื่องรู้ยากที่บุคคลไม่ควรคิด) 1. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 2. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . 3. วิบากแห่งกรรม 4. ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77) 2. ฌานวิสัย ความเป็นฌาน ทุกวันนี้วงการศาสนาพุทธกันมั่ว มันยังไม่ใช่ฌานทั้งนั้น ถ้าเขาเข้าใจว่าฌานคือการนั่งหลับตาแล้วเข้าไปอยู่ในจิตนิ่งอยู่ในจิต สงบๆ นิ่งๆนั้นคือชา ไม่ใช่ ฌาน แปลว่าไฟ ฌานคือ พลังงานของจิตที่เป็นอุณหธาตุ ใครสร้างอุณหธาตุที่เรียกว่าพลังงานร้อน ก็ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่เท่ากับไฟ จึงใช้คำว่าธาตุไฟแทนอุณหธาตุ สร้างพลังงานให้เกิดพลังงานไฟ ตามที่คุณจะต้องเข้าใจด้วยปฏิภาณปัญญา แล้วมันจะมีฤทธิ์สลายไฟราคะ ก็คือความร้อน ไฟโทสะ ไฟโมหะ มันมีฤทธิ์เหนือกว่าราคะ โทสะ โมหะ การสร้างพลังงานจิตให้เกิดพลังงานที่ได้ ไฟร้อน ฌานไม่เย็นเลย ฌานนี้ร้อน ร้อนการสลายความร้อนของราคะ โทสะ โมหะของเราเองได้ให้หายไปเลย เพราะฉะนั้นคนจึงเข้าใจคำว่าฌานวิสัยไม่ง่ายหรอก ที่เขาว่าฌานคือผิดทั้งนั้น ฌานคือไฟ ยังดีมีพจนานุกรมหลายฉบับที่ยังแปลว่าไฟ แต่ที่แปลตรงกันหมดไม่มีคำว่าไฟก็คือ เพ่ง เขาแปลฌานว่าคือการเพ่ง ซึ่งเป็นเชิงสมถะ เพ่งคือจดจ่อจ้อง hypnotize ไม่ใช่ แต่ฌานคือรวบรวมพลังงานจิตสร้างพลังงานจิตให้เป็น Coefficient มีพลังงานสูงขึ้นให้สลายพลังงานไฟราคะ ไฟโทสะ ฌาน เป็นเรื่องอจินไตยคิดเอาไม่ได้เดาเอาไม่ได้ ฌาน ที่เป็นโลกุตระเป็นสภาวะที่แท้จริงนั้น สรุปแล้วฌานวิสัยเป็นอีกอันหนึ่งเป็นอันที่สองของอจินไตย 4 3. กรรมวิบาก มีคนอวดเก่งจะมาหักล้างเป็นเจ้ากรรมนายเวรให้ ไอ้คำว่า เจ้ากรรมนายเวรนี้ก็คือพระเจ้า คือผู้ที่มีอำนาจกรรมทั้งหลายมันไม่มีหรอก ขี้หลอก เรานี่แหละเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราเอง ไม่มีใครเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราได้ เรานี่แหละทำกรรมของเราเอง กรรมนั้นมันพาเราเกิดพาเราเป็นไม่ใช่พระเจ้าพาเราเกิดพาเราเป็น ไม่ใช่ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่อะไรอื่นมาทำ เราเองตัวกูของกูนี่แหละทำเอง จะดีจะชั่วจะเป็นยังไงก็กรรมพาเกิดมาเป็นทั้งนั้น คนที่ไม่เชื่อกรรมวิบากคนนี้จะยังอยู่ในวัฏสงสารอีกนานมาก เพราะอัตภาพใดที่คนเกิดมาเป็นเซลล์ไปตามกรรมวิบากทั้งนั้น กว่าจะได้อัตภาพที่เป็นมนุษย์นั้นนานนะ สำนึกของสัตว์เดรัจฉานว่าอะไรดีหรือไม่ดีมันจะมี สำนึกของสัตว์เดรัจฉานที่มันช่วยสัตว์อื่น เราก็เอ็นดูมัน มนุษย์ก็เอ็นดูคนอื่นที่ช่วยสัตว์คนที่ช่วยคน คนที่ช่วยคนอื่นคนที่เสียสละเพื่อผู้อื่น แม้แต่สัตว์มันก็เอ็นดู สัตว์เดรัจฉานตัวใหญ่ ช่วยสัตว์ตัวเล็กๆเอ็นดูสัตว์ตัวเล็กๆมันน่าเอ็นดูซ้อนไหม แม้แต่สัตว์เดรัจฉานตัวใหญ่ก็ตามตัวเล็กก็ตาม มันช่วยสัตว์ตัวอื่น ยิ่งช่วยคน สัตว์เดรัจฉานที่ช่วยคนยิ่งน่าเอ็นดูมันมากใช่ไหม เพราะฉะนั้นคุณสมบัติคุณธรรมอันนี้แหละ ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวันเลย คนที่ไปช่วยคน สุดยอด คนที่เสียสละช่วยคนนี้สุดยอด

ก็นายชัด อุบลจินดา ใช่ไหม ที่ไปนอนให้ฝรั่งผัวเมียเหยียบขึ้นจากโคลนเลนทะเล คนเห็นภาพเสียสละแล้วเอ็นดูกันทั่วโลก เหตุการณ์13 หมูป่า ก็เป็นเรื่องสุดยอด ต่อไปคนที่เสียสละช่วยคนจะได้คะแนนไปเรื่อย ยิ่งช่วยอย่างจริงใจ ช่วยอย่างไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนเหมือนอย่างนาย ชัด ช่วยฝรั่ง 2 คนอย่างไม่ได้ต้องการอะไรเลย ช่วยแล้วก็ไป ตอนนี้ก็ปวดหลังแล้ว ก็เป็นวิบาก ตอนนี้ก็ช่วยกันอยู่ คนก็ได้ออกข่าวช่วยกันก็เป็นวิบาก วิบากอันนี้ เป็นกรรมวิบากที่เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อย่าประมาทกรรมอันมีประมาณน้อย การกระทำอันมีประมาณน้อยเป็นวิบากสะสมทั้งนั้น

4. โลกจินตา เป็นอจินไตยข้อสุดท้าย เป็นความคิดของชาวโลกที่มากมายนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปคิดเลย คนเขาจะไปคิดอย่างไรก็ได้ อาตมาก็คิดไม่ถึงพระพุทธเจ้าก็คิดไม่ถึง ท่านเองหยั่งดู เช่นกระเทยมันคิดอะไรขึ้นมาพระพุทธเจ้าจะไปคิดทันมันได้อย่างไร ความคิดของชาวโลกเขาคิดอะไรมันมีสารพัดหลากหลาย นึกว่ามันวิเศษอย่างไรเลย ไม่มีใครเคยคิดเลยจะทำอะไรให้แปลกที่สุด เขาคิดได้เป็นเรื่องแปลกแต่ไร้สาระ ที่มันมีอยู่แล้วคุณอยู่เหนือมันให้ได้ก่อน ตอนนี้คนมันคิดบ้าบอมามากแล้ว เอาก่อนๆ ไปคิดมาเติมอีกทำไม โลกจินตา คนที่คิดอะไรให้แปลกออกไปอีก คุณว่าแปลกไปได้อีก พวกนี้ขึ้นชื่อว่าศิลปินนี้คือพวกบ้าพวกนี้ แปลกไม่เหมือนใครเอกลักษณ์ๆ นี่แหละคือชาวนรก โลกจินตา น่าสงสารมากเลย เพราะฉะนั้นคำว่าศิลปะศิลปินคือชาวนรก โลกจินตาสร้างอะไรให้แปลกกว่าเขาอย่างที่ว่าฉันเด่นเป็นเจ้าของชิ้นเดียวไม่มีใครเป็นเจ้าของฉันเป็นคนบ้าคนแรก โง่จนไม่รู้จะโง่อย่างไร นี่คือ โลกจินตา เพราะฉะนั้นใครอย่าไปหลงความแปลกความใหม่ความที่ไม่เหมือนมวล มวลคนดีที่เหมือนกันอย่างเป็น พระศรีอริยเมตไตรย เหมือนกันไปหมดจนกระทั่งแยกกันไม่ออกว่าใครเป็นใคร เอาอย่างนั้นดีกว่าข้าจะต้องแปลกเด่นกว่าเขาเพื่อนเลย อย่างนั้นเขาคิดมาแล้วก็ยังอยู่ในโลกจินตา อยู่ในคือความวนเวียนอยู่แล้วนั่นคือความวนเวียน เขานึกว่าเขาเด่นเป็นเจ้าของใหญ่ที่สุดนั่นคืออัตตามานะที่ไม่รู้ตัวแล้วก็เป็นอย่างนั้นแหละศิลปิน อาตมาเคยเป็นศิลปินมามากมาย ชาตินี้อาตมาไม่มาเรียนศิลปะมากหรอก อาตมาเรียนศิลปะมาแค่ อนุปริญญา เท่านั้นเองไม่ต้องถึงปริญญา แล้วอาตมาก็สามารถชี้หน้าว่าพวกศิลปิน ที่หลอกลวง ขายงานราคาแพงจะตายชัก หลอกขายกระดาษและสี ราคา 10 ล้าน 50 ล้าน อันนี้ฉันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ยังไม่รู้ว่าเป็นนรกที่ต้องมาใช้หนี้ เอาลิงมาให้มันป้ายสีใส่กระดาษแล้วไปขายราคาแพง แล้วไม่รู้เลยว่า มันมี assen point องค์ประกอบอื่นอีกคืออะไรมันไม่รู้เรื่อง คอมโพซิชั่น ของมันเขาไม่รู้เรื่อง Interest Point ก็ไม่รู้เรื่อง มีองค์ประกอบคอมโพซิชั่นอย่างไรต้องการให้รู้อย่างไรให้ได้สาระประโยชน์คุณค่าอย่างไร ให้มีคุณค่าคืออะไร ถ้ายิ่งมีคุณค่าทำให้เกิดจิตที่เป็นโลกุตระเลย มันคือศิลปะ ศิลปะคือต้องเป็นมงคลอันอุดม ลดละหน่ายคลาย ยกตัวอย่างคนเขียนรูปนู้ดรูปเปลือยให้คนสัมผัส คนสัมผัสรูปเปลือยแล้วกิเลสกามลด อย่างนี้เป็นศิลปะ แต่ถ้าคุณเขียนรูปโดยให้คนสัมผัส เมื่อคนสัมผัสแล้วกามขึ้น นั่นคือรูปอนาจารไม่ใช่ศิลปะ อย่างปิกัสโซ่ เขียนรูปนู้ดคนดูแล้วอ้วกแตกเลยอย่างนั้นเป็นศิลปะ แต่ศิลปะของปีกัสโซบางอันก็ก่อกามนิดหน่อย แต่ รูป รูป cubism ของเขาดูแล้วบิดเบี้ยวไปหมดเลย มันก็เป็นศิลปะที่ลดกิเลสกาม แต่ถ้ายิ่งทำให้ดึงดูดกาม อย่างนี้ไม่ใช่ศิลปะไม่ใช่มงคลอันอุดม เพราะฉะนั้นเข้าใจแค่นี้ยังไม่ได้ ศิลปินแห่งชาติจึงได้อุทานที่อาตมาบอกว่า ศิลปะนี้เป็นโลกุตระ ศิลปินแห่งชาติก็บอกว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ นี่คือคำอุทานของศิลปินแห่งชาติของไทย อาตมาก็น่าเห็นใจเขาเพราะเขาไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ศึกษา ขนาดเขาเป็นศิลปินแห่งชาติ ได้รับเกียรติมาไม่รู้กี่รางวัล เพราะฉะนั้นคำว่าศิลปะจึงยากมหาศาล พวกศิลปินพวกกะเทยเป็นต้น เขาชื่อว่าศิลปินแต่ไม่ใช่ศิลปินแท้ นี่แหละคือพวกสร้างความแปลกใหม่ความบ้าบอความเรียกร้องความสนใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน รูป 28 มีอะไรบ้าง _รูป 28 มีอะไรบ้างคะ พ่อครูว่า...มีมหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24

ก. ปสาทรูป 5 1. จักขุ (ตา) 2. โสตะ (หู) 3. ฆานะ (จมูก) 4. ชิวหา (ลิ้น) 5. กายา (กาย) โคจรรูป คือเมื่อ ตากระทบรูปหูกระทบเสียง มีการเคลื่อน ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 6. รูปะ (รูป) 7. สัททะ (เสียง) 8. คันธะ (กลิ่น) 9. รสะ (รส) 10. โผฏฐัพพะ (สัมผัส)

เมื่อ ตากระทบรูปหูกระทบเสียง ก็เกิดการสภาพรู้ ค. ภาวรูป 2 ๑๐ อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) . . ๑๑ ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช)

พวกเทวนิยมจะจมอยู่กับแค่ 2 นี้ เท่าที่เขาจะสมมติว่าดีที่สุดเท่าไหร่ ดีของเขาคือเสียสละ อยู่ในโลกีย์เท่านั้น จมในโลกีย์ ค่อยๆสูงขึ้นต่ำน้อยลง จนสูงสุดแล้วก็เหลิง ไม่นานจะหมดฤทธิ์หมดพลังอำนาจก็จะตกต่ำ ถ้าคุณไม่ได้โลกุตระจากใครเลยคุณคิดเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้รับฟังจากสัตบุรุษแล้วจึงมีทางออกจากโลกุตระ นี่เป็นตัวสำคัญ ไม่เช่นนั้นคุณจะรอว่า ไม่ต้องฟังสัตบุรุษแล้วจะรู้เอง อะไรรับรองว่าคุณจะอยู่อีกกี่ล้านๆๆๆปี จึงจะหาทางออกได้ คุณถึงจะรู้โลกุตระ ซึ่งมันเป็นอีกโลกหนึ่ง เมื่อไหร่คุณจะต้องออกจากโลกนี้แล้วออกไปสู่โลกใหม่ได้มันอีก 5000 ล้านปีแสง คุณจะออกจากโลกโลกนี้ไปสู่โลกโลกใหม่อีก 5 ล้านปีแสง โลกลูกนั้นคือโลกโลกุตระ คุณจะไปสู่โลกนั้นได้อย่างไร คุณก็ต้องมาฟังสัตบุรุษบอกวิธี ว่า อ๋อ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะไปได้ ถ้าคุณไม่รู้เริ่มต้นทางออกไปสู่โลกุตระอย่างไรมันก็มีแค่ 2 ออกจากคู่ 2 เป็นโลกุตระ เป็นตัวอย่างเป็นโมเดลอันหนึ่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน