610824_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าถึงความสงบแบบพุทธอันลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
610824_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าถึงความสงบแบบพุทธอันลึกซึ้ง อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1__Ze5W1aZPFwd_XkW4BjJ-UrDIfmhLkbHC2_Z_Kzq8g/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1KWp1-RVtFxB5rxR2M90COyvFnJTL47ev https://www.youtube.com/watch?v=GGc-qaYYsW0 สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันที่มีการเข้าค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “รินน้ำใจกลางสายฝน” ครั้งที่ 31 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 24 - อาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2561 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) และที่สุดจะได้ความเป็นอิสระเสรีความเป็นคนฟรีให้แก่ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ให้ทำได้ใน 3 วันนี้ทำได้ก็ถือว่าสุดยอด ถือว่าคุ้มค่าในการเข้าค่าย แต่ก่อนชาวอโศกไปอบรมครู ในร้อยคนสามารถเลิกอบายมุขได้หนึ่งคนก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ปัญหาเรื่องเงินในวัด ของคนข้างนอกเขาตอนนี้มีปัญหา จับเรื่องการโกงได้เต็มไปหมด ในชาวอโศกไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เราอยู่ในระบบสาธารณโภคี นโยบายของชาวอโศกคือพามาจน ถ้ามาจนก็คือไม่มีสตางค์ ปัญหาเรื่องสตางค์มันก็ไม่มีมันก็ง่ายมาก ในสังคมโลกมีปัญหาสารพัดเกี่ยวกับเรื่องสตางค์ ทำให้ปวดหัวต่างๆนานา เราอยู่ในกลุ่มชาวอโศก พ่อครูอยากให้เรามาอยู่รวมกัน เป็นวิสัยทัศน์ของพระโพธิสัตว์ ตอนนี้แค่คุณเดินผ่านบริเวณที่เขาฉีดเคมีก็อาจต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว จะกล่าวไปใยกับการเอาตัวเข้าไปสัมผัสจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ในชาวอโศกมีความปลอดภัย แน่ๆคือภัยจากโลกีย์ย่างกรายเข้ามายาก พวกเราเป็นสนามแม่เหล็กที่เข้มข้น ขนาดถามเกษตรกรที่เขาได้เลิกอบายมุข แต่ก่อนเป็นคนขี้เมา ทุกวันนี้เริ่มถือศี
อ่านต่อ
ลปฏิบัติธรรม คนเมาไม่กล้าเดินเข้ามาในบ้าน เหมือนมีพลังงานอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเข้ามาไม่ได้ ในบ้านราชฯนี้ มีคนที่เป็นพระอริยะตั้งแต่โสดาบันจนถึงพระโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงมีพลังงานแห่งสนามแม่เหล็กเข้มข้น เราโชคดีที่สุดในชีวิต ที่ได้มาพบกับพระโพธิสัตว์รู้จักพระโพธิสัตว์ คนอีกหลายพันล้านคนไม่รู้จักทั้งที่ได้เกิดมาแล้ว แต่เราได้รู้จักจึงเป็นสิ่งประเสริฐสุดในชีวิต และได้รับการนำพาปฏิบัติธรรมลดละกิเลสจนเป็นอารยชน มารวมกลุ่มกันได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลก ที่คนเขายังไม่เห็น แต่ถ้าเขารู้ขึ้นมาจะไม่ธรรมดา อาจแห่กันมาก็หลบกันดีๆ คนที่มาเป็นอริยบุคคลเป็นคนที่ใจดีมาก เป็นคนที่ไม่คิดจะโกรธใคร ไม่ขี้โลภ ทำเพื่อให้อย่างเดียว เรามีแต่ได้ประโยชน์เพียงอย่างเดียวจากคนเหล่านี้ ถ้าเราเป็นคนเลวเขาก็ทำให้เราเป็นคนดี เป็นสิ่งประเสริฐในชีวิตมากที่ได้มาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ มีความผาสุกแสนสบาย
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ปัจจุบันมีแต่ตอนลืมตาสัมผัสไม่หลับไหล พ่อครูว่า...SMS 23 สิงหาคม 2561 (สำมะปี๋ ซีวิต) _3867อดีตกับอนาคตทำอะไรกับมันไม่ได้!อดีตกับอนาคตเป็นประโยชน์แค่ใช้ระลึกมาประกอบประโยชน์เท่านั้น ถ้าฉลาดใช้มันเป็น!ถ้าไม่ฉลาดก็เป็นโทษต่อตน!.. พ่อครูว่า...ที่จริงแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้รู้อดีตกับอนาคต และกำชับเลยว่า จริงๆแล้วความจริงมันอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาฟังแล้วก็น่าจะเข้าใจ อดีตมันผ่านไปแล้ว แน่นอน มันไม่ใช่ความจริงที่จริงแท้เท่าปัจจุบัน ปัจจุบันเราสัมผัสอะไรอยู่ เราอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันนี่คือสิ่งที่จริงที่สุด ส่วนอนาคตมันยังมาไม่ถึงมันก็ไม่มีความจริงนั้นเกิด เพราะฉะนั้นถ้าเราจะปฏิบัติธรรม ใน 3 กาละ ปัจจุบันก็เป็นตัวสำคัญ พระพุทธเจ้าท่าน ย้ำเน้น นิพพาน ต้องเป็นปัจจุบันจึงชื่อว่า ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ผู้ใดมีความเห็น ทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจ ที่ชัดเจนว่า นิพพานนี่ มันอยู่ที่ปัจจุบัน ทิฏฐธรรมนิพพาน ไม่มีนิพพานอยู่ในที่อื่นเลย ในอดีตก็ไม่มีนิพพาน ในอนาคตก็ไม่มีนิพพาน และปัจจุบันนี่แหละคือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณจริงๆความรู้สึกจริงๆ อารมณ์จริงๆมีความทุกข์ความสุขจริงๆ สิ่งที่จะจัดการกับมันจริงๆ ก็ประกอบอยู่ในปัจจุบันที่มีตาหูจมูกลิ้นกายของเราสัมผัสกับอะไรเกิดขึ้นมา แล้วก็จัดการมัน จัดการได้แล้วมันเป็นของจริง ถ้าไปจัดการกับอดีตหรือจัดการกับอนาคตมันจัดการไม่ได้ด้วย อดีตไปจัดการมันไม่ได้ ใช้เพียงแค่ระลึกเป็นส่วนประกอบในการทำประโยชน์ที่เป็นความจริงตอนนี้ก็ได้ หรืออนาคต ก็จินตนาการเอาคิดเอาก็ได้ เอามาประกอบก็ได้ แต่จริงๆมันคือปัจจุบันในกรรมกิริยาของเรา ในปัจจุบัน ทำแล้วมันได้ผลเป็นความจริง คุณรู้จักกิเลสคุณรู้ในปัจจุบันนี้เป็นกิเลสจริงๆ ส่วนในอดีตที่เราเคยมีกิเลส เราไปจัดการมันไม่ได้ หากสัมผัสกับมันและมันเกิดตอนนี้ก็จัดการมันได้ อนาคตมันก็ยังไม่มาไม่ถึงคุณไปจัดการมันไม่ได้ ถ้าเข้าใจอันนี้ให้ดีแล้ว คนเราจะเห็นความจริงว่า ธรรมะที่เราจะปฏิบัติประพฤติจริงๆโดยเฉพาะจัดการกับกิเลสนี้อยู่ในปัจจุบัน คนที่ไปหลับตาปฏิบัติธรรม คุณก็จะได้แต่การระลึกถึงอดีต หรือ คุณก็จะนึกถึงแต่อนาคต ปัจจุบันของคุณ คุณนึกว่าคุณเป็นปัจจุบันในขณะนั่งหลับตา คุณก็อยู่ในภพชาติไหนก็ไม่รู้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นความจริงของชีวิตจริงของมนุษย์สามัญ เหมือนคุณนอนหลับนี่ คุณมีความเจริญไหม ยิ่งนอนหลับอย่างไม่ได้มีสติควบคุมเลย ก็ฉันเดียวกัน แต่ถ้านอนหลับมีสติดีก็รู้อยู่กับอดีตและอนาคต ก็เหมือนกับนอนหลับก็ตกอยู่ในภพเหมือนกัน นอนหลับก็คือหลับตา ตกในภพเหมือนกัน เป็นแต่เพียงรู้สึกได้อยู่ แต่นอนหลับมันไม่มี มีแต่ความฟุ้งซ่านยิ่งชัดเจนว่าเป็นความจำเท่านั้น เยอะแยะเลอะเทอะ ต่ออะไรไม่ติดไม่เป็นรูปร่างในฝัน ก็จะไม่ชัดเจนเหมือนเราลืมตา ตอนเป็นๆเปรี้ยงๆนี่เลย
_ปาลิตา ทองสุขนอก · ฉากรายการสัมปี๋ เป็นเรือทองคำงามมากเจ้าคะ เห็นพ่อครูแข็งแรงมีความสุขจังเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการคะ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บทพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้า _เกือบตาย.. นมัสการท่านครับจะขอถามพ่อครูสักเรื่องหนึ่งครับเราเป็นผู้ถือศีลปฎิบัติธรรมเราไม่กินสัตว์และไม่ฆ่าสัตว์แล้วอย่างเมื่อเราจะกินข้าวมีข้าวกล้องกับข้าวขาวแล้วเราชาวอโศกจะกินข้าวอะไรที่มีประโยชน์กับมีแต่กากที่ไม่มีประโยชน์ครับ ต่อไปถ้ามีคนจะให้สีข้าวสารขาวผมจะ ปฏิเสธ ผมจะทำเช่นนี้ได้มั้ยครับ พ่อครูว่า...เอา ถ้าสีให้เขาได้ก็สีไปเถอะ ข้าวขาวก็มีคาร์โบไฮเดรตมีแป้งมีวิตามิน อยู่ทั้งนั้นแหละ เป็นแต่เพียงว่ามันไม่มีมาก ถ้าเผลอว่าไปสี สิ่งที่หุ้มข้าวสารอยู่ มันก็วิตามินลดลง ไม่ใช่หมายความว่าข้าวขาวข้าวสาร มันจะไม่มีสารอาหารเลย คนกินข้าวขาวมีสัก 90 เปอร์เซ็นต์กระมัง คนกินข้าวกล้องคงมีสัก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็เห็นใจเขาหน่อยเถอะ เฮี๊ยบกับเรื่องธรรมะสัจธรรม จัดเกินไป มันอยู่กับโลกเขาไม่ดีหรอก เราก็ต้องอยู่กับชาวโลกเขา ชาวอโศกมีชีวิตอยู่กับโลกของเรา เอียงโต่งมาทางธรรมะนี้มากมาทางโลกุตระนี้มาก ทางโลกเขาน่าสงสาร เขาไม่รู้ แล้วเขาไม่เข้าใจกรรมวิบากไม่เชื่อกรรมวิบาก แม้ไม่เชื่อกรรมวิบาก แต่เขาไม่รู้จักเวทนา เขาไม่รู้จักความรู้สึก เขางมงายอยู่แต่กับความสุข มันเกิดอารมณ์ทุกข์ เขาก็ว่ากันไปตามทุกข์หยาบจัดจ้าน ทำไม่ดีไม่งามก็ทำไปคืองมงายอยู่กับอารมณ์ อารมณ์นี่มันมีกิเลสตัณหา มันก็บงการเราอยู่กับอารมณ์ ใครเจ้าอารมณ์นี้นะ ยิ่งเรามาปฏิบัติธรรมแล้วจะอยู่ด้วยยากมาก พวกเจ้าอารมณ์ จะอยู่กับคนที่เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรมมันก็ยากทั้งนั้นสำหรับคนเจ้าอารมณ์ อยู่กับใครก็ยาก คนที่มาเข้าใจเวทนา เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกแล้ว แล้วก็ทำให้กิเลสมันออกจางคลายไป โดยไม่ใช่เป็นนั่งสะกดจิต การตั้งสะกดจิตก็สามารถสะกดอารมณ์ได้เหมือนกัน พวกนักสะกดจิตเขาก็ รู้สึกว่าอารมณ์มันเกิดกิริยาไม่ดี เขาก็ชำนาญในการกดข่ม เขาก็กดอารมณ์ไว้ ไอ้กดอารมณ์ตัวเองแล้ว กดพฤติกรรมทางกายวาจามันมีอยู่ทุกคนเกิดมาในสัญชาตญาณ ใครก็เคยระมัดระวังกายวาจาของเรามันเป็นธรรมดาธรรมชาติ มากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าไปนั่งสะกดจิตมันจะกดข่มได้เก่งขึ้น ชำนาญมากขึ้นสะกดได้มากขึ้นก็เป็นประโยชน์อยู่บ้าง ที่ไม่แสดงอารมณ์ออกมาตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้ล้างกิเลส ศาสนาพุทธนั้นล้างกิเลส รู้จักกิเลสที่มันเกิดพร้อมกับอารมณ์ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ พระพุทธเจ้าให้เรียนตัวสังกัปปะ แยกให้ฟังเป็น 7 แล้วจัดการกับสังกัปปะ 7 จิตสัมผัส แล้วเกิดภาวะรูป จะมีธรรมะสองเป็นอิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ ปรุงแต่งกันอยู่ เราก็พยายามแยก อิตถีภาวะ หรือ ไอ้ตัวที่มันเป็นตัวการดีดดิ้น อิตถีภาวะก็เป็นสภาพรูปนามปรุงแต่งกันอยู่ นามหรือกิเลสที่เป็นตัวเหตุ ตัณหา แยกตัวนั้นให้ได้แล้วกำจัด เมื่อกำจัดได้ อิตถีภาวะก็หายไป กำจัดกิเลสตัวเหตุสำคัญ อิตถีภาวะหายไปเหลือแต่ปุริสภาวะเป็นธรรมะหนึ่ง เมื่อมันปรุงแต่งเป็นเวทนา 2 อารมณ์เก๊ สุขหรือทุกข์ กับอารมณ์ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสกับอะไรก็แล้วแต่ ก็เกิดสภาพเวทนา 2 เพราะฉะนั้นจึงกำจัดเวทนา 1 ได้ ก็ทำให้เป็นเวทนาเดียว ผู้กำจัดเหตุหรือกิเลสที่มันทำให้เกิดเวทนาเก๊นี้ได้ตลอดกาล เป็นพระอรหันต์ กำจัดได้ตลอดกาล เมื่อสัมผัสก็มีแต่เวทนาแท้ตลอดกาล เป็นปุริสภาวะ เป็นผู้หญิงก็เป็นปุริสภาวะ เป็นผู้ชายก็เป็น ปุริสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็เป็นอรหันต์ได้ภิกษุภิกษุณีก็เป็นอรหันต์ได้เป็นปุริสสภาวะ ปุริสภาวะคืออารมณ์ของ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาประกาศตัวว่าเป็นพระอรหันต์ไม่ได้พูดเล่นทั้งที่รู้ว่าเมืองไทยถ้ามีใครมาประกาศอรหันต์ เขาให้กากบาทกระดูกไขว้เลย ไม่มีใครกล้ามาประกาศอรหันต์หรอกในโลก ถ้าใครบอกว่ามีใครกล้าประกาศอรหันต์ ถ้าได้ยินพระโพธิรักษ์ประกาศ ก็นี่ไง ใคร ไม่มีใครกล้าประกาศอรหันต์ก็นี่ไง นี่คนนะ ไม่ใช่ช้างม้าวัวควายนะ เขาบอกว่าไม่มีใครแล้วก็นี่ไง แต่เขาได้รับการศึกษาได้รับการ กรอกหูมา จนกระทั่งผู้ที่มีคนนับถือกันทั่วประเทศว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนา มาได้ยินการประกาศอย่างที่อาตมาประกาศ ถึงกับขนาดต่อต้าน ใช้คำพูด ต้านออกมาว่า คนที่ประกาศตัวว่าเป็นอาริยะนั่นแหละไม่ใช่อาริยะ พูดขึ้นมาดื้อๆนี่แหละ ในพระไตรปิฎกมีพระอริยะประกาศอรหันต์เยอะแยะ บอกว่าตนเป็นอรหันต์เยอะแยะ ท่านก็เป็นผู้ที่ศึกษาอ่านพระไตรปิฎกมาเยอะ แล้วพูดชื่อนี้แสดงว่าท่านจำไม่ได้เชียวหรือ อ่านมาก็มี แล้วมาบอกว่า ประกาศไม่ได้ ด้วยความคิด คิดว่าจะต้านจะว่า เอาล่ะตรงๆว่าอาตมานี่แหละ ว่านี่คนบ้าคนนอกรีต นอกธรรมะ บ้าเกินทฤษฎีพระพุทธเจ้าเกินความจริง เกินความถูกต้องด้วย มันไม่ถูกต้องหรืออย่างที่พูดนี้ มันเกินความถูกต้อง มันเกินไป จะด้วยอารมณ์ใดก็ตาม แต่เชื่อว่าถ้าท่านตั้งสติจริงๆท่านก็จะรู้ตัวว่าท่านกล่าวผิดพลาดไป เพราะท่านก็ได้ศึกษามามาก นี่ก็ขออภัยที่พูดพาดพิงสัจจะ ในยุคนี้เป็นยุคที่น่าสงสารอย่างมากเลย ในความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในวงการศาสนาพุทธน่าสงสารมาก เพราะว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่เป็นกันอยู่และก็ประพฤติกันอยู่ในวงการ เรียกว่าวงการธรรมะหรือวงการศาสนาพุทธ ก็ได้ประพฤติปฏิบัติกันอยู่แต่ กาก เศษ ของสิ่งที่ไม่ใช่พุทธ ไม่ใช่กากเศษของพุทธด้วยนะ เช่น ไปนั่งหลับตา ไปเดินหนอย่างหนอ มันไม่ใช่วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้น ท่านก็ได้ตรัสไว้ชัดเจนว่าให้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 แล้วท่านก็บอกว่าการปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8 นี่แหละ เป็นทางเดียว เอเสวมัคโค นัตถัญโญ เป็นทางเดียวไม่มีทางอื่น คนก็มาบอกว่าจะไปเชียงใหม่ไปได้หลายทาง อย่างนี้เป็นต้น ไปทางเครื่องบินไปทางรถ ไปทางรถจักรยาน คนเราเกิดมามันไม่มีความสำคัญอะไรมากมายเลยในเรื่องของทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชาน อะไรต่างๆนานา มันไม่สำคัญ มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นเราเป็นของเรา ในชาวอโศกหรือในบ้านราชฯหรือที่ไหนก็แล้วแต่ เราไม่ได้สำคัญมั่นหมายในบ้านช่องเรือนชานที่นาว่าเป็นเราเป็นของเรา ใครจะมายึดถือ เกิดมันพังไป มีคนมาเอาไปก็จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจเหมือนกับคนภายนอก ทรัพย์สินเงินทองมันสูญเสียไปก็จะไม่เดือดร้อนเหมือนคนข้างนอก แม้แต่เราจะไปกอบโกย ไปสะสมไปหามามากๆ สะสมให้เป็นของตนมากๆไม่พอ ที่สะสมไว้ เอาไปลงทุนไปออกดอก ใส่กิจการนั้นนี้ ที่ได้เงินปันผลได้ดอกเบี้ยมาก ก็จะทำให้งอกเงยเพิ่ม ไม่รู้เขาจะตะกละไปถึงไหน ทุกวันนี้คนที่รวยๆ ก็ไม่เห็นจะถึงร้อยปีก็ตาย ตายจากไปบางทีเกิดปัญหามาก ยิ่งยิงกัน คนที่สะสมไว้ให้คนทีหลังแย่งกันฆ่ากันด้วย ถ้าคนไหนสักคน ตายไปแล้วไม่มีสมบัติให้เขาแย่งกันฆ่ากัน กับคนที่มีสมบัติแล้วตายแล้วทำให้เขาฆ่ากันแย่งกัน อะไรมันดูดีกว่ากัน สมณะฟ้าไทว่า...คนที่ตายแล้วทำให้คนไม่แย่งกันเป็นอิสระเสรีมีความสงบสุข พ่อครูว่า...ประเด็นต่างๆที่ได้พูดไปนี้ มันเป็นแง่ที่จะฉลาดรู้ว่า จะไปทำเป็นพฤติกรรมทำคนให้เป็นคนที่จะเกิดปัญหา เกิดความยุ่งยาก ไปสะสมความรู้ ตายแล้วก็จะยุ่งยาก แย่งกัน เพราะฉะนั้นชาวอโศกปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า พวกเรามีสมบัติน้อยจนถึงขั้น ไม่มีสมบัติ มีบ้างติดตัว พวกเราที่อยู่ในเป็นสมาชิก บ้านราชฯเอาอย่างนี้ อาตมาจะถาม คนบ้านราชฯ ใครมีเงินเป็นสมบัติในตัวตอนนี้ ไม่ถึง 1,000 บาทยกมือขึ้น … เอาอย่างนี้เลย อย่าว่าแต่ติดตัวเลย แม้แต่ในแบงค์ มีเงินรวมแล้วไม่ถึง 1,000 มีกี่คน อย่างพวกเรานี่ เป็นฆราวาสมีบ้าง แต่นักบวชเรานี่ไม่มี นักบวชเราสามารถที่จะปฏิบัติประพฤติได้ แม้แต่สิกขมาตุของเรา นับถือศีล 10 ก็ไม่มีเงินไม่มีทอง ฝากแบงค์ไว้หรือฝากที่ไหนไว้เป็นของตัวของตนเลยบวชมา 30 40 ปีไม่มีเงินมีทองเลยก็ไม่เห็นจะเหี่ยวเฉา หรือว่าผอมแห้งแรงน้อย ไม่เห็นหมดเรี่ยวหมดแรง ก็เห็นว่าแข็งแรงสันทัดคน ไม่อ้วนไปไม่ผอมไปนี่แหละดีมากเลย ปราดเปรียวทำงานได้ดี อาตมาประสบผลสำเร็จในการพามาปฏิบัติธรรม ที่สำคัญคืออาตมาเองมั่นใจว่าจิตใจอยากจะสึกกันไหมสิกขมาตุ...หรือว่าสึกไม่ไหวแล้ว แก่แล้ว แล้วไม่สึกนี่ผาสุกไหม?...เป็นอยู่ผาสุก ตายยิ่งไม่ต้องห่วงเลย ตายแล้ว พวกเราก็ช่วยกันเผาแน่ไม่ปล่อยให้เหม็นเน่าอยู่อย่างนี้หรอก เด็ดขาด สบายมากเลย เป็นใจที่วางใจได้ มีชีวิตที่เหลืออยู่ขนาดนี้ ไม่ต้องเอาใครถามขวัญรักก็ได้ อายุ 75 ปี รู้สึกกังวลไหม อยู่ได้จะตายหรือจะเจ็บป่วย ก็มาตั้งแต่เป็นสาวเป็นแส้ มาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ 34 ปี ตอนนี้ก็ 75 แล้ว ตั้ง 41 ปีแล้ว ก็เป็นอยู่ผาสุก พออายุแก่แล้ว ไม่ต้องห่วงลูกเต้าไม่มี ไม่ต้องกังวลเลย บ้านช่องเขาก็มีฐานะเป็นไปได้แต่ไม่เห็นจะไป ก็อยู่กันมาตั้ง 41 ปีแล้ว คนอื่นๆก็เยอะแยะ พวกเราชาวอโศก อาตมาพาปฏิบัติธรรม พิสูจน์ธรรมพระพุทธเจ้าได้จริงๆว่าเราพึ่งพาธรรมะ เป็นธรรมะที่เราได้ เราไม่ได้พึ่งพากองเงิน ชีวิตนี้ต้องหากองเงินไว้ แก่แล้วจะอยู่อย่างไรไม่มีกองเงินพึ่งหรือต้องพึ่งพาคนไหน แต่นี่ไม่ต้องเห็นพึ่งพาคนอื่น พึ่งพาหมู่กลุ่มนี่แหละ มันเป็นสังคมเป็นวัฒนธรรม พึ่งพฤติกรรมสังคม พึ่งพฤติบทของสังคม สังคมเรามีบทบาทตรงนี้เราก็อยู่ที่นี่พึ่งพฤติบทของสังคม เราก็พึ่งอันนี้ ไว้ใจบทบาทของชาวอโศกก็มีพฤติบทอย่างนี้เราก็พึ่งอันนี้ ไม่มีใครจะหมายว่า อยู่ไปนี่พึ่งคนนี้ พึ่งคนนั้น อาตมาคิดชื่อไม่ทัน จำชื่อไม่ค่อยได้ อาตมาคิดว่าพวกเรานี่คงไม่คิดอย่างนั้น อยู่ในนี้ พึ่งพฤติบทของคน อยู่ในบ้านราชฯก็พึ่งพฤติบทของชาวบ้านราชฯ สมณะฟ้าไทว่า...ขนาดคิดพึ่งพ่อครูก็ไม่คิด พ่อครูว่า...อันนี้ละเอียด จะพึ่งผมคือจะได้ฟังธรรมชีวิตจะได้สาระอันนี้ พึ่งอันนี้ ถ้าสำหรับผมนะ
สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน สิกขมาตุรินฟ้า สมณะเดินดิน สมณะแสนดิน
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เข้าถึงความสงบแบบพุทธอันลึกซึ้ง พ่อครูว่า....พูดถึงความสงบ บาลีว่า สันตา เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมากเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะของท่านมีอยู่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ผยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ธรรมะของท่านนั้นลึกซึ้ง คัมภีรา ทุททสา เห็นตามได้ยาก จริงๆที่สุดเลย อาตมาเหนื่อย ในการเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความ คนไม่เปลี่ยนตาม แม้ทุกวันนี้อาตมาอธิบายธรรมะมาเกือบจะ 50 ปีแล้ว ยังไม่ค่อย.. ทั้งๆที่เขาแสวงหากัน มีผู้เรียนมีผู้รู้ มีเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น จบปริญญาเอก จบเปรียญ 9 จบการศึกษา เรียนศึกษาฝึกฝน 30 40 50 ปีก็มีเยอะ แต่ก็ไม่เห็นอย่างที่อาตมาอธิบาย ไม่เห็นตามไม่เข้าใจตาม มันยากจริงๆ อาจไม่เป๊ะเหมือนกับพระพุทธเจ้า แต่ก็เอาคำของพระพุทธเจ้ามาสื่อ ทุรนุโพธา เห็น หมายความว่ามีสัมผัส ทุรนุโพธาคือรู้เข้าไปในจิต มีความสงบที่เป็น สันตา หรือสันติ สันตินี้จะรู้ง่ายกว่าสันตา สันตะ สันตา สันติ อะ อา อิ หากเข้าใจในประเด็นชนะแล้ว สันตะนี่ก็สงบ สันตาที่พระพุทธเจ้าใช้คำกลางๆเป็นพหูพจน์ ความสงบนี้มันสงบอย่างเจี๊ยวจ๊าวครื้นเครง สงบอย่างครื้นเครง สงบอย่างสนุกสนาน สงบอย่างรื่นเริงเบิกบาน แต่มันไม่เป็นแบบฮาร์ดร็อค ไม่เป็นแบบแร็พ เท่านั้น อาตมาว่าอาตมามีจิต สันตา มีจิตสงบ ร่าเริงเบิกบาน ไม่เหี่ยวเฉาสดใน ประภัสสร ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุตา เป็นตัวกลางเลย เป็นตัวคล่องแคล่วว่องไง จะทำการงานอะไรก็เบิกบาน เป็นประโยชน์ที่เหมาะควรกัมมัญญา เพราะมีปัญญากำกับอยู่ตลอดความสงบของพระพุทธเจ้ามีความมีปัญญากำกับหมด ไม่ไปในอกุศลที่ไม่สมควร จึงแปลว่าการงานอันเหมาะควร กรรมทุกกรรมที่ทำ กรรมไม่เหมาะควรไม่ทำ ทำแล้วก็สบาย ปภัสสรา เป็นผลประโยชน์ต่อตนต่อผู้อื่น เป็นคุณวิเศษของคนที่ประพฤติได้ พวกเราไม่ถึงขั้นอย่างที่อาตมาเป็นก็ตาม แต่ก็อยู่ในทางเดียวกัน อยู่ในคุณลักษณะ คุณธรรม คุณวิเศษ มาอันเดียวกัน แม้จะไม่ถึงขั้นอาตมา ไม่ได้ยกตัวยกตนแต่เป็นเช่นนั้นนะ มันก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอารมณ์ของอาตมากับอารมณ์ของพวกเรา อาตมาว่ามันไม่ได้ต่างกัน อารมณ์ที่อาศัยชีวิตใช้อาศัย อาตมาว่าพวกเรานี้ ที่อยู่กันมาแล้ว 30 40 ปี วันๆผ่านไปเรื่อยๆ มันไม่ห่วงไม่กังวล มันไม่กระดี๊กระด๊า ไม่กระสันอยากจะแย่งกับคนนั้นคนนี้อยากจะไปได้อย่างนั้นอย่างนี้มา มันเป็นอย่างอาตมาว่าไหม มันสงบ สันตา เดี๋ยวก็ตื่นมาอีกแล้วมีอะไรก็ว่ากัน พอถึงเวลาก็นอนพักอีกแล้ว แต่คนที่ไม่ติดนอน อาตมาก็เดี๋ยวก็ต้องนอนอีกแล้ว นอนไปพอสมควรเมื่อไหร่มันจะสว่างสักที คือมันพักพอแล้ว จะลุกขึ้นมาก็เดี๋ยวเขาว่า ก็ต้องหกโมงนะ อาตมาจะออกมาจากมุ้งหกโมงทุกวัน มันก็ไม่เมื่อย แต่พอเป็นไป ทำไมต้องเมื่อย นอนเฉยๆหาเรื่องอะไร ไม่ได้ออกแรงอะไรมันก็ ชีวิตก็สบายสบาย ประมาณ 6 โมงก็ตื่นขึ้นมา ผู้ที่จะมาโอภาปราศรัยมาสังสรรค์ก็มาแล้ว เหมือนกันนัดกันเป็นรูทีนทุกเช้า 6 โมงก็มามาเจอหน้าเจมส์ เจอหน้าในน้ำคำ เจอหน้าท่านเดินดิน นอกนั้นก็อยู่ข้างๆ ท่านดินไท ท่านหนักแน่น ทานแสนดิน อยู่ข้างๆอยู่แล้ว ท่านเดินดินก็อยู่ห้องห่างไปหน่อย เดี๋ยวคนนั้นคนนี้ก็มา กว่าจะออกจากที่นั่น ทุกคนก็อยากจะคุย อาตมารู้สึกว่าก็มีประโยชน์นะ ถ้าเราพูดก็มีประโยชน์ อัดไว้หมดอาตมาพูดอะไร จะมีพูดที่ไหนจะต้องติดเครื่องที่ อัดเสียงไว้ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเอาอันใหม่มาจนกว่าจะนอนก็เก็บ ถ้าจะนอนก็ได้เสียงกรนก็ไม่เอา ตลอดเลย ซึ่งก็รู้สึกว่าดีนะ มีค่านะ เรานี่พูดอะไรก็มีค่า พูดอะไรเขาก็อยากจะเอาไปฟังได้ประโยชน์ ให้ได้คิดอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็มีค่า มีสองนัย จริงๆแล้วเขาจับผิด อยากจะพูดอะไรที่ไม่ดีนะเดี๋ยวความลับเปิดเผยเขาจะจับผิดก็ไม่เป็นไร อาตมายอมอนุญาตให้จับผิด ก็นานมาแล้วกี่ปี รู้สึกตัวเมื่อไหร่ก็อัดไว้ข้างๆแล้ว ถ้ามีเครื่องดับจับความคิดก็คงให้แล้ว ให้ใส่ไว้ ดักความคิด คิดอะไร ก็ดีนะ รู้สึกว่าดี จริงๆอาตมาก็ไม่ได้หนักใจอะไร ก็สบายใจ ก็เห็นว่าเรามีค่า อิริยาบถก็พยายามถ่ายไว้ กายกรรมก็ถ่ายวิดีโอไว้ ก็รู้สึกว่า เราเองมีชีวิตให้คนเขาเห็นว่ามีค่า แม้แต่จะไปนั่นมานี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งออกมาจากห้องของตัวเอง นอกจากจะมานั่งทำงานเลย นั่งเก้าอี้ทำงาน เดี๋ยวบางทีเขาก็ถ่ายไว้ เดี๋ยวก็ถ่าย ถ่ายอิริยาบถที่อาตมานั่งทำงาน บางทีก็เหมือนกับพูดอยู่คนเดียว คือ พยายามสรรหาคำความ อะไรที่ดีเอามาให้ มันเหมือนคนบ้า บางทีก็มีเสียงออกมานิดๆหน่อยๆ ท่านก็ถ่ายเอาไว้ก็เหมือนคนบ้า แต่ไม่ใช่หรอก เราทำงาน เรามีสติรู้ว่าทำอะไร ไตร่ตรองตรวจตราเลือกเฟ้น คืออาตมารู้สึกว่า เขียนธรรมะ มัน ละเอียดลึกซึ้งมาก มีการแก้ไขอยู่ตลอดเวลา อย่าง หนังสือคนจนที่มีแบบ เขียนไว้แล้ว พิมพ์ออกมาแล้วก็เอามาแก้ ตอนนี้แก้ไปแล้ว แต่ก่อนนี้ 190 กว่าหน้า ตอนนี้ก็ 300 400 หน้าแล้ว ก็คงจะไม่ได้พิมพ์เล่ม 2 จะพิมพ์เล่ม 1 ออกในงานมหาปวารณาเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะว่าเล่ม 1 ก็มี 200 กว่าหน้าแล้ว ก็คิดว่าสมควร ขอพูดถึงหนังสือเล่มนี้ อาตมาว่ามันจะเป็นหนังสือที่เปิดศักราช เปิดอะไรที่อยู่ในวงการศาสนา ถ้าคนไม่มีอคติอะไรกับอาตมา ก็จะได้รับประโยชน์มากทีเดียว เพราะไขความละเอียดลออในประเด็นที่อาตมาข้องใจ แต่ตอนนี้อาตมาเป็นคนไขข้อข้องใจเอง แต่ก่อนก็เคยสงสัย เช่นคำว่า บุญ คำว่า กาย คำว่า สิริมหามายา คำว่าคนจน อาตมาก็ แหม ได้ไข ประเด็นต่างๆเหล่านั้นออกมาขยายความเยอะ ไม่ใช่ขยายความแต่น้อย ขยายแล้วก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่จุใจเลย ขยายแล้วมาอ่านทวนอีกแก้อีกเพิ่มอีก แม้แต่ที่สุดขณะนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน สรภัญญะคืออะไรกันแน่ พูดถึงเรื่อง สวดมนต์ อาตมาก็สะดุดๆ เรื่องวงการศาสนามีการสวดมนต์กัน ขอพูดด้วยใจจริง ศาสนาพุทธ ไม่มีการสวดทำนอง ไม่มีการสวดแล้วใส่ทำนอง อย่างชาวอโศกสวดไม่ได้มีทำนอง ไม่ได้ใส่ทำนอง พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง เรียกว่า สวดสรภัญญะ คำว่า สรภัญญะ อาตมาแจกแจงไว้ไม่รู้กี่หน้า สะ คืออะไร ระ คืออะไร ภัญญะ คืออะไร แล้วเอามาอ้างอิงประกอบกับที่พระพุทธเจ้าท่าน หนึ่งท่านห้าม สองท่านอนุญาต สองนัยยะ สิ่งที่ท่านอนุญาตนี้ พุทธเจ้าท่านอนุญาตสรภัญญะ ท่านห้ามการสวดที่มีทำนอง หรือห้ามการสวดที่ลากเสียงอันยาว สระ นี่ก็คือ สระ สระท่านก็กำกับเอาไว้ สระมันมีสองนัย หนึ่งรัสสระ อีกอันทีฆสระ สระสั้น อะ อิ อุ ส่วน ทีฆสระคือ อา อี โอ เป็นต้น ทีฆสระคือเสียงยาวแล้ว ท่านก็สวด นาโม….ผิดทั้งทำนองและลากยาว หากนามัวก็ผิดทำนองอีก ถ้านะโมะ ก็รัสสระ ภควโต เป็นสรภัญญะ แต่ถ้า นะโมมตัสสสะ ภะคะวะโตตตต หรือรัสสะก็สั้น น้า โม ตัดดด สะ มันไม่ใช่แล้วมันลากยาว มันเป็นรัสสระที่ลากยาวหรือ ทีฆสระที่ลากยาว อาตมาอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าไม่เคยสวดอย่างที่เป็นแบบนี้ ที่เขาสวดกันไม่ใช่อย่างชาวอโศก ชาวอโศกอาตมาพาสวดอย่างสรภัญญะคือ นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ มันเป็นแบบสรภัญญะที่ถูกต้อง มีรัสสระกับทีฆสระที่ถูกต้อง หากไม่เข้าใจก็จะลากเสียงอันยาวและใส่ทำนอง ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้ทำเช่นนั้น ที่ไม่ให้ทำแบบนั้นเพราะว่า 1. มันผิดภาษา มันออกนอกกรอบของกำหนดที่มันถูกต้อง 2. โทษของการลากเสียงยาวหรือการใส่ทำนองก็มีห้าข้อ พระไตรปิฎก เล่มที่ 7 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 7 จุลวรรค ภาค 2 เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง [20] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายข่าวว่า ... จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ:- 1. ตนยินดีในเสียงนั้น 2. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น 3. ชาวบ้านติเตียน 4. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป 5. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ 5 ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับรูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ เดี๋ยวนี้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive