630209_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน1.docx
เนื้อหาในไฟล์
630209_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน1
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1iZZUB-98slpoTQs4PRYqUqaAM9Cmc0P1ZYYRJL7t1vM/edit?usp=sharing
ดาวโหลดเสียงที่... https://drive.google.com/open?id=1Z2Im78Ri8FX5AwZWpUQnZ0umA1co35gF
พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บวรราชธานีอโศกเป็นวันที่ 2 ของงานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 44 มองไปข้างหน้าก็มีพืชผักมีทั้งใบทั้งหัวมันเต็มมันโตมันอ้วน อุดมสมบูรณ์จริงๆ เหมือนมันแกล้ง อยากดีอยากงามนัก งามให้ดูเลย เราก็ไม่ว่ากัน ก็มาดำเนินสู่รายการที่เราได้กะกันเอาไว้ ไม่งั้นก็จะออกไปมาก เอาเรื่องของกาย
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน นิยามของคำว่า กาย กายนี้คือวิญญาณ ที่อาตมาจะต้องเน้นอย่างนั้นก็เพราะว่า ภาษาไทย เมืองไทย ได้ผิดเพี้ยนไกลไปจากสัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า 2500 กว่าปีไปไกลมากเสื่อมและเพี้ยนไปไกล ที่เพี้ยนคือเข้าใจว่ากาย คือเป็นเพียงร่างภายนอกของคน และไม่มีความรู้สึกร่วมด้วยเลย กลายเป็นหมายถึงดินน้ำไฟลม เป็นสังขารปรุงแต่งของดินน้ำไฟลม ไปเข้าใจว่าอย่างนั้น จึงต้องออกข้อสอบถามพวกเรา แล้วกายที่มีสังขารปรุงแต่งกันด้วยดินน้ำไฟลม คืออุตุธาตุหรือพีชธาตุหรือจิตธาตุ ?....อุตุธาตุ พีชธาตุ หรือจิตธาตุ ที่ถูกต้องคือจิตธาตุ แต่เมืองไทยหมายถึงเพียงดินน้ำไฟลม เห็นไหม?พวกเราแท้ๆฟังมาหูแฉะก็ยังสอบตกมากกว่าสอบได้ คิดดูไม่ง่ายมันฝั้นเฝือสับสนมานาน ไปถามข้างนอกเขาตอบถูกตามของเขาหมดเลย กายคือร่าง แยกกายแยกจิต เขาก็ว่าจิตคือธาตุรู้กายคือไม่รู้เรื่องเป็นดินน้ำไฟลม เขาจะแยกกันขาดขนาดนั้นเลย เวลาสอนในเรื่องของศาสนาพุทธอาจารย์เขาสอนแยกกายแยกจิตพระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักแยกกายแยก
อ่านต่อ
จิต เป็นมูลกรรมฐาน 5 เริ่มต้นเลยผู้มาบวชจะต้องศึกษาอุปัชฌาย์ก็สอนเรื่องมูลกรรมฐาน 5 ให้แยกกายแยกจิต จะใช้เหตุปัจจัยเป็นตัวอย่างที่จะแยกผมขนเล็บฟันหนัง จะใช้อะไรก็ได้อยากให้ถูก ว่าอันไหนเป็นกายอันไหนเป็นจิต ถ้าเข้าใจไม่ได้ มิจฉาทิฐิอยู่ แน่นอนเขาก็จะแยกกายแยกจิตอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเข้าใจถูกก็จะแยกกายแยกจิตถูก คือ จะแยกกาย เมื่อใดเป็นกาย 1. เมื่อใดเป็นไม่ใช่กาย และไม่มีชีวะ 2. กับเมื่อใดไม่ใช่กายแต่ยังมีชีวะ 3. เมื่อใดเป็นกายเป็นจิตแยกกันไม่ออก เป็นกายที่เป็นจิตนิยาม เอา 3 ประเด็นนี้ อุตุไม่ใช่ชีวะ ดินน้ำไฟลม แม้พลังงาน สสารพลังงาน ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้าก็ยังเป็นอุตุ พีชะปรุงแต่งกันด้วยธาตุต่างๆ ตามที่มันมีความแตกต่างกันไป เป็นสังขารของแต่ละอย่างแต่ละชื่อแต่ละสมมติแต่ละเรื่องของมัน ก็เป็นตระกูลของมันเป็นหมวดหมู่ของมันไป กาย พจนานุกรมบาลีไทย กายแปลว่า กอง แปลว่าฝูง หมู่ ประชุม ไม่ได้แปลว่าหนึ่งเดียวเลย จะต้องมี 2 ขึ้นไป เมื่อเป็นจิตก็เป็นหมู่ของเจตสิก เจตสิกของวิญญาณ กายนี้คือวิญญาณ กายนี้คือวิญญาณก็คือเจตสิกของกาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร แล้วมันก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าต้องมีรูป องค์รวมขึ้นมาแล้วก็ต้องเป็นรูปสัมผัสได้ สัมผัสได้ในความหมายของกายนี้คือวิญญาณนั้น ต้องสัมผัสได้ด้วยภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย โผฏฐัพพะ ข้างนอก กายต้องมีภายนอกด้วย ใช้ศัพท์คำว่ากายในกายพิจารณาในโพธิปักขิยธรรมจะต้องพิจารณากายในกาย คำว่าพิจารณากายในกายนั้นไม่ขาดภายนอก แต่เน้นไปพิจารณาที่ข้างใน ฟังอีกทีนึง การเรียนรู้กายในกาย พิจารณากายในกายนั้น ในโพธิปักขิยธรรม 37 อันแรกเลยกายในกาย ถ้ามิจฉาทิฏฐิตั้งแต่กายในกายตัวแรกของโพธิปักขิยธรรมเลย อีก 36 ผิดหมด เพราะไม่เอาข้างนอก เพราะฉะนั้นการไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีภายนอก โมฆะหมดศาสนาพุทธ มันจึงเกิดอย่างนี้แหละ อาตมาหัวเดียวกระเทียมลีบ แล้วก็ไม่มีอะไรมากที่จะยืนยันหลักฐานนอกจากในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาก็มายืนยันว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา ผู้นี้ ผู้ใดล่ะที่มีธาตุองค์รวมต่างๆยืนยันแสดงได้ว่าเป็น สยังอภิญญาผู้นี้ก็ไม่เห็นมีใครกล้ายืนยันนอกจากอาตมา แล้วอาตมายืนยันว่าต้องการอวดหรือไม่ อาตมาก็บอกว่าอาตมาอ่านใจตัวเองเป็น อาตมาไม่มีใจที่เป็นสาเฐยจิตตัวนี้ ที่ต้องการอวดโชว์ ยืนยันความจริง แต่ขนาดยืนยันความจริงด้วยความซื่อสัตย์จริงใจป่านฉะนี้เขายังไม่เชื่ออาตมาง่ายๆ ก็ดี ไม่เชื่อง่ายนั้นดีอยู่ แต่ไม่เชื่อเลยนั่นสิ อาตมาก็ว่าเสียประโยชน์นะ ก็คงต้องใช้ภูมิปัญญาของแต่ละคนเห็นดีเห็นงามอะไรก็เอาอันนั้นไม่ต้องมาโชว์ตัวไม่ต้องบอกว่าเห็นดีกับอาตมา จะมาบอกว่าเป็นลูกศิษย์อาตมาก็ไม่ต้องไม่มีปัญหาหรอกอาตมาไม่ได้เดือดร้อนอะไร มีอิสรเสรีภาพ 100% ไม่มีอะไรเรียกร้อง เรียกร้องผู้ที่ได้แล้วไม่มานี่สิ ผู้ที่ไม่ได้นั้นไม่มาก็ไม่เป็นไร แต่ที่ได้แล้วไม่มานี่สิซับซ้อน ที่จริงไม่ได้เรียกไปบังคับอะไรเป็นแต่เพียง เปรยปราย ว่ามานะ ดีไม่ดีก็แต่งเพลง มีศิลปะให้ฟัง อย่างมีมารยาทสุภาพเรียบร้อย
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน ลักษณะของวิญญาณ สรุปว่ากายนี้คือจิตวิญญาณ วิญญาณพระพุทธเจ้าท่านขยายไว้ในพระไตรปิฎกอันหนึ่ง ว่า วิญญาณัง อนิทัสสนัง ไม่อาจมองเห็นได้ ไม่อาจชี้บอกได้ อนันตัง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สุด สัพพโต ปภัง แจ่มใส, แผ่กระจายไปโดยทั้งปวง ทูรังคมัง ไปได้ไกล (เดินทางไวกว่าแสง) เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง หน้าตา หรือรูปทรง คูหาสยัง อาศัยกายเป็นขอบเขตคูหากำบังอยู่ ผู้ที่เริ่มศึกษาไปจะมีสภาวะจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า เราสัมผัสได้เองเป็นปกติทางของเราเอง เราก็จะรู้ของเราได้เองแล้วก็จะตรงกับคนอื่นที่มีความรู้ที่ตรงกัน มันจะตรงกันจริงๆเลย แต่มันต่างคนต่างเห็นต่างคนต่างสัมผัสของตัวเองกัน ก็ต้องรู้ที่จิตของเราเองวิญญาณของเราเองเราก็ดูของเราเองเราก็จะรู้เห็นของเราเองของใครก็ต้องดูของใคร ของคนนั้นก็ต้องรู้ของคนนั้น มันก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงของตัวเอง จึงจะเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติจะรู้แจ้งของตัวเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่มาเรียนรู้แล้ว หากไม่มีสภาวะธรรม ได้แต่คาดคะเนเดาเอา ว่าอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้อย่างโน้น ก็จะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้เรื่องก็พูดกันอย่างเลอะ รู้กันไม่ตรงกันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พูดไปก็ไปไหนมาสามวาสองศอก เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร จิตวิญญาณผู้ตายไปแล้ว จิตวิญญาณของคนเป็นตัวของคุณเท่านั้น คุณไม่ได้เห็นได้รู้กับใคร ที่บอกว่า ตายแล้วไปเจอคนนู้นคนนั้นไปเจอวิญญาณปู่วิญญาณทวดวิญญาณอะไรนั้นมั้ย ถามจริงๆคุณนอนหลับแล้วคุณก็อยู่กับวิญญาณของคุณ วิญญาณของคุณนอนหลับแล้วคุณเจอกับใครไหม ก็ไม่เจอหรอก วิญญาณอยู่ในภพของตัวเอง ตายไปแล้วก็อยู่ในภพตัวเองเหมือนคนนอนหลับ ไม่รู้กับใครสัมผัสกับใครหรอก เอกจรัง หนึ่งเดียว ไปเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวกับใครเลย(เอกะ) จระคือไป ที่บอกว่าอาจารย์มั่นไปเจอกับวิญญาณชาวเยอรมันไปเจอวิญญาณนั้นวิญญาณนี้ ดีไม่ดีไปเจอวิญญาณพญายมด้วย คุยกันเป็นตุเป็นตะสารพัด มีคำพูดโต้ตอบกันได้ตลกเรียบร้อยเอาไปสร้างหนังได้อีกเยอะ ทำความไม่รู้ก็เป็นอุปาทาน สร้างเรื่องเองพวกนี้เป็นนักประพันธ์ชั้นหนึ่งทั้งนั้น มีเรื่องมีราวในภพชาติแต่งไปเถอะเป็นเรื่องเป็นตุเป็นตะ เก่ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง เอกจรัง เพราะวิญญาณไปเดี่ยวไม่มีเกี่ยวกับใครไม่มีใครรู้ด้วย อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง สรีระคือรูปร่าง ไม่มีรูปร่างไม่เห็น แล้วที่พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนท่านให้เรียนในนี้ คูหาสยัง กายยาววา-หนาคืบ-กว้างศอกพร้อมสัญญาและใจ ในร่างนี้จับไม่ได้ บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันจะอยู่ปลายนิ้วมันจะอยู่ตรงพุง ทางธรรมกายเขาก็บอกอยู่ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว ทางด้านอภิธรรมก็บอกว่าอยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 ซึ่งไม่มีที่อยู่แน่นอนหรอก หทยรูป ถ้าเรามีสัญญาของเรากำหนดรู้เข้าไปกระทบจะดูได้อย่างไร รู้ได้ด้วยอาการ นิมิต ลิงค มีเครื่องหมายบอกอาการนี้ อาการนิมิต ซึ่งมันจะแตกต่างกันด้วยอาการก็เรียกชื่อต่างๆกันไป เช่น เวทนา สัญญา สังขาร เจตนา อะไรพวกนี้ หรือแยกเป็น เวทนา 108 ก็เกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ เราก็จะรู้จักธาตุรู้เหล่านั้น ที่มันทำงานตามหน้าที่ของแต่ละชื่อแต่ละชื่อ เวทนาก็ทำงานอย่างนี้ สัญญาก็ทำงานอย่างนี้ชื่อนี้ สังขารก็ทำงานอย่างนี้ชื่อนี้ กายิกเวทนาก็ทำงานอย่างนี้ตามองค์ประกอบอย่างนี้ชื่อนี้ จิตเวทนาก็ทำงานอย่างนี้ชื่อนี้อาการอย่างนี้ ความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ทำงานอย่างนี้อาการอย่างนี้ชื่อนี้ แล้วจะมีดีกรีอย่างนี้ ความสุขข้างนอกหยาบ ความทุกข์ข้างนอกหยาบ มามีภายในเป็นโสมนัสโทมนัสก็มีอย่างนี้ ไม่มีอาการสุขอาการทุกข์ เป็นอุเบกขาหรืออุเบกขินทรีย์ เป็นอินทรีย์ 5 มีฤทธิ์ ก็มีขนาดของมัน มันก็ต้องมีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยภายนอกเรียกว่าสุขทุกข์ เหตุปัจจัยข้างในเรียกว่าโสมนัสโทมนัส ถ้าเป็นกลางๆเรียกว่าอุเบกขา โลกียะก็รู้ สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ เคหสิตะเขาก็รู้ โลกียะเขาก็กำหนดรู้ของเขาเหมือนกัน แต่ก็เป็นแบบที่มีกิเลสมาปรุงแต่ง ปรุงแต่งอย่างเอากิเลสออกไป เขาเรียกว่าเนกขัมมะสิตเวทนา เขามีแต่กดกิเลสเอาไว้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องรู้แต่จิต กิเลสไม่ให้เกิดมารู้ เลือกรู้แต่จิต กดกิเลสไว้ ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่งภายนอกด้วย เพราะมันไม่มีประสิทธิภาพ ของโลกียะนี้ปฏิบัติธรรมแบบสะกดจิตไม่มีประสิทธิภาพไม่เกี่ยวกับภายนอก แต่ของพุทธะของพระพุทธเจ้านี้เกี่ยวกับข้างนอกมาตามลำดับตามลำดับ เริ่มต้นตั้งแต่เกี่ยวข้องสัมผัสกับสัตว์กับคนโดยเฉพาะคนนี่แหละ เราจะเกิดความโกรธความโลภเกิดความหลงอะไรหรือไม่ เรียนให้ดี มันมีองค์ประกอบซึ่งจะมีตัวกิเลสไปปรุงแต่งร่วม ให้เลือกตัวปรุงแต่งนี้ออกไปแล้วเข้าใจให้ได้ว่ามันไม่เป็นตัวจริงมันเป็นมายามันเป็นตัวหลอกมันเป็นอาคันตุกะ มันอยู่ไหนก็ไม่รู้มันมาจากไหนก็ไม่รู้ เราต้องเห็นความจริงว่าไม่เชื่อมันหรอกมันไม่มี เราต้องเห็นด้วยปัญญาว่าเอ็งอย่ามาหลอกข้า มันก็จะพ่ายแพ้ความจริงมันก็จะลดน้ำหนักลงจนมันไม่มีในจิตไม่เกิดในจิต ก็ศึกษาพิสูจน์ความจริงไป ตั้งแต่องค์ประกอบประชุมกันเป็นสังขาร หยาบๆ ขั้นหยาบ โลก เขาเห็นว่าเป็นเรื่องหยาบเป็นเรื่องเสียหายเสียเวลาทุนรอนแรงงานเลอะเทอะ ด้วยการไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไรดีไม่ดีเละ เสียเปล่า ไม่ได้เกิดคุณค่าประโยชน์ เสื่อมด้วย ร่างกายเสื่อมชีวิตเสื่อม พฤติกรรมที่อยู่กับสังคมก็เสื่อม นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ผู้ฟังก็ได้พักหูด้วย สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน ความหมายของกายต่างๆตามพจนานุกรม พ่อครูว่า...อาตมาเอาพจนานุกรมฉบับนักศึกษาของเจ้าคุณอุดร คณาธิการ กับรองศาสตราจารย์ดร.จำลอง สารพัดนึก ที่เป็นฉบับแพร่หลายใช้กันเยอะ อาตมาก็ใช้ เอาหมวดกาย เขาก็แปล ตามความเข้าใจของเขาอาตมาก็ว่าถูกก็มี ที่ไม่ถูกเต็มที่อาตมาไม่เห็นด้วยก็มี ลองฟังดู กายแปลว่า กองฝูงหมู่ประชุม มันแปลว่าหมวดแห่งเจตสิกธรรม หมายถึงเวทนา สัญญา สังขาร กายกรรม ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ หมายถึงสิ่งที่พึงกระทำทางกาย การออกกำลังกาย กรรมแปลว่าการกระทำ กายก็ทับศัพท์ คนที่เข้าใจคำว่ากายหมายถึงเพียงแต่ร่างเฉยๆ มันก็หมายถึงกรรมทางร่าง กระทำ ถามหน่อย ร่างเฉยๆ หมายถึงสรีระวัตถุ ไม่มีจิตเข้าไปสั่งการบัญชาให้ร่างมันทำ มันก็จะทำอย่างสะเปะสะปะตามพลังงานของอุตุหรือพลังงานของพีชะ แต่แน่นอนคุณกำหนดพีชะไม่เป็น แต่อรหันต์ใช้พลังงานพีชะเป็น เป็นเรื่องลึกซึ้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระอรหันต์ที่เป็นคนนี้กำหนดให้จิตใช้พลังงานแบบพืชโดยที่เวทนาไม่มี พีชะไม่มีเวทนา เพราะฉะนั้นกรรมจึงไม่เป็นอันทำ ไม่มีวิบาก อรหันต์ทำกรรมจึงไม่มีบาปไม่มีบุญ เพราะกรรมของพระอรหันต์หมดบาปหมดบุญแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นกรรมที่บริสุทธิ์จริงใจซื่อสัตย์ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ก็ไม่นับเป็นพระอรหันต์ ต้องซื่อสัตย์ อย่างจริงใจด้วยไม่เสแสร้งพรางลวง เป็นความจริงใจทุกกระบวนการของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นกรรมทุกกรรมไม่มีบาปไม่มีบุญอย่างนี้เป็นต้น รายละเอียดพวกนี้แม้แต่คำว่ากรรมคำเดียวที่อาตมามาขยายความให้เห็นชัดเจน บรรดาอาจารย์ทางศาสนาทั้งหลายแหล่ไม่ได้ขยายความ ก็ไปเชื่อกันว่า กายนี้คือร่างหนึ่งเดียว คือวัตถุไม่มีความรับรู้ไม่มีธาตุจิต ไม่ต้องไปพูดถึงธาตุพีชะเลย ไปหมายเอาอุตุอย่างเดียวเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางสามารถชัดเจนได้เลย ยิ่งมาเป็นกายกัมมัญญตา ความคล่องแคล่วแห่งกาย ทับศัพท์ เขาก็แปลกัน ว่าคือร่างก็หมายถึงความคล่องแคล่วของร่างซึ่งไม่มีจิตไปกำหนดกำกับไปบัญชา มันก็เป็นการสะเปะสะปะไปตามแรงดูดภายนอกที่มีกำลังกว่ามันก็เอาไปกินหมด เพราะฉะนั้นจึงตกเป็นทาสของพลังภายนอก พลังงานของอบายมุขพลังงานของสังคมพลังงานของรสนิยมค่านิยมสังคมไปตามเขาหมดเลย กลายเป็นทาส ของสังคม ธาตุของโลกธรรม ไปถึงเป็นธาตุอบายมุข ชาวนรก ทีนี้เขาก็แปล กายกัมมัญญตา คือ ความเป็นของควรแก่การงานของกองเวทนาสัญญาและสังขาร ความเป็นของควร พยายามแปลตามพยัญชนะก็ไม่ผิด แต่การงานแห่งกองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร เป็นเจตสิกใหญ่ 3 ของวิญญาณ วิญญาณประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร รวมแล้วทั้งหมดปรุงแต่งกันอยู่เรียกว่าวิญญาณ พอหมายถึงจิตเข้าไป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เป็นองค์ประกอบรวมเป็นองค์ประชุมร่วม คำว่าร่างคำว่ารูปนี้ เป็นองค์ประกอบรวมเป็นองค์ประกอบร่วม แต่ต้องมีนามกำกับอยู่ ถ้าหากไม่มีนามกำกับไม่เรียกว่ากาย ไม่มีนามธรรมกำกับหรือไม่มีจิตเข้าไปร่วมอยู่ด้วยไม่เรียกว่ากาย แม้จะมีพลังงานของชีวะพืช เข้าไปร่วมก็ยังไม่เรียกว่ากาย โอ้โห กายของมะละกอ กายดอกใบเตย ? เขาเรียกหรือ? กายกะหล่ำปลี กายมะเขือเทศ เขาก็ไม่พูดกัน เพราะฉะนั้นมูลกรรมฐาน 5 จึงละเอียดสำคัญมาก ถ้าเข้าใจยังไม่สัมมาทิฐิ ผู้มาบวชแล้วจะไปนิพพานแต่ไม่สัมมาทิฏฐิในการแยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5 เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย เมื่อไหร่จะเป็นอุตุ เมื่อไหร่เป็นพีช เมื่อไหร่เป็นจิต โดยกรรมโดยธรรม กรรมคือการกระทำให้เป็นอุตุการกระทำให้เป็นพืชการกระทำให้เป็นจิต เมื่อเราไม่ตายอยู่ก็ทรงไว้เรียกว่าธรรมะ ธรรมะเป็นของทรงไว้คู่กันกับกรรม กรรมเป็นตัว Dynamic เป็นตัวทำงาน ธรรมะก็เป็นตัวทรงไว้เป็นตัว static เป็นตัวทรงอยู่ แล้วก็มีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือบวกกับลบ ธรรมะก็เป็นบวก กรรมก็เป็นลบ คู่กันอยู่เป็นนิวเคลียสเป็นคู่ของพลังงาน แต่มีจิตเป็นตัวกำกับเป็นประธานก็เลยเป็นสามเส้า บวก ลบ ประธานคือจิตของแต่ละคนกำกับควบคุมจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้จึงเกิดกรรม แม้กัมมัญญตา ก็เป็นการงานที่ควรของผู้ใดที่มีภูมิปัญญาในจิต กำหนดจะทำ เมื่อเป็นพระอรหันต์ก็คือเป็นผู้ที่มีความควรไม่มีอคติ ทุกอย่างไม่มีอคติอย่างตามความจริงใจของพระอรหันต์คนนั้นก็ทำตามตรงจิตที่เราพระอรหันต์แต่ละองค์ท่านมีความรอบรู้ เอาเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งได้ ก็ปรุงแต่งกันด้วยความสุจริตใจจริงใจสะอาดไม่มีอะไรแฝงไม่มีอคติเลย ไม่มีความรักคนนั้นลำเอียงคนนี้ไม่มีเลย ซื่อสัตย์สุจริตที่สุด กายกลิ กลิ แปลว่าโทษภัย องค์ประชุมของพลังงานจิตที่มันเป็นภัย กายกลิคือ องค์ประชุมของโทษภัยคือ กายกลิ เขาแปลว่า สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย กายคือธาตุ 2 อยู่ในธาตุ 2 อยู่ในกายนี้สิ่งนั้นสิ่งที่ชั่วช้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชั่วช้าที่บงการอยู่ก็คือจิต สิ่งที่ถูกจิตบงการก็คือกรรมกิริยาภายนอก กายวิญญัติ วจีวิญญัติให้ออกไปเป็นกายกรรม หากไปแปลกายกรรมว่าแค่ออกกำลังกายก็ไม่ผิด แต่ลึกๆคือ บ่งบอกทั้งข้างนอกข้างในเป็นกายกรรมครบพร้อมหมายถึงจิตและท่าทีลีลาของการเคลื่อนไหวภายนอกด้วย กายสาวะ คือ ความหมักหมม เขาแปลเป็นความหมักหมมของร่างกาย กับอาตมาจะแปลว่าความหมักหมมของกิเลสในจิต สาวะคืออาสวะคือความหมักหมม ไม่ใช่สิ่งที่สะอาด หมักหมมอยู่ในกายหรือในร่างกาย ก็คือหมายถึงจิต ที่นี้เขาแปลว่าความหมักหมมแห่งร่างกาย แล้วก็แปลต่ออีกว่าเป็นความสกปรกที่มีอยู่ในร่างกาย คุณฟังดู ความสกปรกที่มีในร่างกายนี้คุณก็คงไม่เข้าถึงภายในจิต ในร่างก็ต้องผ่านร่าง แต่กายคือจิตหรือวิญญาณ กายนี้คือวิญญาณที่อาตมาตั้งชื่อมาพูดกันวันนี้ ถ้าหากหมายเอากายว่าคือร่างภายนอก คุณไม่มีทางจะได้นิพพาน ฉันเดียวกับพระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้คือจิต มโน วิญญาณ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 กายนี้คืออย่างนี้ เขาก็ยังไม่เชื่อกันเลย อาจจะเชื่ออาจารย์เก่า เมื่อไหร่จะมีปรโตโฆสะ หากเชื่ออาจารย์เก่าแล้วทำแล้วเป็นผลก็คงเป็นอรหันต์กันได้แล้ว อาตมาว่าอาตมาทำได้เป็นหมู่มวลที่มาเทียบเคียงยืนยันอ้างอิงว่ามีวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 มีสาธารณโภคี มันง่ายหรือ? คุณทำได้ไหม ในชุมชนไหนมีสาธารณโภคี ยืนยันได้ว่าเป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อยไม่ใช่คนเลี้ยงง่ายและเป็นพวกที่ใจพอ ไม่ได้มีแส่หา ดิ้นรนแส่หา ตะกละตะกรามดันทุรัง มันไม่แล้วมันพอมันหยุดแค่นี้ก็พอ อยู่ในหมู่สาธารณโภคีก็พอแล้วไม่มีอะไรสงบสบายพอ แล้วสุขภาพร่างกายก็ไม่เสียด้วยพอขนาดนี้ ดีด้วย หาคนลงพุงหลามๆยาก ในชาวอโศก สเรนเดอร์ทั้งนั้น ข้างนอกพุงหลามๆ จนเป็นโรคอ้วน คนอยากให้อาตมาน้ำหนักขึ้น อยากให้มีเนื้อมีหนังมีกะทิในพุงมันมันบ้าง ไม่รู้สิ อาตมาก็ว่าของอาตมาไปมันก็ไม่ขึ้น อาตมาก็ว่าแข็งแรงดีไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องอะไรมากแต่มันก็เถอะอาจจะใช้เกินก็เลยต้องช่วยกันอันโน้นอันนี้มาเติมให้อยู่ เขาชั่งน้ำหนักทุกวันวันละ 2-3 เครื่อง เรื่องความหมักหมมเน่าในก็เสียหายหมด กายคตะ คำว่าคตะแปลว่าดำเนินไป สิ่งที่อยู่ในกาย สิ่งที่ไปในการสิ่งที่อยู่ในกายก็ต้องดำเนินการดำเนินไป ไม่ใช่มันอยู่นิ่ง กายคตะ คตะ แปลว่าดำเนินไปไม่ใช่แปลว่านิ่ง มันอยู่ข้างในมันก็เคลื่อนที่อยู่ จะเคลื่อนที่อยู่ในวงกลมก็ตาม เคลื่อนที่อยู่ในแวดวงเดิมก็ตามเรียกว่า กายตะ หากออกนอกวงได้ก็เก่ง ขยายไปตามต้องการได้ออกไปในวงใหญ่ วงมโหฬาร ก็ยิ่งเก่งไปตามความสามารถยิ่งชัดเจนยิ่งทำได้คุณก็จะรู้การขยายผล ของความสามารถนั้นขึ้น กายคันธะ คำว่าคันธะ แปลว่ากลิ่น กิเลสเครื่องร้อยรัดกาย แปลว่ากลิ่น แปลว่าเครื่องหอมสำหรับร้อยรัดกาย คันธะ แปลว่ากลิ่นแปลว่าเครื่องหอม เครื่องเหม็นก็แปลว่ากลิ่น ไปๆเอาแต่เครื่องหอมมันเป็นการลำเอียงนะนี่ กลิ่นมันกลางๆ มีทั้งหอมเหม็นและไม่หอมไม่เหม็นมีทั้งหอมมากหอมน้อยเหม็นมากน้อยไม่รู้อีกกี่ระดับ กายคันธะ
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน แยกเวทนา 2 โดยวจีสังขารและโสตทิพย์ กายคุตตะ คือผู้มีร่างกายอันคุ้มครองแล้ว ผู้รักษากายได้แล้ว ผู้มีกายที่สงบ เมื่อมิจฉาทิฏฐิผู้มีกายที่สงบ เข้าใจกายเป็นเพียงภาวะภายนอกก็จะทำให้ภาวะภายนอกมันหยุดดิ้น นี่ก็ว่ากายสงบแล้ว ดีไม่ดี กายวิเวก คือเอากายไปออกไปสู่ที่เงียบไปอยู่เดี่ยวๆไปอยู่ในป่าเขาถ้ำ ห่างจากผู้คนต่างจากสังคม ชื่อว่ากายสงบแล้ว ถ้าจิตของคุณดิ้นไปในกามดิ้นไปในอัตตาอะไรอยู่ข้างใน ข้างในก็ดิ้นไปในอัตตาข้างนอกก็ดิ้นไปสู่กามสู่อบาย แล้วมันจะสงบอย่างไรกายของคุณ มันก็ยิ่งออกไปข้างนอก ยิ่งอยู่ข้างในก็ยิ่งเป็นอัตตา เพราะฉะนั้นคำว่าสงบ กายที่คตะ มันดำเนินไปแล้วมันก็สงบอยู่ กายดำเนินไป สงบอยู่กายคตะสงบอยู่ คุ้มครองได้แล้ว ก็หมายถึงว่าคุณจัดการกำกับทั้งข้างนอกข้างใน กำกับทั้งข้างนอกข้างในให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะที่จะแสดงออกถึงกายกรรมแสดงออกถึงวจีกรรม แสดงออกได้พอเหมาะพอดีเรียกว่า กายคตะ ดำเนินไปออกสู่ภายนอกโดยมีข้างในเป็นตัวประธานกำกับให้เกิด อีกคำ คือ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ วจีคือกายภายนอกภายในกึ่งๆ วจีสังขาร ยังไม่ออกมาทางภายนอก วจีสังขารในสังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นแกนนิ่ง ส่วนตักก วิตักกะ สังกัปปะ เป็นตัววิ่ง ตักกะ เริ่มคิดเริ่มดำริมีธาตุรู้ เมื่อเริ่มมีธาตุรู้คุณก็จัดการเรียนรู้ตัวนี้ มันมีกิเลสดำริขึ้นร่วมปรุงแต่งด้วยไหม ในจิตที่ดำริตักกะมานี่ พอจิตเริ่มเกิดมา คุณก็พยายามแยกแยะใช้จิตสัญญากำหนดหมายแล้วก็แยกแยะให้ออก ตีแตก ให้ออก มันมีกิเลสโดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าท่านให้ตีแตกในเวทนาในความรู้สึก แยกเวทนา 2 มันเป็นเวทนาแท้ๆ กับเวทนาที่ปรุงแต่ง แล้วเป็นอุปาทานไปติดยึดว่าอย่างนี้เขาชอบ เป็นรส เป็นความอร่อย เป็นความชอบใจเป็นความชื่นใจเป็นสิ่งที่น่ามี หรือเป็นความโกรธเป็นความไม่ชอบใจเป็นความผลัก ดีไม่ดีถึงฆ่าแกงรุนแรงถึงตาย มันไม่เหลือแต่เฉพาะธาตุรู้ตามความเป็นจริง อย่างเดียว มันมี 2 ผู้ที่แยก 2 ได้เรียกว่าเป็นผู้ที่มีโสตทิพย์ตาทิพย์ เป็นความรู้จักวิปัสสนาญาณมโนมยิทธิ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ โสตทิพย์หมายถึงรู้สิ่งที่ละเอียด โสตะคือรู้ ทิพย์คือละเอียด แม้มันจะอยู่ไกลก็รู้ละเอียดชัดเจน อยู่ใกล้ก็แน่นอนแยกแยะได้ง่าย จะอยู่ไกลได้ยินแว่วๆ เห็นได้ยากเห็นได้น้อยเห็นได้เล็ก หรือได้ยินเสียงน้อยเสียงเบาๆ ก็ยังสามารถรู้ชัดเจนแยกแยะออกได้นั่นคือความสามารถของโสตทิพย์ แยกเป็นเสียง 2 เป็นรูป 2 เป็นกลิ่น 2 เป็นรส 2 สัมผัส 2 แยกเป็นอันหนึ่งจริงอันหนึ่งเป็นตัวมายาอีกหนึ่งเป็นตัวจริงเป็นของแท้ เราก็เลือกเอาแต่ของแท้อย่าเอาของไม่จริงของที่เป็นมายา เรารู้ทันว่ามันเป็นมายา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรารู้เธอแล้วมาร มารคือมายา เรารู้เธอแล้ว อย่ามาเสนอหน้าเสียให้ยากมาร ทำอะไรเราไม่ได้หรอกเราหักขั้วเรือนยอด เธออย่ามาสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างตัวตน เราถอดหัวใจของเธอออกไปหมดแล้ว หัก พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่คำว่าหัวใจมันดุเดือด ท่านใช้คำว่าหักเรือนยอด ของเธอหมดแล้วไม่มีเรือนจะอยู่แล้วให้ไปเสีย ท่านก็เอาเรือนยอด มาเป็นตัวแทนในการอธิบายความหมายของมันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะมาหยิบมาขยายความให้ฟังให้เห็นชัดๆ ว่า กายก็ดี วิญญาณก็ดี พรากกันไม่ได้ จะเรียนรู้วิญญาณจะต้องมีทักษะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วิญญาณที่ไม่มีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กายไม่มีสิทธิ์จะเรียนรู้ เช่นภิกษุสาติ ไปเรียนรู้วิญญาณสัมภเวสี ไปมัววุ่นกับวิญญาณสัมภเวสีวิญญาณล่องลอยไม่มารู้ที่ตาหูจมูกลิ้นกายผัสสะ แล้วเกิดอาการนี้ในปัจจุบันเกิดอาการจิตรู้ในเวทนาในจิต เกิดอาการตัวนี้นี่แหละตัวที่จะเรียนอย่างไปนอกตัวนี้ ภิกษุสาติอย่าไปวุ่นวายกับวิญญาณล่องลอยอาจารย์มั่นที่มาจากเยอรมันจากคณะตอนนี้ดีไม่ดีไปปั้นเป็นพญายม คุยกันเป็นตุเป็นตะไปหมดเลย จะจับลงนรก พญายมมาเจอกราบอาจารย์มั่นเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน นิพพานแบบเคลื่อนไหวกับลักขณรูป 4 สู่แดนธรรมว่า...ผมบอกเพื่อนว่าที่ชาวอโศกทำได้เป็นรูปธรรมอย่างนี้เป็นชุมชนอย่างนี้เพราะมีนิพพาน เขาก็ว่าเรานั้นง่าย พ่อครูว่า...มันไม่ได้ง่ายหรือยากอย่างที่คิดหรอกอะไรที่ชำนาญมันก็ง่ายอะไรที่ไม่ชำนาญมันก็ยาก มันก็อยู่ที่ตรงนั้นอีกมันก็จริง เพราะฉะนั้นก็เลือกเอาเถอะ ว่าจริงๆแล้วจะเอาแบบไหน นิพพานของพระพุทธเจ้าปรินิพพานที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่นิพพานที่ไม่เคลื่อนที่อยู่นิ่ง มันนิ่งเพราะว่าถูกกิเลสกวนไม่ได้ กับกิเลสมากระแทกกระทุ้งมาตอกย้ำมาทำให้มันเคลื่อน มันก็ไม่เคลื่อน มันนิ่ง อย่างนี้ต่างหากเล่า นิ่ง กิเลสมากระทบกระเทือนกระทุ้ง พระพุทธเจ้าจึงให้มีการสัมผัส การสัมผัสนี่แหละเป็นการพิสูจน์ว่าจิตของคุณนิ่งหรือเปล่า แล้วนิ่งของคุณเป็นธาตุรู้ไม่ใช่ธาตุบื้อ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ใช่ แต่เป็นธาตุรู้ที่ชัดเจนเลย คนนี้มากระทุ้ง กระทุ้งอย่างแหลมคม หรือกระทุ้งอย่างไม่แหลมคมเลย กระทุ้งหนาหนัก บุบๆๆ มีแต่แรงอย่างเดียว แหม จะรู้หมดเลยในรายละเอียดของสิ่งที่กระทบสัมผัสกระทบกระแทกกระเทือนรออยู่ มันมาแบบไหนมุมไหนเหลี่ยมไหนมิติไหน ไม่ใช่ไม่รู้ไม่รู้ไม่รู้ดับไม่รู้ แต่นี่รู้รอบรู้ทั่วรู้ครบรู้ทุกมุมเหลี่ยมแง่มุมมิติทุกนัยยะ ละเอียดอย่างนั้นมันรู้รอบเรียกว่ารู้จักรู้แจ้งรู้จริง อาตมาสรุปใช้ 3 คำนี้ รู้จัก คือ มันสัมผัสทุกแง่มุมรู้จัก รู้แจ้งชัดเจน และเป็นจริงด้วย ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงที่จริง ไม่มีภาษาอื่นแล้วภาษาจริง การเรียนรู้นามธรรมขั้นจิตวิญญาณแล้วก็มาสัมพันธ์กับอันนอก สัมพันธ์กับดิน น้ำ ไฟ ลม สัมพันธ์กับอันอื่นๆ เป็นตัวตนบุคคล คนต่างๆสัตว์ต่างๆ ว่าสิ่งต่างๆ พืชต่างๆ เข้ามาร่วม ร่วมสังขารปรุงแต่งอยู่ด้วยกัน อย่างไม่เป็นพิษเป็นภัย อย่างไม่ทำลายแต่ช่วยกัน ให้เกิด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive