630210_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน2.docx
เนื้อหาในไฟล์
630210_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน2
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/13rk2v1niHN4j8-VVDw0f8H0f7flUphOq94QrOeCtjwM/edit?usp=sharing
ดาวโหลดเสียงที่... https://drive.google.com/open?id=1kJ4sXF27v5qhO2hUw7wdXMQIRZG0sJLK
พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บวรราชธานีอโศก งานพุทธาภิเษกครั้งที่ 14 เป็นวันที่ 3 ของงาน สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) กายไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่กายแต่แยกกันไม่ได้ กายนี้คือวิญญาณ ทำไมต้องเน้นคำว่ากาย เพราะว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่เป็นแกนศาสนาพุทธของโลก เพราะว่าแม้แต่ประเทศต่างๆยังศรีลังกาก็ยังยอมให้เมืองไทยว่าเป็นเมืองพุทธศาสนาที่ดีที่สุด ซึ่งเขาเข้าใจอย่างนั้น ถูกไหม? ...ถูก ถูกเพราะ มีเราชาวอโศกไง! ทำไมว่ามีเราชาวอโศก ก็เพราะว่าเราชาวอโศกนั้นยืนยันตามหลักฐานที่มีบันทึกไว้ ที่เขายอมรับกันเกือบทั่วโลก ตามพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ซึ่งก็จะมีฉบับอื่นแปลกแตกต่างออกไปบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่อาตมามั่นใจมากๆก็คือ 1 กายกับจิต มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่กายกับจิต มันแยกกันได้ มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่แยกกันได้ ที่สุด กายไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่กาย ก็ได้ แต่ไม่แยกกัน สิ้นขาดด้วยความรู้ในธรรมนิยาม โดยเฉพาะธรรมนิยาม 4 ก็คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม และธรรมนิยาม กรรมนิยามเป็นตัวปฏิกิริยาเป็นตัวแปรตัวเคลื่อนที่ทำให้เปลี่ยนแปลง กรรมเป็นตัวกระทำเป็นตัวปฏิกิริยาเป็น activities ที่จะPpทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไป จริงๆไม่มีกรรมมันก็เปลี่ยนแปลงไปโดยธรรมชาติโดยธรรม มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาละ ไม่เที่ยงหรอก ก็ขึ้นกับกาละ ไม่เที่ยง เคลื่อนที่ไป แต่มันช้ากว่า ถ้ามีกรรมกิริยามันเร็วกว่าเพร
อ่านต่อ
าะมีผู้กระทำ ยิ่งผู้กระทำเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพมีสมรรถนะสูง มีปัญญาดีมากมายขึ้น มันก็ยิ่งจะทำให้เจริญได้มาก เจริญได้เร็ว เจริญได้ตามต้องการ สิกขมานา ดร.มนัสพิสุทธิ์ พิทักษ์สันติภาพ เขียนกวีมาว่า ลูกพญาแร้งพลัดถิ่น เคยเวียนวนแผ้วถางอย่างหน่วงหนัก เหนื่อยไม่พักพากเพียรเฝ้าเรียนร่ำ ฟังธรรมจากพ่อครูอยู่บ้าน แว่วเสียงปลุกลำนำ ย้ำคำนึง….
พ่อครูว่า...เป็นสิกขมานาก็คือสามเณรี
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) แกนจิต dynamic กับ แกนจิตstatic มาเข้าสู่เรื่องกายนี้คือวิญญาณ คนที่จะแยกกายแยกจิตออก มันไม่ใช่ธรรมดาของสามัญความรู้ ความรู้โลกียไม่มีสิทธิ์ความละเอียดละออของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ความรู้โลกที่ต่างจากความรู้โลกุตระอย่างมีนัยยะสำคัญจริงๆ ซึ่งอาตมาก็กำลังเขียนความรู้ที่เป็นโลกุตระ ที่บัญญัติเรียกว่าปัญญา ปัญญาไม่ใช่เฉโกหรือเฉกะ นี่เป็นพยัญชนะที่บ่งบอกระบุสัจธรรม ที่จะเป็นลักษณะของความรู้ความฉลาด เฉลียวฉลาดขนาดไหนก็อยู่ในกรอบขนาดนั้นเรียกว่าโลกียะ ออกจากโลกียะไม่ได้ หรือ synonym ของมันคือเทวนิยม ออกจากกรอบเทวนิยมไม่ได้ เริ่มมีธาตุตัวใหม่ คืออัญญธาตุ ธาตุพลังงานจิตที่อาตมาได้ขยายสู่ฟัง จากตำนานของพระพุทธเจ้าสมณโคดม มีภิกษุองค์แรกของศาสนาพุทธคืออัญญาโกณฑัญญะ เป็นผู้เริ่มมีธาตุตัวนี้คนแรกในโลก เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า กัณฑ์แรกธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พอฟังแล้วโกณฑัญญะรับได้จิตเปิดรับ พฤติการณ์ของจิต ที่เกิดสว่างเกิดอะไรขึ้นมา เริ่มมีจิตตัวนี้ เติมพลังงานของจิตเข้าไปเป็นอัญญธาตุ ตัวแรกเป็นเอกพจน์ ธาตุใหม่ แตกต่างจากธาตุรู้ธาตุที่เป็นโลกียะหรือเทวนิยม มันเป็นคนละตระกูล คนละดีเอ็นเอ คนละยีนส์ genome เอาภาษาทางรูปธรรมวิทยาศาสตร์ชีววิทยาเข้ามาเรียน มันมีตัวใหม่ขึ้นมา เป็นนามธรรมที่เป็นตัวแท้ มันเกิดใหม่ จากอัญญะ(เอกพจน์) มาเป็นอัญญา (พหูพจน์) ก็เริ่มมีตัวที่ 2 ขึ้นมาเป็นพหูพจน์ มีตัว 3 ตัว 4 ก็เจริญพัฒนาสูงขึ้นไปเรื่อย เป็นอัญญา มาเป็นกัญญา มาเป็นสัญญา เพิ่มธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระธรรมไปเรื่อยๆ มันมีสภาวะของจิตในจิต ไม่ใช่เข้าใจแค่เพียงพยัญชนะภาษา ภาษาก็ฟังซาบซึ้งได้ แต่เราต้องอ่านจิตในจิตของเรา แล้วเราก็ต้องทำจิตในจิตของเราได้ ทำจิตในจิตของเราเป็น ทำเป็นธรรมถูกต้อง ทำสัมมาทิฏฐิเป็นสัมมาปฏิบัติ จนบรรลุผลสมบูรณ์เรียกว่าสัมมาปฏิเวธ ครบตามลำดับ คนที่จะสามารถมีญาณหยั่งรู้จิต เจตสิก รูป จนกระทั่งถึงนิพพาน นี่เป็นภาษาอภิธรรม 4 คำนี้ จิต คือคำรวมของธาตุรู้ที่เอามาทำงาน เอามาเป็นก้อน จิตกับวิญญาณแตกต่างกันในนัยละเอียดคือวิญญาณเป็นคำรวม ธาตุรู้ทั้งหมดรวมทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทีนี้ในวิญญาณแตกตัวมาเป็นเจตสิก เวทนาเจตสิก แยกเวทนา แยกเวทนานี่แหละ ออกเป็นรายละเอียด 108 ตัวสำคัญ ในนี้ก็ต้องอ่านอาการของจิตที่มันเป็นตัวโต จิตที่หยาบกว่าเวทนา ตัวเวทนานี้ละเอียดกว่าจิต จิตเป็นความรวมมี static มากกว่า เวทนามี dynamic มากกว่า พอรวมก็เรียก สราคะ สโทสะ สโมหะ พอทำให้กิเลสลดลงได้ทำให้ไม่เป็นได้เรื่อยๆ ไม่เป็นราคะ ราคะลดลง ไม่เป็นโทสะโทสะหายไป ไม่เป็นโมหะ โมหะหายไปเรื่อยๆ ก็เป็นวีตะ ส่วน ส คือมีคือเป็น ก็ทำให้เป็นวีตะ ไม่มีไม่เป็น เราจะต้องมีอย่างละเอียด สัญญาตัวกำหนดรู้ละเอียดเข้าไปกำหนดหมายเข้าไปเรื่อยๆ อ่านแล้วก็ทำการปฏิบัติ มันต้องมีสองแกน แกน static กับ แกน dynamic แกน static ก็เรียก สังขิตตังจิตตัง ส่วนแกน dynamic เรียกว่า วิกขิตตังจิตตัง สังจิตตังจิตตัง จับตัวเป็นก้อนเหมือนหัวเป็นสังกะตัง สายศรัทธา วิกขิตตังจิตตัง ก็จะฟุ้งกระจายไม่จับตัวกัน สายปัญญา ฟุ้งก็จับไม่ติด ต้องทำให้ได้สัดส่วน ส่วนจับกันแน่นมันตีไม่แตกแยกไม่ออกก็ต้องตีให้แตกแยกให้ออก ส่วนที่ฟุ้งกระจายก็ต้องทำให้รวมตัวกันให้ได้ให้มีลักษณะของสัจธรรมตัวใด เป็นเวทนาให้มันชัดๆให้มันจริงๆ เวทนารวมตัวกันให้ครบ ครบความเป็นกายเป็นจิต มีธาตุ 2 เป็นกายเป็นจิตรวมกันเป็นธาตุ 2 ของเราเรียกว่า สักกาย เราเรียนรู้จะเกิดทิฏฐิ ความเข้าใจเกิดความรู้ ความเห็น พอมีความเข้าใจความรู้ความเห็นว่าทำทิฏฐิให้มันเป็นปัญญา ทำทิฏฐิให้ครบบริบูรณ์เป็นความรู้มีสภาพความเป็นจริงครบ และมีธาตุรู้เข้าไปรู้ความจริงนั้นอย่างสมบูรณ์ด้วย เริ่มต้นด้วย สักกายทิฏฐิ ก็จะต้องรู้กาย รู้กายของตนในตน ไม่ใช่ไปรู้กายของคนอื่นไม่ใช่รู้อย่างผิดเพี้ยนๆ อย่างพ้นวิจิกิจฉา ในสังโยชน์ 3 สังโยชน์ 3 ต้องมีกายต้องเรียนรู้กาย ต้องมีกายเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยการคือข้อ 1 เลย ใครผู้ใดไม่มีทิฐิเป็นสัมมา กาย ไม่มีไปนั่งหลับตาตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1ก็โมฆะ ไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรม นั่งหลับตาปฏิบัติเขาเข้าใจ กาย ก็เป็นแต่เพียงภายนอก เดี่ยวๆด้วย กายคือร่างกายด้วย ในมิจฉาทิฏฐิสายนั่งหลับตาเข้าใจอย่างนั้น จึงมีความผิดที่ไกลจากวิเวกและเข้าใจปฏิบัติมีแต่เพียงหนึ่งไม่มีภายนอกแล้วนั่งหลับตาปฏิบัติเข้าไปอยู่ภายใน แล้วมันจะไปลงตัวกันได้อย่างไรมันจะมีผลสำเร็จได้อย่างไร บอกว่าให้เดินไปทางนี้ แต่เขาก็เดินไปทางโน้น เขาก็บอกว่าใช่ทางนั่นแหละทางที่คุณว่านั่นแหละ แต่เขาไปเดินอีกทางหนึ่ง เราก็บอกว่ามาเดินทางนี้ ทางตรงนี้ เขาบอกว่าใช่ๆแล้ว อย่างที่คุณว่า นี่เป็นความเข้าใจว่ามันใช่แต่ไม่ใช่ ที่เขาเดินที่บอกว่าทางที่ใช่มันไม่ใช่มันคนละทาง แต่เขาก็บอก พอเราบอกว่าทางนี้ เขาก็บอกว่าทางนั่นแหละใช่แล้ว นี่แหละเป็นความเข้าใจที่นึกว่าถูกในผิด มันก็เลยยิ่งยากใหญ่เลย ถ้าเขาเข้าใจว่ามันต่างกัน มันก็จะมีหวัง ไอ้หวังตายแน่ต้องฆ่าไอ้หวังด้วยนะ ซ้อนนะ อย่างนี้มีหวังคือฆ่าไอ้หวังให้ตาย เพราะถ้าฆ่าไอ้หวังไม่ตายคุณมีสาเปกโขซ้อนอีกนะ
เป็นไงฟังกันเงียบเลย สู่แดนธรรมว่า ฟังอย่างดิ่งสดับ พ่อครูว่า...เป็นสำนวนในพระไตรปิฎกฟังธรรมอย่างดิ่งสดับ
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) จิตมีความเป็นอุตุ แต่อุตุไม่ใช่จิต คำว่ากาย คำเดียวถึงยากจริงๆ พระพุทธเจ้าจึงสอนกำชับกำชาอุปัชฌาย์ทุกรูป เวลาเริ่มบวชภิกษุขึ้นมาจะต้องให้กรรมฐาน 5 เรียกว่ามูลกรรมฐาน คุณต้องแยกกายแยกจิต อย่างถูกต้องสัมมาทิฎฐิจริงๆ แยกอย่างไร ก็ทำความเข้าใจให้ได้ว่ามันแยกเป็น 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่เป็นจิต เมื่อไหร่ไม่ใช่กาย เมื่อไหร่ไม่ใช่จิต ที่มันเป็นโดยเราไม่ได้ทำ มันเป็นไปตามธรรมชาติ วัตถุที่ยังไม่ใช่ ชีวะ เป็นอุตุก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน เมื่อได้มาเป็นชีวะเป็นพีชะ มันไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ วัตถุดินน้ำไฟลมอากาศ ไม่ใช่ง่ายๆ ถ้ามีความรู้เป็นแผนที่นำทาง พระพุทธเจ้าก็สอนเราสามารถทำให้มันง่ายขึ้นได้ ง่ายกว่าเดินทางไปเป็นพีชะเอง กว่าจะเป็นพีชะได้ ไม่ใช่ธรรมดา มันเป็นเองได้แต่มันนานมาก มันไม่มีทางหลีกเลี่ยงมันก็ต้องเป็น ถ้าไม่เป็นคุณก็ตาย ถ้าคุณไม่สามารถที่จะมาเป็นจากอุตุมาเป็นพีชะ คุณก็วนเวียนอยู่กับความเป็นอุตุ มาเป็นพีชะไม่ได้ จะเป็นอุตุที่มีพลังงานสูงเท่าไหร่ มันจะมีวงวนของอุตุ ซึ่งไม่ใช่ชีวะ ไม่มีธาตุรู้ของตัวเอง เป็นพลังงานความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าของมันเองทำงานในตัวของมันเองไป มันไม่มีประธานเป็นตัวนำในวงของมันเอง อย่างแม่เหล็กมันก็ดูดของมันอยู่ แต่ไม่มีตัวประธานที่จะนำ มันก็มีพลังงานอื่นเป็นประธาน เป็นตัวขับดันเปลี่ยนแปลง ก็เป็นไปตามทิศทางของพลังงานภายนอก ตัวมันเองพลังงานภายในมันทำอะไรของมันเองไม่ได้ เช่นมันจะเกิดกระแสลมกระแสร้อนกระแสเย็น แม้แต่แม่เหล็กไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวอยู่ คนก็เอาพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าไปทำเป็นวิทยุ เกิดวิทยากับความรู้ สามารถนำมันได้ควบคุมมันได้อยู่ในอากาศเรียกว่ากระแสวิทยุ พลังวิทยุ ควบคุมเอามาใช้ได้ แล้วก็อยากจะตั้งชื่อเอาไปใช้เป็นรายละเอียด มันมีอยู่ก็เอามาใช้ได้ คำว่ามีและไม่มีจึงเอามาใช้ในคำตอบเป็นตัวจบหรือไม่จบก็อยู่ในนี้ จิตของเรามีความเป็นอุตุ มันก็ไม่มีภาวะจิตแล้ว จิตของเรามีภาวะอุตุ แต่อุตุ มันไม่มีความเป็นจิต เมาไหม งงไหม สับสนไหม? อุตุมันไม่ใช่จิต แต่จิตทำให้เป็นอุตุได้ แต่อุตุไม่บังอาจจะเป็นจิต อุตุ ก็ยังไม่ใช่แค่พีชะ ต้องเห็นความแตกต่างของอุตุ กับพีชะ เป็นพีชะได้ ก็ยังไม่มีสมรรถนะเป็นจิต พีชะก็เป็นชีวะ มีตัวควบคุมตัวเอง แตงโมมะเขือเทศกะหล่ำปลีพืชพันธุ์ต่างๆ พืชต่างๆที่มีความแตกต่างจาก จิต สำคัญที่สุดก็ตรงที่ว่ามันไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ ประธานของมันมีประสิทธิภาพไม่เท่าจิต ประสิทธิภาพของจิตเก่งกว่าพีชะ รู้รอบกว่า มีความทุกข์ความสุข แต่มันไม่มีความรักความชัง มีพลังงานแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในตัว พีชะ ซึ่งมันไม่ง่ายหรอก ในการแจกแจงธรรมนิยาม 5 ยิ่งไปแจกแจงบุญกับกุศลก็ยิ่งยาก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรมว่า...การที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้รู้ในวันนั้น ท่านเป็นสายปัญญาหรือท่านเป็นสายศรัทธา หรือกลับไปกลับมา เป็นสายปัญญาที่พบธรรมะด้วยศรัทธา พ่อครูว่า...ตอบได้อย่างนี้โกณฑัญญะ คำว่าโกณฑะ แปลว่าโง่ ส่วนอัญญะ แปลว่าฉลาด เพราะฉะนั้นโกณฑัญญะ คือ โง่ อัญญาคือฉลาด มีทั้งสองตัว มีแกนฉลาดแกนโง่อยู่ด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องอจินไตยที่สุดยอด คนนี้ต้องชื่อนี้เพราะมีสภาวะอย่างนี้ อย่างพระสมณโคดมจะใช้บาลีเป็นหลัก บาลี ระบุว่าอย่างไรพยัญชนะอย่างไรก็อย่างนั้น พระพุทธเจ้าองค์อื่นก็อาจจะใช้ภาษาอื่นที่เป็นภาษาประจำของท่าน คนนั้นก็ต้องชื่อนั้นตามภาษาเหล่านั้น ในยุคที่ท่านอุบัติคนเหล่านั้นก็ต้องมามีชื่อตามภาษานั้น จะไปเอาภาษาที่มันไม่ใช่มาเรียกมันไม่ได้ มันต้องภาษาอันนั้นเฉพาะองค์นั้น สู่แดนธรรมว่า...ทำไมพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยบาลี พ่อครูว่า...ต้องใช้ภาษาตอนนั้น อย่างบาลีมาแปลงเป็นสันสกฤต ใครจะบอกว่าสันสกฤตเกิดก่อนหรือบาลีเกิดก่อนก็เป็นความเข้าใจของคุณ สำหรับอาตมานั้นชัดเจน ว่า บาลี เกิดก่อนสันสกฤต คนที่ไม่ชัดเจน ถนัดภาษาสันสกฤตก็บอกว่าเกิดก่อน คนที่ไม่ถนัดก็ต้องไปเรียน 2 อย่างเทียบกันไป พวกเรามีคนจบป.โท สันสกฤตและบาลี เป็นปริญญาโท 2 ใบนะ คือ ดร.รินธรรม ตอนนี้จะกลายเป็นรินถ้ำไปแล้ว
มาเข้าสู่เรื่องกาย พูดซ้ำซากเบื่อกันไหม ...ไม่เบื่อ แปลว่ามีธรรมรส เหมือนคนชอบเพลงซาบซึ้ง ฟังแล้วฟังอีกฟังแล้วฟังอีก คนที่อยู่ด้วยก็บอกว่าฟังอะไรกันนักกันหนา ฟังซ้ำซากอยู่อย่างนั้น คนไหนที่ซาบซึ้งประทับใจ ก็ประทับลงไปๆ ก็ของใครของมัน
สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน โจรปล้นศาสนาที่ฆ่าไม่ตายคือคนไม่รู้รูปนาม อาตมาจะขยายความต่อจาก กายนี้คือวิญญาณ ดูจากปุตตมังสสูตร มี 4 อาหาร อาหาร 4 คือ กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) . . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244) คำว่าวิญญาณาหาร อ่านจากพระไตรปิฎกเลย [244] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด พ่อครูว่า...โจรร้ายทำลายศาสนาคือยึดถือและปฏิบัติในสิ่งที่ผิด แล้วก็ยังกระจายคำสอนที่ผิดนั้นต่อไปอีก บอกให้หยุดก็ไม่หยุดยังสอนต่อไปอีกไม่หยุด ก็ยิ่งกว่าไวรัสโคโรน่าระบาดต่อไปอีก ก็ยิ่งตายๆๆ คำว่าตายนี้กลับกันกับโจรที่ไม่ตายสักทีนะ สลับกันเป็นสิริมหามายา จะฆ่าโจรให้ตาย แต่โจรตายคือโจรไม่ตาย ก็คือไม่มีโจรจะตายอีกแล้ว แต่โจรที่ว่านี้ซ้อนลึกลงไป ฆ่า นี้ เป็นสมมติบัญญัติ จริงๆต้องฆ่าที่จิตวิญญาณเขา ให้จิตวิญญาณของเขาอย่าหลงผิด อย่ามิจฉาทิฏฐิ ไปห้ามอย่าก็ไม่ได้ ต้องทำความมีสัมมาทิฏฐิให้เกิด แล้วต้องทำซ้ำมาปฏิบัติ ปฏิบัติที่จิตของคุณให้บรรลุผล จิตบรรลุผลเป็นตามที่เป็นสภาวะที่แท้จริง ถูกต้องสมบูรณ์แบบ จบคือจบ ต้องศึกษาหลายชั้น หมุนรอบเชิงซ้อนไม่รู้กี่ชั้น
ต่อพระไตรปิฎก จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า...ตอนถูกประหารเป็นปัจจุบันก็ทุกข์ หอก 1 ดอก ทุกข์ 1 ดอก หอก 100 ดอกก็ทุกข์ 100 ดอก แล้วก็ว่าง เช้ากลางวันเย็นก็ถูกประหาร มีช่วงว่างก็ยังไม่ทุกข์ ระหว่างหอกก็ว่าง จาก เช้ากลางวันเย็นก็มีช่วงว่าง ก็ยังไม่ตาย สู่แดนธรรมว่า..อุปมากับปฐมเทศนา ที่ว่า ตั้งตนบนความลำบากแต่ไม่ทุกข์เสียที คือทางสองส่วนที่ภิกษุไม่ไปโต่งไปทางกาม แต่เหลืออัตตาที่ทำตนลำบากอยู่ไม่บรรลุ พ่อครูว่า.. คือพวกจมกับอัตตา ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ อัตตาที่เขานั่งสะกดจิต ฆ่าแล้วฆ่าอีก เหมือนกับโจรร้ายที่ถูกฆ่าเช้ากลางวันเย็นด้วยหอก 100 เล่ม ไปนั่งหลับตา ฆ่า อยู่นั่นแหละเขาไม่มีวันทำให้โจรตายเพราะโจรมันอยู่ที่ กาม ยังไม่ได้ตาย กามเป็นตัวใหญ่ คุณยังไม่ได้ลอกเปลือกออกจากข้างนอกเลย ก็จะมาฆ่าๆๆๆ ชีวะข้างนอกก็ยังไม่ตาย ฆ่ามันก็ฟื้นๆ ไม่ตาย เพราะไม่ได้ไล่ลำดับไปตามลำดับเบื้องต้น อาหารข้อที่ 1 กามฉันทะ คุณไม่ได้ออกมาหากามเลยคุณยินดีอยู่ในอนุสัยลึกตลอด คุณก็จะเป็นพ่อแม่ลูกที่ฆ่าลูกกิน กินไปพลาง แล้วโง่เง่าว่าลูกของเราหายไปไหน เอ็งฆ่าลูกเอ็งแล้วกินอยู่ในปากเอ็งก็ยังค่าโง่และลืม ลืมว่าได้ฆ่าลูกไปแล้ว แล้วนึกว่ามีลูก ก็คือเนื้อที่อยู่ในท้อง ขี้ออกมาแล้วแล้วบอกว่าลูกอยู่ที่ไหนก็อยู่ในขี้ของเอ็งไง ชั่วระยะเวลาของความทุกข์มันทุกข์อยู่ตลอดต่อกันตามหอก 100 เล่มแล้วมีระยะเวลาพัก ทุกข์เฉพาะที่ปัจจุบันถูกหอกแทง 300 เล่มในทั้งวัน หรือ 100 เล่มในตอนเช้า ว่างก็มีว่าง แต่มันจะยังไม่ตายมันจะอยู่กับทุกข์ไปอีกนานเท่านาน มันไม่ตายดื้อจริงๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจะจมอยู่กับที่เก่าข้องอยู่ในถ้ำอยู่อย่างนี้ เฮ้ยเมื่อยจริงๆ เจ้าคนดื้อด้านดึงดัน เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็จะเป็นเช่นนั้นเขาจะทุกข์ในแต่ละดอก เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอก continuing แม้ถูกประหารด้วยหอกเล่มเดียวก็ทุกข์อยู่เท่าที่ปัจจุบันมันยาว เจ้าหน้าที่อาจกระแทกๆหอกอยู่อย่างนั้นตลอดชั่วโมง ก็ทุกข์กับหอกเล่มเดียว 1 ชั่วโมงก็ทุกข์อยู่กับแรงกระแทก กระแทกแล้วกระแทกอีกเป็นร้อยครั้งเขาก็จะทุกข์อีกเป็นร้อยครั้ง ด้วยหอก 1 เล่มเดียว 100 เล่มก็คูณเข้าไปสิ 100 กระแทกด้วยหอก 100 เล่ม เหตุการณ์ที่มันมีพลังงานเคลื่อนที่ พลังงานกรรมกิริยา กรรมกับกาละ คือ การกระทำกับกาละ มันก็เกิดอันใดอันหนึ่งขึ้นมา เจ็บปวดก็คือความเจ็บปวด เมื่อคุณหายจากเจ็บปวด เขากระแทกด้วยหอก 100 เล่ม ภาษาสิริมหามายาคนนี้ด้านหรือเปล่า ไม่ใช่ด้าน คนที่เหนือความเจ็บปวดเป็น พีชธาตุแล้วก็ไม่เจ็บ แต่ไม่ใช่หน้าด้าน มันเป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง มันก็มีอันนี้อยู่คนอื่นก็มีให้เราสัมผัสก็ตาม มากระทบกับเราบ้าง แต่ผู้ที่มีบารมีแล้ว มันกระทบกันอยู่กับคนอื่น อย่างอาตมาเห็นคนอื่นถูกกระทบกระแทกกระเทือนกระทุ้ง ฆ่าแกงกัน นายจ่า(ทหารที่ยิงประชาชนตาย20กว่าศพที่โคราช)คนนั้นไปยิงเขาตายก็เห็นอยู่ แต่เขาไม่ได้มาใกล้เคียงมาแผ้วพานเรา เพราะเรามีบารมี ที่พูดไม่ใช่วอนหาเรื่อ งนะ มันซ้อนอยู่ที่มีบารมี แต่อย่าหลงว่าตัวเองมีบารมีมาก อย่าหลงเป็นอันขาด ถ้าคุณไม่หลงว่ามีบารมีมากบารมีจะช่วยคุณ คุณหลงว่ามีบารมีมากเมื่อไหร่พลาดมานั้นจำไว้ อย่ายึดตัวตน สู่แดนธรรมว่า.. พวกเราจะถ่อมตนอยู่เสมอ พ่อครูว่า...อย่าหลงตัวหลงตนยึดผิด สู่แดนธรรมว่า..ให้ทำดีไปจนรู้ตัวก็สูญหรือสูงเสียแล้ว พ่อครูว่า... ผู้ที่สูญไม่ได้ก็สูงไม่ได้ เพราะฉะนั้นสูงได้โดยไม่สูญ ฉันสูงแล้วแต่มันไม่สูญ เพราะฉะนั้นสูญจริงๆคุณจึงจะสูงจริงๆ ต่อ ภิกษุที่เขากำลัง ถูกประหารด้วยหอก แม้เล่มเดียวก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ เล่มเดียวก็ตาม เขาก็ทุกข์อยู่กับหอกเล่มเดียว แต่จะกล่าวไปไยเมื่อเขาถูกประหารด้วยหอก 300 เล่ม เล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารนั้นเหมือนกัน ยากไหม? คุณจะต้องมีรายละเอียดความทุกข์ด้วยหอกเล่มเดียวก็ทุกข์อยู่ตลอดเวลา อาตมาแถมอีก หอกเล่มเดียว แต่เจ้าพนักงานกระแทกแล้วกระแทกอีกอยู่ตลอด 1 ชั่วโมง ก็ทุกข์ตลอดชั่วโมงที่ถูกกระแทก เป็นร้อยครั้งพันครั้งก็ตาม เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ
พ่อครูว่า... มาจบที่รู้ นามรูป ผู้ที่สามารถรู้นามรูปได้ ผู้ปฏิบัตินี้มีความรู้นามรูปได้ จบ ไม่มีความรู้อะไรที่ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าใครที่เข้าใจไม่ถ้วนรอบ เข้าใจสั้นๆ อ้อเรารู้นามรูปได้ก็จบ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส คุณไม่จบหรอก คุณก็จะได้แต่ความรู้ว่า นามรูป ฟังดีๆนะ จริง นามรูป ที่พระพุทธเจ้าตรัส แต่นามรูปของคุณ อันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัสมั้ย ไม่ใช่ ต้องมีคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่คุณเข้าใจ แล้วคุณต้องมีสภาวะของคุณ สภาวะของคุณไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า คุณต้องรับผิดชอบของคุณ แล้วคุณต้องทำสภาวะของคุณ ในนามรูปนี้แหละให้สมบูรณ์ แต่ก่อนจะสมบูรณ์ถ้าคุณไม่เริ่มต้นมีความรู้ที่นามรูป คือ กาย
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) แยกกายแยกจิตให้สัมมาทิฏฐิ คุณไม่มีความรู้ในนามรูป ก็โมฆะเลย ต้องรู้เรื่องนี้ก่อน ต้องแยกกายแยกนามรูป คือต้องมีนามรูปแล้วรวมที่กาย กายแยกเป็น 1 ไม่ได้ กายต้องมี 2 เสมอ กาย กับ เทวะต่างกัน เทวะคือคำของคนโง่ กายคือคำของคนฉลาด ฉลาดโลกุตระด้วย ฉลาดโลกุตระจะรู้ความเป็น 2 ทั้งสภาวะและพยัญชนะ ครบถ้วนไม่หลงผิด เมื่อใด จะหมายถึงพยัญชนะ ก็ไม่สับสน เมื่อใดหมายถึงสภาวะก็ไม่สับสน คนจะสื่อให้รู้กันต้องใช้พยัญชนะ แต่ผู้ที่รับฟังจากพยัญชนะไปแล้วต้องมีสภาวะของตัวเองตรวจสอบ มีแล้วยืนยัน ถ้ายังไม่มีคุณจะทำอย่างไรจึงจะมี ? เพราะฉะนั้นเมื่อตรวจของตัวเองว่ามันยังไม่มีมรรคผลนั้น มันยังไม่มีความจริงอันนั้นได้แล้ว คุณก็ต้องทำสิ เพราะคุณจะต้องรู้ว่าความไม่มี เราไม่มีสภาวะ เรามีแต่พยัญชนะ ถ้าคุณไปสับสนหลงว่ามีสภาวะแต่คุณได้แต่พยัญชนะ นี่คือพวกที่เรียนเปรียญ 9 เรียนด็อกเตอร์ ท่องบ่นอะไรต่ออะไร หรือผู้ที่เอาแต่สภาวะนั่งหลับตาๆๆ ไม่ออกมาสู่กายข้างนอกเลย ก็เหมือนกันโมฆะทั้งคู่ ต้องกลับมามี 2 ต้องมีภายนอกภายใน
เพราะฉะนั้นการแยกกายแยกจิต จึงเป็นเรื่องแรกที่พระพุทธเจ้ากำชับให้อุปัชฌาย์ให้มูลกรรมฐานแก่พระนวกะ สิ่งที่แยกง่ายๆคือภายนอก คุณจะไปแยกกายแยกจิตที่ลำไส้ จะไปแยกกายแยกจิตที่ตับ ก็ยาก ต้องผ่าตับออกมา จะต้องมาที่เล็บ ผม ขน ฟัน หนัง มันถึงจะแยกได้ มันถึงจะมาพิสูจน์ความจริงได้ง่าย แม้แต่อุจจาระมันยังไม่ออกมา เป็นอาหารเก่าอาหารใหม่ คุณจะแยกอาหารใหม่ ยังมีความรู้สึก เชื่อมโยงเป็นพีชะ อาหารใหม่มันยังไม่ขาดจากอาหารเก่า มันก็ยาก ยากมากเลย มันก็จะแยกกายแยกจิตเหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเอา 5 อย่างนี้แหละที่มันมีอยู่ในร่างกายเรา มาพิจารณาแยกกายแยกจิตให้ชัด เมื่อใดคุณแยกกายแยกจิตไม่ชัด คุณก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ ไม่มีทางสลายร่าง สลายความเป็นตัวคุณทั้งตัวเลย ให้มันหมดจบ ไม่กลับมาเป็นตัวตนของเราอีกตลอดนิรันดร คุณก็ทำไม่ได้ คุณต้องเข้าใจถึงจะทำได้ อุตุคืออะไร อาตมาถนัดที่เล็บ ไม่ถนัดอธิบายที่ผม แต่เล็บนี่นิ่งก็นิ่งแข็งก็แข็งจับได้ง่าย ติดกับเรา หรือเล็บตัดออกไปแล้ว เล็บที่ตัดออกจากร่างกายเป็นอุตุ 100% เป็นดินน้ำไฟลมไม่มีกลับมาต่อกันได้ เอาเล็บที่ตัดออกไปแล้วมาต่ออีกกลับไปไม่ได้ ถ้าเนื้อหรือหนัง ก็อธิบายยาก หากเราเอาหนังใหม่ขึ้นมาก็ไม่ใช่หนังเก่า อันนี้ยากอธิบาย เล็บ ตัด ออกไปจากตัวเราแล้วก็เป็นอุตุ แต่เล็บที่ติดกับตัวเรา ไม่มีเวทนา ผม ฟัน หนังขน ก็เช่นกันติดกับตัวเรา ยังไม่ตัดออกไปยังไม่เป็นอุตุ 100% ก็เป็นชีวะ แต่เราไม่เรียกกาย เพราะมันไม่มีความรู้สึกไม่มี เวทนา แม้มันจะติดอยู่กับตัวเรา เขาบอกว่าหยิกเล็บเจ็บเล็บก็ไม่ใช่ แต่หยิกเล็บเจ็บเนื้อ ไม่ใช่เจ็บเล็บ ตรงที่เล็บมันติดอยู่กับเนื้อก็เจ็บตรงนั้นมันแยกกันไม่ออก เราก็ชัดเจน เนื้อกับเล็บมันติดกันสนิทเลย หากมันฉีกปั๊บก็เลือดไหล เลือดเป็นตัวเชื่อม แต่ถ้ามันออกนอกมาแล้วตัดออกเลือดไม่ไหลเจ็บก็ไม่เจ็บ ตัดออกได้ที่พ้นจากเนื้อ ตัดได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่สามารถเข้าใจ การแยก เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดเป็นจิต ยกตัวอย่างเล็บ ที่มันติดกับเราอยู่ มันก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive