สังโยชน์ 10 จัดเป็นกิเลสหรือตัณหา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สังโยชน์ 10 จัดเป็นกิเลสหรือตัณหา _ศิษย์เก่าอโศก : ขอความอนุเคราะห์พ่อท่านอธิบาย 1. ความเหมือน/ความแตกต่างของคำว่า “กิเลส” กับ "ตัณหา" 2. สังโยชน์ 10 จัดเป็น กิเลส หรือ ตัณหา ครับ 3. พระอาริยะดูที่การละสังโยชน์ 10 อย่างเดียวหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า...กิเลสหรือตัณหาก็เป็นพยัญชนะที่กำหนดมาให้รู้ลักษณะ มันมีบริบทของมัน กิเลสเป็นบริบทกว้างรวมกันไปหมดเป็น Common noun กิเลสคือสิ่งที่เป็นอกุศล สิ่งที่เป็นความไม่ดีงาม ความเป็นโทษภัยทั้งหลายแหล่ของจิต ตัวอกุศลจิตทั้งหมดรวมเรียกว่า กิเลส กิเลสเล็กน้อยกิเลสใหญ่ กิเลสละเอียดต่างๆ ส่วนตัณหา คือความอยาก แล้วตัณหานี้จะต้องมีผัสสะเป็นเวทนา แล้วเวทนานี้แหละ ถ้าไม่มีเวทนานี้จะแยกหรือว่าเรียนเอาสภาวะจริงมาแยกหาตัณหาที่มันทำให้เกิดเวทนาเก๊ เวทนาชั่วไม่ได้ ถ้าไม่มีการสัมผัสของจริง เช่น ไปนั่งหลับตาไม่มีการผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่มีพวกนี้โมฆะไม่มีเวทนามีแต่สัญญา กำหนดรู้แต่ในจิต ปั้นอะไรไปตามเรื่อง มันไม่มีความจริงความจริงต้องมีปัจจุบันต้องมีจักษุ มีปัญญา มีญาณ วิชชา อาโลก คือมีความจริงยืนยันกับคนอื่นได้แต่ถ้าหลับตาไปยืนยันความจริงอะไรกับใครไม่ได้ เป็นพวกเทวนิยม พระเจ้า ยืนยันกับใครไม่ได้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน พระเจ้าเป็นจินตนาการของคนทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้จัก แม้แต่พระบุตรก็ยังไม่รู้จักพระเจ้า พระเจ้านั้นคือเทวยิ่งใหญ่หรือเรียกว่าปรมาตมันอยู่ที่ไหน อยู่ในจิตใจตัวเอง พระเจ้าหรือเทวนิยมไม่เคยเรียนรู้ตัวเอง แยกกิเลสตัวเองไม่ออก ทุกวันนี้ก็ยังแยกตัวเองไม่ออกตลอด เพราะฉะนั้นเทวนิยมไม่รู้จักเทวะ ตีไม่แตกแยกไม่ออก ห้ามเลยนะ อย่าไปแยกเทวะ หนึ่งเดียวคือพระเจ้าแยกไม่ได้ ของพระพุทธเจ้าสอนเทวดาแยกได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับ

อ่านต่อ

เวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 จัดการให้เหลือไว้แค่ 1 เทวะ ธรรมะสอง ทำให้เป็นหนึ่ง ทำที่ไหนทำที่เวทนา ทำให้เวทนาเก๊ตายเหลือแต่เวทนาจริง แล้วทำให้เป็น 0 ได้ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสานได้จึงดับอัตภาพอาตมันปรมาตมันหรือจิตวิญญาณที่เป็นทาสจิตนิยามสลายไปได้หมดเลย พระเจ้าก็ไม่มี สลายได้แม้แต่ตัวพระเจ้าใหญ่ วิญญาณใหญ่ วิญญาณพระเจ้าไม่มีใครไปแตะต้องไม่มีใครทำลายได้อยู่นิรันดร แต่ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ทำลายได้เฉยเลย ทำลายจิตวิญญาณหายสูญเลิกจิตนิยามเลยจบ นี่คือสิ่งที่พูดไปแล้วเหมือนไปข่มศาสนาเทวนิยม แต่มันเป็นสัจจะ ที่พูดเป็นวิชาการไม่ได้ไปข่ม ก็น่าสงสารที่เขาไม่รู้จักสงสาร การเวียนวน เทวนิยมไม่รู้จักการเกิดหมุนเวียนตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าก็จบไม่ได้เรียนรู้อะไรต่อ แล้วแต่พระเจ้าจะให้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกจบชาติเดียว ไม่มีกรรม ไม่มีวิบาก ไม่มีอะไรต่อ นั่นแหละเป็นความสั้นความรู้แบบสั้นๆของศาสนาเทวนิยม ก็น่าสงสารเพราะเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่พูดนี้ใช้พยัญชนะพูดสื่อให้รู้สภาวะแต่พูดไปแล้วเหมือนเราไปข่มเขา แต่ก็น่าสงสารก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พูดความจริงให้ฟัง ถ้าคุณถือสาก็ขออภัย เพราะฉะนั้นกิเลสกับตัณหาจะอยู่กันคนละสถานะเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าถึงให้เรียนรู้กิเลสก็คือกว้าง ต้องพยายามจับมาที่ตัณหา เมื่อเรียนรู้ดูอาการที่เป็นตัณหาสัมผัสแล้วเกิดกิเลสอย่างนี้มันเกิดเป็นเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาแล้วคุณจะจับแยกเวทนาเก๊เวทนาจริงไม่ได้ เวทนาจริงก็เป็นสัจจะมันเกิดแล้วตั้งอยู่ดับไป แต่นี่คุณไปติดยึดว่ามันต้องตั้งอยู่ เพราะคุณมีอวิชชาไปติดในเวทนาเก๊ คุณล้างไม่ได้ นี่แหละคือจุดสำคัญที่ต้องรู้เวทนา การหลับตาปฏิบัติ ไม่มีเวทนา ไม่มีภาษา พูดไปแล้วมันไปว่าเขากันนักกันหนาก็คือมันโง่กันนักกันหนานั่นแหละ ทำไมไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ว่าเท่าไหร่ก็ยังดื้อ มีปรโตโฆษะบ้างสิ ฟังพระโพธิรักษ์บ้าง ไปฟังแต่ครูบาอาจารย์อย่างเดิมอยู่อย่างนั้น พระโพธิรักษ์สอนอย่างที่แตกต่างจากที่คุณยึดถือนะ ฟังอันใหม่บ้าง ตั้งใจฟังดีๆจะรู้ว่าอ๋อ ถ้าอย่างนี้ไปรอดถ้าอย่างนั้นจมอยู่อย่างเก่า เก่งที่สุดก็ไปเท่ากับอาฬารดาบส อุทกดาบส อยู่แค่นั้นจะไปไหน ไปตรงที่พระพุทธเจ้าท่านอุทานว่า ชิบหายแล้วหนอ เท่านั้นแหละ จบแล้วไปอยู่ที่ไหนก็ไปที่ชิบหายแล้วหนอ ที่พระพุทธเจ้าอุทานไว้ น่าสงสารจริงๆเลย นี่คือสายหลับตา พูดจริงๆเลยเห็นใจไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เขาไม่เห็นใจเราเลยว่าเราเองสงสาร ช่วยเขาแท้ๆเขาก็หาว่าเราไปดูถูกเขา จริงๆมันถูกนะ แต่เขาถือดีถือตัวมีกิเลสมีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นกันเกินไป กิเลสกับตัณหาต่างๆ ที่นี่สังโยชน์ 10 จัดเป็นกิเลสหรือตัณหา สังโยชน์ 10 ท่านมาแยกฐานแห่งการปฏิบัติ ปฏิบัติมีวิธี มีกระบวนการให้ศึกษาตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 รู้จักกาย ให้ชัดๆ พ้นวิจิกิจฉา แล้วรู้การปฏิบัติ มีศีล มีพรต สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ก็เป็นข้อปฏิบัติวิธีปฏิบัติ แต่พวกที่ปฏิบัติผิดไม่มีแล้ว ไม่มีศีลพรตที่ถูกต้อง ไม่มี สัมมาทิฏฐิ อปัณกปฏิปทา 3 ไม่มีหลับตานี่ไม่มีโมฆะไปทั้งหมดเขาอธิบายไปไม่ออก เพราะฉะนั้นสังโยชน์ 10 จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่ท่านสอนแล้ว อย่างสังโยชน์ 3 คุณต้องรู้จักกายของตน สมาธิที่แยกกายแยกจิตได้ แล้วก็ให้มันชัดเจน ท่านถึงกำชับให้พ้นวิจิกิจฉารู้กายของตัวเอง กายในกายเป็นอย่างไรต้องชัดเจนพ้นวิจิกิจฉา แล้วต้องมีข้อปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ เมื่อปฏิบัติแล้วพ้นศีลพรตที่เป็น สีลพตุปาทานคือยึดถือไปตามจารีตประเพณีทุกวันนี้ เขาไปก็ไปถือศีลวันพระ ไปนอนพักค้างที่วัดหรือว่าถือตามที่พูดบ่นกันไป ฟังพระเทศน์กันแล้วก็ออกจากวัดไป ศีล 5 ก็ไม่เหลือในการปฏิบัติ เรียกว่าสีลัพพตุปาทาน ส่วนสีลัพพตปรามาส นั้นพอเข้าใจสัมมาทิฏฐิในการปฏิบัติศีล แต่ไม่เอาจริงลูบคลำไม่เอาจริงเล่นๆอยู่อย่างนั้น สีลัตตปรามาส กับสีลัพพตุปาทาน ต่างกันอย่างนี้ ผู้ที่ปฎิบัติพ้น 3 ข้อนี้จึงได้มรรคผล สังโยชน์ 3 ข้อนี้จึงเป็นของพระโสดาบัน ปฏิบัติแล้วได้มรรคผลขึ้นมา ก็จะเริ่มเป็นพระสกิทาคามี ขึ้นมาตามลำดับจึงจะหมดกามภพ กามสังโยชน์ ถึงจะเป็นรูปราคะ อรูปราคะ เข้าไปอีก จนเป็นมานะอุทธัจจะ อวิชชา หมดอาสวะ สังโยชน์ 10 ก็เป็นลำดับ เป็นกระบวนการหมดตัณหา ตั้งแต่กามตัณหา ภวตัณหา จนกระทั่งจบเป็นวิภวตัณหา ก็รู้ว่าเรามีตัณหาแต่ไม่มีภพแล้ว เขาก็แปล วิภวตัณหาว่าไปติดยึดความไม่มีภพ ไปหลงก็ได้ เป็นอุปาทาน ภพที่ไม่มีภพ ก็ถูกไม่ผิดหรอก แต่จริงๆผู้ที่มีภวภพก็คือผู้ที่พ้นจาก หมดจาก กามภพ ภวภพ ไม่มีภพชาติ อยู่เหนือภพ แล้ว อยู่ในสภาพที่มีตัณหาที่ไม่มีภพ เป็นตัณหาอุดมการณ์เป็นตัณหาที่อยากช่วยสัตว์โลก รื้อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์ตามจิตเป็นลำดับไปเรื่อยๆ เอาแต่แค่ 10 ข้อนี้คุณทำให้ได้ถูกต้องหมดก็เป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องหาอะไรอย่างอื่นมาให้ยุ่งยากเลยที่จะบอกว่าอนุสัย 7 อีก ไม่ต้องหรอกเอาแค่ อาสวะ 10 อย่างนี้ให้หมดก่อนคุณจะรู้จักทางปฏิบัติอนุสัย 7 อีก เมื่อสังโยชน์ทั้ง 10 นี้ พระพุทธเจ้าก็นับเป็นพระอรหันต์ หมดอาสวะ เป็นผู้ที่มีปัญญาวิมุติแล้ว เขาไม่หมุนเวียนกลับคืนไปหาทางโลกีย์ไม่มี เขาไม่ทำก็เรื่องของเขา แต่จริงๆแล้วมันลึกซึ้ง ลึกซึ้งตรงที่ว่าโพธิสัตว์จะอยู่ในฐานปัญญาวิมุติ จะอยู่ในฐานนี้ มีวิภวตัณหา เพื่อที่จะปฏิบัติ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว จะดับก็ดับได้ ปรินิพพานได้ เป็นปริโยสาน ไม่ดับก็ไม่สูญสิ้นอนุสัย แต่หมดอาสวะแล้ว มีอนุสัย เอาไว้ทำประโยชน์ต่อ พระโพธิสัตว์จะรู้จักอนุสัยดีแล้วแยก อนุสัย กับอาสวะได้ เหมือนอย่างเช่นอาตมาอธิบายนี้ ขอยืนยันว่าไม่มีใครอธิบายกันแยกแยะอาสวะกับอนุสัย และขอยืนยันว่าเป็นจริงอย่างนั้น (จาก...631028_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าสังโยชน์ 10)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน