อนุสัยกับอาสวะ ควรลดละอะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
อนุสัยกับอาสวะ ควรลดละอะไร _สิกขมาตุเทียนคำเพชร....กราบนมัสการค่ะท่าน คือดิฉันอยากทราบความเหมือน ความแตกต่าง หรือความใกล้เคียงกันอย่างไรของ ความกำหนัดในภพ(อนุสัยเจ็ดข้อที่หก) กับตัณหาในภพที่พ่อท่านเคยอธิบายไว้ ดิฉันเข้าใจว่าเป็นการดึงตัวเองไม่ให้หลบหลับตกภวังค์แล้ว ความกำหนัดในภพมันต่างกันอย่างไร อยากฟังพ่อท่านอธิบายค่ะ พ่อครูว่า... อนุสัย 7 . (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน) 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11) ส่วนสังโยชน์ มันมีทั้งหมด 10 ข้อ
ให้ปฏิบัติไปตามลำดับแล้วมันจะง่ายไม่สับสน การไม่ตกภวังค์ คือ ไม่เข้าไปอยู่ในองค์ของภพ ถ้าหลับตาแล้วรู้สึกอยู่ภายใน นี่คือภวังค์ แต่ของพระเจ้าคือผู้พ้นกามภพเหลือภวตัณหา ก็ไม่ได้หลับตา แต่เราอยู่เหนือกามแล้วอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เกิดภาวะตัณหาของผู้ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ ถึงไม่ได้อยู่ในภาวตัณหา แบบหลับตาเข้าไป คุณหลับตาเข้าไปนั้นไม่ได้ลดกามไม่ได้ล้างกาม แล้วจะไปมีภวตัณหามันทำไม่ได้มันผิดธรรมชาติ คุณจะเข้าไปถึงตัวห้องใสของกลางภูเขา คุณเองจะไปปฏิบัติอยู่ในถ้ำกลางความใสเลย โดยที่คุณไม่ผ่านข้างนอกถ้าคุณเข้าไปก่อนข้างนอก ทะลุจากเปลือกแล้วเข้าไปหาเนื้อกลาง หากว่ามี 3 ชั้น คุณต้องรู้จักเปลือกนอกคือกาม ทะลุเข้าไปแล้วจึงจะไปสู่ความใสได้ จะไปสู่ความใสเลยทันทีเลยมันไม่ได้ มันผิดธรรมชาติ เพราะว่าคุณจะเพียงสม
อ่านต่อ
มุติเอา ไม่ได้ล้างกิเลสเลยเท่ากับคุณไปสร้างกิเลสภพใหม่ ในการหลับตา ฟังความนี้ให้ดี ผู้ที่นั่งหลับตาปฏิบัติ กิเลสกาม กิเลสรองลงมา ที่เป็นขั้นต้นขั้นกลางคุณไม่ทำ คุณไปนั่งหลับตาแล้วไปสร้างภพใหม่ เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้ล้าง กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ได้ล้างเลย แต่คุณไปสร้างภพใหม่เป็นอุปาทาน เป็นมโนมยอัตตา เป็นนิรมาณกาย คุณก็เห็นว่ามันมีความดิ้น จริง หลับตามันเป็นความดิ้นออกมาหากาม ปฏิฆะ ซึ่งมันเป็นความจำนะ ไม่ใช่ของจริงนะ สัญญามันจำแล้วมันก็ดิ้นตามที่มันดิ้น มีกามมีพยาบาท มันก็ดิ้น แต่ไม่ใช่ของจริงที่ตาคุณกระทบรูปหูกระทบเสียง อย่างนั้นไม่ใช่ของจริง ของจริงมันต้องเป็นปัจจุบัน ทิฏฐธรรม ปฏิบัติธรรมต้องมีทิฐธรรมนิพพานทิฏฐิ เป็นปัจจุบัน กาล ปัจจุบันชาติ คือทิฏฐธรรมเป็นกาละที่แสงสว่างมีการเปิดตาหูจมูกลิ้นกาย นิพพานที่เขาว่าของเขาไป ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ในการหลับตาปฏิบัติ มีกาม และอีก 4 คือฌาน 4 รวมกันเป็น 5 เป็นทิฎฐรรมนิพพานทิฐิ เข้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติแล้วหลงนึกว่าเป็นปัจจุบัน แต่เขาไม่มีแสงสว่างไม่มีการลืมตาไม่มี กามภพ เขาก็งมงายอยู่อย่างนั้น เขาไม่มีความรู้เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายไม่มี กามภพ รูปภพอรูปภพที่ได้ล้างแล้วไม่มี แต่เขาไปนั่งหลับตาอยู่ในภพสร้าง ภพซ้อนเข้าไปอีก ซึ่งจะมากเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งอย่างอาจารย์มั่นที่สอน เขาก็นึกว่าเขาเก่ง สอนวิญญาณต่างๆ เสร็จแล้ววิญญาณต่างๆก็มาเรียนรู้กับอาจารย์มั่น มีเทวดาจากเยอรมัน จำได้ที่มหาบัวเขียนไว้ เป็นเรื่องของสัมภเวสีเป็นอวิชชา ได้แต่ฟุ้งซ่านไปปั้นน้ำเป็นตัว ปั้นอากาศเป็นตัว แล้วทำอย่างไรก็ได้ คิดอย่างไรก็ได้ เป็นจินตนาการเอาเอง ปั้นขึ้นมาเอง ลมๆแล้งๆ ซึ่งมันไม่มีที่รองรับ ไม่มีความจริงเลยที่น่าสงสารมาก แล้วก็สอนกันอยู่อย่างนั้นเป็นการยึดมั่นครูบาอาจารย์ ฟังอาตมาบ้าง ปรโตฆษะ ไม่เหมือนที่อาจารย์คุณสอน แล้วคุณยืนยันได้ไหมพระอรหันต์ของพวกคุณ พระอรหันต์ของพวกคุณมีแต่อรหันต์เดา ไม่กล้ารับรองตัวเองว่าเป็นอรหันต์ ให้คนอื่นมาพูดโมเม ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ อธิบายอย่างชัดเจน อาตมาอธิบายเอาพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้ามาอธิบายหมดเลย อธิบายจรณะ 15 วิชชา 8 อธิบายเวทนา 108 อธิบายได้ไหมนี่ แยกเคหสิตเวทนา 18 เนกขัมสิตเวทนา 18 แยกอย่างอธิบายเป็นภาษาไทยนี้คุณฟังแล้วเอาไปปฏิบัติได้ไหม ไม่ใช่ว่าอาตมาท้าทาย แต่เป็นการอธิบายวิชาการให้ฟังว่า ทำไมคุณถึงโง่ไปอีกนานเท่าไหร่ ตามตามกันไปอย่างนั้น ทีนี้สงสัย อนุสัย 7 กับอาสวะ 10 มันก็จะสลับกัน แต่ไม่ง่าย คุณเอาขั้นอรหันต์ก่อน อรหันต์นี่แค่อาสวะ 10 ปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์ได้แล้ว ส่วนจะเรียนให้เป็น อุภโตภาควิมุติ อนุสัย 7 นั้นขอเวลาหน่อย อาตมารู้แต่ว่าต้องอธิบายให้คนฟังได้เข้าใจ อธิบาย 100 คนคนรู้แค่สองคนมันก็ไม่คุ้ม ก็ควรจะอย่างน้อย 100 คนรู้เรื่องสัก 50 คนก็ยังดี ขออภัยหน่อย ไม่ใช่ว่าดูถูกพวกคุณหรอก (จาก...631028_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าสังโยชน์ 10)