ฌาน กับ ปัญญา เป็นของคู่กัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌาน กับ ปัญญา เป็นของคู่กัน _สติพล จนพัฒนา : ฌาน..น่าจะหมายถึงการตัดกิเลสแบบเจโต ตัดชั้วะเลย..ส่วนปัญญาเป็นตัวเคลียร์..เพราะฌานพุทธต้องมีปัญญาอยู่แล้วใช่ไหมครับ?! พ่อครูว่า…ที่พูดหมายถึง แบบเจโต แบบสายศรัทธา นั้น เขาไม่ตัดกิเลส เขาตัดกิเลสไม่ได้เพราะไม่มีปัญญา แต่มันซ้อนๆนะ สายเจโต นั่งหลับตาสะกดจิตเกิดปัญญาไม่ได้ปัญญาจะเกิดได้ต้องลืมตาปฏิบัติ มีแต่สัญญาเกิดในการปฏิบัติหลับตา อย่างไรให้ตายอย่างไรก็ไม่มีปัญญาเกิด เหมือนอย่างคุณบูรพา ผดุงไทย หนังสือไทยโพสต์เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีอะไร ผู้ที่มีปัญญาก็จะต้องนั่งหลับตาแล้วไปสงบแล้วโผล่ขึ้นมาเอง ถ้าไปคิดอะไรจะไม่เกิดปัญญา จะต้องสงบไม่คิดอะไรจึงจะเกิดปัญญา แล้วเกิดโผล่ขึ้นมามีปัญญาฉลาดรู้นั่นแหละจะเป็นปัญญา สายเจโตเขาจะปฏิบัติอย่างนั้นซึ่งตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าเลย การปฏิบัติให้เกิดปัญญาต้องลืมตา มีตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิมีมัคคังคะ คือมีการทำงานอาชีพอยู่ มีชีวิตอยู่ในการงานปกติ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีการพูดการคิด ครบมรรคมีองค์ 8 มัคคังคะ ปัญญาจึงจะเกิดได้ หากคุณหลับตาปฏิบัติก็ปิดประตูเกิดปัญญา พูดอ้างอิงพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 เขาไม่ได้รู้เรื่องกันเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้อ้างอิงในพระไตรปิฎกต่างๆนานา เขาก็ยัง บื้อ ไม่เชื่อพระโพธิรักษ์เลย เราไม่มีน้ำยาเลย พูดอย่างไรเขาเลยเห็นว่าไม่มียา มันวาสนาน้อยนี่นะ เพราะฉะนั้นฌานของพระพุทธเจ้านั้น ฌาน ของพุทธต้องมีปัญญาอันนี้ใช่ นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก
ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 35)
ไปน
อ่านต่อ
ั่งหลับตาปฏิบัติและบอกว่าเป็นอรหันต์กันเต็มหมดนั้นมันไม่ใช่ เป็นอรหันต์เก๊ มันไม่ใช่พระอรหันต์จริง มาฟังให้ดีๆ ปรโตโฆษะ บ้าง แล้วจะได้โยนิโสมนสิการ ไม่อย่างนั้นก็ อโยนิโสมนสิการอยู่อย่างนั้นเป็นของไม่จริงไม่แท้ไม่ถูกต้อง ไม่ลงไปถึงที่เกิด มันไม่เป็นสัมภวะหรือปภวะ ไม่ถึงที่เกิด ที่เกิดจะต้องมีวิญญาณมีผัสสะมีเวทนา พระพุทธเจ้าอธิบายให้ภิกษุ สาติ บอก มานั่งหลับตานั้นมีแต่ความคิดเอาเอง เป็นนิรมาณกายมันเป็นสัมภเวสี สัมภเวสีคือผู้ที่มี ทิฏฐิ อวิชชา โง่ ก็เลยไปหลับตา หลับตาแล้วจิตก็เลยล่องลอย ไปหาที่ตั้งไม่ได้หาที่เกิดไม่ได้ ที่ตั้งทางตา ที่ตั้งทางหู ที่ตั้งทางจมูก ที่ตั้งทางลิ้น ที่ตั้งทางกายไม่มี แม้แต่ที่ตั้งทางใจ ใจนี้จะต้องมีคู่ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นคู่ กายต้องมีคู่ โผฏฐัพพะต้องมี 5 แล้วต้องมีใจร่วมเสมอ เพราะฉะนั้นวิสยรูป วิสย รูปที่เกิดตามความเป็นจริงต้องมี โคจระ กับ ปสาทะ มันจึงเกิดวิสยรูป ในรูป 28 เอาหลักฐานพระพุทธเจ้ามาพูด ในมูลสูตร 10 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ อะไรเป็นรากเหง้า เป็นที่หยั่งลง และเป็นที่สุด มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ... ต้องมีฉันทะกับมิตรดี(ในแสงอรุณ 7 )ที่สัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นพาลชน ที่ยังมิจฉาทิฏฐิ มันต้องมีมิตรดี ถึงจะทำใจในใจให้ถูกทางถูกโลกุตระ ไม่อย่างนั้นก็ไปเกิดในแดนโลกียะอย่างเดิม ไม่มีทางไปเกิดในแดนโลกุตระได้เลย อธิบายแค่นี้ก่อน... (จาก...631028_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าสังโยชน์ 10)