แยกกายแยกจิตไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็โมฆะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.44 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

แยกกายแยกจิตไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็โมฆะ พ่อครูว่า...เดี๋ยวรอฟังที่จะอธิบายต่อไปจะถูกหรือผิดซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขอยืนยันว่าไม่ใช่ง่ายเลยคำว่ากาย เกริ่นอีกนิด คำว่า กาย เป็นคำแรกเมื่อภิกษุทุกรูปได้รับการบวชขึ้นมาจากอุปัชฌาย์ พระพุทธเจ้ามีพระธรรมวินัยให้อุปัชฌาย์จะต้องสอน กาย จิต แยกกายแยกจิตให้สัมมาทิฎฐิก่อนอื่นเลย ก่อนจะลุกจากที่นั่งบวช เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจแล้วอุปัชฌาย์ไม่รู้เรื่องแยกกายแยกจิต แยกกายแยกจิตก็ไปนั่งหลับตาแล้วทำจิตให้เป็นอะไร สร้างอุปาทานเป็นนิรมาณกาย มโนมยอัตตา แยกกายออก จิตเราก็ลอยขาดออกจากกายจากร่าง มองเห็นร่างของเรานั่งอยู่ตรงนั้นถือว่าเป็นคนแยกกายแยกจิตสำเร็จ ไปโน่นเลย ซึ่งเป็นเรื่องของเทวนิยม เป็นเรื่องขอความลึกลับความเข้าใจกันไม่ได้เป็น สัญญายนิจจานิ ของแต่ละคน สมมุติแต่ละอันไปปั้นรูปร่างเรื่องราวแตกต่างกันไปเป็นสัมโภคกายปั้นให้แก่ตัวเองเลอะเทอะไปหมดมันก็เลยไปกันเยอะ พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนให้รู้ กายรู้จิตอย่างสัมมาทิฏฐิแท้ ถ้าหากอธิบายแยกกายแยกจิตยังไม่สัมมาทิฏฐิ จบเลยการบวชนั้น โมฆะ ไม่มีทางจะปฏิบัติธรรมได้สำเร็จเพราะการแยกกายแยกจิตได้ก็คือ การจะต้องอธิบายถึงธรรมนิยาม 5 ได้ กายนั้นคือจิต หากไม่ใช่กายแล้วนั่นคืออุตุ แม้แยกกายแยกจิตไม่ใช่เป็นอุตุ เป็นแค่พีชะ ก็ไม่มีกาย พีชะคือพืชถือว่าไม่มีกาย ต้องจิตนิยาม จึงจะมีกาย แล้วจึงจะสามารถจัดการกับกรรมวิบาก พีชะไม่มีกรรมวิบาก ไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึก ต้องเข้าใจพวกนี้ ถ้าไม่เข้าใจพวกนี้แล้วการปฏิบัติธรรมให้เป็นโลกุตระธรรมนั้นทำไม่ได้ โมฆะเลย สำคัญมาก 1. อุปัชฌาย์จะต้องสอนสัทธิวิหาริกให้สัมมาทิฏฐิ ถ้าหากไม่ได้สอนแบบนั้นไม่มีแบบนั้นก็โมฆะหมด มิจฉาทิฏฐิหมดไม่เข้าใจการแยกกายแยกจิตที่เป็นมูลกรรมฐาน 5 แยกโดยการอธิบาย

อ่านต่อ

จากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เป็นอวัยวะ 5 อย่าง เป็นอาการ 5 ข้างนอกที่มันมีในคน อย่างผมก็ดี ขน เล็บ ฟัน หนัง มันอยู่ภายนอก นอกนั้นเป็นอวัยวะภายในหมดเลย เป็นเนื้อเป็นตับไตไส้พุงอยู่ข้างใน เอาไปเรียนรู้ไม่ได้ แต่มันอยู่ที่ภายนอกนี้เรียนรู้ได้ ให้รู้ว่าอันใดส่วนใดที่ไม่นับว่าเป็น พีชะแล้ว ไม่นับเป็นจิตแล้วเป็นอุตุคืออย่างไร เช่น เราตัดขนขาด ตัดผมส่วนที่ขาดไปแล้ว เล็บส่วนที่ขาดไปแล้ว ฟันส่วนที่กรอออกไปแล้ว ผิวหนังที่เราขัดถูภายนอก เป็นอุตุไปหมด ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จึงจะเรียนรู้ได้ ถ้าเรียนรู้ไม่ได้ก็ไม่สามารถทำให้จิตของเราเป็น พีชะเป็นอุตุได้ โดยกรรมโดยธรรมะ ปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จอรหันต์ถ้าไม่รู้สัมมาทิฏฐิธรรมนิยาม 5 นี้ เพราะฉะนั้นจึงศึกษาสังโยชน์ 10 ข้อแรกต้องเรียนกายของตน เรียกว่า สักกายะ ทำความเข้าใจ กาย ให้สมบูรณ์ ให้สัมมาทิฏฐิให้ได้ แล้วจึงจะได้ แล้วจะไม่มีข้อสงสัย อาตมาพูดไปอธิบายไปให้เข้าใจได้จนพ้นวิจิกิจฉา จึงจะดำเนินการปฏิบัติได้ แล้วข้อสามต่อไปต้องมีข้อปฏิบัติมีศีลพรต แล้วเป็นศีลพรตที่พ้นสีลัพพตุปาทาน พ้นสีลัพพตปรามาส พ้นสีลัพพตุปาทาน คือ พ้นจากการยึดถือศีลพรตอย่างจารีตประเพณี ทุกวันนี้เขาคิดว่าศีลควบคุมแค่กายกับวาจา ซึ่งมันมิจฉาทิฐิไปหมด ยิ่ง สีลัพพตปรามาส แม้ว่าจะสัมมาทิฎฐิแล้วต้องปฏิบัติศีลให้ไปลดกิเลสได้ แม้ว่ามีสัมมาทิฎฐิแล้วแต่ไม่ปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ได้แต่เล่นๆหัวๆ ลูบๆคลำๆ เหลาะๆแหละๆ ไม่เอาจริงในการปฏิบัติไม่ได้หรอก ไม่พ้น สังโยชน์ 3 ข้อ เริ่มตั้งแต่ กาย ปฏิบัติจริงๆโลกุตรธรรม 37 จึงเริ่มพิจารณากายในกาย แล้วก็เป็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นต้น (จาก...631028_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าสังโยชน์ 10)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน