611014_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก กาลามสูตรและเตวิชชสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
611014_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก กาลามสูตรและเตวิชชสูตร อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1xQ3c5A5ujIPpzbE1qJeG-T97cPwZTEmOgDhFmZNbs8Y/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1wgGD1O7bWs-mxF7miAdm0yXxo9Iux5mI สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561 ที่บวรสันติอโศก เป็นวันครบรอบ 45 ปี 14 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ขึ้นหน้าปกว่าคิดถึงพระองค์มาก วันนี้เป็นวันครบรอบ 88 ปีของโยมสวงค์ บุญโชค บอกว่าผมสังหรณ์ใจว่าพ่อท่านจะมา แล้วพ่อท่านก็มาจริงๆด้วยแล้วก็ร้องห่มร้องไห้ด้วยความปีติ วันนี้ ท่านมาพร้อมกับภรรยาและลูกๆ ลูกสาวเขียนมาบอกว่า คุณพ่อสวงค์รับประทานอาหารมังสวิรัติติดต่อกันมานานถึง 30 ถึง 40 ปีตั้งแต่พบสันติอโศกมาปกติเป็นคนรักษาศีล 5 เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสอัธยาศัยใจคอดี ปกติเพิกเฉยต่อคำพูดที่ไม่ดีของคนอื่น มีพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เป็นกำลังใจให้มีอายุยืน ปกติมีอายุปานนี้ แต่ก็ยังมาฟังธรรมที่สันติอโศกเป็นประจำ ประเด็นที่อยากขอเกริ่นนำ เมื่อสักครูพ่อท่านได้เกริ่นถึงนามปากกาเก่าสมัยใหม่เสมอ เขียนคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม นามปากกาเดิม โบราณ นวทัศน์ แต่พ่อท่านเห็นว่านามปากกานี้ห่างไกลจากความเข้าใจของคนมากไปก็เลยเปลี่ยนเป็นนามปากกา เก่าสมัย ใหม่เสมอ หรือเก่าก็ได้ใหม่ก็ด้วย พ่อท่านว่าเพราะกว่าแต่อาตมาก็ว่า เก่าสมัย ใหม่เสมอนั้นเพราะกว่า เธอมีชีวิตอยู่กับสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ได้อย่างผสมกลมกลืน ไม่ใช่ฝังหัวแต่กับของเก่าโดยไม่สนใจสิ่งใหม่ หรือไม่ก็เอาแต่สนใจสิ่งใหม่ไม่สนใจสิ่งเก่า รักษาชีวิตแบบเดิมๆแบบของแบบพระพุทธเจ้าเอาไว้แล้วเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้ มีถ้อยคำที่พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ให้ไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่สามีของ
อ่านต่อ
เธอทิ้งไป ทั้งที่อยู่กินกันมานานมีลูกกันมาแล้วด้วย เธอผู้นี้มีความแค้นใจเป็นอย่างมาก เป็นขนาดอยากจะฆ่าใครก็ได้แล้วจะฆ่าตัวเองตายตามไปก็ได้ ได้เล่าให้พ่อท่านฟัง หลังจากได้พูดระบายกับพ่อท่านแล้ว พ่อท่านพูดว่า ถ้าหากเขาดีเขาไม่ทำแบบนี้หรอก คำพูดเท่านี้ทำให้หญิงผู้นั้นเกิดความสว่างโพลงในจิต ความดำริที่เป็นพยาบาทที่อยากจะฆ่า ก็ได้คิดตามที่พ่อท่านว่า “ถ้าหากเขาดีเขาไม่ทำแบบนี้หรอก” ประเด็นนี้สื่อแสดงภาวะของผู้มีจิตสูง ถ้าเรานำคำนี้ไปใช้กับการดำเนินชีวิต ไม่เห็นใครทำไม่ดีท่านที่เราจะรู้สึกไม่ดีกับพฤติกรรมของเขา ก็ใช้คำพูดของพ่อท่านไปพิจารณาว่าถ้าหากเขาดีเขาไม่ทำแบบนี้หรอก ทำให้เราเข้าถึง ยถาภูตญาณทัสนะ รู้ความจริงตามความเป็นจริงได้ตามไปด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีที่ไหนในพระไตรปิฎก พ่อครูว่า...มีลุงทุย ท่าชนะ ฝากถาม ให้ ตอบในวันอาทิตย์ครับ 1.พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ในกาลามสูตร ไม่ให้ เชื่อ 10 อย่าง แม้จะเป็นคำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฎก ท่านพุทธทาสได้กล่าวเอาไว้ว่า คำสอนในพระไตรปิฎก สามารถฉีกทิ้งได้ถึง 60% หรืออาจารย์คึกฤทธิ์ ที่เน้นพุทธวจนที่บอกว่า พระไตรปิฎกนั้น ให้เลือกเชื่อเฉพาะที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่า ทั้งพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และหมอเขียว จะเอาพระไตรปิฎกมาสอน เป็นประจำ อยากทราบว่า การปฏิบัติแบบไหน จะถือว่า เป็นการปฏิบัติตามกาลามสูตร
2. จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีกล่าวไว้ที่ไหนในพระไตรปิฎก เพราะไม่เคยได้ศึกษามาจากท่านอาจารย์พุทธทาส หรือพระในมหาเถรสมาคม ก็ไม่มีท่านใดที่ได้นำเอามาสอน
พ่อครูว่า...ใช่ ยืนยันชัดเจนว่าในประเทศไทยนี้ มหาเถรสมาคมรวมทั้งท่านพุทธทาส ก็ยืนยันอย่างนั้นแสดงว่าหายไปจริงๆด้วยในโลกสังคมพุทธ ศีล ไม่มี เหลือแต่วินัย 227 พูดกันเมื่อไหร่พระถือศีลเท่าไหร่ก็บอกว่าถือศีล 227 จบชัดเจน หมดไปแล้วจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คำว่าศีลกับวินัยก็ยังแยกไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าศีลกับวินัยเป็นอันเดียวกัน วินัยเป็นกฎหมายที่มีโทษ ส่วนศีลไม่ใช่แบบนั้นเป็นคำกลางๆก็เห็นดีเห็นงามก็ปฏิบัติ ปฏิบัติให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธก็ได้ผลไป ตกลงเขาอ่านพระไตรปิฎกกันหรือเปล่า แสดงว่าไม่เปิดพระไตรปิฎก ไปเปิดก็จะเจอเลย โดยเฉพาะพระสูตร พระวินัยมี 8 เล่ม ศีลมีอยู่ในพระสูตรตั้งแต่ประสูติแรกคือพรหมชาลสูตร ท่านเปิดด้วยโลกอุบัติขึ้นมาอย่างไร และผู้เป็นเจ้าอุบัติขึ้นมา ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย. จุลศีล [2] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? พ่อครูว่า...หากจะชมว่าคนนี้รวยก็ไม่เที่ยงแท้ ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปมาไม่มีเป็นของตัวของตนจริงๆเลยแต่ถ้าศีลนั้นใครมีในตน ให้เกิดเป็นสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ ตั้งมั่นแล้วเช่นศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ มีความปรารถนาดีหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไปทางไหนก็มีกิริยาอย่างนี้เพราะคนมีศีล เป็นสุดยอดมนุษย์ แม้จะรวยเป็นแสนล้านก็ไม่เป็นเครื่องชี้ว่าเป็นคนที่ใจสูง นี่เป็นศีลข้อที่ 1 ข้อเดียวข้อแรกต่ำที่สุดแล้วนะ นี่แหละสิ่งยืนยันคนที่สูงได้อันนี้เป็นคุณธรรมที่ต่ำที่สุดแล้ว ความรวยความมีสถานะยืนยันไม่ได้ เป็นสมบัติผลัดกันชมไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปมา แต่ว่าศีลนี้ทำให้ตั้งมั่นยืนยันอยู่ที่เราได้ตลอดนิรันดร์กาลได้ ใครจะไม่ฆ่าสัตว์ตลอดชีวิตยกมือขึ้น ...ยกมือ… พวกเรามั่นใจ แล้วจะไปฆ่าเขาทำไม เพราะเรารู้จักวิบาก รู้จักความดีความไม่ดีเป็นสมมุติ ยิ่งปรมัตถ์แล้วก็ยิ่งไม่ทำบาป แต่นี่คนทำไมต้องสร้างอาวุธขึ้นมาฆ่ากัน อาวุธที่สร้างไม่ได้หมายจะฆ่าสัตว์ คนอุตริเอาไปยิงหมีขอหมีดำ แต่ที่จริงมันสร้างมาฆ่าคน เป็นเรื่องเลวร้าย คนเราทำร้ายกันไม่ต้องถึงกับเอาอาวุธทำร้ายกันแค่มือไม้ทำร้ายกันก็แย่แล้ว แต่นี่มีจิตใจที่สร้างอาวุธเพื่อจะฆ่าคน มันไกลแสนไกลจากพระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนให้ห่างไกลคนพาล ร้อยโยชน์พันโยชน์ ได้เป็นดี อาตมานี่ต่อให้แก่อายุ 100 กว่า ก็จะยอมให้เรียกแก่บ้าง แม้มีคนเห็นด้วยเท่านี้ก็ภูมิใจแล้ว ปฏิบัติธรรมมาพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นคนในสังคมโลกที่มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ มีจริงๆไม่ได้พูดเล่น ปฏิบัติได้เป็นจริงเลยพวกเรานี้มีสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นคนอยู่ในสังคมในประเทศอยู่ในโลก ที่ไม่เบียดเบียนใครไม่เป็นภัยต่อใครมีแต่คุณค่าประโยชน์
ตอบขอบลุงทุยก่อน...ท่านพุทธทาสได้กล่าวเอาไว้ว่า คำสอนในพระไตรปิฎก สามารถฉีกทิ้งได้ถึง 60% พ่อครูว่า...อย่างนั้นโมหะเกินไป พระไตรปิฎกมีคนนับถือทั่วโลกแต่พระพุทธทาสบอกว่าฉีกทิ้งได้ 60% ในพระไตรปิฎกมีแต่คำสอนพระพุทธเจ้ากับคำสอนของพระเถระในยุคพระพุทธเจ้าเท่านั้น คำสอนในยุคของพระพุทธเจ้าก็เป็นคำสอนที่ในยุคของพระเถระที่น่านับถือมีอีกมากมาย ตัดเองตัดสินได้ไหมว่า คำนี้ เป็นคำของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่จริงแล้วไปฉีกทิ้งได้อย่างไร ฟังดูใหญ่เหลือเกิน อาตมาไม่ได้ฉลาดยิ่งใหญ่ขนาดตัดสินฉีกทิ้งขนาดนั้น ท่านพุทธทาสก็ฟังแล้วน่ากลัว หรือท่านคึกฤทธิ์ให้เลือกเชื่อเอา แต่อาตมาว่า ที่ท่านบันทึกในพระไตรปิฎกคงไม่ใช่ของที่ขี้เหร่เท่าไหร่ แล้วเก่งอย่างไรให้เลือกเชื่อ อาตมาว่าหากเรายังไม่เข้าใจอย่าไปตีทิ้ง เอ็งเก่งขนาดไหนพิพากษาได้เลยตีทิ้งได้เลย ไม่ว่าจะเป็นยุคของท่านพุทธทาสหรือท่านคึกฤทธิ์ ที่จะเอาแต่พระวจนะ เขาเก่งกว่าพระเถระอื่นๆด้วย อาตมาว่าจองหองจังเลย
ส่วนจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนั่นมีในพระสูตรเล่มแรกเลย จุลศีลมี 26 ข้อ มัชฌิมศีลมี 10 ข้อมหาศีลมี 7 ข้อ ศีลนั้นอธิบายโดยย่อ ศีลข้อ1 สมาธิ กับปัญญาก็อยู่ที่ศีลข้อ1 วิมุติ วิมุติญาณทัสนะก็อยู่ที่ศีลข้อ1 มันมีทั้งหมด แต่เขาไม่เข้าใจว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต วิมุตติญาณทัสสนะในศีลข้อที่ 1 เป็นอย่างไร เมื่อคุณไม่รู้ก็ทำไม่ได้สักอย่าง สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะก็ไม่ได้ เพราะคุณไม่รู้ว่าในศีลข้อที่ 1 นั่นแหละมีทุกอย่าง อาตมารู้แล้วอาตมาก็ทำได้ก็มาสอนพวกเราให้รับต่อไปได้จึงสำเร็จมีการบรรลุได้ กถาวัตถุ 5 แล้วคุณก็เอาไปปฏิบัติ 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)
ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของกับพืช ของคือวัตถุดินน้ำไฟลมกับพืช อันแรกสัตว์ทั้งหมดก็มีสัตว์ในโลกก็มีสัตว์กับดินน้ำไฟลมอากาศกับพืช ศีลข้อที่ 3 เรามีความรู้สึกเรามีผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ กับสัตว์ ผัสสะกับของ กับพืช เท่านี้แล้วก็มีครบแล้วในโลกแล้วปฏิบัติให้มีสมาธิปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัสสนะ จบเลยศาสนา จากนั้นก็เอาไปพูดอยู่ที่วจีกับมโน ศีลข้อที่ 4 คือวจี ศีลข้อที่ 5 คือมโน ดังนั้นที่ว่า มหาเถรสมาคมแม้แต่ท่านพุทธทาสก็ไม่เอาเรื่องของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลแล้วก็ถือว่าหมดไปเลย แม้แต่หมอประเวศ วสี ก็แยกเลย หากจะศึกษาเรื่องศีลก็ไปสันติอโศกหากจะศึกษาเรื่องสมาธิก็ไปที่ธรรมกาย หากจะศึกษาเรื่องของปัญญาก็ไปที่สวนโมกข์ นั่นแหละเป็นคำพูดที่ผิด หากจะเอาให้ครบทั้งศีลสมาธิปัญญาต้องมาที่สันติอโศก หากจะเอาสมาธิที่ผิดเพี้ยนก็ไปเอาที่ธรรมกาย หากจะเอาปัญญาที่แหว่งๆก็ไปเอาที่สวนโมกข์ วันนี้พูดยังอวดดี แต่เรื่องอะไรจะอวดความชั่ว ก็ต้องอวดความดีให้กันฟัง อาตมาไม่โง่นะ ใครจะโง่อวิชชาก็อวิชชาไป อาตมาฉลาด ใครจะว่าอาตมาโง่ก็แล้วไป อาตมาเลิกอวิชชาแล้ว อาตมาฉลาดแล้วรู้ด้วยว่า โลกียะกับโลกุตระต่างกันอย่างไรแยกแยะได้ อาตมาไม่โง่แล้ว ส่วนคนโง่คือคนไม่รู้หรอกโลกุตระกับโลกียะ ก็อยากจะไม่ได้พูดไม่ได้ อาตมาพูดได้ แยกแยะได้ เอามาให้คนปฏิบัติได้ด้วย คนชาวอโศกเป็นคนโลกุตระ ยืนยัน มีในศาสนาพุทธ ศาสนาเดียวเท่านั้นที่มีโลกุตระ หากทิ้งจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลก็เท่ากับทิ้งศาสนาพุทธเลย มหาเถรสมาคมและท่านพุทธทาสทิ้งก็แสดงว่าไม่เหลือเลยศาสนาพุทธของท่าน ท่านบอกว่าฉีกทิ้งได้ตั้ง 60% ท่านไม่เห็นค่า แต่อาตมาเห็นค่า คำอธิบายได้อธิบายยังไม่หมดเลยตอนนี้ หากอาตมาอยู่ถึง 60 กว่าปีก็ไม่รู้จะอธิบายหมดหรือเปล่า
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน กาลามสูตร พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ในกาลามสูตร ไม่ ให้ เชื่อ 10 อย่าง...แล้วคุณจะไปเชื่ออะไรได้เล่า 1. อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา (มา อนุสสเวนะ) 2. อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบๆ กันมา (มา ปรัมปรายะ) 3. อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ (มา อิติกิรายะ) 4. อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา (มา ปิฎกสัมปทาเนนะ) 5. อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง (มา ตักกเหตุ) 6. อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน (มา นยเหตุ) 7. อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ (มา อาการปริวิตักเกนะ) 8. อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว (มา ทิฏฐินิชฌา นักขันติยา) 9. อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ (มา ภัพพรูปตายะ) 10. อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
พ่อครูว่า...หากปฏิบัติธรรมเหล่านี้แล้วเกิดอกุศลก็ควรจะละเสีย หากปฏิบัติธรรมเหล่านี้แล้วเกิดกุศลก็ควรจะเข้าถึงธรรมเหล่านี้อยู่ ท่านไม่ได้บอกว่า 10 หลักเกณฑ์นี้พึ่งพาไม่ได้เอาไปยึดถือเอามาทำอะไรไม่ได้ ก็ให้ดูทั้ง 10 ข้อ 10 อย่างนี้แหละ ข้อไหนที่เราควรเอามาปฏิบัติให้ว่าจะได้ยินตามกันมาก็ดี ถ้อยคำสืบกันมาก็ดี ได้ยินข่าวลือมาก็ดี อ้างอิงตำราคิดตามอาการเดาเอาเอง นึกเอาเอง หรือผู้อื่นพูดแล้วน่าเชื่อถือ แม้แต่เป็นครูของเราก็ตามอันสุดท้าย ก็เราเห็นว่ามันน่าจะเอามาปฏิบัติมันเป็นกุศล เรามีสิ่งที่ทำมหาปเทส ได้สุดยอดก็ตัดสินเอง ตัดสินแล้วอันนี้ดีควรเอามาประพฤติ เมื่อประพฤติแล้วได้สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นกุศล คุณก็ได้แล้ว หากว่าไม่เชื่ออะไรไม่ฟังอะไร แล้วคุณจะได้ทำ? สรุปรวมทุกอย่างเป็น ทฺเว ธัมมา แปลว่าลักษณะสอง ลักษณะ 2 นี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พยาธิลักษณะ 2 อยู่กับลักษณะ 2 สามารถชัดเจนใน 2 ไม่ว่าจะเป็นพยัญชนะหรือสภาวะ 2 มันมีรูปกับนาม มันมีสิ่งที่มีกับไม่มี มันเป็นชีวกับไม่มีชีวะ เป็นสภาพคู่ทั้งนั้นหากปฏิบัติ 2 ให้จบได้ก็จบเลย ทุกวันนี้ปฏิบัติไม่ได้เพราะว่าค่ายหนึ่ง เป็นค่ายเทว อีกค่ายหนึ่งเป็นค่าย งงๆ อีกค่าย อเทวะคือศาสนาพุทธชัดเจนในสองแล้วทำสองให้เป็นหนึ่งได้ก็หมดเมถุน พ้นทุกข์ ศาสนาพุทธทำให้ธรรมะ 2 เป็น 1และเป็น 0 ได้ เข้าใจเทวดา เข้าใจความเป็นสอง เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่เอามาเปรียบเทียบกัน คุณจะเปรียบเทียบอะไรกับ 2 อันนี้ อันใดเป็นกุศลอันใดเป็นอกุศล คุณก็อยู่กับกุศล สุดท้ายศาสนาพุทธเลิกเลยจบเลยก็ทำได้ นี่คือสุดยอดความรู้ของมนุษยชาติในโลก ศาสนาพุทธ บรรลุธรรมะ 2 ทำให้เป็นหนึ่งทำให้เป็น 0 ได้ก็จบเลย แล้วก็รู้ความหลากหลายจากแต่ละบุคคล หลากหลายมากมายเยอะแยะเต็มโลกนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นรู้ความเป็น 2 ความเป็น1ความเป็น0ก็รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีที่สิ้นสุดจบเลย นี่คือศาสนาพุทธ จบแล้ว พูดธรรมะพระพุทธเจ้าจบแล้ว สมณะเพาะพุทธว่า...ต้องทำความเข้าใจความเป็น 2 ความเป็นหนึ่งและความเป็น0 พ่อครูว่า...ทุกอันคือ2หมดแล้วเอามาเทียบกันศึกษาได้ 2นี่ เปรียบเทียบให้ชัดเจนว่าอะไรดีอะไรไม่ดีอะไรควรมีอะไรควรไม่มี ของที่มันควรก็ควรจะอยู่กับสิ่งที่ดี สิ่งที่ควรจะไม่ให้มีทำให้มันสูญได้เลย จบ ทุกคู่ในมหาจักรวาลนี้คือ เทวะหรือ ทฺเว ทุกสิ่งทุกอย่างก็รู้คู่ แล้วก็แยกได้ด้วยว่า 2 อันนี้อะไรคือดีอะไรคือไม่ดี ถ้าเราจะอยู่ก็อยู่กับความดี ถ้าไม่อยู่ก็เลิกเลย 0 นี่จบแล้วนะ ศาสนาพุทธได้ย่อมาจบอย่างนี้ สมณะเพาะพุทธว่า...ให้รู้สิ่งที่จริงและเท็จแล้วเลือกเอาสิ่งที่จริง อาศัย พ่อครูว่า...แต่ศาสนาพุทธทำ1 ได้แล้วเลิก1 ได้ เป็น 0 ได้แยกธาตุได้หมด จึงสามารถศึกษาได้ทุกอย่าง แยกแยะ อุตุนิยามก็ได้ ทางฟิสิกส์เขาก็เก่ง เข้าใจแยกฟิสิกส์บวกลบให้หายจนเป็น1เป็น0ได้ นี่คือความสามารถของศาสนาพุทธ เป็นพีชะก็แยกได้ เป็นสัตว์ก็แยกได้ แยกได้ด้วยการกระทำ แยกได้ด้วยกรรม แยกได้ด้วยการกระทำ การกระทำแล้วจะให้ทรงอยู่ก็เป็นธรรมะ อันไหนจะไม่ให้ทรงอยู่ก็คืออธรรม อาตมามีสภาวะและเข้าใจจึงอธิบายได้ การอธิบายของอาตมาจะไม่เหมือนกับคนอื่น ศาสนา พระพุทธเจ้ามาถึง 2500 กว่าปีแล้ว ข้อใดผิดเพี้ยนไปเลอะเลือนไปจนไม่มีใครเอามาพูดได้ อาตมาก็นำมาพูดได้ ขออภัยที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้คุยตัวอวดตัว แต่พูดตามภูมิธรรมที่อาตมามี หากไม่มีก็เอามาพูดไม่ได้หรอก ก็ตำราก็มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลในพรหมชาลสูตรก็มีแต่ทั้งท่านพุทธทาสและมหาเถรสมาคมบอกว่าไม่มี มหาเถรสมาคมหรือท่านพุทธทาสก็พอรู้ว่ามีนะ ทำไมท่านจะไม่รู้จักศีล คุณเองไปดูถูกท่าน สมณะเพาะพุทธว่า...คนๆหนึ่งไปหาของในห้องแล้วกลับมาบอกว่าไม่มี แต่ถ้าคนอื่นไปหาเพราะว่ามันมีก็ยืนยันได้ พ่อครูว่า...ก็ยืนยันว่าจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มี แต่คุณบอกว่าไม่มี ใครที่ไม่กล่าวถึงไม่เอาน่าจะมีในพระไตรปิฎกเขาก็ทิ้ง อาตมาไม่ทิ้งแล้วนำมาให้พวกเราปฏิบัติ ได้ผลหรือไม่ ...ได้ เป็นประโยชน์และดี สบายขึ้น ประเสริฐ สุดยอด คนที่เห็นค่าก็เอามาปฏิบัติประพฤติก็ได้คุณค่านั้นได้ความประเสริฐนั้น ส่วนคนไม่เห็นค่าก็ทิ้งไป มันไม่ได้แปลกอะไร ลิงมันเห็นแก้วแหวนก็บอกว่าสู้ถั่วไม่ได้ ไก่เจอเพชรพลอยไม่เอามันแข็ง ไปกินพืชผักดีกว่า คนเห็นคุณค่าก็บอกว่ามี คนไม่เห็นคุณค่าก็บอกว่าไม่มี
มาถึงกาลามสูตร...มันเป็นเรื่องที่สุดยอด ที่เป็นความละเอียดลออของพระพุทธเจ้า มีคำตอบของพระเจ้าบอกว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นในอะไร สัพเพธัมมานาลังอภินิเวสายะ ธรรมะทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ยึดถืออะไร แล้วคุณไปตีทิ้งว่าไม่ยึดอะไรเลย คำว่ายึดมั่นก็คือไปติดไปหลง การยึดถือแบบอาศัยให้ได้คุณค่าได้ประโยชน์ สุดท้ายคุณก็ไม่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา พรากได้จากกันได้สูญได้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของๆเรา สุดท้ายอาศัยในชีวิตได้ ไม่ใช่อกตัญญู แต่เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเหตุปัจจัยอาศัยกันและกัน เพราะฉะนั้นอะไรเป็นกุศลอะไรเป็นประโยชน์ อาศัย อะไรไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นกุศลก็ไม่อาศัย ไม่ยาก ข้อสำคัญคุณจะต้องมีญาณปัญญาวินิจฉัยชัดเจนว่าอันนี้เป็นประโยชน์อันนี้ไม่เป็นประโยชน์ อย่างไม่ลำเอียงอย่างไม่มีกิเลส เป็นตัวตัดสิน มีแต่ความซื่อตรงสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีอคติใดๆมาตัดสินแล้วเอามาใช้ เพราะฉะนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีปัญญาเป็นผู้พิพากษาเอง ปัญญานี้เป็นตัวผู้พิพากษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เราต้องมีปัญญาที่คมแหลมลึกแม่นตรงจริง แล้วสามารถตัดสิน สามารถพิพากษาได้ อะไรควรใช้อะไรควรอาศัยเราก็อาศัย มันก็เป็นความจริงที่คุณเองจะมีความสามารถ คุณจะมีความรู้จริงที่จะตัดสินถูกต้อง แล้วคุณก็ได้ตามสิ่งที่ตัวเองพิพากษาเองตัดสินเองแล้วเอามาใช้เอง มันก็เป็นของจริง ใครมีเท่าไหร่ อาตมาว่าคนเรานี้ก็ไม่ได้เจตนาที่จะเอาสิ่งที่ไม่ดีนะเจตนาจะมาเอาสิ่งที่ดีทั้งนั้น เอามาใช้ ไม่มีใครอยากจะเอาสิ่งไม่ดีมาใช้ มันก็อยู่ที่เราจริงฉลาดจริงแล้วก็ตรงแท้ตามสัจจะหรือไม่ เท่านั้นแหละที่จะทำได้ พระพุทธเจ้าสรุปลงท้ายในพระสูตรนี้ว่าหากปฏิบัติธรรมะเหล่านี้แล้วเกิดอกุศลไม่เกื้อกูลเป็นทุกข์ก็ละทิ้งธรรมะนั้น แต่ว่าหากปฏิบัติธรรมะเหล่าใดและเกิดกุศลเกิดความเกื้อกูลเกิดความพ้นทุกข์ก็ควรจะทำธรรมะนั้น
สำหรับตัวเองปรุงใช้ มี กับสูญ อะไรจะไม่ให้มีให้สูญไปเลยอกุศลใดๆที่จะมีในตนก็ให้เลิกไปเลย ชัดเจนไหมคุณชัดเจนก็ทำได้ด้วย มี วัสสวตีจิตโต มีจิตที่มีอำนาจอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ สุดท้าย คนที่มีจิตเหนือ แม้มันจะมากระทบสัมผัสเราก็เลือกสิ่งที่เป็นกุศลอาศัยสิ่งที่ไม่เป็นอกุศลไม่อาศัย ที่สุดเหนือกว่านั้นคือเลิกไปเลยศูนย์ไปเลยสลายไปเลย แม้แต่ตัวเองก็สละให้สูญไปเลยได้ นี่คือสุดยอดแห่งความรู้ของพระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาที่ไม่มีเทวเหลือไม่มี 2 ทำให้เหลือ 1 ในสภาวะที่ยังมีอยู่ คุณยังมีชีวะ คุณยังไม่ตาย คุณมีเหลือคุณก็อาศัยแต่สิ่งนี้ คุณจะไปให้มันสูญ คุณก็ไม่เหลืออะไรเลยแยกธาตุเลย คุณสามารถแยกได้ สมมุติว่าของคุณมีธาตุน้ำไฮโดรเจนกับออกซิเจน คุณก็สามารถแยกกันอยู่เช่นกับออกซิเจนออกจากกันได้อย่างถาวรนิรันดรเด็ดขาดจริงด้วย ในสภาพที่เป็นจิตนิยามก็สามารถแยกแยะอุตุนิยาม ไม่ต้องเป็นพีชนิยามอีกได้ด้วย ข้ามไปเลย สลายไปเลยเพราะว่าอุตุนิยามมันไม่มีพลังงานในตัวเองไปจัดการมันเอง มันไปตามสิ่งแวดล้อม ส่วน พีชนิยามเริ่มจะมีพลังงานจัดการตัวเองบวกกับลบ แต่ยังไม่มีพยาบาทไม่เกี่ยวข้องกับอันอื่นไม่ไประรานใครเป็นตัวเองของตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อเป็นจิตนิยามนั้นมีทั้งตัวเองและมีทั้งไประรานคนอื่น เป็นโทษเป็นภัยแก่คนอื่นยิ่งจะชั่วน่ะโง่หนัก ยิ่งจะไประรานคนอื่นยิ่งจะมีโทษมากเท่านั้น คนที่มีโทษมากที่สุดในโลกคือคนที่ร้ายแรงที่สุด ทำอาวุธฆ่าคนอื่นนี่เลวร้ายมากที่สุด และอันที่สองคือแย่งชิงเอามาเป็นของตัวเองให้มากที่สุดรวยที่สุด สองฝั่งเป็นความเลวร้ายมากที่สุดทั้งสองฝั่ง เอามาให้เป็นของตัวมากที่สุดก็ไม่เอา ทำร้ายคนอื่นให้มากที่สุดก็ไม่เอา
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ธรรมะ 2 ให้เป็น 0 ได้ต้องยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ สมณะเพาะพุทธว่า...การทำร้ายทำลายผู้อื่นเป็นอำนาจนิยม ส่วนเอามาให้แก่ตัวเองมากที่สุดเป็นทุนนิยม พ่อครูว่า...ทุกอย่างเมื่อเทียบกันแล้วมันมี 2 ทั้งนั้น เทวะ เป็นตัวตนเป็นตัวเองตีไม่แตก เทวนิยมจะตีเทวะไม่แตกตลอดเลย สายเทวนิยมมีจิตวิญญาณนิรันดรเขาตีไม่แตกเขาไม่มีความรู้เขาแยกไม่ได้ ไม่มีความกระจ่างในความจริงสองนี้ ส่วนพุทธนั้นแยกได้รู้อะไรดีกว่าไม่ดีกว่ารู้ละเอียดเราหมดเลย และสุดท้ายแยกธาตุให้เป็น0ได้เลยจบ โลกนี้ก็มีเทวะกับอเทวะ ศาสนาพุทธเป็นอเทวะรู้จัก 2 แล้วจัดสรร 2 ให้เป็นหนึ่งให้เป็นศูนย์ได้ แล้ว 1 กับ 0 เป็นสภาพที่มีที่สามารถควบคุมจัดการได้มีอำนาจจัดการได้ วัสสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ถ้าจิตเป็นธาตุที่ยังให้เป็นไปในอำนาจได้ยากกว่าธาตุทางวัตถุและทางอื่นๆ คนทุกวันนี้เอาธาตุทางฟิสิกส์มาใช้ให้เป็นคุณเป็นโทษได้มาก แต่ว่าจิตใจตัวเองนี้เอามาใช้ไม่ได้ จิตใจเป็นโทษเป็นภัย ยิ่งจะสามารถแยกเอาท่าทางฟิสิกส์เอามาใช้ทางเป็นโทษเป็นไปได้มากอีก จึงยิ่งเลวร้าย ไปอาศัยวัตถุที่เลวร้ายมาทำให้โลกเลวร้ายยิ่งขึ้น นี่มันเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างนี้ ศาสนาพุทธเรียนรู้สิ่งที่เป็นสัจจะพวกนี้ได้ครบ จึงอยู่โดยที่เรียกว่า จัดสรรสิ่งเหล่านี้ด้วยความรู้ สูงสุดมี วัสสวัตตี มีอำนาจจิตที่สูงสุด สามารถจัดการกับพลังงานในระดับจิต สมณะเบิกบานว่า...เป็นคำว่า เจโตวัสสิปัตโต พ่อครูว่า... เจโตวัสสิปัตโต แปลว่าการกระทำ ผู้นั้นเป็นเจ้าของและผู้นั้นกระทำ อาตมาอธิบายวัสสวัตตี เป็นอำนาจในตัวเอง ก็ไม่ผิดเป็นการขยายเพิ่ม เจโต คือจิต วสี วัสสะ แปลว่าอำนาจ วัสสวัฏ รอบที่มีอำนาจ ปัตโต แปลว่าเข้าถึงบรรลุ รวมตัวเต็มบริบูรณ์เท่านั้นเอง ผู้เรียนรู้ศาสนาพุทธจะรู้ทั้งหมดในพลังงานทั้งระดับอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ควบคุมกรรมให้ทรงไว้เท่าใดขนาดไหนก็ได้ จัดสรรสิ่งที่จะให้มีอยู่เท่านั้นเท่านี้โดยกรรม ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเราทำเอง ไม่ต้องให้พระเจ้าเป็นผู้บงการผู้สั่งการให้ทำ เราทำเองทั้งนั้นนี่จึงเป็นศาสนาพุทธ
สมณะเพาะพุทธว่า... สอดคล้องกับ โศลกที่ให้กับนักศึกษาผู้ปฏิบัติธรรมว่า ทำเป็นธรรม ธรรมเราทำ พ่อครูว่า..ธรรมะคือสิ่งที่ส่งไปในส่วนที่ดีส่วนไม่ดีคืออธรรม เราก็ทำในสิ่งที่ดีแล้วเราเป็นคนทำ กับ ธรรม ก็เท่านั้นเอง สมณะเพาะพุทธว่า..เราจะทำก็ทำว่าจะทำอะไรก็ทำในสิ่งที่เป็นธรรม กรรมด้วยกรรมของเรา ทำเป็นธรรม ธรรมเราทำ พ่อครูว่า...ทำเป็นธรรม ธรรมเราทำ
ก็ต้องขออภัยที่กล่าวพาดพิงถึงท่านพุทธทาส ท่านก็เสียไปแล้วมากล่าวเถียงอาตมาไม่ได้แล้ว อาตมาพูดว่าท่านตำหนิท่าน ตั้งแต่ท่านยังไม่ตายด้วย อาตมาตำหนิท่าน จนท่านเอาหนังสือของอาตมาไปไว้ในสวนโมกข์จัดในหมวดที่เรียกว่าเขาด่าเรา สมณะเพาะพุทธว่า..ตอนนั้นพ่อท่านว่า ต้องรีบออกหนังสือนี้ เพราะว่าท่านยังไม่ตาย พ่อครูว่า...อาตมาตำหนิท่าน คือด่า ตั้งแต่ตอนท่านเป็นๆไม่ได้มาว่าตอนท่านตายแล้วด้วยซ้ำ สมณะเพาะพุทธว่า..ตอนนั้นผมเป็นประจักษ์พยานอยู่ด้วย ต้องการพูดถึงท่านพุทธทาสตั้งแต่ท่านยังไม่เสียชีวิต ว่าท่านพุทธทาสสอนศาสนาผิดพลาดว่าอย่างไร ความตอนหนึ่ง ปัญหาสังคมแก้ไม่ได้เพราะว่าศึกษาศาสนาผิดพลาด เป็นการวิพากษ์คำสอนของหลวงปู่สวนโมกข์พุทธทาสภิกขุ ก่อนที่ท่านจะสิ้น พ่อครูว่า..จะมาหาว่า มานินทาว่าร้ายท่านลับหลังตอนท่านตายไปแล้วไม่ได้ อาตมารู้ทันด้วยว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้เขาจะว่าอย่างนี้จึงทำก่อนแล้ว มีหลักฐานยืนยัน สมณะเพาะพุทธว่า..ก็เหมือนพ่อท่านจะรู้ว่าหลังจากที่พักวิจารณ์จะมีกระแสตอบรับอย่างไร พ่อครูว่า...เพราะว่าท่านเองพูดในสิ่งที่คนอื่นเขาเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ท่านพูดถึงสังคมศาสตร์ท่านพูดถึงปรัชญา มันเป็นความรู้ที่เรียนรู้กันทั่วไปอยู่ทั้งโลก ในพวกเทวนิยมเขาก็เรียน ก็ไม่มีปัญหาอะไรคนรู้ได้มากก็มีบริวารมากผู้เชื่อถือก็มา สำหรับอาตมานั้นพูดโลกุตระ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเข้าถึงยาก รู้ได้ด้วยยาก มีคนจำนวนน้อยเข้าถึงได้ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรมันเป็นจริง คุณจะเอาจำนวนใหญ่จำนวนมากมาตีก็แล้วแต่ อาตมาไม่สู้หรอกเพราะรู้อยู่ว่าความจริงต้องเป็นเช่นนั้น โลกุตระเป็นของรู้ได้ยากคนรู้ได้น้อย อีกอย่างหนึ่งโลกุตระไม่ไปทำร้ายใครหรอก มีแต่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยใจบริสุทธิ์ ที่พูดนี้บริสุทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ด้วยใจจริงไม่ได้ไป ไปข่มเบ่งอะไรท่าน สิ่งดีสิ่งที่ถูก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive