610827_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 9 บ้านราชฯ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

610827_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 9 บ้านราชฯ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1A4ok1fGrIX8mG2-AKGicOhYwEtoN-k29B7idNI7D7PY/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=18gt5RQGm4PNfdZ-xI84-R0JtKRUFFJYY

พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก มีคนเขียนsms มาว่า SMS 26 สิงหาคม 2561 (พ่อครู : วิถีอาริยธรรม)

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกจนแต่จิตใจดีมีสติเพราะไม่มีสตางค์ _3867ขออนุญาติเสริมคำชาวอโศกศก.ดีเพราะไม่มีสตางค์!ชาวอโศกจึงจิตใจดีเพราะมีสติมากกว่าสตังค์!ขอบคุณญตธ.หน้าจอบุญนิยม! พ่อครูว่า...คำนี้เป็นThe great word เลยนะ จะว่าอวดดิบอวดดีก็แล้วแต่นะ

_ลิมล ศรีนามะ · กราบนมัสการพ่อครูรับชมรับฟังเพื่อชำระล้างจิตใจตนเองทุกวันเจ้าค่ะ มีบทความของอ.ไสว บุญมา … ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีสัมมาทิฏฐิตรงกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาก็มีทิฏฐิตรงกับพระองค์และพระพุทธเจ้า Sawai Boonma 25 สิงหาคม เวลา 00:05 น. · จีดีพี - เราได้ยินนักเศรษฐศาสตร์ (ทั้งจริงและจอมปลอม) และกลุ่มผู้นำด้านการบริหารประเทศพูดถึงกันไม่ขาด ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงอีกครั้งเพื่อจะได้รู้ทันว่ามันคืออะไร (ในหลาย ๆ กรณี คนพูดเองก็มิได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "กรุงเทพธุรกิจ" เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ "การสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์" ในยุคนี้คำว่า “จีดีพี” มีมนต์ขลัง ใคร ๆ ก็มักอ้างถึงคำนี้เมื่อต้องการจะชี้ให้เห็นถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ การขยายตัวในอัตราสูงของจีดีพีถูกตีความหมายว่าเป็นสภาวะที่น่าลิงโลดใจ การขยายตัวในอัตราต่ำอาจทำให้รัฐบาลของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิ

อ่านต่อ

ปไตยถูกไล่ออก แต่จีดีพีคืออะไรคนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งนักและไม่รู้ด้วยว่าการขยายตัวของจีดีพีใช่ว่าจะดีเสมอไป จีดีพีในที่นี้คือ GDP ซึ่งย่อมาจาก Gross Domestic Product นักเศรษฐศาสตร์ใช้จีดีพีวัดค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่ว่าการขยายตัวของจีดีพีใช่ว่าจะดีเสมอไปนั้นเพราะการคำนวณจีดีพีมีข้อน่าท้วงติงมากมาย หากไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงส่วนประกอบของมันอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด ตัวอย่างง่าย ๆ ได้แก่การสูบบุหรี่ ทั้งที่การสูบบุหรี่มีโทษมหันต์และสร้างความรำคาญให้ผู้อยู่ใกล้ ๆ ที่ไม่สูบ แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการจำหน่ายบุหรี่ถูกตีค่าให้เป็นบวกในการคำนวณจีดีพี ร้ายยิ่งกว่านั้นเมื่อผู้สูบบุหรี่มีปัญหาสุขภาพ เช่น เป็นมะเร็งในปอด ค่ารักษาพยาบาลที่เขาหรือผู้อื่นต้องจ่ายมีผลทำให้จีดีพีขยายตัวด้วย รัฐบาลของบางประเทศผูกขาดการผลิตบุหรี่ การทำเช่นนี้เป็นการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์ถึงสองกระทงคือ การผลิตและขายสินค้าที่เป็นอันตรายและการใช้วิธีผูกขาดซึ่งผิดหลักตลาดเสรี กิจกรรมที่ให้โทษเช่นการสูบบุหรี่ถูกรวมไว้ในจีดีพีเพราะมันถูกกฎหมาย ฉะนั้นถ้าเมื่อไรมีกฎหมายรองรับกัญชาและยาบ้า เมื่อนั้นกัญชาและยาบ้าก็จะมีค่าเป็นบวกในการคำนวณจีดีพี ในปัจจุบันนี้หลายประเทศห้ามเล่นการพนันรวมทั้งการออกหวยรัฐบาลด้วยเพราะการพนันให้โทษเช่นเดียวกับกัญชา ยาบ้าและบุหรี่ ในประเทศเหล่านั้นมักมีการลักลอบเล่นการพนัน การลักลอบนั้นไม่นับเป็นจีดีพี แต่เมื่อไรรัฐบาลออกกฎหมายอนุญาตให้มีบ่อน เมื่อนั้นกิจการเกี่ยวกับบ่อนการพนันจะถูกนับเป็นจีดีพี คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาพูดถึงการวิจัยที่ชี้ให้เห็นผลร้ายของบ่อนการพนันซึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันถึงการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์เมื่อรัฐบาลทำให้มันถูกกฎหมาย เนื่องจากหวยเป็นการพนันอย่างหนึ่ง การทำหวยให้ถูกกฎหมายเป็นการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์ด้วย ความสามานย์นี้มีความร้ายแรงสูงขึ้นไปอีกหากมีการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัลสูงพิเศษ หรือ “แจ็กพอต” และผู้เล่นเป็นคนจนเพราะการเล่นนั้นเป็นการแย่งรายได้ซึ่งควรจะใช้ซื้อหาสิ่งที่มีค่าสูง เช่น อาหารโดยเฉพาะอาหารของเด็ก ในปัจจุบันนี้ยังมีบางประเทศห้ามผลิตและซื้อขายเหล้าเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2463-2476 แม้ในประเทศเหล่านั้นจะมีการผลิตเหล้าเถื่อนและซื้อขายเหล้าเช่นเดียวกับในสหรัฐฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่กิจกรรมเหล่านั้นไม่นับเป็นจีดีพี เมื่อรัฐบาลทำให้มันถูกกฎหมาย การผลิตและจำหน่ายเหล้านับรวมในจีดีพีทันที เหล้าต่างกับบุหรี่ในแง่ที่เหล้าบางชนิดมีประโยชน์หากดื่มเพียงวันละแก้ว เช่น เหล้าองุ่น แต่ การผลิตและจำหน่ายเหล้าเป็นการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์หากมีการกระตุ้นให้เกิดการดื่มเหล้าที่ไม่มีประโยชน์และในปริมาณมากเกินที่การวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ และด้วยวิธีผูกขาดซึ่งขัดกับหลักตลาดเสรี ยิ่งถ้า การผูกขาดทำโดยพวกมหาเศรษฐีที่ให้แรงจูงใจแก่นักการเมืองเพื่อบิดเบือนนโยบายไปในทางเอื้อประโยชน์แก่ตนด้วยแล้ว ความสามานย์นั้นยิ่งร้ายแรงเพิ่มขึ้น การตัดต้นไม้และทำลายป่าเพื่อเอาไม้และที่ดินมาใช้ทำอย่างอื่นก็สร้างจีดีพี เนื่องจากการทำลายป่าอาจสร้างปัญหาสารพัด จากปัญหาน้ำท่วมและดินพังทลายในท้องถิ่นไปจนถึงปัญหาการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและบรรยากาศของโลกหากไม่ทำตามหลักวิชา มันอาจเป็นการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์ด้วย การสร้างอนุสาวรีย์ก็สร้างจีดีพีเช่นกัน การสร้างจีดีพีโดยวิธีนี้อาจมีผลถึงกับทำให้สังคมล่มสลายไปจากผิวโลกเลยทีเดียว อาณาจักรเขมรสร้างอนุสาวรีย์ที่ใหญ่โตซึ่งในปัจจุบันนี้ยังมีเหลืออยู่ให้เห็น เช่น นครวัด อาณาจักรพุกามสร้างเจดีย์น้อยใหญ่ซึ่งยังมีเหลือให้เห็นอีกหลายพันองค์ อาณาจักรมายาและอาณาจักรอียิปต์สร้างพีระมิดซึ่งอยู่มาได้หลายพันปี เกาะเล็ก ๆ ในทะเลใต้ชื่ออีสเตอร์ยังมีอนุสาวรีย์หินขนาดยักษ์ยืนตระหง่านอยู่ทั่วไป สังคมที่สร้างอนุสาวรีย์เหล่านั้นล่มสลายเพราะใช้ทรัพยากรไปในทางที่ไม่มีประโยชน์มากเกินไปจนทำลายความสมดุลกับธรรมชาติอย่างร้ายแรง สังคมปัจจุบันยังแข่งขันกันสร้างอนุสาวรีย์ เช่น โบสถ์และพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในบางประเทศผู้นำเผด็จการถึงกับสร้างรูปปั้นขนาดยักษ์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อบูชาตัวเอง สิ่งเหล่านี้สร้างจีดีพีแต่เป็นการสร้างด้วยวิธีสามานย์เช่นเดียวกัน กับสังคมที่กล่าวถึง แน่ละ การทำนาเป็นการสร้างจีดีพี แต่การทำนาแบบไทยนอกจากจะไม่เป็นการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์แล้ว ยังมีข้อดีที่มักไม่ค่อยมีใครนึกถึงอีกด้วย เช่น เมื่อคราวเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 แรงงานตกงานกันระนาว แต่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่อดอยากแสนสาหัสเพราะสามารถกลับไปอาศัยญาติพี่น้องที่เป็นชาวนาได้เนื่องจากการทำนาของไทยเป็นกิจการในครอบครัว แม้จะไม่มีรายได้ในระดับมั่งคั่ง แต่ก็ยังมีข้าวพอประทังความหิวโหยของญาติพี่น้องในยามเข้าตาจน การสร้างจีดีพีแบบวิถีไทยเป็นการให้ประกันสังคมชั้นดี จนมีผู้ยกย่องรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลโจเซฟ สติกลิตซ์ ด้วย (ในหนังสือ Globalization and Its Discontents ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ใน “เนชั่นสุดสัปดาห์” ฉบับ 23 กันยายน – 4 ตุลาคม 2545) เนื่องจากชาวนาไทยสร้างจีดีพีได้ไม่ค่อยสูงนัก จึงมีผู้มองว่าถ้านำมหาเศรษฐีอาหรับมาร่วมลงทุนในรูปบริษัทขนาดใหญ่แล้วใช้ชาวนาไทยเป็นลูกจ้าง เมืองไทยจะสร้างจีดีพีได้สูงขึ้น ทั้งที่การกระทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์เพราะมันจะทำลายวิถีไทยที่ได้รับการยกย่องดังกล่าว แต่พวกเขาไม่แยแส ทั้งนี้เพราะ พวกเขามีวิธีคิดแบบสามานย์ นั่นคือ จะสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองได้อย่างไรโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรม แม้แต่การทำลายวิถีไทยซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายชาติของตนเองพวกเขาก็ทำได้ถ้ามันทำให้พวกเขาร่ำรวยเพิ่มขึ้น จะว่าคนพวกนี้มีความสามานย์เป็นสันดานก็คงไม่ผิดนักและความยุ่งยากในสังคมไทยในขณะนี้มีต้นเหตุมาจาก คนไทยส่วนใหญ่ตามพวกเขาไม่ทันจึงเลือกพวกเขาเข้ามาบริหารประเทศ การสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์ยังมีอีกมาก แต่ขอพักไว้เท่านี้ก่อน หวังว่าที่เขียนมาจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเมื่อได้ยินคำว่า “จีดีพี”

พ่อครูว่า...ข้อมูลผู้เขียน คือ ไสว บุญมา หรือ ดร.ไสว บุญมา เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ที่ตำบลพิกุลออก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดแหลมไม้ย้อย จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนบ้านนา "นายกพิทยากร" จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นเข้าศึกษาในวิทยาลัยครูเทพสตรี โดยระหว่างที่ศึกษาอยู่ได้ทุนอเมริกันฟิลด์เซอร์วิส (American Field Service Scholarship : AFS) เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นจึงกลับมาศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูเทพสตรีต่อจนจบชั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) แล้วจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา (ประสานมิตร) ศึกษาอยู่เพียง 4 ภาคเรียนก็ได้รับทุน Frank Bell Appleby ไปศึกษาต่อที่ วิทยาลัยชายแคลร์มอนท์ (Claremont Men's College ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น Claremont McKenna College) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จนจบปริญญาตรีด้วยคะแนนระดับสูงสุด (Summa Cum Laude) จึงได้ทุนจาก Earhart Foundation ศึกษาต่อที่ บัณฑิตวิทยาลัยแคลร์มอนท์ (Claremont Graduate University) จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2517

พ่อครูว่า...อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์มือหนึ่ง ไม่ใช่พูดเล่น อาตมาไม่ใช่นักบริหารของประเทศ แต่ถ้าอาตมาบริหารจะบริหารแบบนี้ แล้วทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบนี้ คือเศรษฐกิจแบบคนจน แบบในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส มั่นใจว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสว่าต้องบริหารแบบคนจน ท่านก็ตรัสว่า พูดแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์ได้ยินก็จะบอกว่าไม่ใช่พูดอย่างนั้นได้อย่างไร จะเป็นดอกเตอร์ทางเศรษฐกิจขนาดใดมาบอกว่า จะต้องพยายามมาเป็นคนจนบริหารเศรษฐกิจให้ดีที่สุดต้องแบบคนจนเขาคิดไม่ออก ในโลกนี้เขาคิดไม่ออก มันเป็นเรื่องที่อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงง่ายๆ เขาคิดว่าพูดไปเป็นการพูดเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องสุดวิสัยเป็นไปไม่ได้ พวกคุณว่าเป็นไปได้ไหม ...ได้ ชาวอโศกเราเป็นไปได้ เป็นคนจนจริงๆนะ ไม่ใช่พูดเล่น Schumacher ไม่ได้คิดถึงขนาดนี้ แต่ก็มีแนวโน้มมาทาง เศรษฐกิจพอเพียง Small is beautiful ของ Schumacher ทำเล็กๆได้ยิ่งสวยงาม ยิ่ง smallยิ่ง beautiful เมื่อพูดถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ที่ คนมีปัญญา เข้าใจแล้วว่าอ๋อ เราเป็นคนจนแล้วมีความพร้อม จิตพอ ไม่ต้องอยากร่ำรวยมากกว่านี้หรอก อยู่กันอย่างขนาดนี้หรือว่าจะจนยิ่งกว่านี้ จริงๆใจลึกๆ ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิสัมมาปัญญาแล้ว จนจริงๆจนกระทั่งจนสูงสุดคือ อยู่ในสังคมนี้แหละ มันต้องมีสังคมนะ เศรษฐศาสตร์แบบนี้ต้องมีสังคม มีส่วนกลาง จริงๆแล้วใครก็ตามส่วนตัวนี่แหละ ไม่ต้องอยู่ในสังคมหมู่นี้ มีชีวิตอยู่โดดเดี่ยว จะไปไหนก็ได้ แล้วก็มากินกับส่วนกลาง สังคมที่เป็นรูปผลสำเร็จในเรื่องของ เศรษฐศาสตร์คนจน เศรษฐกิจทำให้สังคมเป็นคนจนได้สำเร็จอย่างชาวอโศก ก็มีโรงเรือนมีร้านมีขายอาหาร แจกอาหาร วิธีทำอาหารให้กินฟรีทุกวัน เข้ามาอาศัยกินตรงนี้ก็ไม่ได้เกิดอะไร ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์แก่ประเทศชาติอะไรเลย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการกินการเลี้ยงชีวิตเรา แต่เราอาศัยที่เขาเข้าใจแล้ว อาศัยได้ มนุษย์ในโลกนี้ เราก็เอาแรงงานความสามารถของเราไปทำงานที่มีประโยชน์ และอื่นๆ โดยที่เรื่องนี้ไม่ต้องเอาเป็นภาระตัวเองไปทำงานอื่นให้เต็มที่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมาเกิดมาในชาตินี้ก็ไม่ได้คิดถึงเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจถึงขนาดนี้ก่อนมาทำงานศาสนา แต่เมื่อมาทำงานศาสนาแล้วก็บอกว่าเราเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่แรกที่อาตมา พาพวกเรา สร้างชุมชนเกิดชุมชน ตั้งแต่ชุมชนแรกปฐมอโศก ก็เริ่มต้นเศรษฐกิจ สาธารณโภคี เศรษฐกิจส่วนกลาง ตั้งแต่เริ่ม ชุมชนแรก จนกระทั่งทุกวันนี้ชุมชนทุกชุมชนของชาวอโศกเป็นสาธารณโภคี แล้วสำเร็จ เพราะพวกเราไม่ได้เป็นปัญหา ที่ไม่เป็นปัญหาคือ 1. สังคมนี้ไม่เป็นหนี้ ทั้งหมู่บ้านไม่เป็นหนี้ จะมีไหมที่ชุมชนในประเทศไทยจะอยู่เป็นสิบคนร้อยคนที่ทำอย่างนี้ ที่ไม่เป็นนี่มีไหม ไม่มี มีแต่ชาวอโศก 2.ไม่เบียดเบียนใคร ทำกินทำใช้เลี้ยงตนเองรอดพึ่งพาตนเองได้ ไม่เดือดร้อนใครไม่เดือดร้อนรัฐบาล 3. ทำกินทำใช้ปัจจัยที่จำเป็นชีวิตไม่ได้สร้างสิ่งมอมเมาไม่ใช่สิ่งที่เป็นอบายมุข ไม่ได้เอาแรงงานสร้างสิ่งไร้ค่าไร้สาระ สร้างให้เกินกินเกินใช้ด้วย 4.สะพัด ตั้งแต่ขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ขายเท่าทุนขายต่ำกว่าทุนจนแจกฟรี

ก็มีระบบของเราจนทุกวันนี้แจกฟรีได้สบาย แจกเป็นประจำด้วยทุกวันเลยก็มี แจกเป็นครั้งคราวก็ได้ แล้วเราไม่ได้แจกเอาหน้าเอาตา ไม่ได้แจกเพื่ออวดอ้าง แจกเพื่อมีนัยแฝงในจิตใจอะไรที่จะเป็นเครื่องเสริมอัตตา บวกอัตตา บำเรออัตตาตัวเอง ด้วยความจริงใจเรามีเหลือเผื่อแผ่ก็จะกลายสภาพไป ว่างๆก็นัดกันซื้อสินค้ามา แล้วมาขายในราคาต่ำกว่าทุน ให้คนเขาดื้อๆนี่แหละ มีแต่ชาวอโศกนี่แหละทำ ทำเมื่อไหร่ก็เบิกบานสำราญใจ ซึ่งมันเป็นเรื่องของจิตจริง เป็นจิตจริงที่เราจะได้เสียสละได้ให้ผู้อื่นมันเป็นความประเสริฐของคน ความประเสริฐแปลว่า เสฏฐะ จึงเป็นศาสตร์ของคนประเสริฐ คือเสฏฐบุคคล เป็นคนเจริญคนประเสริฐ เศรษฐีคือผู้มีพฤติบท ของเสฏฐะ ที่แปลว่าการเจริญ การประเสริฐ เรื่องเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจที่เป็นไปได้คือ 1. สาธารณโภคี อาตมาพูดมาหลายปีแล้วพระพุทธเจ้าทำไม่ได้ในวงฆราวาส แต่ทำได้ในวงสงฆ์ เพราะว่าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคของทาส ประชาชนในยุคนั้นไม่มีความรู้ในสิทธิของตัวเอง สิทธิของมนุษยชาติต่างๆ สิทธิในทางวัตถุ สิทธิในการแสดงออก ในความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ยังไม่มีความรู้ เพราะว่ามันเป็นยุคทาส ไม่มีสิทธิ์อะไรมีแต่กดขี่ข่มเหงอะไรเป็นเจ้าเป็นนาย เป็นทาส เป็นนายทาส มันก็เลยทำไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทำในกรอบของท่าน ธรรมนูญของท่าน หลักเกณฑ์ของท่าน แล้วท่านก็พาลัทธิของท่าน ศาสนาของท่านไปที่ไหนได้ทุกแคว้น ก็คือทุกประเทศนี่แหละในแคว้นอินเดีย ปกครองแผ่นดินในแต่ละประเทศยกให้ทั้งหมดเลยเป็นรัฐอิสระ ที่พระเจ้าแผ่นดินทุกแคว้นยกให้ท่านเลย ซึ่งเขาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ท่านอนุญาตให้พระพุทธเจ้าประกาศลัทธินี้อยู่ในประเทศของเขา เอาคนของประเทศเขา มาเป็นคน เข้ารีต เป็นลัทธิของพระพุทธเจ้าได้ ซึ่ง เป็นความยิ่งใหญ่มาก ที่ทำได้ในยุคนั้น ยุคนี้จริงๆได้ อย่างเรานี่อิสระเสรีภาพ ใครที่เห็นดีเห็นงามจะมาเป็นอย่างนี้จะเป็นชาวต่างประเทศก็มาได้ ถ้าถูกกฎหมาย พูดกับใครกัน (มีเดวิด ชาวอิงแลนด์มาในศาลา พ่อครูจึงทักทายว่า พูดกับเขาหน่อย) พูดถึงเรื่องนี้แล้วอาตมาว่าเมืองไหนก็ตามเมืองไทยก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์นักเศรษฐกิจผู้ที่บริหารประเทศ อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะฟังในหลวงท่านตรัส ว่าต้องบริหารประเทศทำให้สังคมนี้เป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจแบบคนจน แบบให้คนในสังคมนี้มาขาดทุน แล้วการขาดทุนของเรานั่นแหละคือกำไร ขาดทุนเราได้ขาดทุนคือกำไร ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา Our loss is Our gain. ท่านตรัสจริงๆนะ จริงพระทัยเลย อย่างอยากจะให้สังคมเป็นอย่างนี้ คำตรัส พลความ ไปอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงไปอยู่ในอื่นๆเยอะเลยถ้าเข้าใจ เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ อย่างอาตมานี่ ไม่ได้ปิดบังอะไร ในเมืองไทยมีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ คนเขาทำนายไปแล้ว ถูกที่สุด แล้วก็มาทำอันนี้ จะมีพระธรรมิกราช 2 องค์ประกอบกู้วิบัติ ในหลวงกอบกู้ภัยจนสิ้นพระชนม์เลย แล้วอาตมากอบกู้หรือเปล่า? คนเขาไม่รู้แต่คนที่มีดวงตาปัญญาจะรู้ว่า อ๋อ โพธิรักษ์ทำงานเพื่อสังคมประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ จะรู้จริงๆ เพราะฉะนั้นผู้รู้ก็คือผู้รู้ผู้ไม่รู้ก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมามีหน้าที่ทำงาน ช่วยมนุษยชาติ ช่วยได้ 2 คน 5 คนร้อยคนพันคนมากขึ้นก็แล้วแต่เป็นหลายหมื่นคน หรือจะให้ช่วยระดับประเทศก็ยินดี แต่อาตมาก็ต้องมีวิธีการของอาตมาบ้างนะ

_แก้วบุญ...ทำอย่างไรหนูจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อกับผู้ใหญ่ พ่อครูว่า...โอ้โห เป็นความสำนึกที่ดีมาก เป็นคำถามที่ดี ทำอย่างไร หนูก็เชื่อฟังผู้ใหญ่ ต้องฟังคำสอนผู้ใหญ่ แล้วก็ทำตามที่ผู้ใหญ่สอนให้ได้ทำให้ได้ แล้วจะเป็นคนดี จะเป็นคนเจริญไม่ดื้อ เข้าใจไหม ถามดีมาก แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ทำอย่างที่ว่านี้ ให้เด็กถาม (ลมมาแรงพัดในศาลาจนของปลิว)

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน โลกยุคนี้เข้าสู่กลียุคแล้วหรือไม่ _โลกยุคนี้เข้าสู่กลียุคหรือไม่ พ่อครูว่า...มันก็เริ่มเข้าสู่กลียุคไปเรื่อยๆ ที่จริงต่างประเทศเขาเป็นกลียุคแน่ๆ เป็นกลียุคที่ยุ่งยากเดือดร้อนวุ่นวายกว่าประเทศไทยเยอะ ประเทศไทยนี่แสนดี แต่คนที่อยู่ในประเทศไทยนี้ไม่รู้ตัว คนต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยยังมีปัญญารู้เลย มันมีเลือดหลงชาติตัวเองนะ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ต่างชาติเขาลำบากหลายอย่าง แล้วมันจะหนักหน้าไปตามลำดับ

_คำกล่าวที่ว่า หยิบหญ้าขึ้นมาก็เป็นอาวุธเกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยหรือไม่ พ่อครูว่า..ที่ว่า หยิบหญ้าขึ้นมาก็เป็นอาวุธ เป็นคำพังเพยคำเปรียบเทียบไม่ได้หมายถึงบอกว่าเอาใบหญ้าขึ้นมาแล้วเนรมิตเป็นอาวุธ เป็นดาบเป็นหอกเลยไม่ใช่ เปลี่ยนแต่เพียงว่ามีอาวุธประจำตัวมีความโหดร้าย ปากคนก็เป็นหอก มือก็เป็นดาบ เป็นระเบิดปรมาณู มีความร้ายในตัวคนจะหยิบจับอะไรได้ก็มาเป็นอาวุธฆ่ากันเลย ซึ่งเป็นความเลวร้ายในสังคม แต่ต้องพยายามให้เป็นสังคมประเทศที่ดีนะ แสนดี มันมีความซับซ้อนอยู่อย่างนี้ เมืองไทย พยายามที่จะทำตามประเทศที่เขาบอกว่าเจริญเช่นสร้างอาวุธฆ่าคนได้ประสิทธิภาพสูง เขาถือว่าเป็นประเทศเจริญ เมืองไทยก็เลยมีแนวโน้มจะทำแบบนั้น แต่ก็ทำไม่ขึ้น แอ๊คไม่ขึ้น สร้างอาวุธไม่เก่งเท่าเขา อย่าไปน้อยใจเป็นอันขาดเราทำชั่วทำบาปไม่ขึ้นนะดีแล้ว ประเทศไหนสร้างอาวุธได้ร้ายแรงก็เป็นบาปเท่านั้นสร้างมาขายแพงๆด้วย แล้วเป็นเครื่องมือ เบ่งอำนาจกูมีอาวุธร้ายนะโว้ย เกิดสงครามเมื่อไหร่เสร็จกู เป็นความโหดร้ายเลวร้ายเหมือนสัตว์ที่มีเขี้ยวงา พยายามใช้อาวุธของตัวเองที่เป็นร้ายแรงเป็นพิษสามารถปราบสัตว์อื่นๆได้ ฉันเดียวกัน ความคิดไม่ได้เกินกว่าเดรัจฉานเลย โดยเป็นอจินไตยแล้ว ประเทศไทย อย่าว่าแต่สร้างอาวุธเลยเทคโนโลยีก็สู้เขาไม่ได้ ไม่ต้องห่วงหรอกคนทำนาให้เก่งๆทำพืชให้เก่งๆ ทำนาให้เก่งๆกว่าเขา เอาจุดเด่นของเราสิ ทำให้เต็มที่เลย แม้แต่ที่สุดเขาจะบอกว่า เมืองไทยไม่เจริญเพราะว่าสร้างเทคโนโลยี ไม่เก่งเลยไม่ได้เรื่องเลย แต่สิ่งเหล่านี้เรามี ดี จนกระทั่งว่า คุณภาพดี มีมากเหลือ ไล่แจกคนทั้งโลก นี่แหละ GDP สูงสุด GDP สูงสุดคือ ไม่ต้องไปเอาตัวเลข ถ้าจะเอาตัวเลขนั้น ตัวเลขที่สามารถ เสียสละหรือขาดทุน GDP ขาดทุนได้มากเท่าไหร่นั่นแหละคือ GDP เจริญ เห็นไหมนั่นคือเอาหัวเดินต่างตีนแล้ว เราขาดทุนให้แก่โลกเสียสละให้แก่ผู้อื่นได้มากขึ้นนั่นแหละคือ GDP แท้ GDP ที่บอกว่า เป็นเรื่อง domestic เป็นเรื่องภายใน แต่ทำไมเอารายได้จากภายนอกที่คุณได้เปรียบมาคิดเป็นรายได้สูงได้เปรียบ แล้วก็ได้มากคิดเปอร์เซ็นต์ นี่คือเอาเปรียบจากต่างประเทศว่าได้มากด้วย มาบวกรวมไปเลย แล้วบอกว่า GDP โตอีก คุณไม่ได้มีประโยชน์กับใครเลย ถ้าคุณเจริญจริง คุณต้องสร้างได้เองไม่ใช่เอาเปรียบเขา ประเทศไทยไล่แจกอเมริกาไล่แจกรัสเซีย ฝรั่งเศสอังกฤษไปเลยถ้าเรามีเหลือเฟือ ให้เป็นที่ลือลั่นไปเลยว่าประเทศนี้ไม่ได้ร่ำรวย แต่มีพฤติกรรมอย่างนี้ มีวิถีชีวิตของประเทศอย่างนี้ สามารถที่จะขายถูก แจกให้แก่คนที่ต้องการ ใครมาติดต่อซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าไทยที่เป็นกสิกรรม เรามีพอ สร้างให้เหลือกินเหลือใช้ แล้วสะพัดให้แก่คนอื่น ต่างประเทศมาติดต่อ ประเทศไหนที่เขาอยู่ดีกินดีแล้วร่ำรวย จะมาซื้อก็แพงหน่อย ประเทศไหนที่มีความจนลำบากลำบนเดือดร้อน เราก็ให้เอาไปเลยแจกให้เลย อย่างนี้สิ เป็นการแสดงของผู้ที่มี GDP ที่เป็นประเทศเจริญ แม้มันไม่ร่ำรวยอะไร แล้วเราก็พออยู่พอกิน อย่างที่ให้หลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส เราไม่ร่ำรวยอย่างเขา เราไม่อยากก้าวหน้าอย่างนั้น เพราะว่าก้าวหน้าอย่างนั้นมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว คำตรัสของในหลวงนี้ลึกซึ้งมาก

_เมื่อวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา พ่อท่านถามว่าใครมีเงินเก็บไม่ถึง 1,000 บาทบ้าง ดิฉันรีบยกมืออย่างเร็วอยู่ในใจค่ะ ไม่ได้ยกจริง โดยความสัจจริงเป็นอย่างนั้นแต่ที่ไม่ได้ยกมือเพราะว่าตัวเลขในบัญชีมีอยู่ เพื่อครองสิทธิการเงินในการจัดการให้คุ้มค่าเงินบาทสำหรับลูกกับพ่อ ตัวเองไม่ถือว่าเป็นของตน ส่วนของตนเองที่มีและได้มอบให้แก่ส่วนกลางตั้งแต่ปีแรกที่เข้าวัด เป็นคนส่วนกลางในพุทธสถาน อีกส่วนหนึ่งแบ่งฝาก บัญชีไว้ให้ญาติดูแลลูกๆ ปัจจุบันมีเงินเฉพาะส่วนที่พี่ๆให้ไว้ เป็นค่าเดินทางไปหาพี่น้องและลูก ในเวลาที่ควรไปค่ะ ในบางกาละ ค่าเดินทางทั้งขากลับไม่พอ ก็ต้องขอส่วนกลางติดตัวไปก่อน ถ้าพี่ๆให้มาอีก ก็จะเอามาคืนส่วนกลาง ถ้าไม่มีใครให้ก็ไม่มีคืนค่ะ กับอีกส่วนหนึ่งคือเงินส่วนกลางที่เอาไว้เป็นค่าซ่อมอุปกรณ์การทำงานเท่านั้นค่ะ เงินที่ผ่านเข้ามาไม่ได้นำมาบำเรอตนเอง ตามคำสอนของพ่อท่านค่ะ เรียนรายงานมาเพื่อแสดงผลเพื่อหนึ่งเป็นการฉลองธรรมะของพ่อท่านค่ะ พ่อครูว่า...อนุโมทนาสาธุใครที่ประพฤติเช่นนี้ มีพฤติบทของตัวเองก็ดีมาก เป็นการประพฤติตัวเองในส่วนที่เราทำได้ดี เป็นการประสบผลสำเร็จที่อาตมาได้พยายามสอนแนะนำให้คนเจริญ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน เอกพีชีกับสกิทาคามี _เกร็ดดิน...ดิฉันสงสัย สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน มีเหลือสังโยชน์ 7 ข้อ โกลังโกละ เหลือ 2-6 ข้อ เอกพีชี คืออีกชาติเดียว 1 พ่อครูว่า...มันจะมีประเด็นที่คนสงสัยว่า เอกพีชี้นี้ เชื้อพีชะ เอกคือหนึ่ง มันจะซ้ำกับคำว่า อนาคามี อนาคามี หมายความว่าเกิดมาอีกชาติเดียว มันมีพยัญชนะสภาวธรรมที่ต่างกัน อนาคามี เกิดมาในชาตินี้ ทั้งชาติ แต่เอกพีชีนั้น อาจจะเป็นใครก็ได้ ชาตินี้ปฏิบัติธรรมไป เช่น คุณเป็นโกลังโกละแล้ว ปฏิบัติตนในชาตินี้จนบรรลุ แทนที่จะใช้เวลา 3 ชาติ สองชาติ คุณกระทำเพียงหนึ่งชาติ นั่นคือเอกพีชี วันนี้ได้ในชาตินี้ คุณอาจเป็นโกลังโกละ แทนที่จะหลายชาติก็ทำ เพลงหนึ่งชาติก็บรรลุเป็นอรหันต์ คุณเป็นเอกพีชี สกิทาคามี คุณมีภูมิฐาน แม้จะอีกหลายชาติจะบรรลุ พอดีมาเจอกับโพธิรักษ์ เจอสัตบุรุษด้วย คุณก็เลยเกิดบรรลุธรรม อาจจะอีกสามชาติบรรลุ แต่ว่า มาเจอกับสมณะโพธิรักษ์กับกลุ่มก็บรรลุในหนึ่งชาติได้

เกร็ดดิน ..แต่พระโสดาบันมีญาณ 7 แต่ในสกิทาคามี ไม่มีคำว่าญาณ 7 พ่อครูว่า...ปุถุชน เป็นเครื่องชี้อันหนึ่งว่า จะเป็นพระโสดาบันได้จะต้องมี โลกุตรธรรมหรือปัญญา 7 ปัญญาโลกุตระหรือญาณ ในคนนั้น ถ้าหากเต็มรูปเลย คุณต้องมีหลักอันนี้

เกร็ดดินว่า..พระโสดาบันเป็นฐานรวมแห่งความรู้ที่จะต่อขึ้นไปจนถึงอรหันต์ พ่อครูว่า...เป็นอัญญาธาตุ เป็นโลกุตระไม่ใช่ธาตุรู้ของโลกียะ ความรู้โลกียะคือเฉกา หรือเฉโก แปลว่าความรู้ความเฉลียวฉลาด แต่คนเขาไม่พูดกันไม่เรียกกันเพราะว่าเป็นเรื่องต่ำ ก็เลยเอาคำว่าปัญญาที่เป็นความรู้โลกุตระมาใช้แทนคำว่า เฉกา ทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ปัญญา อาจรู้ไปหมด คำว่าปัญญาจึงเสียไป ค่าของปัญญาเลยเละเทะ ที่จริงแล้วปัญญาของคุณไม่ได้มีง่ายๆหรอก ปัญญาต้องมีญาณ 7 เกร็ดดิน...พระโสดาบันยังแบ่งออกเป็น 4 อย่าง โสตาปันนะ… พ่อครูว่า...จะบอกว่าเป็นคุณสมบัติก็ได้ เข้ากระแสแล้ว โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ

_ช่วงก่อน พ่อท่านพูดถึงพระโพธิสัตว์ ผมสงสัยว่าพระโพธิสัตว์ที่เกิดมาบำเพ็ญต่อจะรู้ตัวเองหรือไม่อย่างไร พ่อครูว่า..ไม่รู้ได้ง่ายๆ ผู้จะรู้ว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ต้องระดับ 7 ขึ้นไป ยังไม่ถึงระดับ 7 ยาก อย่างในหลวงท่านรู้พระองค์ไหมว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ พ่อครูว่า...ไม่อยากให้ถามเลย ตอบได้ว่าท่านยังไม่รู้ตัว แต่ท่านมีพฤติกรรมเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านจะไม่รู้เหมือนอย่างที่อาตมารู้ พอแล้วอย่าเอาในหลวงมาพูดต้องยกไว้อีกหลายอย่าง แต่รู้แล้วว่าในหลวงไม่ใช่คนธรรมดา

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน เรื่องของสายศรัทธากับสายปัญญา _หนึ่งฟ้า..สองวันก่อน มีญาติธรรมมาถามดิฉันว่า ครั้งที่แล้วถามเรื่องเจโตกับปัญญาบอกว่า นึกว่าจะรู้เรื่องกลับไม่รู้เรื่อง ให้ดิฉันช่วยอธิบายตอบ สายปัญญา สายศรัทธา เป็นมาแต่กำเนิด พ่อครูว่า...ใช่ ท่านแบ่งเป็นสาม ปัญญาธิกะ วิริยาธิกะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน