610722_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พระพรหมแบบไหนที่เป็นอรหันต์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

610722_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พระพรหมแบบไหนที่เป็นอรหันต์ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1qtn6__-HpwB-dzUCvMC0krfuEDWAdYNXj4OX6TxZkEI ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1okF4O7Lo0L19EWvTLWCC-iHLY-9rwF0C สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ในช่วงสัปดาห์นี้รัฐบาลให้เป็นสัปดาห์แห่งการส่งเสริมพระพุทธศาสนา วันที่ 22-28 กรกฎาคม จะมีหรือขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุที่สนามหลวง ส่วนพวกเราไม่มีแค่สัปดาห์ส่งเสริมพุทธศาสนา เราส่งเสริมกันทั้งชีวิต มาอยู่ประจำที่วัดราชธานีอโศก หรือที่อื่นก็แล้วแต่ ในช่วงเข้าพรรษาก็จะมีคนมาจำพรรษาอยู่ด้วย การนำบุญไปใช้ผิดๆ คิดว่าบุญเป็นกุศลก็เป็นการใช้บุญที่ผิด บุญเป็นพลังงานที่ทำลายกิเลสเท่านั้น ส่วนกุศลเป็นพลังความดีที่สะสมได้ เป็นสมบัติ ส่วนบุญเป็นวิบัติ ล.23 ข.49 ทานสูตร ทำทานแล้วมีจิตเป็น เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว จิตมี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

อ่านต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระพรหมแบบไหนที่เป็นอรหันต์ พ่อครูว่า…ตอบคำถามก่อน _ภาษาอีสานคำว่า สะออน กับออนซอน สองคำนี้แปลเป็นภาษาภาคกลางว่าอย่างไร พ่อครูว่า...สะออน แปลว่าน่าภูมิใจ ส่วนออนซอนแปลว่า คือสะสมจิตที่จะผูกพันเข้าไป ชอบๆๆอย่างนี้ ในขนาดนี้เรียกว่าสะออน อย่างนี้เรียกว่าออนซอน อย่างนี้ชื่นใจหรือว่าปลื้มใจหรือว่าประทับใจอะไรก็ว่ากันไป สรุปแล้วคือมันผนึกเข้าไปให้แน่นเข้าๆ หนาเข้าทุกที ถ้ามองไปประเด็นในแง่ที่ว่ามันก็ชูใจ มันทำให้เราเองเราไม่ผลัก เราไม่ทิ้ง เราก็อยากจะได้ไว้ มันก็ควรมีสิ่งที่ควรได้ไว้ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ควรได้ไว้จริงๆนั้น มันไม่เที่ยงสักอย่าง จนกว่าจะถึงสูญ สูญก็คือไม่มีบวกไม่มีลบไม่มีข้างที่จะเป็นข้างซ้ายข้างขวา อยู่ตรงกลาง เป๊ง ไม่เปลี่ยนเปลี่ยนกลาง 0 ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากกลาง จิตเราแข็งแรงอยู่ตรงนี้ เรารู้ซ้ายขวาบนล่าง รู้เหลี่ยมรู้กี่องศา เรารู้ว่ามันไม่ตรงเป๊ะอยู่ตรงกลาง เรารู้ แต่ตัวเราเองไม่มีปัญหา เราเองเรามั่นคงแน่นอนตรงอยู่กับตรงกลางได้ เพียงแต่ว่าเราจะร่วมเราจะประสานกับอื่นๆ โดยการใช้ศัพท์ว่าอนุโลม ปฏิโลมไปตามนี้ เราทำได้ อนุโลมไป เหมือนอย่างแม่เล่นขายหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกๆ หรือแม่ครัวทำอาหารให้คนอื่นต้องกิน เขาชอบในรสชาติไหน อย่างไร แม่ครัวจำได้ก็ปรุงให้ ตนเองไม่ได้ชอบตามที่เขาติดเขายึดหรอก ไม่ได้ติดเหมือนที่เขาติด แต่รู้ว่าทำอย่างนี้ ปรุงอย่างนี้เราก็ทำให้แก่เขาเท่านั้นเอง ตัวเราเองไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาเป็น ตัวเราเองก็เป็นตัวเราคือ 0 ตรงกลางอย่างนี้เป็นต้น พอเข้าใจได้นะ อาตมาก็ยังไม่มีตัวอย่างที่ชัดยิ่งกว่านี้ ตอนนี้นึกไม่ออกยกตัวอย่างสองอย่างนี้นานแล้ว สรุปชัดๆก็คือตัวเราเองมันมีความเป็นจริง มันกลางๆ มันจะอนุโลมก็รู้ว่าอันนั้นไม่ไม่เป็นเรา ไม่ใช่เราเข้าไปเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตัวเราไม่ได้เป็น ไม่ต้องไปเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องไปติดในรสอย่างนั้นไม่ต้องไปได้รสอย่างนั้นได้รูปอย่างนั้นได้เสียงได้กลิ่นอย่างนั้น ถึงจะสุขใจถึงจะเหมาะใจถึงจะพอใจ ถึงจะชื่นชอบอะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่ เฉยๆ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กลางๆ ได้ก็กลางๆ ไม่ได้ก็กลางๆ นิวตรอนอยู่อย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราอ่านอาการจิตเราได้ นั่นคือความเป็นพรหม เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ พรหม เป็นภาษาเก่า เป็นภาษามานานศาสนาฮินดูศาสนาพราหมณ์ศาสนาเก่าก็เรียกว่าพรหม ถ้าจะให้อาตมาขยายความไปถึงอักษร พฺรหม ตัว พฺ มีนฤคหิตข้างล่างกึ่งเสียงนะเอาใช้แค่กึ่งหนึ่งนะ พ เป็นตัวพฤติเป็นตัวพยัญชนะของวรรค ป ผ ภ พ ม เป็นพฤติกรรมเป็นกลางๆเลย พฤติกรรมเต็มที่ พฤติ พ. พานนี่ เมื่อมาเป็นพรหมจะมีปัญญารู้ว่าอาศัย ไม่เอาเต็มตัว พฺ ก็ครึ่งหนึ่งอาศัยครึ่งหนึ่ง ตัวเราเอง 0 อนุโลมให้กับโลกอีกครึ่งหนึ่ง มีตัวตนครึ่งหนึ่ง ไม่มีตัวตนก็ครึ่งหนึ่ง แต่อาศัยสองเป็นธรรม 2 อยู่อย่างนี้ ร ก็มาจากเศษวรรรค ห ก็มาจากเศษวรรคตัวสุดท้าย ตัวเต็มที่ ตัวความจริง ห โห หุ คือจริง มันมีตัวตบท้ายวรรคนี้คือ ฬ ใน ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ตัว ย ร ล คือสามเส้า ว ส ห นั้นอีกสามเส้าหนึ่ง ย ร ล ว ส ห มันก็จะเป็น cyclic ของมันอยู่สองเส้า ฬ เป็นตัวที่ 7 ของทั้งสอง โอฬาร ใหญ่ที่สุดมากที่สุดในเศษวรรค ฬ ยอดเยี่ยมแห่งพลังงาน เริ่มต้นจากเศษ เริ่มต้นจากส่วนย่อยก่อน กว่าจะมาเป็นตัวจริง มาในวรรคต่างๆกัน ก จ ต ฏ ป กว่าจะมาเป็นพวกนี้ ก็เป็น พ เพราะฉะนั้น ห มันเป็นความแท้จริงเป็นความมีความเป็นความแท้จริง ม คือจิตเป็นใหญ่ จิตวิญญาณ รวม 4 พยัญชนะนี้แล้วก็คือสิ่งที่อาศัย เรียกพลังงานรวม 4 cyclic กลางแล้วก็มีเศษหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเกินตัวทศนิยมที่จะพาให้ไม่หยุดหมุน ถ้า cyclic เริ่มหมุนแล้วมันก็ไม่เคลื่อนคลายมันก็ไม่เปลี่ยนแปลง มันก็มีอะไรอยู่อย่างนี้ แต่ถ้ามีเศษทศนิยมออกมาแล้ว มันก็ไม่มีน้ำหนักที่จะต้องถ่วงให้มันเพิ่มหรือลด เพราะฉะนั้นถ้า 4 คุณสามารถเป็น 5 เป็น 6 คุณก็ก้าวหน้า แต่ถ้า 4 แล้วไม่มีต่อไป ลดลงก็สูญ ชรตาอย่างเดียว พยัญชนะที่ใช้แทนพลังงาน แทนสภาวะต่างๆ แม้แต่แทนรูปธรรม แทนพลังงานจนกระทั่งรวมตัวเป็นรูปธรรม ก็มีรูปกับนามต่างๆ ผู้รู้เกิดมาเป็นจิตวิญญาณเป็นจิตนิยามแล้วจะสามารถรู้ๆๆ จะพัฒนาจากอุตุ อุตุยังไม่รู้ตัวเอง พีชะไม่รู้ตัวเองแล้วก็ยึดตัวเองเป็นพีชะ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นสัตว์ จิตนิยาม จนสัตว์สามารถมีความรู้ในตัวเองในพลังงานต่างๆ เป็นความรวมตัวกันเป็นตัวตน เป็นโลก เป็นตัวตนที่เป็นอัตตา เป็นโลกก็เอามารวม ขยายโลกไปอีกเป็นจักรวาลเป็นเอกภพอะไรก็ว่ากันไป มันก็ขยายมวลซับซ้อนไปอีกเท่านั้นเอง ย่อเข้ามาก็เหลือธรรมะ 2 ตัวหนึ่งเป็นตัวอุตุ ตัวหนึ่งเป็นตัวนามธรรม และในการเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่า object อุตุก็ถูกรู้ได้ พีชะก็ถูกรู้ได้ แล้วตัวเราเองก็สามารถมีพีชะเริ่มเป็นตั้งแต่ชีวะขึ้นมาจนกระทั่งเป็นจิตนิยาม แล้วก็มีพฤติกรรมต่างๆ เรียกว่ากรรม แล้วก็สะสมลงไปเป็นธรรมะ ทรงไว้ๆก็เป็นตัวตั้งเป็นคลังของจิตนิยาม เป็นคลังของวิบากอยู่อย่างนี้ ก็ใช้ไปใช้มา คนที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของก็มีสิทธิ์ใช้ มีสิทธิ์แต่ไม่สามารถเอามาใช้ได้ ก็เป็นความไม่สามารถของเขา ใครที่มีสิทธิ์สามารถเอามาใช้และเอามาใช้ได้ ใช้ได้มากได้น้อย ใช้ได้เต็มก็ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใช้ได้เต็มครบหมด แล้วก็เอามาใช้กับผู้อื่น ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องใช้หมดเท่าที่พระพุทธเจ้าท่านมี เพราะท่านมีมากเอามาใช้กับพวกนี้มันเกินจะตายเอา ใช้กับคนอื่นที่ไม่มีภาวะรองรับได้ใช้ไปได้อย่างไรก็รองรับไม่ได้หรอก มันมีแรงพลังมากกว่าที่จะรองรับ ก็รับไม่ได้หรอก ระเบิดเลยหากรับเข้าไป ใช้สำนวนว่าศีรษะแตกออกเป็น 7 เสี่ยง เหมือนถูกยักษ์จักรบาลตีศีรษะแตก มันรับไม่ได้ มันเกินความเป็นจริงที่เหมาะสม มันเล็กกว่าสิ่งที่จะเอามาใส่เข้าไป ระเบิดแตกตาย มันรับไม่ได้ ใส่ไม่ได้ บรรจุไม่ได้ ตามสัจจะของมัน เพราะฉะนั้นก็เอาตามพอเหมาะ พระพุทธเจ้าจึงประมาณมีความเหมาะสมได้พอดี จึงมีสัปปุริสธรรม 7 ประการ รู้จักการประมาณ รู้จักการกระทำกับสิ่งต่างๆที่เราร่วมด้วย ให้ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด ให้ได้พอดี ศัพท์คำว่าพอเหมาะพอดี กลางๆ พอเหมาะพอสม จึงเป็นความสมดุลไม่ว่าในทางด้านวัตถุ สมดุลสูงสุดทั้งนานทั้งมีฤทธิ์มากแรงมาก ทั้งอยู่ได้นาน ที่นี้สภาพที่มันลึกซึ้งมากคือสภาพที่ยิ่งนิ่งยิ่งเร็ว ยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง นี่เรื่องยาก ต้องควบคุมความเร็วอย่าให้เกิดองศา ถ้าเร็วแล้วเกิดองศาจะแกว่ง แต่ถ้าเผื่อว่าเร็ว แล้วไม่เกิดองศาเลย จบเสื่อม เร็วไม่เกิดองศาเลยหมุนหนักเข้าไม่มีอะไรเพิ่ม ไม่มีทศนิยมของพลังงานอื่นช่วยเพิ่มเติมอีกเลย หมุนอยู่แต่เดียว หนักเข้าก็หมดแรงเอง สูญ จึงต้องอาศัยแรงอื่นเข้ามาเติม เติมแล้วก็มีปฏิพากย์ทวี เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 เป็น 16 อะไรต่อไป สูงสุดก็คือยกกำลัง ผู้ใดสามารถเป็นตัวเองเป็นประธาน และเป็นคนจัดการพลังงานพวกนี้ให้แก่ตนเองได้ นั่นแหละ เป็นผู้ที่สามารถที่จะทำให้คงอยู่หรือลดหรือเพิ่มได้ จะเกิดหรือตายจะตายจะเกิด ได้เก่งที่สุดขึ้น ชำนาญๆขึ้น อาตมากำลังพิสูจน์อันนี้อยู่อย่างยิ่งเลยในปางนี้ ที่เรียกว่าสัมประสิทธิ์ พิสูจน์ว่าพลังงานเป็นนามธรรมจริงๆเลย ถึงวันนี้อาตมาก็ยังระบุไม่ได้เต็มที่ ก็พยายามใช้อักษรใช้พยัญชนะ ใช้สิ่งแทน เดี๋ยวนี้ก็ไปอาศัยโครงสร้างของภาษาทางวิทยาศาสตร์ ที่ไอน์สไตน์กระทำไว้แล้ว เรื่องพลังงานวิทยาศาสตร์นี่ ก็เอามาเพิ่ม ก็เลยเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นภาษาไทย มันเป็นตัวย่อ c ตัวซีเล็ก มันเป็นอัตราเร่ง ความเร็วของมันเร่งในตัว จนกระทั่งความเร็วเร่งในตัวนี่แหละมาเป็น C ซีใหญ่ ขยาย สัดส่วนขึ้นมาจนกระทั่งเป็น C ที่ทำได้ทุกวันนี้ อาตมาก็พยายามทำเองที่คนอื่นได้ช่วยความรู้ความเข้าใจ เก็บได้จากคนนั้นคนนี้มาใช้มาประกอบความเข้าใจของเรา แล้วก็เอามาประกอบรูปร่างแล้วก็สื่อ เป็นสิ่งที่จะสื่อใช้แทนให้คนอื่นสามารถอ่านเข้าใจตามได้ด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จักบันทึกไว้ในอะไร ก็ต้องอาศัยพวกนี้เป็นตัวบันทึก พยัญชนะหรืออักษร หรือว่ารูปร่างอะไรพวกนี้ คนอื่นก็จะได้สมมติตามเรา หากเขาไม่สมมติตามเราก็รับไม่ได้ หากสมมติตามได้ก็รับสืบทอดต่อไปได้พัฒนาขึ้นต่อไปได้อีก การก้าวหน้าที่จะให้เพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เรารู้คนที่รู้ว่า ถ้ามันเพิ่มไปอีกไม่ได้มันก็จะมีแต่เสื่อม ถ้าเรารู้ว่าจะให้มันเสื่อมเราก็เร่งความเสื่อมให้มันเร็ว ไปถึงสูญได้เร็ว ทำได้ คนนี้ก็สามารถควบคุมการเกิดการดับ ให้เกิดได้เร็วเกิดได้มาก ให้เกิดความเสื่อมได้เร็วเสื่อมได้มาก และสุดท้ายสูญเร็ว เราเรียนรู้แล้วเราก็ฝึกจริงๆ มันได้ ได้ทั้งเกิดทั้งดับ จนกระทั่งเป็นภาษาที่พุทธเจ้าท่านตรัจว่า จะให้มีก็ได้จะให้ไม่มีก็ได้ จะให้เกิดก็ได้ไม่ให้เกิดก็ได้ จะให้มากขึ้นอีกก็ได้จะให้น้อยลงอีกก็ได้ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ จากหนึ่งทำให้มากขึ้นก็ได้ จากมากขึ้นทำให้เป็นหนึ่งก็ได้ แม้ที่สุดจากหนึ่งให้เป็น 0 ถ้าหากยังมีหนึ่งก็ยังมีตัวเรา แต่ถ้าเป็นศูนย์ก็คือเลิกจากตัวเราเลย และภาวะมีก็ใช้ 0 เป็นตัวแทน ุถ้าภาวะที่ไม่มีก็สลาย 0 เลย แหลกเหลวเลยไม่มีอะไร จะเรียก 0 ก็ไม่มี ใช้ภาษาพยัญชนะว่า นปุงสกลิงค์ ความแตกต่าง จะแตกต่างเอกจะแตกต่างจากอิตถีภาวะขึ้นไป เอกเป็นปุริสภาวะเป็นอิตถีภาวะนั้นขึ้นไปอีก นปุงคือยังมีสภาพสูญ สภาพที่ไม่มีเพศ เอก คือเพศเอก ปุริสภาวะเพศเอกเพศหนึ่ง ถ้าเริ่มตั้งแต่สอง เป็นอิตถีภาวะไปเรื่อย มากขึ้นไปตามลำดับ ผู้ที่มีความรู้แล้วสามารถทำได้ จะยังไงก็ได้ จนกระทั่งเก่งเป็นขั้นมายากล จะเป็นระดับไหนๆ ปุ๊บปั๊บ เปลี่ยนได้เร็วมากด้วย เหมือนพวกเล่นกลเปลี่ยนหน้า แต่นักมายากลมีตัวลวงแฝง tactic มีกลเม็ด ที่เขารู้ว่าเขาทำอย่างนี้ได้ มาจากเหตุ เขาทำเหตุอย่างนี้มาอย่างนี้ เขารู้เหตุรู้ปัจจัย เหตุอย่างนี้มันจึงเกิดผลอย่างนี้ เขาก็ทำได้ เราไม่รู้ก็ทำไม่ได้ ทางนามธรรมอาตมารู้ ทางวัตถุอาตมาไม่รู้ไม่เก่ง มาเก่งทางนามธรรมทำได้ อาตมากำลังอธิบายสิริมหามายาให้พวกคุณฟัง มายาคือมันเหมือนเล่นกล มายากล นักเล่นกล คนเล่นกลให้มีก็ได้ให้หายไปก็ได้ เกิดได้เร็วปุ๊บปั๊บ ผู้ที่สามารถทำได้ด้วยความจริงใจต้องการให้มีให้เป็นประโยชน์คุณค่า ให้ไม่ให้มีก็เป็นประโยชน์คุณค่า แล้วเราก็ทำได้ เราก็สามารถสร้างมีให้เป็นคุณค่า บางทีเราก็อธิบายไม่ได้ บางทีเราก็อธิบายได้ แต่คนรับฟังไม่มีภูมิรับได้พอ รับไม่ได้ อธิบายไปก็สูญเปล่า ต้องอยู่สองสภาวะ สภาวะที่อธิบายไปก็สูญเปล่า ก็ไม่อธิบายดีกว่า เขาจะหาว่าเราไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะเรารู้อยู่ หรือว่าหากอธิบายไปแล้วมันยังไม่ได้ผลพอควร เสีย เอาไว้ก่อน ให้มันมีฐานที่รับที่พอรับได้ เราถึงจะแสดงออกทำต่อ อาตมาจำนนหลายๆอย่างที่อธิบายต่อก็ไม่ได้ เพราะตัวเองก็ยังไม่เก่งที่จะอธิบายต่อ เหมือนกับมีอะไรแฝงๆซ่อนๆอยู่ ไม่บอกให้หมด แต่บางทีมันไม่รู้จริงๆ เพราะอาตมายังไม่ถึงพระพุทธเจ้า เหมือนข้อด้อยของตนเอง 10 ประการที่จริงประมวลออกมามากกว่า 10 ประการ แต่แค่ 10 ประการก็พอเข้าใจกันแล้วหละ ก็มันมีไม่รู้จะทำอย่างไร มันไม่ได้ผลหรอกจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ แล้วจะเกิดในยุคนี้ทำไม ยุคนี้มีคนเท่านี้รับได้เท่านี้ ถ้ายุคที่อาตมาเกิดมายุคที่คนอายุ 80,000 ปี อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ ใช่ไหม สมองก็คงโต อวัยวะองคาพยพต่างๆ ก็คงรับได้อีกตั้งเยอะตั้งแยะ อาตมาก็ต้องโตพอๆ กันเหนือกว่าเขาอีกจะอธิบายให้เขาฟัง ก็ให้กันได้เยอะกว่านี้ นี่ก็มีเท่านี้ นี่ก็พยายามให้ต่ออายุกันเกินกว่า 100 ไปเรื่อยๆ ซึ่งเรามีปฏิภาณมีไหวพริบพอที่จะรู้ว่าที่เราทำเป็นนามเป็นอรูป แต่เราก็รู้ว่ามันมีสภาวะของมันจริง มีสภาวะของมันที่มันเป็นจริงได้ สรุปแล้วก็มีทั้งอยู่ที่จะให้ก้าวหน้าไป หรือปล่อยให้มันเสื่อม โดยที่เราไม่สงสัย เราปล่อยให้มันเสื่อเพื่อเราจะสูญจะไปมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราจะให้มันก้าวหน้าอยู่ ยังไม่ยอมให้เสื่อมต่อไปอยู่ ก็จะเกิดทั้งตัวเองเจริญเป็นประโยชน์ ผู้อื่นจะได้ประโยชน์ เราก็ทำไป อาตมาว่ายุคนี้ยังมีสิ่งที่จะก้าวหน้า สิ่งที่จะเจริญต่อเพราะว่าโลกลูกนี้มันยังไม่แตกง่ายหรอก มันยังจะรับการเกิดของมวลมนุษย์ได้อีกอยู่ ยังมีป่าดิบ ยังมีแดนที่คนยังเข้าไปอยู่ไม่ไหว ยังมีอยู่ มันยังจะไปบุกรุกได้อีกหลายล้านมาก เพราะงั้นก็ไปต่อก่อน โลกนี้ยังไม่แตกหรอก ยังไม่ถึงขีดถึงขั้นหรอก เพราะงั้นก็ต้องทำพลังงานก็ต้องสร้างพลังงาน คนเป็นสัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะเป็นผู้ทำลายหรือเป็นผู้สร้างสรร ก็ให้คนเป็นผู้สร้างสรรค์อยู่สิ ผู้ที่จะทำร้ายเราก็อย่าไปต่อมือต่อแขนของเขา เราไปต่อมือต่อแขนของผู้ที่สร้างสรร ทุกวันนี้เข้าใจกันแล้ว ยังมีคนที่ตกยุคอยู่บ้าง มีคนที่ยังไม่เข้าใจอยู่บ้าง อาตมาคิดว่ามีน้อยแล้วนะ ลึกๆรู้แล้วทิศทางมนุษย์ในโลกยุคนี้ ว่าควรจะเจริญอย่างนี้ กระแสการแสดงออกทางด้านผลบวกมันเป็นไปได้ ทำกันในโลกมุมไหน ในโลกมุมไหนซอกไหน ก็มีได้ ผลบวกก็จะได้ เล็กๆในน้อยหรือมาก ตามเหตุการณ์ที่จะยืนยันขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ทำแล้วค้านแย้งกับสิ่งที่ควรจะเป็นไปในยุคนี้ คุณก็ยังเป็นผู้ตกยุค คุณยังเป็นตัวทำลายเป็นตัวที่ไม่สร้างสรรไม่ส่งเสริม คนส่วนใหญ่เขาไปอีกทาง คุณยังตกยุคอยู่ พวกนี้ก็จะถูกขัดแย้ง มันก็ถ่วงกันอยู่อย่างนั้น เมื่อเกิดสิ่งที่เป็นสองสิ่งก็ยังหมุนต่อไปได้อีก ไม่ได้ออกนอกทิศทางจนไม่มีจุดศูนย์ไม่มีองค์รวม เป็นอุกกาบาต อุกกาบาต ไม่นานก็จะถูกแรงดึงดูดไปทำให้แตกสลายไป แตกจนแหลกไป หรือถูกดูดเข้าไปอยู่ในกาแล็กซี่ใดกาแล็กซี่หนึ่ง หรือดาวดวงใดดวงหนึ่ง หรืออยู่ในวงโคจรของจักรวาลใดจักรวาลหนึ่ง เป็นมวลของอันนั้นไป มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เมื่อย่อเข้ามาถึงตัวคน ที่มีองคาพยพที่มีรูปกับนาม มีอุตุนิยาม มีพีชนิยามที่มาสังเคราะห์กันขึ้นมา แล้วก็จิตนิยามเป็นประธานควบคุมแล้วจัดการทำให้เกิดกิริยาพฤติกรรมเรียกว่ากรรม แล้วกลายเป็นตัว static คือธรรมะ กรรมกับธรรม กรรมก็เป็นตัว dynamic ธรรมะก็เป็น static เป็นธรรมะ 2 ตัวสุดท้าย ก็มีแค่นี้พูดวนไปวนมาหมุนไปหมุนมา พวกเราก็จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น คนที่ไม่รู้ก็จะปรุงแต่งกันไป มาลองฉีกหน้า ความแหลกเหลวความเป็นพระพรหมเก๊กันดีกว่า

สื่อธรรมะพ่อครู(พรหม 20 ชั้น) ตอน พรหม 20 ชั้น ศัพท์คำว่า พรหม แปลว่าความบริสุทธิ์ ขยายพยัญชนะมาเป็นพรหม จากพยัญชนะคำว่าเทพ เทวดา อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เทพมี 3 เทพ สมมุติเทพ คือเทพที่วนกับโลก ออกจากโลกไม่ได้มีแต่ใหญ่ขึ้นเล็กลงมีต่ำมีสูงมีเล็กมีใหญ่อยู่อย่างนี้ โลกียะหมุนเวียน ที่อาตมาสรุปความว่า เป็นสมบัติผลัดกันชมมันก็หมุนไปหมุนมา แย่งกันไปแย่งกันมา ใช้หนี้กันไปใช้หนี้กันมา หมุนอยู่อย่างนี้จนนับกาละไม่ได้ ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆ ชาติ คนโง่ดักดานไม่รู้จมอยู่อย่างนั้นอยู่ล้านๆๆๆชาติไม่รู้ทางออก คนที่มารู้ทางออกแล้วโอ้โห ไม่เอาแล้วความวนเวียนอย่างนั้น เรามาลดลงๆๆจนกระทั่งแยกธาตุเลย สูญ นี่เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ไม่คงอยู่นิรันดร จะบอกว่า ข้าเป็นความยิ่งใหญ่เป็นผู้บงการเป็นพระเจ้า หรือศัพท์เดิมเรียกว่าพระพรหม พระพรหมมันมีจริงตรงที่ว่ามาเป็นพรหมพุทธ พระพรหมไม่มีจริงเป็นพรหมของ God พรหมของเทวนิยมพรหมพระเจ้า นี่เป็นสองพรหม พรหมของพระเจ้าอย่างศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดูเป็นเทวนิยมเป็ฯพรหมของพระเจ้า ส่วนพรหมของพุทธ สะอาดบริสุทธิ์และสูญสลายได้จริง ไม่มีนิรันดร ส่วนพรหมของพระเจ้าหรือพระเจ้ามีนิรันดร เพราะเขาตีแตกไม่ได้ เขาตีแตกอัตตาตัวเองไม่ได้ เขาแยกธาตุของตนเองจนสูญจนสลายไม่มีตัวเรา เลิก ไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเหตุที่เขาอยู่เหนือสูงสุดจนกระทั่งเป็นอิสระเสรีภาพ เขาจะสูญก็สูญได้เขาจะมีก็มีได้ จะอยู่นานอยู่เร็วเขาก็ทำของเขาได้เท่าที่เขาจะสามารถ เป็นนายตัวเอง เป็นนายทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเรียกว่าพระเจ้า จริงๆเหนือกว่าพระเจ้า จนกระทั่งไม่ยึดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า แต่ตัวเองทำได้ สุดท้ายจริงๆ ก็ไม่คิดจะเป็นพระเจ้า ปรินิพพานเป็นปริโยสานเพราะรู้ทุกข์ ทนไม่ได้ มันไม่เที่ยง คุณก็หมุนวนไปๆมาๆ เล็กๆ ใหญ่ๆ สูงๆ ต่ำๆ ไม่เที่ยง คุณก็ได้อย่างนี้ไม่เบื่อซักทีเหรอ ศาสนาพุทธเบื่อ นิพพิทา รู้แล้วว่าอีกกี่กัปป์กี่กัลป์กี่ล้านๆๆๆชาติ โธ่เอ๊ย เท่านี้เอง มันก็เท่านี้ เพราะอย่างนั้นจึงรู้ที่จบ อย่างอาตมานี่แน่นอนเลย อาตมาตั้งใจอาตมารู้อยู่ว่าสิ่งที่ยังไม่รู้อาตมายังมี จนกว่าอาตมารู้จบจริงๆ เลย หมดแล้ว หมดที่จะรู้จริงๆแล้ว เท่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว เราก็จะมีตัวเปรียบเทียบตัววัดของเราเองได้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์นั้นเราก็เหมือนพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์นั้นนะ นี่เป็นความจริงที่คนระดับพระพุทธเจ้าจะเทียบ ท่านก็ไม่มีอคติ ท่านซื่อตรงที่สุดแล้ว ท่านก็วัดได้แล้ว,มันก็จบแล้ว สูงสุดแห่งที่สุดอย่างไม่มีที่จะฝึกอีกแล้ว แล้วมันก็ห่างจากผู้ที่เขาตามมาไกลมากเลย ห่างไกลมาก …. พรหม 16 ชั้นเป็นของเก๊ของปลอมจากความความไม่รู้ จึงมีสิ่งที่มี ผู้ที่เป็นพรหมแท้บริสุทธิ์รู้ว่าความมีกับความไม่มีมันอันเดียวกันเพราะฉะนัันจะเป็นความไม่มีเมื่อไหร่ก็ได้ เลิกมี เมื่อเรารู้ก็อนุโลมได้ พรหม 20 ชั้น พรหมชั้น 1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นพรหมที่เป็นระดับลิ้วล้อลูกน้อง เป็นผุยผง เป็นปริมาณมวลบริวาร ซึ่งจะเข้ามารวมตัวกันมายอมรับจับกลุ่มกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นประธาน ผู้ที่เป็นเจ้าอำนาจ ก่อนจะเป็นเจ้าอำนาจเป็นผู้ที่เหนือกว่าก่อน เรียกว่า ปุโรหิตา ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ หิตะ ปุโรหิตก็คือ ปร แปลว่าอื่น หิตะก็คือความเป็นจริงหรือเรียกว่าประโยชน์ ประโยชน์หรือความเป็นจริงที่ใช้อยู่ มันก็มีเพิ่มขึ้น ได้อื่นขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสามารถ ทำสองจากหนึ่งก็มีอันอื่นเพิ่มขึ้น หนึ่งแล้วก็มาเป็นสอง ก็เหนือกว่า ปาริสัชชา ที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกับอุตุ พีชะ มาเป็นสัตว์ก็เป็นบริวาร มันไม่รู้เหมือนกับดินน้ำลมไฟเหมือนอุตุนิยาม มันไม่รู้ตัวมันมันทำอะไรไม่ได้ แม้มาเป็นพีชะแล้วก็ยังกำหนดตัวเองกับคนอื่นไม่ได้มากมายอะไร กำหนดตัวมันเอง แม้เป็นสัตว์ชั้นต่ำ ก็ยังถูกสัตว์ชั้นสูงครอบงำเป็นเจ้าเป็นผู้จัดการได้ตัวมันไปเรื่อยๆ เป็นชั้นๆอย่างนี้ จึงเกิดปุโรหิต และเกิดมหาพรหม

ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ เป็นผู้มาควบคุมพรหมชั้นที่ 1 และ 2 มีประธานเป็นมหาพรหม เกิดเป็น cyclic สามเส้า ถ้าประธานแข็งแรงก็ไม่มีการแตกตัวออกไปเป็นอย่างอื่นอีก หรือไม่เสื่อมลง ทำให้หมุนเต็มที่เป็น cyclic order เป็นพลังที่ไม่ลดไม่เสื่อมมันก็จะอยู่อย่างนี้นานเท่านาน ถ้าลดลงนิดหนึ่งก็เสื่อมจะไปส่วนหนึ่ง ถ้าเพิ่มส่วนหนึ่งก็เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง เมื่อขยายเป็น 4 5 6 7 8 มันก็จะเป็นพลังงานที่มากขึ้นทับทวีขึ้นไป ทดไปๆเพิ่มขึ้นๆ เกิดเส้าต่างๆ ขึ้นมาอีกตามธรรมชาติก็ตาม แต่ถ้าตามธรรมชาติมันจะช้ากว่าผู้ที่มีธาตุรู้ รู้จักสภาวะแล้วจัดสรรให้มันเป็นระเบียบได้ ไม่ต้องใช้เวลานานเพราะมันหมุนซ้ำซากนานแล้ว ถ้าเผลอตัวให้มันลดพลังงานไม่ให้เท่าเดิมไม่ให้สมดุล เสื่อมนะ มันก็จะเผลอได้ ถ้าเพิ่มขึ้นมันก็จะเพิ่มขึ้นได้เผื่อพอมัน มันจะเสื่อมนี่ดีกว่า ปฏิภาณของคน ปฏิภาณของธาตุรู้ตัวนี้มันก็จะมี เราจะเผื่อไว้ให้มันเจริญ เหมือนอย่างอาตมาพาทำพลังงาน Coefficient พาทำสัมประสิทธิ์เพิ่มขึ้น เพราะในยุคนี้คนเราอายุแค่ 100 ปีเท่านั้น กว่าจะอายุถึง 8 หมื่นปีก็ยังเพิ่มได้อีกตั้งเยอะ อันเสื่อมไม่ต้องทดสอบหรอกไม่ต้องรอเห็นเยอะแยะถ้ามันจัดสรรตัวเองไม่เป็นไม่เหลืออายุเท่าไหร่หรอก ถ้าไม่เรียนรู้ป่านนี้อาจจะตายไปแล้วก็ได้ ตอนนี้ไปเมาแอ๋อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ โรคภัยไข้เจ็บกินตายไปแล้ว ตอนนี้เพื่อนๆอาตมาก็ตายไปเยอะแล้ว ถ้าไม่มาเรียนรู้สัจธรรมความจริงดังว่านี้ก็จะไม่รู้เรื่อง มันก็จะเพ้อไปตามอารมณ์หรือตามความฝัน ปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหม สามเส้าแรก เป็นประธานแล้วใช้ 2 บริวาร ปุโรหิตก็เหมือนครูเหมือนหัวหน้า อีกอันก็เป็นลูกน้อง แล้วปุโรหิตจะมีลูกน้องมากหรืออย่างไรก็ไม่ลงรายละเอียดอีก เป็นแต่เพียงว่าก็มีพลังงานรวมเป็นมวลให้คนนี้เป็นหัวหน้า มหาพรหมก็คุมได้ทั้งหัวหน้าและบริวาร เพิ่มขึ้นมาเป็นเส้าที่ 3 เป็นพรหมปริตาภา

ต่อมาอีก 3 เป็นพวกพระพรหมมีแสง เป็นสายสว่าง ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงรัศมี ปริตคือน้อย อาภาคือแสงคือพลังงาน มีแสงน้อยเหมือนกัมมันตภาพรังสีที่อ่อนบาง เท่าที่เราจะสามารถจับได้เอามาใช้งานได้ เป็น nuclear fusion ที่จะดึงดูด เป็นเอามาใช้ทำงานได้ ส่วนที่พ้นไปที่จะรวมเอามาได้ก็สุดวิสัย ก็ต้องปล่อยไปเป็น nuclear fission เรามีพลังงานน้อยองศาน้อยมากจนไม่มีองศาเป็น 0 ได้ เมื่อเติมพลังงานไปอีกเรียก อาภา

ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ อาภา เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นไปอีก นับเป็นพลังงานก็คือเป็นแสง รังสี พลังงานแสง มากขึ้น ปริตตามันน้อย อัปปมาณาคือมาก มากหาประมาณมิได้ คือ เอาสองขั้วมาพูดกัน แล้วจะขยายเป็น 4 กลางคือ 2 ก็เรื่องของคุณแล้ว หรือจะขยายเป็น 8 เป็น 16 ก็แล้วแต่คุณ หรือจะกลายเป็น 9 ก็ว่ากันไป จากมากที่สุดกับน้อยที่สุดแล้ว ก็มาอยู่ในสภาพความมี ความมีคือแสง แสงสว่างเอามาอธิบาย ถ้ามีมากที่สุดเรียกว่าอาภัสรา มีน้อยที่สุดเรียก กิณหา กิณหามีน้อยจนไม่มีมันดำมันมืดมันไม่รู้ไม่เห็น ไม่เป็นแสงเลย ใช้อักษร ก กัณหา กับกิณหา เป็นไวยพจน์กัน ดำเหมือนกัน แต่กัณหาว่ากันจริงตามพยัญชนะแล้วมันน้อยกว่า เพราะสระมันต่างกัน สระ อะ กับ สระ อิ กิณหานี้มากขึ้นจากสระ อะ อา อิ สามเส้า นี้ มันน้อยจนอธิบายความต่างกันให้ได้รู้ละเอียด ถ้าจะใช้แยกไม่ไหวมันเล็กกิณหานี่ก็แยกยากแล้ว กัณหานี้ยิ่งยากใหญ่เลย ประเดี๋ยวไป กัณอีก หรือ กัน บางทีใช้ ณ เณร บางที น.หนู ใช้ ณ ก็คือมีตัวตั้งคือ ก แล้วก็ตัวไม่มีมาคู่กัน ในโลกนี้มี 2 อย่างคู่กัน มีกับไม่มีเท่านั้นมาคู่กัน ณ ก็ วรรค ต ถ ท ธ น ตัวตั้งตัวตัววัฏฏะ ฏ น วัฏ ตั้งอยู่กับไม่ตั้งอยู่ ตัวต้น ต ก็เริ่มตั้ง กลางก็ตั้งเต็มที่ แล้วปล่อยต่อไปก็เสื่อมลงไปหา น ก็ไม่มี ตคือมี นคือไม่มี ท คือตัวที่มีเต็มที่พลังงานที่แข็งแรงเต็มที่ อำนาจสูงสุด ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ คือสว่างสูงสุดแล้วสว่างไม่มีอะไรสว่างเท่า มันไม่มีตัวกำหนดแล้ว สูงสุดก็แล้วกัน สว่างสุด เพราะฉะนั้นต้องมีคู่กันก็คือความดำ สว่างสูงสุดอาภัสรา

หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา คือ ปริตน้อย สุภาคือแสงสว่าง แสงสว่างมีแกนมีแก่น สุภา อาภัสรามาเป็นสุภา แล้วก็มามากที่สุดเป็นประมาณไม่ได้ อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา มามากที่สุดแบบประมาณมิได้ ไม่รู้จะไปประเมินอย่างไร มันเกินเราไม่สามารถเอามานับได้แล้ว มันเป็นขอบของเอกภพที่ไกลจนกระทั่งเราก็ไปเอกภพมิได้ มันเป็น nuclear fi

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน