แนวคิดเศรษฐกิจของชาวโศกที่ทำจริงมีผลสำเร็จจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
แนวคิดเศรษฐกิจของชาวโศกที่ทำจริงมีผลสำเร็จจริง พ่อครูว่า... นี่ก็เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวข่าวคราวที่รู้กันทั่วโลก มันสามารถที่จะนำมาเสนอนำมารายงานมาบอกกันได้ทั้งหมดเลย โอ้โห..ข้อมูลเยอะนะ เราก็อยู่กับโลกเขาเราก็ต้องดูโลกว่า เขาเชื่อกันยังไง และเขาได้ปฏิบัติกันอย่างไร สอดคล้องลงตัวกันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้อย่างไร เราก็ต้องดู อาตมาก็ขอพูดถึงพวกเราชาวอโศก ก็เป็นคนอยู่ในโลกอยู่ในสังคม อาจจะกลุ่มเล็กๆเป็นจุดขาวเล็กๆในขอบฟ้ากว้าง เราก็ไม่ได้หมายความว่าเราโดดเดี่ยวหรือเราอยู่คนเดียวโดยไม่รู้โลกเขา ไม่รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหน มันมีสภาวะซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้งอยู่ว่า แนวคิดของชาวอโศก ขออภัยนะต้องพูดถึงชาวอโศกก่อน ก่อนที่จะพูดถึงประเทศและไปเทียบจากต่างประเทศ แนวคิดของชาวอโศก มันซ้อนลึกไปตามความรู้ที่อาตมานำมาจากของพระพุทธเจ้า เอามาประกาศให้ผู้อื่นรับรู้ ให้คนรับรู้ ก็คนไทย เพราะอาตมาพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ จะพูดภาษาต่างประเทศได้ก็คือภาษาลาว เพราะภาษาอีสานคือภาษาลาว อาตมาก็พูดได้ภาษานี้ ถ้าอาตมาไปตกอยู่เมืองลาวก็ไม่มีปัญหา อาตมาเจรจากับคนลาวได้สบาย นอกนั้นพูดไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ได้ขนาดไส้เดือนกิ้งกือ ขนาดงูๆ ปลาๆ ยังไม่ได้เลย ได้แค่ไส้เดือนกิ้งกือ ภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าภาษาอังกฤษที่พูดกันง่ายๆดีๆทั่วๆไปก็ตาม ยิ่งภาษาอื่นยิ่งไม่ได้เรื่องเลย ก็ไม่เป็นไร มันเป็นเหตุปัจจัยที่อาตมาเข้าใจ อาตมาไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ถ้าอาตมาจะพากเพียรในเรื่องเอาทักษะทางด้านภาษา อาตมานี่เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่มัธยม ก็มีผู้สอนพิเศษ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เป็นผู้ดีอังกฤษ ยังชมอาตมาเลยนะ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านกำลังพา ไปสู่แนวคิดของชาวอโศกที่มันซ้อนลึก พ่อครูว่า... แนวคิดที่ซ้อนลึกที่ว่าก็ค
อ่านต่อ
ือ เราสามารถลงไปสู่สภาพของผู้ที่มีคุณสมบัติของผู้ที่มีวรรณะ 9 สำเร็จผลเป็นสาราณียธรรม 6 ได้ สรุปลงสู่วิชาการของพระพุทธเจ้าก่อน เอามาพิสูจน์ยืนยันทุกวันนี้ สังคมของชาวอโศกเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ทุกคนมีคุณธรรม จิตวิญญาณได้รับการขัดเกลา จิตวิญญาณได้รับการปฏิบัติเป็นอริยบุคคล จึงอยู่กันอย่าง เมตตากันทั้งนั้นเลย ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมและทางด้านเศรษฐกิจ สามารถที่จะทำงานเสียภาษี 100% ในชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน ทุกคนไม่มีรายได้เงินเดือนประจำตัว ทำงานแล้วจะเอาไปใช้งานก็เบิกไปตามที่จะใช้งาน แล้วทุกคนมีความรู้ที่สำนึกว่าเราไม่มาขี้โลภจะมาหากินในกลุ่มชาวอโศก เพราะมันบาปซ้อนบาป ไม่ใช่แกล้งพูดแต่เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่มีภูมิปัญญาปฏิภาณเข้าใจเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครเจตนาจะรับเอาไปจากชาวอโศก มันซ้อนลึกตรงที่ว่า ในวรรณะ 9 มันคือ คนต้องมาจนหรือมามักน้อย อาตมาพามาเป็นคนจนมาเป็นคนมักน้อย สิ่งนี้ยังยากมากที่คนในโลกโลกียบุคคล จะเข้าใจได้ว่า มาจน ไม่มีเงินไม่มีทอง เป็นคนไม่มีเงินไม่มีทอง..จะใช้ก็ต้องไปเบิกมาจากกองกลาง เขาก็นึกถึงว่าเขาจะใช้ก็ไปเอาที่กองกลาง เขาจะไปเบิกกองกลางที่ไหน ถ้าไปเบิกจากรัฐบาล รัฐบาลก็จะต้องพิจารณาก่อนจะให้ซึ่งมันไม่ง่าย มันก็ไม่ได้ มันก็ซ้อนเพราะระบบรัฐบาลไม่สนิทเนียนเหมือนระบบชาวอโศก อาตมาเคยอธิบายไปแล้วว่า เศรษฐกิจของอโศกหรือเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ของพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์กันอยู่ในยุคนี้ว่า ทำได้ถึงขั้นฆราวาสว่าเป็นสาธารณโภคี ในยุคพระพุทธเจ้าทำได้แค่ในวงสงฆ์ภิกษุ ให้ฆราวาสทำไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดก็พูดไปหมดแล้วเพราะในยุคโน้นเป็นยุคทาส ยุคไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันทำไม่ได้ ข้อจำกัดแค่ 3 ข้อนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว มันมีข้อ 4 ทรัพยากรในยุคนั้นยังไม่อัตคัดขาดแคลนเท่าคนในยุคนี้ด้วย สมัยนี้ทรัพยากรในโลกอัตคัดขาดแทนแล้วแย่งชิงกอบโกยกันไปเยอะ สมัยก่อนนี้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าของยิ่งใหญ่ และเด็ดขาดด้วยจะริบของใครก็ได้ นอกนั้นก็มีนายทุน ซึ่งนายทุนเงินมีน้อยและยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยมนายทุนก็ไม่มากแต่ก็มีมาเรื่อยๆแต่มีน้อย แต่เดี๋ยวนี้นายทุนมันแยกกันไปไล่ระดับ นายทุนระดับใหญ่ ระดับกลาง ระดับย่อย ระดับธุลีละออง ระดับขี้ผงมีอีกเยอะเลยในทุนมันซ้อนๆๆกันอยู่ในโลก แต่แนวคิดของพระพุทธเจ้านั้นจริงใจ ไม่เห็นแก่ตัวเสียสละ มีน้อยก็อยู่ได้อยู่รอด มีน้อยอัปปิจฉะก็อยู่รอด แม้ที่สุดไม่สะสมสมบัติเลย อปจยะ ก็อยู่รอดใช้กับกองกลาง แล้วทุกคนมีนิสัย มีวิสัย ที่จริงแล้ว วิสยะ จนกระทั่งถึงขั้นอนุสัย สยะคือตัวตน อาศัย หรือาสยะ แล้วก็ นิสยะ แล้วก็ วิสยะ แล้วก็อนุสยะ สยะ 3 อย่าง มันเป็นการพัฒนาตั้งแต่อาศัยจนเป็นตัวตนที่มีคุณภาพคุณธรรมสูงขึ้นเรียกว่า นิสัย ตัดกิเลส นิโรธออกไป ที่มันเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มาให้เจริญขึ้นเป็นนิสัย จนกระทั่งสูงขึ้นเป็นวิสัย เป็นตัวตนที่มีคุณสมบัติ คุณวิเศษลึกซึ้งขึ้นไป จนกระทั่งสุดท้ายเก็บไว้ในอนุสัย อนุสัยอันนี้ไม่ใช่กิเลสนะ แต่เป็นคุณวิเศษหรือคุณธรรมอันวิเศษ สยะ อันวิเศษที่จะต้องมีอยู่ ตามตัวเองไป อนุแปลว่า ตาม ซึ่งคนรู้ไม่ได้ง่ายๆเพราะละเอียด อนุสยะ ถ้ากิเลสก็เล็กน้อยตามไป นี่ไม่ใช่กิเลสแต่เป็นคุณวิเศษ อนุสัยนี้เป็นคุณวิเศษซึ่งยังไม่มีใครอธิบายมีแต่อาตมามาอธิบายว่าอนุสัยเป็นคุณวิเศษ ไม่ใช่กิเลส ถ้าเป็นกิเลสก็เป็นกิเลสละเอียด และเป็นคุณวิเศษก็เป็นคุณวิเศษระดับพิเศษระดับละเอียด อาตมาพาทำนี้ เป็นคุณวิเศษระดับอนุสัย ระดับพิเศษ ระดับวิเศษ จึงไม่ใช่เรื่องสามัญที่จะรู้กันได้ง่ายๆ มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่ขบคิดเอาไม่ได้ จะต้องพิสูจน์ ซึ่งพวกเราได้พิสูจน์จริงแล้ว มาเป็นผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สำเร็จ ยั่งยืน แท้จริง ถึงขั้นไม่ต้องแก้ ไม่ต้องแก้กันอีกแล้วต่อไป ได้สำเร็จจริง เพราะว่าได้แก้ปัญหาถูกทิศทางตามที่พระพุทธเจ้าท่านพาสอน แก้ที่คน แก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้แก้ปัญหาที่คน ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาที่เงิน ที่วัตถุไม่ใช่ แต่ก็อาศัยวัตถุ และในวัตถุนั้น ก็อาศัยเงิน กับผลผลิต คนไปหลงตัวเลขของเงินที่ค้าขายที่โกงหรือเอาเปรียบเอารัดเขามา มันก็มีเงินมากมันแสดงว่า มันเจริญซึ่งมันไม่ใช่ มุมกลับ ความเจริญของเศรษฐกิจของทางบุญนิยม ยิ่งมีเงินน้อยลง ออกจากข้างนอกเขามาน้อยลง แต่มีผลผลิตมี Product มากขึ้น Gross น้อยลง Product มากขึ้นผลผลิตยิ่งมากให้คนอื่นไปได้ ขายให้ถูกให้แจกเราก็ได้เงินมาน้อย แล้วเราก็ไม่ไปตีกินเอาของจากต่างประเทศเราก็ไม่ตีกิน Domestic ก็คือของเราเอง ของภายในเราแท้ๆ นี่คือความซ้อนลึก นี่คือการอธิบาย GDP อย่างอโศก อธิบาย GDP อย่างที่อาตมาพาพวกเราทำ ซึ่งไม่มีในตำราเศรษฐศาสตร์เทวนิยมหรือเศรษฐศาสตร์สากลของโลก เฉโก โลกียะไม่มี มีอยู่ในโลกุตตระและขออภัยอย่างยิ่ง มีโพธิรักษ์นี่แหละอธิบายเศรษฐศาสตร์แบบนี้ ที่ว่านี้อธิบายไปนี้ทำได้ ทำได้แล้วพวกเราเข้าใจและพวกเราก็ยืนยันว่า พวกเราได้จริง เสียภาษี 100% อยู่กองกลางและทุกคนมักน้อยสันโดษมีคุณธรรม วรรณะ 9 อยู่กันอย่างมีสารานียธรรม 6 การพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าว่า ยุคนี้ก็มีคุณวิเศษแบบนี้ที่เป็นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดพิลึกพิลั่นมหัศจรรย์ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แล้วในประเทศไทยทำได้ แล้วจะมีคนที่ฟังที่รับรู้ได้รับซับซาบที่อาตมาพูดนี้ ทั้งเขียนหนังสืออาตมาเขียนหนังสือมาเป็น 100 เรื่อง หลายล้านเล่มแล้วพิมพ์ออกมา ไม่ได้นับที่เป็นบทความนะ นับที่เป็นหนังสือเป็นเล่มแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่อาตมามีความรู้ซึ่งอาตมาบอกแล้วว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นความรู้ที่ได้มาจากพระพุทธเจ้าสายนี้เลยโดยตรง มาจากทฤษฎีสายหลักสายของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เลยโดยตรง แล้วก็เอามายืนยันพิสูจน์เอามาเผยแพร่เอามาสอน ค้านแย้งกับกระแสหลักพระพุทธศาสนาที่เขาเสื่อมจริงๆ ซึ่งอาตมาก็ยืนยันแล้วว่า ผู้รู้เข้ามาพิสูจน์ดูว่าอย่างที่อาตมาพาทำพวกเราได้อย่างเป็นชุมชนนี้ อธิบายอย่างเชิงเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ มันต่างกันกับเถรสมาคมที่สอนกันอยู่เหมือนกัน แล้วผลได้ของเขาก็มีเป็นหมู่ใหญ่ด้วย ได้เป็นพลเมืองหมู่ใหญ่ด้วย แล้วมันเทียบค่ากันดูซิว่า ว่าอย่างที่พวกเรานี้ทำได้สำเร็จมีผลแล้วนี่ แล้วที่สำคัญก็คือยั่งยืน มั่นคง หรือจะเรียกว่าเที่ยงแท้ก็ได้ไม่เป็นแปลง เพราะมันมีที่จบ มันจบแล้วไม่รู้จะมีอะไรเจริญกว่านี้อีกแล้วที่จบของมันแต่ละรอบแต่ละเรื่องแต่ละอย่างมันจบของมันในตัวมัน เช่น เราหมดเนื้อหมดตัวเป็นศูนย์แล้วมันจะไปยังไงอีกนอกจากจะเป็นหนี้ เราไม่ใช่เป็นคนโง่ที่จะไปเป็นหนี้ เป็นศูนย์ก็เป็นขีดจบแล้ว นี่คือจบแท้ๆเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำเช่นกิเลสดับหมดเลยสูญแล้ว แล้วจะไปมีอะไรต่อได้อีกล่ะ กิเลสมันหมดแล้วหมดกิเลสแล้ว กิเลสไม่มีแล้ว แล้วได้สิ่งที่ทำอย่างมีปัญญารู้อยู่ด้วยว่า ความดีพฤติกรรมที่จะเป็นความดีแม้แต่จะเป็นสมมุติ เราก็มีปัญญารู้ว่า ดีที่สอดคล้องทางสังคมที่เขานิยม เราก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขา เพราะความดีก็เป็นสมมุติทั้งนั้นแหละที่ใช้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ ที่ไม่เที่ยง เพราะความดีมันไม่เที่ยง ความดีความชั่วเป็นเรื่องไม่เที่ยง มันเป็นเรื่องขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ ในยุคนี้กาลนี้แม้แต่ภูมิประเทศต่างๆก็ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกันฐานะของตัวบุคคลเอง มันก็ไม่ได้เที่ยงมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่อาศัย ส่วนตัวเองนั้นสูญแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ได้ มีก็ได้ไม่มีก็ได้สูญแล้ว จะเลือกเป็นอย่างไร มีเท่านี้กับเขาก็ได้ไม่มีเลยสูงสุดแล้วสูไม่มีเลยก็ได้ มันก็จบอย่างนี้เป็น เพราะฉะนั้นอาตมาพยายามจะวิเคราะห์ วิจัยในเรื่องของ ผู้ที่ทุกวันนี้ ขอย้ำหัวตะปูพวกที่พูดมาก พูดคุยโม้ พูดโอ้อวด แต่ยังไม่ได้กระทำหรือกระทำไม่ตรงตามที่พูด การพูดกับการลงมือกระทำที่เกิดผลจริง นี่แหละ ขณะนี้มันมีเยอะ นักการเมือง นักอะไรก็แล้วแต่ขี้โม้ขี้โอ่ขี้อวด พูดอย่างไรก็พูดได้ การพูดกับลงมือทำเกิดผลจริงมี 2 อย่างนี้ เป็นตัวชี้วัดตัดสิน ตัดสินกันว่าอย่างไรมันจะเป็นความจริงที่แท้จริงกว่ากัน ที่พูดโวๆๆๆ คุยโม้ไป กับมีผลที่เขาทำแล้วลงมือทำมีผลเกิดจริงแล้ว อย่างพวกเราทำมีผลเกิดจริงชื่อว่าความจริง ไม่ได้พูดนี้ยังไม่ได้ทำกับไอ้ที่ทำแล้วมีผลจริงอันไหนมันจริงกว่ากัน ... อย่าตอบอย่าตอบเดี๋ยวสอบตก อาตมาไม่ได้ทำให้ตอบก็เดี๋ยวตอบผิดจะสอบตกไม่เอา มันไม่ได้ยากอะไรเลยง่ายจะตายเห็นกันชัดๆ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เราอย่าไปเชื่อน้ำมนต์ที่ใช้ภาษาสวยๆว่า วาทกรรมกันเลย อย่าไปฟังพวกขี้โม้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Big Word ถ้าพูดจริงเรียกว่า Great Word เกรทเวิร์ด มันต่างกันคนละอย่าง ขี้โม้เขาเรียกว่า Big Word ถ้าพูดแล้วจริงได้ ดีได้ เขาเรียกว่า Great Word เพราะฉะนั้นพยายาม แน่นอนคำพูดหรือภาษามันเป็นสื่อที่จะบอกถึงทุกๆอย่าง เป็นความจริงหรือว่าเป็นลักษณะที่มันเกิดผลเกิดผลิตอะไรก็แล้วแต่ ที่จะเป็นขึ้นมาก็จากความคิดและเอามาบอกกันพูดได้ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ความจริงขึ้นมาจากปฏิกิริยาแล้วเรารู้ว่า ปฏิกิริยาความนึกความคิดของเราได้ขึ้นมา ในวิชาการของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส เราจะรู้จักสิ่งที่เกิดมีตัว ฆ ฆ.ระฆัง ปฏิ คือ ปฏิกิริยาแล้วก็จับตัวกันเป็น ฆ เป็นก้อนเป็นสิ่งที่เกิดแล้วอะไรอันหนึ่ง ละเอียดลึกอยู่ในจิต ถ้าสิ่งนี้มันเกิดแล้วมันเป็นสัจจะอะไรก็แล้วแต่ เรายังไม่ได้ตั้งชื่อก็คือ ปฏิฆสัมผัสโส เราสัมผัสเองได้ ถ้ามันมีการตั้งชื่อแล้วเขาก็เรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส สัมผัสได้ว่า อันนี้มีวจีสังขาร มีภาษาแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเป็นบาลี อย่างนี้เอง อย่างนี้เรียกว่า บุญ อย่างนี้เรียกว่า กาย อย่างนี้เรียกว่า ฌาน อย่างนี้เรียกว่าสมาธิ อย่างนี้เป็นต้น แล้วท่านก็ได้อธิบาย ขยายความสิ่งเหล่านั้น ออกมาเป็นภาษา จากรู้อยู่ในตัวเองแล้ว ถ้ามีคำพูดก็เรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส เป็น วจีสังขาร อยู่ข้างในยังไม่ได้ออกมาเป็นวาจากรรม ก็ปรุงแต่งกันอยู่ข้างในเป็น วจีสังขาร เมื่อพูดออกมาให้คนอื่นฟังก็เลยก็เรียกว่า วาจากรรม ถ้าอยู่ภายในเราเองก็เรียกว่า วจีสังขาร เป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันที่มี อธิวจนะแล้ว พูดมาเป็นภาษาที่จะสื่อออกมาเป็นภาษาอะไร ก็ภาษาพื้นบ้าน ภาษาที่คนทั่วไปรู้ได้เข้าใจได้ พูดภาษานั้นสื่อออกมา ถ้ามีคำวิชาการ คำเทคนิคอลเทอม ก็สื่อออกมาเป็นภาษาวิชาการ ไม่มีภาษาวิชาการก็บอกอธิบายความหมายเอา ซึ่งสิ่งที่มันเกิดในโลกุตรธรรม ภาษาไทยมันไม่ค่อยมี ที่มันเป็นความลึกซึ้งละเอียด อาตมาต้องอธิบายภาษาไทยประกอบยาวยืดยาด อธิบายไป ยากมากเลย แม้แต่คำสั้นๆที่บอกว่าบุญ ว่ากาย ว่าฌาน ว่าสมาธิ อย่างที่อธิบายยกตัวอย่างเดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ก็ยังอธิบายขยายความอยู่เพราะมันละเอียดยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้น ความเสื่อมทุกวันนี้ไปจากคน เสื่อมไปจากธรรมะพระพุทธเจ้าจริงๆ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เอาไว้ว่า มันจะเสื่อม ซึ่งความเสื่อม 4 ประการ ที่อาตมา จะได้เอามาขยายความ ความเสื่อม 4 ประการซึ่งซ้อนลึกอยู่ในจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ใน อัมพัฏฐสูตร ที่พระพุทธเจ้าถกกับอัมพัฏฐมานพ เป็นลูกศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ พระพุทธเจ้า ยืนยันว่าได้แต่พยัญชนะ ได้แต่ภาษาแต่ไม่ได้จรณะวิชชาจริง ชาวอโศกมีจรณะวิชชาจริง และมีความรู้มีวิชาจริงจนออกมาเป็นความจริง เกิดอยู่ในตัวมนุษยชาติ ค่อยๆอธิบายกัน ในงานพุทธาภิเษกฯ ใครมีพระไตรปิฎกเล่ม 9 เอามาอ่านกัน อาตมาจะค่อยๆเอา 13 สูตรมาค่อยๆสรุปขยายความอธิบาย ยังไม่ละเอียดพอจะขยายโครงสร้างเป็นอิทัปปัจจยตาแก่กันและกัน ให้เข้าใจเพิ่มขึ้น นี่เป็นงานเป็นหน้าที่ที่อาตมาจะพยายามทำความเข้าใจให้พวกเรารู้ซับซ้อนละเอียดลึกซึ้งเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่สำคัญยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะได้เอาไปประพฤติปฏิบัติให้แก่มนุษยชาติ ให้แก่สังคม สังคมคนไทยเราก็เกิดที่เมืองไทยก่อน ช่วยเหลือประชาชนคนไทยได้แล้วในประเทศชาติไทย แล้วก็ขยายไปสู่ต่างประเทศเขา เราไม่ได้หวงแหนความรู้ เราอยากให้ทุกคนได้ความรู้ที่เรารู้นี่แหละ เอาไปทำเลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะไปหวงแหนริษยาอะไรกัน อยากให้เจริญๆ อยากจะให้ได้สิ่งที่เรารู้เราได้เราทำได้นี่แหละ พูดได้ทำได้เพราะรู้มา เพราะรู้อย่างจริงๆ รู้แล้วพูดได้ ทำได้ ทำได้อย่างที่พูด พูดอย่างที่ทำได้จริงๆ สิ่งเหล่านี้ มันเป็นสุดยอดแห่งความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลหรือเป็นมนุษย์เป็นคน เหมือนทุกคน ชาวตะวันตก ชาวอเมริกันยุโรป ก็คนเหมือนกันหมดนั่นแหละ ชาวเอเชีย ตะวันออกกลางอะไรก็แล้วแต่ เป็นคนเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่ความรู้ที่จะมีของพระพุทธเจ้า มันมีอยู่ในย่านเอเชีย โดยเฉพาะโลกุตรธรรมมีอยู่ในประเทศไทย และกลุ่มที่นำขึ้นมาสถาปนาลงไปในยุคที่มันเสื่อมไปแล้วเป็นโลกุตรธรรม อยู่ในกลุ่มอโศกนี้เป็นตัวตั้ง นำพากันมาศึกษา และสามารถมีปฏิภาณปัญญา มีบารมีหรือมีภูมิธรรม มารู้ได้ มารับได้ แล้วเอาไปปฏิบัติจนกระทั่งเกิดมรรคเกิดผลได้จริง เอหิปัสสิโก เชิญมาดูได้ นี่ไม่ได้ท้านะ แปลเป็นภาษาสวยๆหน่อยว่า เชิญมาดู เชิญมาตรวจสอบความจริงได้ ถ้าพูดอย่างโอหังก็ท้าให้มาดูซิ ท้าให้มาดูได้เลย พูดอย่างโอหัง พูดอย่างหยาบอวดดี เพราะฉะนั้นเป็นความจริงที่เชิญมาดูมาสัมผัสได้ เพราะฉะนั้นในอนาคตต่อไป อาตมาก็ว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงมีความจริงพระทัย ของพระองค์พระพุทธเจ้า ท่านค้นหาความจริงจากความเป็นมนุษย์ จากความเป็นสังคม สรุปแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในมนุษย์และเป็นสังคม สรุปสั้นๆแค่นี้ มันคืออย่างไร มันเป็นไปได้จริงขนาดไหน ท่านรู้หมดเลย อ๋อ.. สุดยอด และเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำคัญที่สุด ต้องดูในประดาศาสตร์ต่าง พระพุทธเจ้ารู้ศาสตร์ต่างๆในยุคพระพุทธเจ้ามี 18 แขนง ในตักศิลา ท่านก็เรียนรู้หมดคลุมหมดแล้ว ทุกวันนี้แตกแยกย่อยไปอีกมากมายแต่ที่จริงอัดเข้าแกนไม่ออกนอก 18 ศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่ศึกษาอยู่ในตอนโน้น เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้ค้นคว้า พยายามค้นหาสิ่งที่ดี สิ่งที่สุดสูงที่สุด สุดยอดที่สุด ตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของสัจธรรม มันคืออะไร จนกระทั่งประสบผลสำเร็จในการตรัสรู้ อะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรดับไป จนกระทั่ง รู้จบ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จบ ศึกษาแล้วและทำได้เรียกว่า จบกิจ ก็มีรอบแห่งผลขนาดอรหันต์ อรหันต์ในระดับอรหันต์ ซึ่งเป็นอริยบุคคลระดับ 4 เป็นรอบแรก อรหันต์ คือ ผู้ที่ อรหะ + อันตะ อรหะ คือ ไม่ลึกลับแล้ว รหะ รโห แปลว่า ลึกลับอยู่ อรหะ ไม่ลึกลับแล้ว และความลึกลับแล้วที่สุดคือมีความเป็นอันตะ สิ่งเล็กๆเรียกด้วยศัพท์ว่า อรหันต์ คือ อรหะ กับ อันตะ รอบที่ 1 ของผู้ที่จบอรหันต์คือผู้ที่รู้ว่าชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนี้ ไม่ต้องไปหลงสุขหลงทุกข์ หมดทุกข์หมดสุข แล้วทำความดีได้ถาวรเที่ยงแท้ต่อไป บรรลุแล้ว สุดท้ายแล้วธาตุจิตนิยามหรือธาตุวิญญาณของตน เมื่อตายแล้ว กายัสเภทาปรัมมรณา ก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้เลย หมายความว่า ตายแล้ว เลิก หมุนเวียนเกิดมาในกาละหรือ ในวัฏสงสารนี้อีกได้เลย แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม หมดความเป็นวิญญาณ หมดความเป็นจิตนิยามของตนเองได้ อย่างนี้เป็นต้นและพิสูจน์ได้ตั้งแต่คุณยังไม่ไปในโลกของอบายมุขตั้งแต่เป็นๆ ความเป็นโลกที่หมุนเวียนเสพต้องเกี่ยวต้องเกาะอยู่ จนกระทั่งคุณไม่ต้องเสพ ไม่ต้องสุขไม่ต้องทุกข์กับอย่างนั้นแล้ว นอกจากไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว โง่ด้วย แล้วจะไปทำทำไมต้องหมุนเวียนไปโง่ทำไม ใครเคยโง่มาบ้างแล้วบ้าง พวกเราต้องเข้าใจว่า เราเคยโง่กันมาก่อนทั้งนั้น เราหลุดพ้นความโง่มาเป็นคนฉลาด หลุดพ้นความโง่มาได้จริงๆ พ้นจากอันนั้นมาจริงๆ อาตมาว่าความรู้ที่อาตมานำพามาสอน นำมาจากพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรที่เยี่ยมยอดไปกว่านี้อีกแล้ว อาตมาเกิดมาในยุคนี้ เป็นธรรมิกราชแท้ๆ มีรัชกาลที่9 เป็นธรรมิกราชอีกองค์ ท่านก็รับทำตามฐานะของท่าน ท่านก็ทำไปแล้ว ก็ได้ประมาณนั้น เป็นรากฐานไว้ อาตมาก็พยายามที่จะนำพาให้มาเป็นโลกุตระบุคคล อย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนอย่างชาวอโศกนี้ให้ได้ ให้คนสัมผัสได้ ให้คนมาเรียนรู้ได้ ตั้งแต่ที่จิตเป็นพฤติกรรมเป็น แล้วก็รวมหมู่รวมกลุ่มกันอยู่ เป็นสังคมมนุษยชาติด้วย ให้คนอื่นเขาได้มายืนยันว่า คนอย่างนี้ก็มี สังคมอย่างนี้ก็มี พฤติกรรมอย่างนี้ก็มี แนวคิดอย่างนี้ก็มี เป็นไปได้ด้วยหนอ พิลึก ประหลาด วิเศษ สมณะฟ้าไท... เขาเรียกมหัศจรรย์ พ่อครูว่า... มหัศ จอ ร หัน การันต์ ย. มหัศจรรย์ ภาษาบาลีก็ไม่ใช้ ร หัน ใช้ อัน 660301 แนวคิดเศรษฐกิจของชาวโศกที่ทำจริงมีผลสำเร็จจริง พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก