ปฏิญาณศีล 8 เพื่อพ้นสังสารวัฏ เพื่อมาเป็นผู้เสียสละ ผู้รับใช้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิญาณศีล 8 เพื่อพ้นสังสารวัฏ เพื่อมาเป็นผู้เสียสละ ผู้รับใช้ คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ ๓ จบ ก่อน] ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ ๔๗ นี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตน อยู่ในศีล ๘ อันได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายทารุณ เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม อทินนาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการขโมย เว้นขาดการเอาของผู้อื่น ด้วยเชิงเอาเปรียบ ด้วยการโกง จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ละเลิกความเห็นแก่ตัว อพรหมจริยา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบ เว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะเป็นธรรม สุราเมรย มัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการเสพติดมัวเมา มีอบายมุขทั้งหลายเป็นต้น มีกามต่อมา มีโลกธรรม ๘ อีก และจะเว้นขาดการยึดภวอัตตภาพทั้งปวง วิกาลโภชนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากอาหารและเครื่องใช้ ที่ควรเว้นควรเลิก จะกินจะใช้ตามที่กำหนด จะเป็นผู้พยายามเป็นผู้มักน้อยและสันโดษ นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสนา มาลาคันธะ วิเลปนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสนฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากท่าทางอันไม่สมควร คำพูดที่มีเสียงสำเนียงอันไม่สมควร เช่น ฟ้อนรำ ดนตรี เป็นต้น เว้นขาดจากดอกไม้ของหอม เครื่องตกแต่งพอกทา เครื่องประดับประดาประดิษฐ์ประดอย เว้นขาดจากฐานะแห่งการแต่งตัว แต่งงามประดิษฐ์ประดอย อุจจาสยนะ มหาสยน
อ่านต่อ
า เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากที่นั่งที่นอนใหญ่ เว้นขาดจากการรับของใหญ่ เว้นขาดจากการสะสมของใหญ่ ที่สุดเว้นขาดการหลงติดความใหญ่ ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ ตามธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักตั้งใจ ศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะ ได้นำพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ด้วยดี ให้สุดความสามารถ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งใจ ปฏิญญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ...สาธุ สาธุ สาธุ พ่อครูว่า... ไม่ใช่พูดแต่ปากนะ ไม่ใช่ท่องบ่นปฏิญาณแต่เพียงคำพูดออกไปเราต้องเข้าใจความหมายต่างๆ ไม่เข้าใจก็ขอปริ้นท์เอาไปอ่านทบทวน คําปฏิญาณต่างๆที่เราพูดไป เราเข้าใจอย่างไร คำสอนพระพุทธเจ้าเรียกว่า ไตรสิกขา 3 ไตร สิกขาก็คือการศึกษา สิกขาเป็นภาษาบาลี ศึกษาเป็นภาษาสันสกฤต การศึกษา 3 อย่าง อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หรือ แบ่งออกมา ขยายออกมาเป็น 3 ใน จรณะ 15 ขยายมาเป็น ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 และก็สัทธรรม 7 นี่คือ ขยายมาเป็น 3 สิกขา เมื่อปฏิบัติโดยมีศีลเป็นหัวข้อหลัก อันนี้แหละอาตมาย้ำ พยายามบอกในศีลแต่ละข้อ มันจะต้องมีพันธกิจหรือมีสัมพัทธภาพ กับ อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ได้แยกกันนะ แยกกันไม่ได้ ศีลข้อ 1 เรื่องของสัตว์ คุณจะไม่ฆ่าคุณจะไม่ทำร้ายทำลาย คุณจะไม่เบียดเบียน คุณจะมีแต่กรุณา เอ็นดูกัน เอื้อเฟื้อเจือจานกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ท่านตรัสไว้ชัดในรายละเอียดของศีลข้อ 1 เพราะฉะนั้นในคนนี่เป็นสัตว์ชนิดที่จะต้องปฏิบัติจัดการปฏิบัติตามศีลของพระพุทธเจ้าสำคัญที่สุด สัตว์เดรัจฉานอาตมาก็พูดแยกให้ฟัง สัตว์เดรัจฉานแต่ละตัว ปล่อยมันไป มันอยู่ตามยถากรรมของมัน เราไม่มีเวลา ไม่มีเวลาจะไปจัดการกับวิบากกรรมของมัน เปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ สอนมันไม่ได้ มันเป็น อเวไนยสัตว์แท้ๆ สัตว์เดรัจฉานน่ะ ไม่ต้องไปก่อวิบากกับมัน โดยที่ไปเกี่ยวข้องกับมัน เอามันมาเลี้ยงเอามันมาฆ่ากินไม่ต้องมันเป็นวิบากทั้งนั้น วิบากด้วยรัก เอามันมาเลี้ยง ยิ่งวิบาก เอามันมาใช้งาน คุณใช้งานมันคุณให้มันคุ้มไหม คุณว่าคุณรักมันคุณให้อะไรมันคุ้มไหม คุณเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย คุณก็จูงมันไปกินหญ้ามันก็กินของมันเอง แค่คุณจูงไป แต่คุณเอาประโยชน์จากควายเท่าไหร่ เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน ดีไม่ดีหลอกคนว่าควายตัวนี้ขาย 3 ล้าน 5 ล้าน ควายบ้าอะไรจะตัวละ 3 ล้าน 5 ล้าน เห็นไหมมันหลอกกัน ไม่รู้จะเอาไปบูชาหรืออย่างไรควาย 3 ล้าน 5 ล้าน พูดไปแล้วอาตมาเหมือนหยาบ ไปพูดว่าเขาแรงๆ ก็ต้องกระแทกแรงๆพวกนี้โง่ซับซ้อนแล้วหลอกอะไรกันนักกันหนา เพราะฉะนั้นเรื่องสัตว์เดรัจฉานไม่ต้องไป ปล่อยเขาไปตามยถากรรม ไม่ต้องไปเลี้ยง ไม่ต้องไปรัก ไม่ต้องไปชัง ไม่ต้องไปเอาเขามาใช้แรงงาน ใช้แรงงานคนด้วยกันนี่ ฝึกคนให้มีความสามารถ แต่คนมันเห็นแก่ตัว มันก็ไปเอาแรงงานช้างแรงงานควาย ๆแรงงานม้า พูดอย่างไรมันก็ไม่หยุดกันหรอกเขาก็ทำกันทั้งโลกแล้วมันก็ได้ประโยชน์มันก็เห็นแก่ตัว จะพูดอย่างไรก็บอกไอ้พวกนี้มันบ้า โพธิรักษ์มันบ้า ก็เขาได้ประโยชน์นะ ประโยชน์นี่คือคนเห็นแก่ตัวคุณก็ได้ประโยชน์ แล้วคุณก็ไม่รู้ ซ้อนกรรมวิบาก คุณไปใช้ม้าใช้ควายใช้ช้าง คุณเอาเปรียบมัน กรรมวิบากคุณจะต้องไปเวียนวนอีก เจ้าหนี้ช้างม้าวัวควายที่มันเป็นเจ้าหนี้คุณเพราะคุณไปใช้มัน ไปเอาเปรียบมัน วิบากกรรมมันก็หมุนเวียนเข้า นี่ยังไม่ใช่ไปกินมันนะกินมันเอาชีวิตมันเลย ไอ้นี่ไปเอาแรงงานมัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ความซับซ้อนของกรรมของวิบากพวกนี้เยอะ ละเอียดลออ ยากที่จะเข้าใจ เพราะฉะนั้นเทวนิยมไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก ทางสายเทวนิยมเรื่องโลกีย์เขา ศาสนาอื่น ศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เขาก็วนเวียนอยู่ในวงวัฏสงสาร วนเวียนอะไร ใช้หนี้กัน และกัน ได้เปรียบกันก็ไปเป็นผู้อยู่เหนือ ลดลงมาเสียเปรียบมากที่สุดมาอยู่ล่างที่สุด ดูอย่างอินเดีย จนกระทั่งยึดชั้นวรรณะ ชั้นต่ำสุด ชั้นศูทร ต่ำกว่านั้นไม่ต้องพูดเลย จัณฑาล ไม่ต้องพูดเลย ถูกเหยียบย่ำขนาดเหมือนกับไม่ใช่คน เป็นยิ่งกว่าสัตว์ สัตว์เขายังแตะต้องนะ แต่จัณฑาลยิ่งกว่าวัวกับควาย วัวนี้คนอินเดียเขายกมือไหว้นะ แต่จัณฑาลนี้เข้ามาใกล้เข้ามาเหยียบพื้นเหยียบที่เขาใช้น้ำนมล้างเลยนะ ซึ่งมันรุนแรงมากเลยในเรื่องของการแบ่งชั้นวรรณะ เพราะฉะนั้น อันนี้เขาอยู่ได้ คนของเขาตั้งพันกว่าล้าน เขาต้องอยู่แบบนี้ แล้วเขาก็ซื่อ อินเดียเป็นพวกซื่อ ยอม ยอมจริงๆเลยนะ ขนาดที่ให้จัณฑาลอาบน้ำชั้นล่าง คนอื่นเขาอาบชั้นบนมา หลายชั้นแล้ว ชั้น พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร เขาขึ้นไปไม่ได้เขาถือว่าละเมิดบาปเป็นเทวนิยม ที่จริงมันก็ดีทำให้ไม่วุ่นวายไม่สับสนไม่แย่งชิง มันก็อยู่กันรอด ส่วนฝ่ายคนจีนนั้นฉลาดสายปัญญา ก็มีชั้นวรรณะน้อย ฝ่ายตะวันตก ฝ่ายยุโรปไปเทวนิยมอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ปัญญานิยม ไม่ใช่สายเอเชีย เขาก็แบ่งชั้นวรรณะของเขาอีกแบบหนึ่ง แบ่งสีผิวแบ่งฐานะ แบ่งอำนาจทางโลกอะไรต่ออะไรกัน เขาแบ่งอีกมุมนึง อีกเหลี่ยมมุมนึง อีกมิตินึงไป เสร็จแล้วมันก็คือเบียดเบียนกันเหยียดกัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้กันแล้วว่าคนเรามันเหมือนกัน ได้อาการ 32 ได้มาเป็นคนเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเพศผิวพรรณใด คนอยู่ในฐานะใด ส่วนไหน ซึ่งทางตะวันตก ทางยุโรป เขาก็มีอุดมคติกันนะว่ามีความเสมอภาค ภราดรภาพ สันติภาพ อะไรของเขามี 3 แต่อาตมาเป็นคนเอามายืนยัน ภาษานี้เป็นภาษาสมัยใหม่ เสมอภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ ภาษาสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่มีอันนี้ เพราะว่ามันเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะไปบอกว่าเฮ้ยต้องเสมอภาคได้อย่างไร มันเป็นยุคทาสไม่ได้ มันพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก เขายังไม่รู้เรื่องกันนะ คนที่เป็นทาสก็ไม่รู้จักสิทธิของเขา เขาก็เหมือนกับจัณฑาล เขาเป็นทาสเขาไม่มีสิทธิ์หรอก เขาก็เหมือนสมบัติของนาย นายจะฆ่าจะแกงจะอะไรได้หมด กฎหมายก็ยังไม่มี นายทาสสามารถฆ่าลูกทาสได้ เพราะเป็นสมบัติของเขา ยิ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นเจ้าของหมดเลย ทั้งนายทั้งลูกทาส แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ยุคนี้ไม่มีแล้ว แต่ก็ยังแบ่งชั้นที่จะเป็นเจ้าโลก เป็นอำนาจ แต่ก็ยังแบ่งที่จะเป็นเจ้าโลกเป็นอำนาจบาตรใหญ่ มันหมดกันที่ไหนเล่า เพราะฉะนั้นใครที่รู้ก่อนมีปฏิภาณหลุดพ้นต้องมาเมตตาเกื้อกูลช่วยเหลือกันสิ ใครเหนือกว่าคนนั้นเสียสละ เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ก่อนมีปฏิภาณหลุดพ้นต้องมาเมตตาเกื้อกูลช่วยเหลือกันสิ ใครเหนือกว่าคนนั้นเสียสละ ใครเหนือกว่าคนนั้นยอมรับใช้ อาตมาใช้ศัพท์ถูกแล้วนะผู้ที่เหนือกว่ารับใช้ก็คือช่วยเหลือ ทำงานนั่นแหละ ทำงานช่วยคนที่ด้อยกว่าสิ เหมือนพ่อแม่ต้องช่วยลูก ลูกยังอ่อนกว่ายังไม่เป็น ด้อยกว่าพ่อแม่ ก็ต้องช่วย อย่างนี้ต่างหากคือความเจริญ ไอ้คนเหนือกว่าแล้วไปเอาเปรียบคือคนชั่ว คุณเหนือกว่าคุณก็ต้องเสียสละช่วยเหลือสิ แต่คุณกลับไปข่มเขาเอาเปรียบเขา ดีไม่ดีฆ่าเขาเลย อย่างสงครามที่เห็นๆกันอยู่ในสงครามทุกวันนี้ ฆ่า แล้วไอ้ที่เป็นนายซ้อนกันอยู่ในหมู่ของเขา สั่งการ ให้ลูกน้อง ลูกน้องนั่นแหละกลายเป็นทาส นายคือนายทาส ให้ลูกน้องไปตาย ไอ้นายอยู่ อาตมาพูดให้ผิดไหม และมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เพราะ ฉะนั้นผู้ที่สูงกว่าเหนือกว่าต้องมาทำงานรับใช้ ไม่ใช่รับจ้างนะ อาตมาพยายามแยกศัพท์คำนี้อยู่ ไม่ใช่ไปรับจ้าง เอาสิ่งตอบแทนจากคนที่เราไปทำงานให้เขา ไม่ใช่ เสียสละจริงๆเลยเพราะมันเป็นสัจจะ คนเหนือกว่า เก่งกว่า รู้กว่า ฉลาดกว่า อะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องช่วยคนที่เขาด้อยกว่า ไม่ใช่ไปข่มไปเบ่งดีไม่ดีเอาเปรียบไปฆ่าทิ้งเลย ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมาอย่างนี้ ยุคนี้เป็นยุคอยู่ร่วมกันช่วยเหลือกันไม่ใช่ไปเข่นฆ่ากัน มันยุคเจริญแล้ว แต่มันก็ซ้อนอยู่ คนเจริญมันเจริญถึงขีดโลกุตระ แต่คนยังโง่มันยังโง่ดักดานมันจะฆ่าแกงกัน ยังไม่หยุดเลย แต่มันก็ยับยั้ง ซึ่งอาตมาก็พูดไปแล้วสงครามโลกมันไม่เกิดหรอก เพราะมันมีปฏิภาณรู้แล้วมีไหวพริบรู้แล้ว ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งนี้หมด โลกนี้หมดแหละ ดีไม่ดีครึ่งค่อนโลกไม่เหลือ บางประเทศหมดเกลี้ยงประเทศเลย บางประเทศก็มีเศษเหลือไม่ตาย มีบารมีรอด สมัยโบราณเขาก็ทำอย่างนี้มาหยาบๆแล้วสมัยนี้มันซ่อนละเอียดกว่านั้น สมัยก่อนก็ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่ทำอย่างนั้นเราอยู่ด้วยกันอย่างมีอุดมคติ Globalization ไม่ต้องมีขีดคั่นทุกประเทศในโลก ไม่มีขีดคั่นไปมาได้ไม่ต้องมีวีซ่าไม่ต้องมีพาสปอร์ต ไม่ต้องมีอะไรต่ออะไรเป็นอุดมคติ ซึ่งมันทำไม่ได้หรอก มันต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องร่วมกัน คนที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้รุนแรงด้วย ขืนปล่อยอย่างนี้จะเป็นยังไง Chaos หมดเลยวุ่นวายตายชัก ไม่มีระบบระเบียบอะไรเลย คุมไม่ได้หรอก บรรลัยจักรหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่กันอย่างจิตวิญญาณเป็นประธาน จิตวิญญาณเห็นผู้ด้อยกว่าเราก็ต้องเกื้อกูลช่วยเหลือเสียสละ ศาสนาพุทธสอนถึงขั้นนี้ ศาสนาคริสต์เขาบอกว่าเขาตบแก้มซ้ายเราก็ยื่นแก้มขวาให้เขาตบอีกที แต่ศาสนาพุทธนี้แม้แต่เขาจะฆ่าเราเราก็ยอม เขาตัดแขนเราก็ยังดีนะ เขายังไม่เอาเลื่อยมาเลื่อยตัว เขาเลื่อยตัวก็ยังดีนะขาดส่วนขาส่วนแขนไปก็ยังดีที่เขาไม่เอาชีวิต เขามาเอาชีวิตก็มาเอาชีวิตไปไม่ต้องไปอาฆาตมาดร้ายกัน นี่อาตมากำลังจะเริ่มอธิบายธรรมะที่จะพยายามอธิบายความซับซ้อนใน 13 สูตร ในเล่มนี้ที่ผู้รู้โบราณท่านเรียบเรียงเอาไว้ในพระไตรปิฎก ได้เห็นความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ สลับซับซ้อนสัมผัสกันอย่างซับซ้อนหลายเหลี่ยมหลายมุม ตามที่มีเวลา 6-7 วันที่จะพูด ไม่พูดแล้ว ที่จริงอาตมาถูกริบไป วันนี้ไปแล้ว อีก 3 วัน โอ้โห..แล้ว 3 วันมันจะอธิบายหมดเลย ชีวิตของคน อาตมาเห็นแล้วว่า ศึกษา ศึกษาไปเถอะ แล้วโดยเฉพาะความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วเอามาตรัสให้พวกเรารู้ เรียกว่าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเอาที่ท่านรู้มาตรัสมาพูดมาอธิบายมาบอก ให้เราได้รู้ตามก็เลยมีคำรวมไว้เอามาสมาสกันเข้าไปเป็น คำเดียวคือตรัสรู้ ให้พวกเราได้รู้สิ่งที่ท่านตรัสหรือท่านตรัสสิ่งที่ท่านได้รู้มาก่อนแล้วให้คนอื่นได้รู้ตามเอาไปปฏิบัติตามบรรลุผลตาม นี่คือเรื่องของคน เรื่องของมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ไอ้ไปอยู่เหนือกัน ฆ่ากันแกงกัน มีอำนาจบาตรใหญ่เป็นเจ้าโลกนั้นมันเก่าโบราณแล้ว มันตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาตั้งแต่ผีตองเหลืองก็ยังไม่ดุไม่ฆ่ากัน ต้องเป็นยุคคนเถื่อน จนกระทั่งนึกว่ามันเจริญมาแย่งมาฆ่ามาแสดงอำนาจสมัยเจ็งกิสข่าน สมัยอเล็กซานเดอร์มหาราชล่าอาณาจักร ล่าเมืองขึ้น ไอ้นั่นมันเก่าแก่เห็น เดี๋ยวนี้ก็ยังเก่าแก่จะล่าเมืองขึ้น เป็นแต่เพียงวาทกรรมเปลี่ยนแปลงว่าฉันช่วยคุณอาตมาถึงบอกว่า เลวที่สุดในแผ่นดินคือหากินบนคำว่าช่วยเขา ขี้หมาเน่าๆไงครับ มันไม่ได้เรื่องเลย มันก็ใช้แต่วาทกรรมโวหารภาษาพูดไป ว่าไอ้เรื่องภาษาโวหารนี้ อาตมามีสำนวนหนึ่งว่า เขาพูดมาเอา 5 หาร ถ้าหารไม่ลงตัวโยนทิ้ง ก็ไม่รู้ความหมายเก่าๆเป็นอะไร พอพูดมาเอา 5 หาร หารไม่ลงตัวก็โยนทิ้ง ไม่รู้หมายความว่าอะไรเหมือนกัน คือเอามาไตร่ตรองวิจัยแยกแยะดูให้ชัดเจน ว่าไอ้ที่พูดมานั้นมันหมายถึงอะไรกันแน่ละเอียดลออ แล้วมันซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ในนั้นอย่างไร มาดูดีๆมันมีอะไรซ่อนกลซ่อนเชิงอยู่ในนั้น คนเรานี่นะมีอะไรซ่อนกลหรือซ่อนเชิงอยู่ โดยรู้ตัวก็ดีเจตนาจะซ่อน โดยไม่รู้ตัวก็ดีก็คิดว่าจะเอาเปรียบเอารัด มันเห็นแก่ตัวจะเป็นอย่างนั้น โดยไม่รู้ตัวก็ต้องเอาเปรียบให้ได้ก็มี เพราะฉะนั้นคนที่รู้แล้วไม่เอาเปรียบ รู้ตัวอย่าไปทำ เสียสละดีกว่าประเสริฐกว่า เอาเปรียบเลว เกื้อกูลผู้อื่น ดี พระพุทธเจ้ามาสอนคน. มาให้คนพิสูจน์จนกระทั่งไม่มีตัว ไม่มีสมบัติ อะไรต้องเป็นของตัวเลย แล้วก็มีความขยัน เพราะฉะนั้น วรรณะ 9 จึงจบด้วย วิริยารัมภะ อปจยะ อปจยะ คือ ไม่มีอะไรเป็นของตัวแล้วไม่สะสม แต่เป็นคนขยันสร้างสรรค์ สร้างสรรค์แล้วก็เสียสละ สร้างแล้วก็ให้เอาไปให้หมด สร้างแล้วให้หมดสร้างมาเท่าไหร่ให้หมด ที่อาตมาใช้ศัพท์ว่าเสียภาษี 100% ให้หมดให้ไปไหน ถ้าไม่กระจายก็รวมเป็นกองกลาง ให้ไปแล้วสะพัดไม่มีที่พักเลย มันก็กระจายไปทั่วถึงกันไม่มีที่เก็บ แต่เมื่อสะพัดไปแล้วมันมีที่พักก็เป็นกองกลาง แล้วกองกลางก็จัดการสะพัดอีกทีนึง พวกเราก็แบ่งกินแบ่งใช้จากกองกลาง กองกลางก็จะมีความอุดมสมบูรณ์เพราะคนสร้างเป็นคนกินน้อยใช้น้อย จึงมีส่วนเหลือส่วนเกิน แล้วส่วนเหลือส่วนเกินก็กองรวมอยู่ในกองกลาง คุณคนหนึ่งมีแรงงานทำงานแล้วตีราคาแล้วประมาณ 1,000 คุณกินใช้แค่ 200 ก็เหลืออีกตั้ง 800 คนหนึ่ง 800 มี 2 คน 1,600 มี 3 คนก็ 2,400 มี 5 คน 10 คน 20 คนเข้าไปมันก็เยอะ เพราะฉะนั้นกองกลางของคนจนมาก มาก เพราะฉะนั้นเอามาสร้างของส่วนกลาง ของที่ร่วมกันใช้ร่วมกันอาศัย เรียกว่าสาธารณูปโภค มันก็ดูมีอุดมสมบูรณ์แข็งแรง อย่างบ้านราชเรา ตอนนี้เอาสายไฟฟ้าลงดินหมด เอาท่อร้อยลงใต้ดินหมด ไม่ให้มันรกรุงรัง เสาไฟฟ้าเอาออกหมด แพงนะ เราทำได้คนไม่ค่อยรู้หรอกแต่พวกเรารู้กัน แต่สายทางด้านโยธาเขารู้ทั้งนั้น เอาสายไฟฟ้าลงดินมันแพง เราทำได้ บ้านราชเราทำแล้ว เอาลงดิน โดยเฉพาะเรื่องส่วนกลางส่วนไหนทำแล้ว ส่วนนอกไปรัศมีนั้นไม่ใช่เราทีเดียว แต่ในส่วนที่เราเป็นสิทธิ์ของเรา เราลงหมดแล้วหมดไปหลายล้านเราก็ทำ เรียบร้อยปลอดภัยด้วย สายแรงสูงข้างบนมันไม่ดีไม่ปลอดภัย ดีไม่ดีงูพาดก็ช็อตก็ไม่ดีอีก ตัวเองงูก็ตาย มันทั้งไม่สวยไม่งามไม่สมบูรณ์แบบ แต่ไอ้นี่สมบูรณ์แบบ อะไรอย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่เราทำได้ในพวกเรานี้ เป็นคนจนนะ คนไม่มีเงินนะไม่ใช่พูดเล่นมันไม่มีจริงๆไม่ได้เอามากอบมาโกยไม่ได้เอามาสะมาสม เรามีแต่ทำแล้วสะพัด เป็นแต่เพียงมีเหลือ ก็หมุนเป็นคงคลังนิดหน่อย พอสะพัดเป็นประจำวันประจำเดือนประจำปีพอเป็นไป เราก็ประมาณมัตตัญญุตาให้มันได้สัดส่วน ไม่ขาดไม่รันช็อต Cover ดีก็เป็นต่อไปเราก็ทำของเรา มันเป็นความฉลาดที่เรารู้ว่าเราจะทำกับสังคม โดยเฉพาะที่สังคมเรารับผิดชอบ สังคมที่เราต้องดูแลช่วยเหลือ อโศกพยายามจะช่วยเหลือ ในๆ ที่เป็นชาวอโศกขยายออกไป แต่อุดมคติของชาวอโศกมันไปขัดแย้งกับอุดมคติของคนข้างนอกเขา แม้แต่ เถรสมาคม. เขาเป็นพวกศาสนาด้วยยังขัดแย้ง เพราะเขาไม่เอามาจน เพราะเขาไม่เอาไม่มียศไม่มีศักดิ์ เขายังมีโลกธรรม เขายังมี ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขายังเสพสุขด้วย กาม เสพสุขด้วย ลาภยศสรรเสริญ เสพสุขด้วยอัตตา ที่เขายังไม่รู้ตัว เขายังทำเต็มรูปอยู่เลยเห็นชัดๆ แต่จะไปว่าเขาทีเดียวเสียก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นต้นตัวกลาง มันเสื่อมกันมาตั้งแต่นานแล้ว มาถึงวันนี้เขาก็รับเชื้อ 50 กว่าปีอาตมาแก้ไขปรับปรุงมาเป็นโลแกุตระได้แค่นี้ ไม่มีคนชมอาตมา มีพวกคุณเห็นคุณค่าชม ชม สุดเกล้าสุดเศียร พูดยกยออาตมาจนกระทั่งคนอื่นเขาจะอ้วกแตกตาย โพธิรักษ์มันอะไรกันนะมีคนยกย่อง แหม โพธิรักษ์ก็ ดังปึง ภาษาอีสานแปลว่าหน้าบาน จมูกบาน ปึ่งออกมาโตออกมา ศัพท์ที่รู้กันทั่วคือหน้าบานที่แท้ก็ระบบการออกมาเรื่อยๆ แหม จงดีใจไม่ได้รับคำยกย่องชมเชย อาตมาพอรู้ตัวเองว่าคำยกยอยกย่อง อาตมาจะยินดีด้วยคำยกยอยกย่องหรือ ถ้าอาตมายินดีในคำยกยอยกย่องนั้นอาตมาก็เป็นขบถ ขบถต่อพระพุทธเจ้า อย่างแน่แท้ ในพรหมชาลสูตร... พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย พ่อครูว่า... คนเขาอยากจะทราบเราก็เปิดเผยให้ดูให้เห็น เปลือยให้เห็นเลย ไม่ใช่คำหยาบนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย. พ่อครูว่า... คำตรัสพระพุทธเจ้าในพารากราฟนี้มีแค่นี้ อาตมาทำตามคำสอนพระอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น คนชมอาตมา อาตมาก็ฟัง อ้อ มี ก็จบในตัว ไม่คัดค้านจะชมก็ชมไปแต่ทุกข์แล้ว เขาติ มีในเราอันใด เราก็แก้เสีย ปรับปรุงตัวเสียขอบคุณเขา กราบเขาเลยเขาติเราถูกมันเป็นคุณค่าประโยชน์แก่เราเหลือเกิน เราโง่ ไม่รู้ตัวให้เขามาบอกให้เขามามองให้ ก็กราบขอบคุณเขาที่เขาติ เพราะฉะนั้นคำติจึงเป็นคุณค่าอย่างยิ่ง คำชมนั้นครับพระพุทธเจ้า เป็นคำเลวร้ายไม่เกิดความเจริญอะไรแก่เราเลย คิดดูสิเป็นความจริง คำติเป็นความจริงมีคุณค่า คำชมเป็นคำไร้ค่า แต่คนไปชอบคำชมคำสรรเสริญยกย่องจึงซวย 660305 พ่อครูเทศน์เปิดงาน ปฏิญาณศีล 8 งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก