เนื้อหาโลกุตรธรรมต้องตาม กาละ เทศะ ฐานะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เนื้อหาโลกุตรธรรมต้องตาม กาละ เทศะ ฐานะ พ่อครูว่า... ก่อนจะได้อธิบาย ครั้งนี้เป็นการพาปฏิญาณ เป็นการปฐมนิเทศก่อนก็แล้วกัน ธรรมะพระพุทธเจ้านี่ ไม่ว่าจะพูดในมุมไหน หยิบขึ้นมาเรื่องใด หรือแม้แต่จุดใด เริ่มเข้าไปที่จุดใด หรือมีธุลีละอองใดเกิดขึ้นมา มันมีเรื่องราว มันมีสัมพัทธภาพกันทั้งหมด เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมดเลยไม่มีอะไรขาดตอนกัน ในสิ่งที่ลงไปในคำว่ามี ยังมีอยู่ ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา ทุกอย่างเป็นปัจจยาการเป็นปฏิสัมพันธ์กัน แล้วมันมีความซับซ้อน แต่มันมีระบบ คนไม่รู้ไม่มีระบบเลย ยุ่งยิ่งกว่ากลุ่มไหมที่มัน แก้ไม่ออกเลย ยิ่งกว่าลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งจะขาดจะพังจะแตกแยกออกไปเสียหายเลย มันจะไม่เกิดผลดีอะไรได้ อาตมา ทำงาน จริงๆ มา 50 กว่าปีนี้ รู้สึกได้มรรคได้ผลได้บุคคล ได้ความจริงจากจิตวิญญาณของคนมาเป็นอาริยบุคคล มาเป็นจริงๆมาเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ซึ่งอาตมาไม่ได้ระบุตัว เพราะถ้าหากระบุตัวก็อาจจะเพ่งเล็งกันมาก ก็อาจจะเปรยๆปรายๆ ผู้มีปฏิภาณปัญญาก็จะพอรู้พอเข้าใจกันในที จะบอกว่าบอกกันได้ไหมได้สำหรับผู้มั่นใจ ก็บอกกันได้ แต่อย่าไปพูดเล่นๆไป ต้องระมัดระวังการที่จะบอกคุณธรรมของตนเอง ถ้าเผื่อว่าตนเองไม่มีคุณธรรม บอกไปแล้วมันพลาด ผู้รู้ชี้มาหน้าแหกเลย ไม่ใช่หน้าแตกนะหน้าแหกเลย หมอไม่รับเย็บเลย มันก็ขายขี้หน้าไม่รู้จะเอาหน้าไปขายใครไม่มีใครซื้อ หมอไม่รับเย็บ หน้าไม่รู้จะขายใครไม่มีใครเขาซื้อเลย หน้าอย่างนี้เอาไปขายใครก็ไม่มีใครซื้อ มันแย่เลยเสียหายต้องระมัดระวัง นอกจากคนห่ามๆคะนองๆ อยากจะอวดหลอกคนก็ว่าไป มันก็เป็นธรรมดาคนขี้โอ่ขี้อวด โดยที่เรียกว่าไม่รู้กัน อาตมาจำเป็นในชาตินี้ จำเป็นที่จะต้องระบุบุคคล เช่น ชื่อระบุบุคคลลงไปในผู้ที่ท่านผิด ท่านผิด ระบุ ท่านถ
อ่านต่อ
ูก แต่ทีนี้จะระบุคนที่ท่านถูกนี้ มันไม่มีถูกเลยในคณะใหญ่ในส่วนใหญ่ของยุคนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วใน อาณิสูตร ว่าศาสนาพุทธจะเสื่อมในอนาคต โลกุตระจะสูญหายไป ไม่มีในสังคมพุทธ จะมีแต่คำสอนที่ไพเราะแบบโลกีย์ ประโลมโลกมาแทนที่ ซึ่งในศัพท์วิชาการก็คือ จะเป็นภาษาของนักวิชาการ ภาษาของผู้รู้ ที่มันอธิบายโดยอัตโนมัติของตนเองแล้วพาให้ผิดเพี้ยนๆๆๆๆๆกันมา จนผิดหมด ไม่เหลือโลกุตรธรรม ไม่เหลืออาริยธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นโลกียธรรมหมด ไม่มีอาริยะธรรม เป็นธรรมะ อย่างดีเรียกด้วยศัพท์วิชาการว่า กัลยาณชน คนดี กัลยาณะ แปลว่าดี ไม่ใช่อาริยบุคคล คำว่า ปุถุชน ก็ถือว่าคนดีบ้างไม่ดีบ้าง เอาแน่ไม่ได้ ไม่รู้ได้ แบ่งแยกไม่ได้ แล้วก็อยู่ในระดับที่เรียกว่ายังไม่เจริญ ปุถุชน ปุถุ แปลว่าหนา แปลว่าใหญ่ แปลว่ามากไปด้วยกิเลส หนาไปด้วยกิเลส มาเป็นกัลยาณชนเป็นคนดีขึ้น แต่เป็นการดีแบบเทวนิยม ดีแบบโลกียะตามสมมุติโลก สมมุติไม่เหมือนกัน ศาสดาเทวนิยมหลายองค์ เป็นศาสดาของแต่ละศาสนา ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างก็ว่าดีๆๆๆ ไม่ลงเป็นหนึ่งเดียว แต่ศาสนาพุทธ อเทวนิยมหรือโลกุตตระหนึ่งเดียวไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในยุคไหนที่อุบัติขึ้นมาเป็นพระศาสดา องค์ใดองค์หนึ่งในยุคใดยุคหนึ่ง กาละของแต่ละองค์ อย่างพระสมณโคดมก็มี 5,000 ปี องค์อื่นๆท่านก็มี 8,000 ปี หมื่นปี หลายหมื่นปีแล้วแต่ แต่ละองค์แต่ละองค์ จะมีอายุของกัป เรียกว่าพุทธกัป ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ พระสมณะโคดมมี 5,000 ปี แต่ศาสนาพุทธของพระสมณโคดม 5,000 ปีนี่ อย่าไปเข้าใจผิดว่า 5,000 ปีนี้ เป็นพระพุทธเจ้าองค์เล็กองค์ต่ำไม่ใช่ แต่เท่ากันหมด ลักษณะของพระองค์ 5,000 ปีหรือ 8 หมื่นปีหรือแสนปี พระพุทธเจ้าบางองค์นี้ โอ้โห.. อายุศาสนาของท่านแสนปี 80,000 ปีอะไรพวกนี้ ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่มันเกิดจากองค์ประกอบของ กาละ เทศะ ฐานะ องค์ประกอบของเวลา ยุคกาล ความแตกต่างของสิ่งแวดล้อมต่างๆ องค์ประกอบต่างๆ เทศะ ภูมิประเทศ มนุษย์ต่างๆ มนุษย์ต่างๆ นั้นก็จะต่างกันโดยฐานะ ฐานะแต่ละบุคคล บารมีไม่เท่ากัน วิบากไม่เท่ากัน ฝาแฝดตั้งแต่ 2 คน 3 คน 4 คน 5 คน 8 คนก็ไม่เท่ากัน ปรมาณู 2 ตัวเริ่มมี 2 ไม่มีอะไรเท่ากัน มีเท่ากันอยู่อย่างเดียว เริ่มไปหา 2 ไปหา 3 ไปหา 4 มันก็ยิ่งแตกแยก ต่างกันไปเรื่อยๆ ถ้า 2 นี้มาร่วมเป็น 1 มันก็จะรวมเป็น 1 ยิ่งลงไปหา 0 เหมือนกันจนหายไปเลย ยิ่งไปเป็น 0 มันยิ่งไปเป็น 0 มันยิ่ง หายไปเลย ไม่รู้จะเปรียบกันยังไงมันผ่องแผ้วเหมือนกัน กลม 0 เหมือนกันเลยเป๊ะเลยนะ ต้อง 0 เท่ากัน นั่นแหละเป็นที่สุด แห่งที่สุด ที่เรานับด้วยสังขยาเลขว่า 0 1 2 สามเส้า นี่ก็แตกต่างกันแล้ว 0 1 2 ยิ่งเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 ออกไปอีกกรอบนึง สามเส้า เรียกว่า 1 วงวน 1 วงกลม จะบรรจุไว้ด้วยสามเส้า มี 1. ประธาน 2. มีบวกกับลบ บวกกับลบเป็นตัวหลัก แล้วก็มีประธาน เป็นภาษาอังกฤษเขาก็มีตัว I คือประธาน แล้วมีตัว S กับ H S ก็ She ตัว H ก็ He สามเส้า ภาษาอังกฤษอาตมาไม่ได้เอาพยัญชนะมาอธิบาย มีแต่ภาษาบาลี ถ้าบาลีก็จะนำเอามา ประกอบนำมาอธิบายได้ แต่ก็ยังไม่ได้มาก เอามาใช้พอสมควร แล้วอาตมาก็คิดว่า ผู้จะมารู้พยัญชนะก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเท่า เอาเนื้อหา เอาสาระแท้ๆ ที่แต่ละคนจะต้องมี แล้วใช้อาศัยจริงๆ เอาอันนี้มาขยายความ อธิบายอันนี้ดีกว่า อาตมาก็เลยมาเน้นอันนี้ ไม่ไปเสียเวลากับพยัญชนะมากนัก พยัญชนะยิ่งลงไปลึกมันก็สนุกแบบพยัญชนะ ที่นี้ความเสื่อมของศาสนาพุทธมันเสื่อมตรงที่มาหลงพยัญชนะ มีความรู้พยัญชนะแล้วก็มาสร้างระบบของพยัญชนะเรียกว่า ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ วิชาการพยัญชนะก็จะบัญญัติภาษาสนุกกันใหญ่ มีความรู้ความสามารถรู้มาก คนนี้รู้ไวยากรณ์ ไวยากรณะ ผู้นี้รู้วจีวิภาค ผู้นี้รู้ วากยสัมพันธ์ ผู้นี้รู้มากฉันทลักษณ์ อาตมาก็ไม่ไปลงพวกนี้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอาตมาก็เหมือนลูกทุ่งในเรื่องของวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ อาตมาก็ไม่ลงไปในรายละเอียดพวกนี้เท่าไร แต่ก็พอมีความรู้นำมาใช้ได้อยู่ ได้อยู่ ไม่ว่าจะ ไวยากรณ์ มีประธาน มีกิริยา มีกรรม อะไรพวกนี้ก็เอามาใช้ มันไม่ได้ออกนอกจากสารัตถะแท้ๆของมัน จะมาอธิบายคำพูดภาษา วจีวิภาค จะพูดถึงเรื่องวากยสัมพันธ์ ความแตกต่าง อะไรแตกต่างกันอะไรสัมพันธ์กัน อธิบายเอาสาระ เอาเนื้อหา เอาความหมาย หรือจะมาร้อยเรียงเป็นร้อยกรองเป็น ฉันทลักษณ์ อาตมาจะมาอาศัยฉันทลักษณ์บ้าง ร้อยกรองแบบภาษา เอาภาษามาร้อยกรอง ร้อยเรียงกันไปง่ายๆเรียกว่า “ร่าย” ตั้งแต่ร่าย แล้วก็กลอน ร่ายก็อย่างหนึ่ง สัมผัสกันลงท้ายกัน อันนี้ต่ออันนี้ เชื่อมกันไปเฉยๆ เรียกว่าร่าย กลอน ก็มีแผนผังบ้าง ลงท้ายกลอน 4 กลอน 8 อะไรพวกนี้ กลอน กาพย์ มีการลงหนัก ลงเบา ลงแม่กด แม่กก แม่กบ มีอีกหลายกาพย์ กาพย์มีเยอะ กาพย์ 11 กาพย์ 12 ที่นี้ยิ่งฉันทลักษณ์ มีครุ ลหุ อาตมาก็ชอบนะแต่ว่าไม่มีเวลาในชาตินี้ เราจะมาสาธยายเนื้อหาสาระของสัจธรรมที่ทุกคนรับไว้ คุณไม่รู้เรื่องของไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ไม่ต้องเป็นเลยแต่งกลอนแต่งกาพย์ ไม่ต้องเป็นเลย เอาภาษาธรรมดามาสื่อสาระแท้ๆได้ให้แก่กันและกัน แล้วก็รู้เรื่อง เอาไปใช้ อันนี้คือกิเลส อันนี้คือสิ่งที่จะต้องเลิกต้องละ ต้องประมาณ ยืดหยุ่นได้นะอันนี้ จะต้องประมาณต้องใช้กับสังคมมนุษยชาติ เราไม่ใช่สัตว์ปลีกเดี่ยวจะต้องอยู่คนเดียวเดี่ยวๆแล้วบรรลุเป็นอรหันต์ อันนั้นเป็นการออกนอกรีต เป็นเดียรถีย์อยู่แต่ผู้เดียวเดี๋ยวเดียวก็เป็นพระอรหันต์ ไปแปลว่าไม่มีเพื่อน 2 ความหมายของพระพุทธเจ้า เขาไปแปลไม่มีเพื่อน 2 ว่า อยู่คนเดียวเดี่ยวๆ ที่จริงแล้วผู้ไม่มีเพื่อน 2 คือผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เขาก็เลยไปแปลว่า ไม่มีเพื่อน 2 คืออยู่เดี่ยวๆเดียวๆก็บรรลุธรรม ผู้บรรลุธรรมคือผู้ที่ไม่มีเพื่อน 2 ภาษามันเป็นภาษาสิริมหามายา มันเข้าใจยาก มี 2 ใน 1 มี 1 ใน 2 มันก็เลยเข้าใจภาวะไม่ได้ แม้แต่ในความหมายของโลกเขาทุกวันนี้ เขาก็สับสน 1 2 2 1สับสนกันมากเลย แค่ภาษา วาทะ คำพูด คุยโม้ พูดให้ชัดก็คือ เป็นภาษาคุยโม้ กับสภาวะธรรมได้จริง แค่นี้เขายังสับสนอยู่เลย เช่น นักการเมืองเก่งแต่วาทกรรม ทำไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้ทำอะไรเป็นจริงเลยนักการเมืองมีแต่มาโม้ อนาคตจะให้อันนู้นอันนี้ จะสร้างอันนู้นจะทำอันนี้ ชัชชาติเป็นต้น ยกตัวอย่างจริงๆนะ ก็มันยืนยันกันแล้ว แต่แกก็ยังอยู่นะ ไปไล่ออกก็ไม่ได้มันได้เลือกตั้งมาเห็นไหมเลือกตั้งมันเป็นเรื่องซวย รู้ทั้งรู้ จะไปขับออกได้อย่างไร เป็นแต่เพียงทำไม่ได้แต่เขาไม่ได้ทำผิด ไล่เขาออกก็ไม่ได้ เขาไม่ทำสำเร็จตามที่พูดเท่านั้นเอง ไล่เขาออกก็ไม่ได้ ได้แต่ประชาชนก็เจ็บปวด เจ้าตัวจะเจ็บปวดหรือเปล่าเราไม่รู้ เราก็วิจารณ์อยู่อย่างนี้เขาจะเจ็บปวดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครๆเขาก็วิจารณ์ดีไม่ดีเขาด่าเลย ไม่รู้ตัวเองเจ็บปวดหรือเปล่า ก็นี่แหละในสังคมมันก็มีตัวอย่าง พวกนี้เป็นตัวอย่างยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นจะว่าจริงๆแล้ว ไทยนี่โชคดีที่มีคนร้าย เป็นตัวอย่าง เขาไม่อยากเป็นคนร้ายหรอกแต่เขาไม่รู้ตัว คนเราไม่มีใครอยากเลวแต่ไม่รู้ตัว ไม่มีใครอยากเป็นคนร้าย อยากเป็นคนผิด อยากเป็นคนทุจริต แต่เขาโง่ ใช้ศัพท์วิชาการก็คืออวิชชา มันไม่รู้หรือมันมิจฉาทิฏฐิ อวิชชานี่คือโง่ เต็มๆรูปเลย มิจฉาทิฏฐิยังเปลี่ยนแปลง กำลังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากมิจฉาทิฏฐิมาสัมมาทิฏฐิ แต่อวิชชานี้มันคือตัวผิดตัวตั้งเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องมาศึกษาความถูกต้องจริงๆจนกระทั่งถึงขั้น ทำเป็นความถูกต้องที่ถูกต้องอย่าง ภาษาอังกฤษ อาตมาไปเจอคำนี้คือ Axiom มันเป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วนั่นแหละมันจึงจะไปถึงที่สุด ถึงที่จบ 660305 พ่อครูเทศน์เปิดงาน ปฏิญาณศีล 8 งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก