สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน ความเกิดความดับของแต่ละศาสนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์765 KB
วันที่แก้ไข11 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน ความเกิดความดับของแต่ละศาสนา พ่อครูว่า…แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่รู้แล้วว่าเป็นเดรัจฉานวิชาแต่กลับถือเป็นองค์ประกอบของศาสนา ถ้าจะเริ่มต้นงานศาสนา ไม่มีการจุดธูปจุดเทียนก่อน ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา แล้วต้องมีการจุดธูปเทียนและมีการรดน้ำมนต์ ดูแล้วก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรพูดความจริงแต่ความจริงนั้นวงการศาสนาพุทธ ไปถึงรัฐพิธีก็ยังมีอยู่ อาตมาพาพวกเรา นักบวชถือศีล 10 เป็นต้นไปไม่ได้สะสมเครื่องเดี๋ยวนี้ หากมีแกะดำประหลาดมาก็น่าสนใจแต่ตอนนั้นอาตมาต้องเลี่ยง อาตมาก็รู้ว่ามันล่วงเลยมานานมากแล้วจะให้เลิกไปก็ไม่ได้ จะไม่ให้มีการจุดธูปเทียนไม่มีการรดน้ำมนต์ จะได้ไหม ...ไม่ได้หรอก อาตมาก็รู้ว่าไม่ได้แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยง อะไรผิดหรือถูกก็ตาม บางคนเข้าใจแล้วแต่ก็เลี่ยงไม่ออก อยู่ในวงการที่มันหมดทางแก้แล้ว มันแก่เกินแกง แก้ไขได้ยาก นอกจากให้คนปฏิบัติให้ถูกต้องเข้ามาใหม่ เรื่องของธรรมะสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าธรรมะ พระพุทธเจ้าบรรลุ ก่อนนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เกิดจากกองเงินกองทองเกิดจากสมบัติทางโลกียะอย่างเต็มรูปมาเกิด แม้ว่าจะเกิดตามวิบากของท่าน เกิดในแคว้นเล็ก เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็อยู่ในแคว้นเล็กไม่ใช่แคว้นใหญ่ แต่ถ้าท่านอยู่เป็นฆราวาส ท่านได้รับการพยากรณ์สองทิศทาง อยู่ในแคว้นเล็กนั้นก็เป็นการพิสูจน์บารมีว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในแคว้นใหญ่ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาถ้าอยู่ทางโลกก็จะได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิ์แต่ท่านไม่เอา ท่านทิ้งเลย มาแต่ตัว ชุดก็ไม่เอา ทองคำก็ไม่เอารองเท้าทองก็ทิ้งหมด มากับผ้า 3 ผืนเป็นผ้าบังสุกุลเป็นผ้าเขาทิ้งแล้ว เพราะท่านถึงธรรม เป็นพระพุทธเจ้าแล้วมีธรรมะในตัวเองพร้อมที่จะมาประกาศธ

อ่านต่อ

รรมะ เมื่อท่านระลึกชาติได้สัมโพธิญาณท่านสามารถระลึกชาติ ท่านก็รู้ว่าท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วไม่ได้มาปฏิบัติธรรมในปางนี้ แล้วท่านออกป่าไปปฏิบัติด้วย 6 ปี อาตมาก็คล้ายกัน ศาสนาที่พระพุทธเจ้าประกาศเป็นศาสนาใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นในโลกไม่เหมือนกับใครเลย เป็นศาสนาที่มีสมณะ 4 เหล่า มรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 เป็นศาสนาที่มีโลกุตรธรรม แยกธาตุจิตนิยามสูญเป็นอุตุธาตุไปหมดได้เลย ไม่มีชีวะเกิดอีกเลย นี่คือนิพพานของศาสนา เทวนิยมไม่มีสิทธิ์จะรู้เลยในเรื่องของปรินิพพาน แยกธาตุ เพราะเทวนิยมเขาตีไม่แตกเทวะ ยิ่งใหญ่ที่สุดดีที่สุดอย่างโลกีย์ก็คือศาสดา เป็นผู้ดีคนดี แต่เป็นแค่ดีไม่มีชั่ว ไม่ได้ล้างอัตภาพตัวเอง ไม่มี เขาถือกันว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาเพราะไม่มีพระเจ้า แต่ศาสนาพุทธรู้จักจิตวิญญาณจะอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ และสามารถสลายได้ ไม่มีนิรันดร แต่ของเขาแยกไม่ได้ต้องจำนนต่อจิตเทวะ แล้วไม่รู้จักจิตเทวะจริง ตายไปแล้วเขาไม่รู้เรื่องว่าเขาต้องมีวิบากวนเวียนอีกเขาก็ไม่รู้ เชื่อว่าตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้า จบอยู่แค่ในสวรรค์ ถ้าไม่ดีพระเจ้าเองจะเป็นผู้สั่งให้ลงนรก ต้องอ้อนวอนต่อพระเจ้า จริงๆแล้วเราเข้าใจอย่างเทวะ เป็นอัตภาพสูงส่งยิ่งใหญ่ แต่วนเวียน เทวนิยมแท้ๆ เกิดชาติเดียวไม่รู้การเวียนตายเวียนเกิด ศาสนาบางศาสนาก็พอรู้แล้วแต่ไม่สามารถล้างอัตภาพสลายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่เขาก็รู้ว่ามีการหมุนเวียนของวิบากบ้าง มีอดีต 18 และอนาคต 44 เทวนิยมไม่รู้จัก ทิฏฐิ 62 นี้เลย เขาถือว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด อย่างอาตมาผ่านอรหันต์มาแล้ว รู้แล้ว สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่ยังไม่ยอมปรินิพพาน ต้องพิสูจน์ เลิกวนเวียนในความสุขทุกข์แล้ว แต่ผู้ที่มีภพชาติจะต้องมีวิบากอะไรอีกตั้งเยอะแยะ สำหรับในการเกิดเป็นคน อาตมาก็ไม่พอ เกิดเป็นคนแล้วก็จะปรินิพพานเลยก็จะไม่สามารถเรียนรู้กรรมวิบากของคนอื่นอีกเยอะแยะ จริงๆอยากจะรู้ว่า สูงสุดที่จะเป็นความรู้ในเรื่องของความเป็นผู้มีความรู้ความเป็นคนรู้จักมนุษยชาติสังคมมหาจักรวาลนี้ วิบากต่างๆนานา มากน้อยอย่างไร อาตมาเองไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน แม้แต่ผู้ประสพผลสำเร็จทางโลก สำเร็จเป็นศาสดาของศาสนาใดๆ จนกระทั่งเป็นผู้สำเร็จของศาสดาของศาสนาพุทธ อาตมาจะเป็น อย่างศาสดาของแต่ละศาสนาสามารถเป็นได้ พ้นจากความดีความชั่วแต่ไม่สามารถพ้นจากความทุกข์ความสุข อาตมาก็ต้องผ่าน แต่ก็ไม่ต้องพูด ต้องผ่านศาสนาเทวนิยม ต้องบำเพ็ญไม่รู้กี่ล้านชาติ กว่าจะได้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา ของศาสนาพุทธนั้น ตัวเราพ้นทุกข์แล้วสามารถช่วยคนอื่นได้ เพราะเราเป็นคนมีสตังค์แล้ว ได้มา 20 บาทก็ไปแจกคนอื่นได้ 20 บาท เทียบอย่างวัตถุ มันก็มีภูมิธรรมเท่าไหร่เราก็ไปแจกไปช่วยคนอื่นได้เท่านั้น เราจะตายเมื่อไหร่ เราก็ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีวิบากเท่านั้นที่ต้องรับ อย่างเช่นอาตมา ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำงาน อจินไตย อย่างต้องมีอาการไอ มันเป็นเรื่องที่ไปพูดด่าเขามาก ก็เลยต้องไอ การตำหนิก็คือด่า แต่ตำหนิด้วยภาษาแรงๆเขาก็นึกว่าด่า แต่อาตมาไม่ได้ตำหนิหยาบ เป็นความจริงที่มันแรง ที่มันดัง เพราะกล่าวเป็นความจริงที่ผิดจริงตรงมากเท่าไหร่ ชัดเจนมากเท่าไหร่ออกเสียงแรงเท่าไหร่มันก็ยิ่งจะแรงมากขึ้นเท่านั้น ก็เป็นสัจจะ 621113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มัชฌิมาปฏิปทาพาให้วิเวก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน