สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล 5 ที่พ้นมิจฉาอาชีวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.59 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล 5 ที่พ้นมิจฉาอาชีวะ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแม้แต่แค่ 1 เป็นศาสนาแห่งคนเมือง มีผัสสะเป็นปัจจัย ปฏิบัติเป็นขั้นตอน เบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย จับปริเฉทตีกรอบ ว่าเราจะปฏิบัติเบื้องต้น คือศีล 5 มีอธิจิต มีอธิปัญญา เข้าใจว่า เราปฏิบัติศีลข้อ 1 เราไม่ฆ่าสัตว์ เมื่อเราสัมผัสกับสัตว์เห็นสัตว์ เราก็จะต้องไม่คิดจะฆ่าสัตว์ และไม่ทำการฆ่าสัตว์ แล้วก็ต้อง ดูจิตที่คิดจะฆ่า มันไม่เมตตาไม่เกื้อกูล ก็ทำให้จิตเราเกิดปัญญา อ่านจิตของเราออก ว่านี่มันจะฆ่าเลยนะ คนที่ไม่เข้าใจเบื้องต้นก็ไม่ฆ่าก่อน โสดาบัน เมื่อสัมผัสกับสัตว์ ก็ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของๆเรา ด้วยวิธีไม่ซื่อสัตย์ ไม่ใช่ของๆเราไปเอาได้อย่างไร จะระมัดระวังไม่ทำ ศีลข้อ 3 ราคะจัดก็ลดให้ได้ครึ่งหนึ่ง ถ้าหยาบคายราคะ กามจัดจ้านก็ลดลง ถ้าเรื่องเพศ ก็ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็อย่าไปจัดจ้าน ในกามคุณ 5 หลง รูปเสียงกลิ่นรส แต่นี่เขาไม่อธิบายอย่างนี้เลย เขาก็ว่าให้ลดเรื่องเพศอย่างเดียว ผัวเดียวเมียเดียว มันก็ยังไม่ครบ ต้องลดกามคุณ 5 ด้วย ติดรูปงาม เสียงเพราะเกินไป ก็ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือ 25% ที่ติดมา มันจัดจ้านมากเกิน ศีลข้อ 4 เอาอย่าโกหกก่อน อย่ามุสา ให้ได้ก่อน ศีลข้อ 5 จิตไปติดอบายมุขรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นข้อ 1 2 3 4 รุนแรง ก็เป็นอบายทั้งนั้น เสื่อมต่ำ ไปมัวเมากับเรื่องเอาชนะคะคาน แก่งแย่งกันเกิน หนักเข้า ทำร้ายกัน นักการเมืองฆ่ากัน ถึงขั้นฆ่ากัน ไม่ได้มีศีลธรรม นักค้านักธุรกิจที่ฆ่ากัน ไม่มีศีลธรรมแม้แต่ข้อที่ 1 บอกว่า นักธุรกิจร่ำรวยเป็นเจ้าพ่อ จากการฆ่ากัน นั่นคือ ไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมธรรมะ โดยเฉพาะนักบริหารข้าราชการ ก็ยังมีข้าราชการ นักบริหาร นัก

อ่านต่อ

การเมือง ที่ถึงขั้นไปฆ่ากัน หาเสียงฆ่ากัน แย่งตำแหน่งหน้าที่ฆ่ากัน ไม่ได้มีศีล ไม่เรียนรู้ธรรมะ แล้วคนสอนก็ไม่สอนให้ดี การบริหาร ธุรกิจ ใครก็ดี ก็เลยไม่รู้ว่า ศีลข้อ 1 คืออะไร อาตมามาพาให้จิตใจพวกเราลด อำมหิตโหดร้าย ไม่ไปฆ่าแกงสัตว์โลก อย่าว่ามนุษย์เลย อาตมาใช้วิธีการข้ามขั้น ไม่กินเนื้อสัตว์ มันสูงกว่าไม่ฆ่าสัตว์ ให้พวกเราเข้าใจ เรื่องไม่ฆ่าสัตว์เราทำได้ อย่าว่าถึงฆ่ามนุษย์เลย เราได้ผลชัดเจน แม้แต่ศีลข้อ 2 3 พวกเราก็ปฏิบัติธรรมอย่างเข้าใจ แล้วได้มรรคผลจริง จนเกิดเป็นสังคมหมู่ที่ยืนยันได้ว่า มีสัมมาอาชีวะ ไม่มีมิจฉาชีพในกุหนา ลปนา คือไปทำอาชีพ พวกเราไปทำอาชีพชุมชนส่วนกลาง ไม่มีการไปโกงหรือหลอกลวงคนอื่น ไม่มีทุจริตกรรมใดๆเลย เป็น เนมิตกตา คือการปฏิบัติอย่างมีศีล ไปตามลำดับ จนกลายเป็นคนไม่โลภโมโทสันมากมาย ไม่มีโทสะมากมาย อาชีพก็เป็นอาชีพที่ไม่โลภไม่โกรธลงไป ไม่ว่าอาชีพใดๆ สูงไปจนพ้นมิจฉาชีพข้อ 4 นิปเปสิกตา เป็นคนที่ปฏิบัติธรรม แล้วรู้ตัวว่า อาชีพการงานที่ผิด เราก็ไม่มอบตน ในทางที่ผิด ไม่ไปรับจ้างทำงานแบบนั้น กับคนแบบนั้น เช่น โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตเหล้า เราก็ไม่ไปทำด้วย ชาวอโศกแล้วไม่ส่งเสริม แต่ก่อนอาจเคยทำ พอรู้ตัวว่าไม่ดี เลวเสื่อมต่ำ ก็เลิกมา จนมาทำงานที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคนทำงานผิดศีลธรรม แม้ที่สุด อาตมาพาทำ ถึงทำงานไม่เอาลาภแลกลาภ สุดยอดในการพ้นมิจฉาชีพ 5 ระดับ อาตมาพาพวกเราถึง พ้นมิจฉาชีพ ข้อที่ 5 อย่างเป็นสังคมชุมชน คนที่มาทำงานในนี้ ทุกคนทำงานฟรี จนเกิดระบบสาธารณโภคี ได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา อย่างไม่ทุจริต ไม่มอบตนในทางผิด ทำงานในหมู่พวกเรา เสร็จแล้วรายได้ส่วนได้ผลผลิต เข้าส่วนกลาง กินใช้ร่วมกัน กลายเป็นคนที่อยู่ในสังคมเศรษฐศาสตร์แบบสาธารณโภคี นี่คือเศรษฐกิจ ขั้นสุดยอดของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาภูมิใจ ให้คนมาปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้า แล้วเกิดเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจแบบบุญนิยม ถึงขั้นสาธารณโภคี ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยข้อเสียภาษี 100% ทำงานเอาเข้ากองกลางหมด มันมีที่ไหนบ้างในโลก ที่เสียภาษีให้ส่วนกลาง 100% ซึ่งช่วยประเทศชาติด้วย เพราะรายได้ของสังคมส่วนกลาง จะเข้าไปประเมินอัตราภาษีกองใหญ่ เพราะเงินกองใหญ่ จะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า ถ้าเราไปเสียภาษีเป็นรายบุคคล จะไม่เสียเลย หรือเสียภาษีน้อยมาก หรือได้รับการยกเว้นเลย แต่ต้องไปเสียภาษี เพราะเป็นเงินกองกลาง แล้วต้องเสียภาษี อัตราก้าวหน้าด้วย เราช่วยชาตินะ แต่ทางผู้เก็บภาษีก็รู้ดี ก็เลยประเมินชาวอโศกว่า เอาเท่านี้ก็แล้วกัน ตกลงเสียภาษี ปีละเท่านี้ก็แล้วกัน เพราะเขารู้ ว่าถ้าขืนไปเฉลี่ย แล้วไม่ได้สักบาท ชาวอโศกเราได้รับการเข้าใจ จากข้าราชการที่เก็บภาษี เราจึงเสียภาษี ตามที่เขาประเมิน ชาวอโศกช่วยประเทศชาติ อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ นำพาให้มาปฏิบัติแบบคนจน ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา แบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัส ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ตีขลุม ว่าชาวอโศกเก่งเด่นดีอะไร แต่กำลังอธิบายวิชาการ เศรษฐศาสตร์ ขอย้ำ เขาเรียกเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก็ย่อยออกไป แล้วมีเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เศรษฐศาสตร์พึ่งตัวเอง เศรษฐศาสตร์แบบยืนยงคงที่ เศรษฐศาสตร์ยั่งยืน คือไม่เป๋ไป๋ไปจากนี้ เป็นเศรษฐกิจแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แต่เรื่องเศรษฐกิจแบบยืนยงคงที่ อาตมายังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้ ที่เขาต้องการให้คงที่ แม้แต่เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก็ได้ด้วย จะเอากว้างขวางขนาดไหน พวกเราไม่ได้สร้างมลพิษ ทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุหรือนามธรรม เราไม่ไปสร้างมลพิษ ให้แก่สังคมองค์รวมอะไร

600113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน