สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอนลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา ที่อาตมาอ่านไปทั้งหมด ในวิถีอาริยธรรม(๑๕ม.ค.๒๕๖๐) ของท่านมหาบัว ก็มาย้อนอธิบายไปรวมว่า ...การลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่นั่งหลับตานะ การลืมตาปฏิบัติมีปัจจุบัน ในขณะหลับตาไม่มีปัจจุบัน หลับตา ถ้าจะมีปัจจุบันก็คือ เป็นปัจจุบันอยู่ในภพ ถ้าระลึกอดีตได้ คุณไม่ใช่ระลึกอดีต แต่ปั้นภพชาติแล้วแต่จะ create ความคิด ในอนาคตอย่างไรก็ได้ นั่งหลับตาคิดเอาได้ ถ้าจะเป็นปัจจุบัน ก็เป็นปัจจุบันที่อยู่ในภพ เห็นอดีต เห็นอนาคตที่ปั้นโดยไม่มีในโลก คำว่าปัจจุบันของอาตมา คือ ปัจจุบันโดยที่ตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสได้ คือปัจจุบันของมนุษย์ สามัญธรรมดา การนั่งหลับตาไม่มี การนั่งหลับตา บางทีหูไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รับรส เขาเอาไฟจี้ ก็ยังไม่รู้สึกเลย ไม่มีอะไรเหมือนกับที่ในโลกเขาเป็น ก็อยู่ของคุณคนเดียว แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีกิเลส นิโรธคือไม่มีกิเลส คุณก็ไม่ได้มีนิโรธ หลับตาก็ไม่มีแบบที่มนุษย์เขาเห็น คุณปิดหูไม่ได้ยินเสียง ก็ไม่ได้ยินอย่างที่มนุษย์คนอื่นเขาได้ยิน คุณก็ไม่รับรู้ทางตาหู จมูก ก็ไม่มีอะไรเหมือนเขา ลิ้นไม่รับรส สัมผัสก็ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่มีอะไรรับรู้แบบใครเขา เหมือนกับคุณไม่มีตัวตน ที่เป็นจิตทำงานตามสามัญ ในขณะที่คุณเห็นว่าอย่างนี่คือนิโรธ คุณทำไปก็จะชำนาญ ในวิธีการที่คุณชำนาญ ก็ทำความไม่มีให้แก่จิต โดยเป็นอุปาทานชนิดหนึ่ง อุปาทานคุณเก่งมาก มันมี แต่คุณเองลืมตามาก็ไม่เห็นได้ อย่างที่เล่าเรื่องสะกดจิตไป เสียงมาก็ไม่ได้ยิน เสียงมาไม่ได้ยินนี้ทำง่าย ตามีแสงเข้ามาก็ไม่เห็นได้ เพราะเหม่อในภพ คนเดินไปมาก็ไม่เห็น หูนี่คนเรียกจะตายก็ไม่ได้ยิน ไม่แปลกอะไร ในความเป็นนิโรธ ที่ทำให้ตาบอดหูหนวก ไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ กายไม่รับสัมผัส ก็เหมือน
อ่านต่อ
คนตาบอดหูหนวกธรรมดา จะปฏิบัติไปทำไม เป็นนิโรธนะ เขาถือว่านิโรธนะ ไม่ได้ปฏิบัติล้างกิเลสเลย ไม่ได้ปฏิบัติรับรู้เหมือนกับคนอื่น ที่มีสัมผัสร่วมกัน อยู่ทนโท่ ที่ต่างคนต่างรับสัมผัสเหมือนกัน เห็นได้ร่วมกันทุกคน ได้รับเสียงเหมือนกันตรงกันทุกคน อย่างยืนยันแจ้งๆ เรียกว่า สัจฉิ ไม่หลบไม่ลวงพราง เห็นกันอย่างแจ่มแจ้ง อย่างลืมตา มันแตกต่างจาก การหลับตา ที่ไปรู้แจ้งอยู่ในภพของตนเอง ผู้เดียวเท่านั้น หลับตาแล้วบอกว่า ตนเองรู้แจ้ง การหลับตานี้มีแต่มืด เป็นสภาวะสามัญธรรมดา หลับตาคือ เอาม่านตาปิดแสงสว่าง แสงไม่เข้ามากระทบอะไรก็มืด มันจะมีแสงตรงไหนล่ะ คุณเองหลับตาก็เห็นอะไรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น แม้แต่ที่ได้อธิบายไปแล้วว่า หลับตาไป ก็เห็นแสงสีม่วงแดงเขียวอะไร ก็อุปาทานทั้งหมด คนที่ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะ หลับตาไปก็มีแสงอะไรอยู่ข้างใน ยุบยิบๆ แต่ถ้าคนที่ไม่มีอุปาทาน หลับตาลงก็ธรรมดา หนังสือปกติสามัญธรรมดา ตามสัจธรรม ถ้าหลับตาไปแล้ว ไม่มีแสงอะไรเข้าไป ก็ไม่เห็นแสงอะไร แต่ถ้าเห็นแสงอะไร อยู่ข้างในคืออุปาทาน ถ้าไปสร้างให้มันสว่างใสอยู่ในภพ ยิ่งเป็นของสร้างขึ้นคืออุปาทานตัวใหญ่ แล้วไปหลงว่า ไปนั่งใสๆหลับตา ให้หลับตารู้สึกเบาๆนิ่งๆ นะลูกนะ จะเอาลูกแก้วใสๆมาเพ่ง ให้ใสๆ อุปาทาน ให้ใสๆสว่าง พอเห็นแล้ว ก็นึกว่าเก่งชิบหายเลย โธ่เอ๋ย ไม่เข้าใจในอุปาทาน ภพ ชาติ ไปสร้างภพ เรียกว่า อาภัสราพรหม คือสายหลับตาสว่าง ส่วนสายหลับตา สุภกิณหะ เป็นพรหมสุภกิณหา คือดับดำมืด นิโรธคือมืด นอกจากความมืดแล้ว ยังไปดับความรู้สึก แล้วบอกว่า ความดับนั้น คือเป็นสิ่งที่ดี สุภะอีก นั่งหลับตาปฏิบัติก็มี 2 สายนี้ เดี๋ยวปั้นเรื่องสร้างเรื่องไปสารพัดโมเม ไม่ได้มาเรียนรู้อย่าง มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติสัมโพชฌงค์ มีวิริยะสัมโพชฌงค์ เมื่อมีการกระทบสัมผัส ทางทวารทั้ง 6 แล้วเกิดกิเลส ก็อ่าน อาการกามสังกัปปะ พยาบาทสังกัปปะ ก็ฆ่ากาม พยาบาทหมด เป็นอนาคามี ก็ทำกับวิหิงสาต่อ เป็นอนาคามี ก็ลืมตาปฏิบัติอยู่ข้างนอก แต่ไม่เกิดกิเลสกับข้างนอก มีแต่กิเลสภายในตัวเอง คนอื่นไม่รู้กับเรา ดูจะเต๊ะท่ามาก ภายนอกไม่อยากมีไม่อยากเป็น แต่มีกิเลสอยู่ข้างใน มีมานะ ถือดีว่าตนเองได้ดีแล้ว จะข่มคนอื่นเหนือคนอื่นบ้าง จนล้าง รูปราคะอรูปราคะต่อ จนหมดเศษมานะ เหลือที่ฟุ้งเป็นอุทธัจจะ จะเป็นอะไรไม่เป็นอะไร ก็เหลือละเอียด ก็เก็บอุทธัจจะต่อ เหลือตัวท้าย เป็นอวิชชาสังโยชน์ เป็นอรหันต์แล้ว อวิชชาหมดสิ้นเกลี้ยง หมดธุลีละออง เศษเหลือจะเป็นเศษของอาสวะ แม้ที่สุด จะเป็นเศษของอนุสัย ก็หมดจบ คนละอย่างเลย กับผู้ที่ลืมตาปฏิบัติ ที่มีผู้รู้ร่วมรับรองตรงกัน ยิ่งมากสำหรับผู้ที่ลืมตาปฏิบัติ ลืมตาปฏิบัติก็เรียนรู้ร่วมกัน คนไหนไม่มีกิเลส หรือกิเลสลดลง ก็มาคุยกัน ต่างคนต่างกิเลสหมด ก็คุยกัน จะรู้เรื่องกันดีเลย ส่วนพวกนั่งหลับตาปฏิบัตินั้น เราบรรลุอรหันต์แล้ว มันเป็นอย่างไร มันก็เป็นภพใครภพมันแล้ว เพราะยืนยันกับข้างนอกไม่ได้ ไม่ได้เรียนข้างนอก ตากระทบโลกเป็นอย่างนี้ เห็นสีอย่างนี้ มีรูปอย่างนี้ กิเลสขึ้นไหม ก็พูดไม่ถูก ถ้าหากลืมตาสะกดจิต แม้จะลืมตาก็กิเลสไม่ขึ้น ก็ทำได้ เหมือนกับ ถ้ามีโทสะโลภะ คนมายั่วให้เกิดโทสะ แต่คุณสะกดได้ ก็ไม่เกิดโทสะ คือคนสะกดจิตได้เหมือนกัน ดีไม่ดีข่มได้เก่ง คนมายั่วให้โกรธก็ไม่โกรธ คุณก็เฉยอย่างกับพระอรหันต์ ยั่วแล้วราคะก็ไม่เกิดเฉย อย่างกับพระอรหันต์ได้ ลืมตากดข่มได้ แต่ไม่ได้เรียนรู้ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อ่านอาการ จนกระทบมันแล้วกระทบมันอีก ในทุกปัจจุบัน กิเลสก็จัดการภายในทุกปัจจุบัน ในอันเดิมอันเก่า ที่มันยั่วราคะเท่านี้แต่กิเลสเราลดลง อย่างลืมตาปฏิบัติในสามัญ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ กิเลสก็ไม่มี ทีเผลอด้วยซ้ำไป มายั่วเรา เราก็เฉย เพราะมันหมดจริง แต่ถ้าสะกดจิตตัวเองไว้ หนึ่ง มันสะกดจิตจนกระทั่งระเบิด ตอนนี้ลำบาก อะไรก็ยอมยังไม่ได้ แม้มันจะไม่ระเบิดก็ออกมา ตนเองระงับได้ก็ระงับได้ ถ้าระงับไม่ได้ ก็ขายขี้หน้า พระสายนั่งหลับตา ที่ออกมาแต่งงาน ก็หนีไปอยู่ไกลๆ เขาไม่อยากให้ใครรู้ คนที่ลืมตาปฏิบัติ จะมีปัจจุบันอยู่อย่างวิหรติ มีปัจจุบันอยู่กับผู้อื่น ที่ร่วมรู้ยืนยันทำได้ เป็นได้ตรงกัน จึงร่วมเห็นด้วยตา ร่วมสัมผัสทุกทวารได้ด้วยกัน จึงมีความจริงร่วมกันจริง กับคนอื่นๆได้ทั้งหลาย สำหรับ คนที่ละกิเลสได้เหมือนกัน แต่คนที่หลับตาปฏิบัติ ไม่มีความจริงอยู่กับปัจจุบัน ร่วมกับคนอื่น ที่ปฏิบัติด้วย แม้ทำได้ก็ไม่มีคนร่วมรับรู้ด้วย จึงยืนยันกับใครไม่ได้ว่า จะตรงกันจริง เหมือนกันจริงหรือเปล่า ภาวะของผู้ที่หลับตาทำ จึงเห็นจึงรู้อยู่ภายใน คิดเห็นคนเดียวอยู่คนเดียวโด่เด่ ภายใน แต่ภาวะของผู้ที่ลืมตาทำนั้น มีความกว้างขวางกว่า หลากหลายกว่า พวกนั่งหลับตาสะกดจิต คนที่ลืมตาปฏิบัติ เมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว จึงอยู่กับปัจจุบัน ได้อย่างธรรมดาสามัญ สังคมที่ร้อนแรงด้วยกาม พยาบาท จิตก็เฉย โดยไม่ต้องการ การไปสะกดจิตที่ไหน เพราะศาสนาพุทธ มีแต่ล้างกิเลสออกจากจิต ไม่มีการสะกดจิต ทำได้อย่าง ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ สายนั่งหลับตา จึงจะต้องหลบไปอยู่ที่เปลี่ยวสันโดษ จะต้องไปอยู่ที่เปลี่ยว สันโดษที่จริงคือใจพอ ขณะนี้คนเอาเงินมาให้ 5 แสนล้าน จะบ้าหรือไม่เอา เราก็ว่า ผมพอแล้วไม่เอาหรอก ผมมีแค่ห้าร้อยพอ การจะไปมองเห็นเงินแล้วตาโต นี้มีงบประมาณนี้แล้ว จะรู้สึกน่าสนุก มีคอรัปชั่นและคอมมิชชั่น เห็นแล้วจะตาโตเลย แต่คนไม่มีกิเลส ที่จะต้องไปโลภอย่างนั้น แล้วจิตใจพอ คนอย่างนี้มีจริง อาตมากำลังสร้างคนแบบนี้ ไปทำงานการเมือง บริหารสังคม บริหารสังคมคือการรับใช้สังคม แต่นักธุรกิจ คือนักเอาเปรียบสังคม แต่ถ้าเป็นนักการเมือง ต้องมีอุดมการณ์ นักการเมืองคือผู้รับใช้สังคมมนุษยชาติ เป็นจิตอาสา นักการเมือง คือนักธรรมะขั้นสูง ถ้าธรรมะไม่สูง ก็เป็นนักการเมืองเก๊ ถ้าเป็นนักธรรมะที่สูง และมีจิตใจบริสุทธิ์ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์จริง ก็เป็นนักการเมืองจริงที่มีประโยชน์ต่อสังคม อาตมาเอง ทำงานมายังน้อยไป เพราะไม่มีคนเชื่อถือ ไม่มีเครดิต ตอนนี้ก็พยายาม สอนบุคคลที่ทำงานอยู่ ก็พอได้ ไปเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ทำส่วนตัว ก็ไม่เป็นคน ขูดรีดเอาเปรียบเอาลัดไม่ขี้โกง สังคมก็ดีขึ้น เปิดโรงเรียนสอนเด็ก เด็กก็ได้มรรคผลตามควร เด็กที่สอนไปจากโรงเรียนนี้ แกก็ไม่ขี้โลภขี้โกง เหมือนอย่างโลกสอน อาตมาตั้งโรงเรียน ก็ไม่เก็บเงินทองเด็ก แต่ทำเพื่อช่วยสร้างเยาวชน ให้แก่ประเทศชาติ ทำมาจน 20 กว่าปีแล้ว มีตั้ง 9 โรงเรียนสัมมาสิกขาฯ เด็กที่จบจากโรงเรียนสัมมาสิกขาฯ มีที่ไปเรียนต่อ จบด็อกเตอร์ ก็หลายคน จบปริญญาโทก็เยอะไป ก็เป็นเด็กดี เท่าที่ฟังข่าวคราวมา มีเด็กที่เกเรบ้าง แต่ก็ค่าเฉลี่ยแล้ว 95% เป็นเด็กดี ที่ไปเลวไม่ถึง 5% เป็นเรื่องที่อาตมา เจตนาสร้างคนให้แก่ประเทศชาติ ทำงานมาช่วยสร้างสังคมประเทศชาติ โดยไม่เรี่ยไร อาตมาภูมิใจ ที่ทำงานมาโดยไม่เรี่ยไร แม้โทรทัศน์ เราก็ไม่ได้ใช้รายได้ จากโฆษณาเลย ไม่เรี่ยไรเลย ทำด้วยน้ำพักน้ำแรงเราเอง มีโทรทัศน์เจ้าไหน ที่ไม่ใช้การเรี่ยไรโฆษณาเลย อย่างธรรมกาย เขาใช้เทคนิค หลอกลวงได้มากเกินก็ไม่ได้พูด เรี่ยไรพื้นๆหรอก อย่างหลายช่องของทางธรรมะ เขาก็ออกมาเรี่ยไรกัน ก็น่าเห็นใจ เพราะว่าการทำโทรทัศน์นี้ ค่าใช้จ่ายสูงนะ ท่านจะต้องจ้าง แม้มีจิตอาสา เขาก็หากินของเขา แล้วรายได้ทางนี้มันดีด้วย จะมีคนที่เข้าใจมาทำให้ฟรี อย่างบุญนิยมไม่ง่าย
ของท่านอาจารย์มหาบัวนี่ เป็นเจโตสมถะ เป็นการนั่งสมถะ ท่านก็พูดถึงไตรลักษณ์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อยู่แค่ภายในสัญญา ไม่ได้เกิดปัญญา เป็นปัจจัตตลักษณ์ ได้แต่คิดตรรกะ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปหรืออนิจจัง มันไม่ดีมันเป็นทุกข์ มันไม่เป็นตัวตน โดยตรรกะ ท่านไม่ได้มาสัมผัสอย่างเห็นเลยว่านี่เป็นของ นี้เห็นแล้วมันเกิดกิเลสอย่างไร อ่านกิเลสออก แล้วเราสามารถล้างกิเลสออก ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ยังเป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่ตรรกะ กิเลสความชอบไม่ชอบนี้มันหมดไป เป็นอรหัตตผล ทุกข์ก็ไม่เหลือ สุขก็ไม่เหลือ สัมผัสอันนี้แล้ว ทุกข์สุขหมดไป แต่ก่อนมันไม่ใช่อย่างนี้ แต่ตอนนี้ เราสามารถทำให้กิเลส ตายไปได้จริง กิเลสมันก็เป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตนได้ มันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตน แต่ก่อน มันเป็นทุกข์ ตอนนี้มันไม่ทุกข์แล้ว พอสัมผัสแล้ว กิเลสก็ไม่เกิดอย่างเที่ยง นี่แหละ ที่สายนั่งหลับตา อย่างมหาบัว ก็บอกว่านิพพานเที่ยง แต่อาตมารู้ว่า นิพพานเที่ยง ของท่านมหาบัว กับของอาตมา ไม่เหมือนกัน นิพพานเที่ยง เพราะถ้าเผื่อว่า คุณทำจิตของคุณ ไม่ให้มีกิเลสอย่างขั้นที่ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) นิพพานของคุณเที่ยงจริงๆ ไม่มีอะไรจะเทียบได้ นัตถิอุปมา ไม่มีวัตถุโลกใดๆมาเทียบ เพราะวัตถุโลกนั้น อนิจจังทั้งนั้น แม้แต่นามธรรมของ คนที่ไม่ใช่อรหันต์ ก็ไม่เที่ยง บอกว่า รักของเรานิรันดร์ ยั่งยืนถาวรนะจ๊ะ ตายไปแล้ว จะเกิดบนสวรรค์ กามนิตวาสิฏฐี เที่ยงแท้แน่นอน ไม่พรากจากกัน กี่ชาติกี่ชาติเราก็จะต้อง เกิดมาเจอกัน มันเป็นฝันหวานให้หลงกระซิบ เท่านั้นแหละจ๊ะ มันเป็นความเพ้อพกไป ที่นี้ใครรักกัน ถูกอาตมาพังโรงหมด ความรักกันนิรันดร พวกฟังธรรมอาตมาระวังให้ดีเถอะ ไตรลักษณ์ที่เขาพูด เป็นไตรลักษณ์ตรรกะ ไม่เป็นไตรลักษณ์ปัจจัตตลักษณ์ ไตรลักษณ์ คือบอกลักษณะ 3 เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คิดแบบตรรกะ ก็รู้ความหมาย แต่ปัจจัตตลักษณ์ มันเกิดขึ้นก็รู้ว่าเกิดขึ้น อะไร ก็กิเลสเกิด มันตั้งอยู่ก็รู้ กำจัดได้ก็รู้ มันดับไปก็รู้ เพราะฉะนั้น คุณทำให้กิเลส มันดับไปได้เลย มันเกิดก็รู้ว่ามันเกิด เรากำจัดมันไปให้ได้ ทุกข์ก็ลดลง กิเลสก็น้อยลง ดับกิเลสหมด ทุกข์ก็ดับไปจากจิต ตัวเราเองทำได้ในตัวเราเอง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เราจึงมีลักษณะไตรลักษณ์ ที่เป็นของตน เรียกว่า ปัจจัตตลักษณ์ ตนเองเกิดเป็นจริงที่ตน ไตรลักษณ์นั้นไม่เที่ยง เราก็ทำให้มันเที่ยง มันเป็นทุกข์ เราก็ทำจนหมดทุกข์ เราทำจนมันอนัตตา ไม่มีตัวตนกิเลสนั้นแล้ว ตนเองก็มีปัจจัตตัง ได้ในตน ก็เป็น ปัจจัตตลักษณ์ เป็นลักษณะจริงที่เราบรรลุ ไตรลักษณ์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของปัจจัตตลักษณ์ ของพระอรหันต์ จึงเป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป โดยเฉพาะกิเลส เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีแล้วในจิต นี่คือความสมบูรณ์ของไตรลักษณ์ และ ปัจจัตตลักษณ์
ทีนี้กลับมาย้อนดู หลับตาแล้ว ท่านบอกว่า ปัญญาจะเกิด ในขณะที่คุณหลับตา สิ่งที่คุณรู้ขึ้นมาเท่าไรก็แล้วแต่ มันมีแต่สัญญาไม่มีปัญญา ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าหลับตา แล้วระลึกถึงของเก่าของท่าน ก็เป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาต้องมีองค์ 6 และลืมตา หลับตาแล้วก็เหลือแต่สัญญา แม้คุณจะมีสิ่งที่เรียกว่าปัญญา เช่น ปัญญาตรัสรู้ ปัญญาตรัสรู้ที่คุณบรรลุแล้วในตน เช่นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ มีปัญญาตรัสรู้นั้นๆแล้ว คนหลับตาก็ระลึกถึงปัญญาตรัสรู้นั้นได้ แต่เป็นสัญญาของคุณ ไม่ใช่ปัญญาตรัสรู้ในปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้ เป็นปัจจุบันที่ลืมตา จึงเกิดปัญญา เพราะฉะนั้น แม้แต่ปัญญาของคุณ จะเป็นปัญญาตรัสรู้แล้ว ถ้าหลับตาปัญญาตรัสรู้นั้นคือสัญญา ฟังเข้าใจชัดขึ้นมั้ย เป็นความจำของเก่าของคุณ ถ้าคุณไม่มีปัญญาตรัสรู้จริง หลับตาให้ตายอย่างไร ปัญญาก็ไม่เกิด ฟังเข้าใจไหม ว่านั่งหลับตาให้ตาย ก็ไม่มีปัญญาตรัสรู้ ถ้าคุณไม่มีปัญญาตรัสรู้มาก่อนแล้ว ถ้าคุณเองมีปัญญาตรัสรู้ การหลับตาก็จะระลึกได้ ถ้าไม่มีแล้วไปนั่งหลับตา ก็ตายเน่ากลับเปล่าๆ แยกสัญญากับปัญญา ก็ชัดเจนได้ ศาสนาพุทธ ผู้สอนนั่งหลับตาปฏิบัติ ก็เลยผิดเพี้ยน อาตมาอ่านบทความของอาจารย์ ในหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องผิด แต่เขาก็ไปเผยแพร่กันต่อไป มันเลยหนัก
สัญญานั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ลืมตาปฏิบัติ ใจแยกไตรลักษณ์ทั้งภายนอกทั้งภายใน สัญญากำหนดหมายนอกก็ได้ แม้จะยังไม่เกิดปัญญา จนพิจารณา ภายนอกและภายใน จะเกิดไปด้วยกัน คุณเองพยายามรู้ภายนอก และภายในจะรู้ด้วยไหม คุณลืมตามารู้ภายนอก ภายในจะรู้ด้วยไหม ...ก็รู้ ถ้าลืมตาแล้วรู้ภายนอก แต่ภายในไม่รู้จะมีไหม ถ้าคุณไม่มีธาตุรู้ภายใน ลืมตาดูแล้วจะรู้ไหม ก็ไม่รู้ คุณก็เหมือน ไม่มีสติสตังค์ ไม่สัญญากำหนดรู้ ก็เหม่อในภพของคุณ ใช่ไหม แล้วมันจะได้เรื่องอะไร ตามีดีๆก็ไม่เอาปัญญา ไม่เอาสติสัมปชัญญะมาร่วม ก็เอาสติสัมปชัญญะไปไหนก็ไม่รู้ ถ้าจะเป็นอย่างนั้น ก็แล้วแต่คุณ ถ้าเข้าใจองค์ 6 มี ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ต้องปฏิบัติขณะ ทำงานอาชีวะก็รู้ ประกอบกรรมการงานต่างๆก็รู้ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเรียกว่า กัมมันตะ คุณก็จะต้องรู้ วาจาก็แน่นอน ที่จะต้องรู้ไปด้วย มีสัญญากำหนดประกอบไปกับอาชีวะ กับกัมมันตะ วาจา จะรู้สังกัปปะ จะเปลี่ยนแปลงจิตก็เปลี่ยนแปลงที่สังกัปปะ ลดกามพยาบาทที่สังกัปปะ ได้ สัญญาก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นปัญญา กำหนดรู้สิ่งที่กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ก็มีธรรมวิจัย การดูตอนแรก ก็เป็นแค่สัญญา แล้วก็เรียนรู้กำจัดกิเลส ก็จะเกิดปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นลำดับ อย่างมีธรรมวิจัย ไม่ใช่หลับตาสะกดจิต ไม่มีการวิจัยอะไรเลย เพราะฉะนั้น พวกนั่งหลับตานี้ ไม่มีปัญญา มีแต่สัญญา แล้วไปหลงสัญญาว่าเป็นปัญญา คนที่ปฏิบัติธรรม แล้วเกิดได้ปัญญามาบ้าง พอมาเกิดในยุคนี้ สนามแม่เหล็กแห่งมิจฉาทิฏฐิมีเยอะ ก็เลยเชื่อเขา ก็ไปนั่งหลับตา ถูกสะกดจิต อย่าบอกว่าปัญญาจะเกิด สิ่งที่เป็นปัญญาคือสิ่งที่ คุณมีมาจากเก่าแล้ว ได้เป็นปัญญาตรัสรู้แล้วคุณก็ระลึกได้ มันเกิดโผล่ขึ้นมาเห็น ในสัญญาก็ตาม คนที่เคยมีปัญญาตรัสรู้โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็ตาม ถ้าเป็นอรหันต์แล้วจะรู้จริง อรหันต์จบแล้ว จะรู้จักสัญญากับปัญญา ว่าต่างกันอย่างไร ขนาดนั้น ยังถูกลิงลมอมข้าวพอง มีสนามแม่เหล็กโลกที่ครอบงำ จนกว่า คุณจะรู้ชัดเจนว่า สมาธิที่เป็นอย่างนี้ การสร้างปัญญาเป็นอย่างนี้ แล้วคุณจะแยก สัญญากับปัญญาได้ มันจึงแตกต่างกัน อย่างละเอียดลออ คนที่ปฏิบัติภายนอกด้วยภายในด้วยภพสองส่วน หรือส่วนสอง ไตรลักษณ์ของ ผู้ที่ปฏิบัติภายนอกภายใน จึงเป็นไตรลักษณ์ที่บรรลุ ปัจจัตตลักษณ์ การนั่งหลับตาปฏิบัติ จะกี่ชาติก็จะไม่เกิด ปัจจัตตลักษณ์ ไม่มีปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ปัจจัตตลักษณ์ จึงแตกต่างกับผู้ที่หลับตาปฏิบัติ ที่มีแต่ภายใน ไม่ยืนยันรู้พร้อมกันเห็นด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน มันไม่มี พวกคุณทั้งหลาย เห็นกะหล่ำปลีนี้ไหม กะหล่ำปลีนี้สีอะไร ...สีเขียว (พ่อครูว่า กะหล่ำปลีนี้สีแดงก็ไม่ใช่ ) มันเห็นตรงกันหมดแหละ แต่ภาษาจะเรียก ถูกตรงกันหรือไม่ ก็อีกอย่าง แต่ปฏิฆสัมผัสโสตรงกันหมด ถ้ามีชื่อก็เป็น อธิวจนสัมผัสโสได้ แต่ถ้าเรียกไม่ตรงกันแต่ ปฏิฆสัมผัสโสตรงกัน เห็นมะเขือเทศ สีแดงสีส้ม ลูกโตลูกเล็ก ก็เห็นเหมือนกันหมด มะเขือเทศ 2 ลูกนี้ ต้องพิสูจน์ด้วยการลืมตา เห็นด้วยกัน จึงจะพิสูจน์ได้ตรงกันหมด พระอรหันต์ มาพูดด้วยกันก็ตรงกัน แม้แต่พวกคุณ ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่พอพูดถึงนามธรรม ก็จินตนาการได้ตรงกัน ใช่ไหม เดี๋ยวไปซื้ออันนั้นชื่อร้านนั้น โลกมันกลม สีอย่างนั้น บอกเขา สมมุติว่า คุณไม่ได้รู้จักชื่อเลย สมมุติว่าชื่อลูก มะเขือทุ่ม แต่ก็บอกชื่อว่า มะเขือทุ่ม บอกว่าลักษณะนี้ ไปซื้อก็ได้มะเขือทุ่ม มาตรงกัน แต่ถ้าต่างคนต่างหลับตา บอกว่าไปซื้อมะเขือทุ่ม จะซื้อได้ตรงกันไหม ก็ส่งกระแสจิตไปสิ อาตมาเคยให้เด็ก มานั่งสมาธิ หลับตาเข้าฌาน แล้วบอกว่า ให้อ่านว่า ไพ่นี่คือไพ่อะไร ให้หลับตาเข้าฌานอ่านไพ่ ไม่มีใครอ่านออกสักคน แต่ถ้าลืมตามาดูไพ่ ก็รู้เลยนะว่า อันนี้เป็น เอสโพธิ์แดง สเตรทฟลัซโพธิ์ดำ ในเรื่องของรายละเอียด ที่พระพุทธเจ้าสอนมา หลับตากับลืมตา จึงเป็นเรื่องที่ เหนือชั้นกว่ากันมาก หลับตาแล้วจะรู้แจ้ง อันโน้น อันนี้ ก็เป็นการเดาทั้งนั้นเลย ก็ลืมตามาอย่างรู้ ก็จะแจ้งจริง หลับตาก็จะมืดทั้งนั้น ถ้ามีแจ้งก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น อาตมาว่าสอนธรรมะชัดเจน แล้วแยกแยะไว้ชัดมาก มาสอนธรรมะปางนี้ พูดได้ละเอียด กระจ่างมากเลย ถ้าผู้ใดไม่มีอคติ ไม่คิดว่าโพธิรักษ์ เป็นคนต่ำต้อย คิดว่าโพธิรักษ์ เป็นผู้ที่บรรลุธรรมะ เป็นโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์มาสอน ถ้าคุณเชื่อ จะได้มากเลย อย่างเช่นพวกเรามี เชื่อก็จะได้ แต่ก็ไม่ง่าย แต่ผู้ที่ไม่เชื่อนี้ น่าสงสาร ไม่ได้มาก เพราะมีสิ่งที่กั้นไว้ ก็จะไม่ได้ เหมือนน้ำชาเต็มถ้วย เทก็ไม่เข้าหรอก ไหลออก ยิ่งเทเท่าไหร่ ก็ไหลออก ถ้าเป็นน้ำแข็ง ยิ่งจะเทไม่เข้า ก้อนน้ำแข็งเต็มถ้วย เทเท่าไหร่ก็ไม่เข้า ถ้าน้ำชาเต็มถ้วย ยังจะแทรกเข้าไปบ้าง ที่เทียบกันว่า ฟังอย่างน้ำชาเต็มถ้วย มันก็เลยได้บ้าง ทีหลังต้องยกคำพังเพยว่า อย่างกับ น้ำแข็งก้อนเต็มถ้วย ออกมาจากช่องฟรีซ รินเข้าไปเท่าไหร่ ก็ตกไปหมด เรียกว่า เป็นคนไม่ค่อยเชื่อใคร ฟังอย่างน้ำแข็งเต็มถ้วย สมณะเดินดินว่า...ก็สิ่งที่พ่อครูพูดนี้ ก็นึกเห็นใจ คนที่หลับตากันทั้งโลก แม้อาตมาเอง กว่าจะเข้าใจ วันนี้ก็ใช้เวลาพอสมควร แม้มาปฏิบัติ ด้วยความศรัทธา พ่อครู แต่กว่าจะออกจากภพ ของหลับตานี่ แต่หัวใจสำคัญของ ลืมตากับหลับตา ประเด็นคือผัสสะคือสมุทัย ให้เราบรรลุหรือไม่บรรลุ แม้ว่าเราเข้าใจลืมตาปฏิบัติ แต่ถ้าไปเห็นว่า คนนี้มาพูด ไม่ถูกหูเราอยู่เรื่อย เขามากวนใจเราอยู่เรื่อย ก็แพ้ผัสสะ โดยไม่ปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติ แต่ก่อนนี้ เราเจอไม่ได้เลย ต้องพูดสวน แต่ตอนนี้ ก็สงบได้ แต่ไม่ใช่เก็บกดไว้ รอระเบิด อย่างนี้คือไม่รู้จักอ่าน ไม่รู้จักทำความจางคลาย ก็จะไม่ได้ผล ...จบ
600116_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา