สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน อธิบายพุทธคุณ 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน อธิบายพุทธคุณ 9 มาอธิบาย พุทธคุณ 9 กัน 1. เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส เขาแปลเอาความหมาย พยัญชนะแปลว่า อรหะผู้ไม่ลึกลับ รหะ รโห หรือ รหัสส แปลว่าความลึกลับ อรหะแปลว่าไม่ลึกลับแล้วเป็นผู้ไม่ลึกลับแล้ว ไม่ลึกลับอะไร ไม่ลึกลับในธรรมะ ไม่ลึกลับในสัจธรรมทั้งหลาย ไม่ลึกลับในโลกียะ ไม่ลึกลับในโลกุตระ เป็นผู้แทงทะลุธรรมทั้งหมดแล้วจึงเรียกว่า อรหังหรืออรหันต์ คือผู้ไกลจากกิเลส นอกจากไม่ลึกลับแล้วยังทำกิเลสของตัวเองออกไปจากตัวเองหมดได้ด้วย เรียกว่าอรหันต์ เรียกเต็มๆ ว่าอรหันต์ อรหันต์ก็คือ อรหะสนธิกับคำว่าอันตะ อันตะ แปลว่าไม่สิ้นสุด หรือที่สิ้นสุดก็ตาม สูงสุดแล้วอันตะ บางทีก็แปลว่าสูงสุด อันตะ บางทีก็ว่าไม่มีที่สิ้นสุด อันตะ ได้ทั้งสองอย่าง เพราะมันไม่มีคำอะไรอีกแล้ว สูงสุดมันก็สุดแล้วไม่มีที่สุด จะต่อไปอีกจะต่อไปไหนก็แล้วแต่สิ มันสุด สุดไปไหน สุดไปหาที่สุด สุดๆๆ ศูนย์กับอินฟินิตี้สุดแล้วก็เรียกว่าอรหันต์ เรียกเต็มๆ ไม่เรียก อรหันต์ก็เรียกอรหะ อรหัง อรโห อะไรอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ลึกลับ

ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างตัวเองอาตมาไม่ลึกลับ อาตมากำลังสรุปธรรมะของโลก ธรรมะของโลกนะไม่ใช่ธรรมะของพุทธเท่านั้น ว่าธรรมะของโลกนั้นอยู่ที่ เทวะ หรือ เทฺวเป็นบาลี อ่านว่า เด-วะ เทวะแปลว่า 2 ในโลกนี้มีเรื่องเทวะเท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ใครแทงทะลุเทวะแล้วเป็นอรหัง ไม่ลึกลับแทงทะลุเทวะแล้วหมดลึกลับ 2. สัมมาสัมพุทโธ แปลว่าตรัสรู้ถูกต้องโดยพระองค์เอง สัมมาสัมพุทธโธหมายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่ได้รับคำเล่าคำสอนไม่ได้รับความรู้มาจากใคร ท่านอุบัติมามาปางนี้เป็นพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ของท่านเอง ท่านเอาคำสอนที่ท่านรู้จบแล้วมาประกาศเป็นของท่านเอง แต่แน่นอน ก

อ่านต่อ

่อนที่ท่านจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็รับจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เป็นพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งท่านประกาศตนว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้ว มีความรู้ทุกอย่างเท่ากับสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านเป็นเจ้าของธรรมะเรียกว่าธรรมะสามี ท่านมาประกาศยุคนี้ ท่านก็ประกาศว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เราเป็นเจ้าของธรรมะเพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เหมือนกันกับของท่าน ท่านเป็นพระพุทธเจ้าเท่ากันหมดอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาสนาพุทธมีเท่านี้ มีเท่าที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้ครบแล้ว เรียกว่าสัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีบอกจากใครไม่ได้รับคำสอนมาจากใคร ตอนนี้เป็นเจ้าของแล้ว ครบแล้วบริบูรณ์แล้วเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง มาประกาศว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หมายความว่าพระพุทธเจ้าแต่ละองค์แต่ละองค์ท่านก็เป็นองค์หนึ่ง องค์ใดองค์หนึ่งในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เท่ากันหมดทุกองค์ ประกาศมากี่ยุคกี่สมัยก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากเท่ากับเมล็ดกรวดทรายในมหานที สรุปมาเรียกท่านว่าเป็นเจ้าของธรรมะ สัมมาสัมพุทโธ นี่อาตมาอธิบายพุทธคุณ 9 สู่ฟังอย่างพิสดาร ไม่มีใครเขาแปลไว้อย่างนี้หรอก แปลอย่างพิสดาร 3. วิชชาจรณสัมปันโน เป็นผู้เข้าถึง สัมปัมปันโนสัมปันนะ หรือเป็นผู้บรรลุ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือวิชชา 8 จรณะ 15 เป็นผู้รู้จักวิชชา 8 จรณะ 15 เป็นผู้เข้าถึงเป็นผู้บรรลุเป็นผู้มีธรรมนั้น ไม่ใช่เอาแต่คำพูด พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของหมดเลย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาก็มีจรณะ 15 อาตมาก็มีวิชชา 8 ประกาศเหมือนกัน แต่อาตมาก็มีตามฐานะของอาตมา มีวิชชา 8 จรณะ 15 เท่าที่อาตมามี เต็มเหมือนกันแต่เต็มตามบารมีของอาตมา ไม่ได้เต็มพิสดารมากเท่ากับพระพุทธเจ้าหรอก คนละฐานะ แต่ก็เป็นความเต็มที่อธิบายสู่ผู้อื่นได้มากกว่าผู้อื่นอยู่ 4. สุคโต คตะแปลว่าดำเนินไปหรือไป สุ แปลว่าดี คือเสด็จไปดีแล้ว คนธรรมดาสุขโตก็เรียกว่าไป ดำเนินไป เดินไป ก้าวไป ดีแล้ว สำนวนลึกซึ้ง หมายความว่าคนนี้จะเดินทางของชีวิตไปอีกในทุกๆก้าวข้างหน้า ทุกๆก้าวของกรรม ของพฤติกรรมคนๆนี้มีแต่ดี ๆๆๆ เรียกว่าไปดีแล้ว ไม่มีการสะดุด ไม่มีบกพร่องไปด้วยชั่วด้วยเลว ไม่มี มีแต่ดี ๆๆ เสด็จไปตลอด อาตมาอธิบายให้ฟังเป็นภาษาง่ายๆ เป็นสภาวธรรมที่มันเป็นจริงตามคำที่ว่านี้ ซึ่งอาตมาพอมีความรู้ก็อธิบายสิ่งเหล่านี้ง่ายๆ ชัดๆ นี่คือสุคโตเสด็จไปดีแล้วพระพุทธเจ้า อาตมาก็มีสุคโตของอาตมา ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ก็หมายความว่าอาตมาดำเนินไปดีแล้ว เดินไปดีแล้ว ก้าวหน้าไปพัฒนา มีกรรมการกระทำไปดีแล้ว 5. โลกวิทู ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง โลกมีอะไรบ้าง โลกียะคือโลก โลกุตระก็คือโลก โลกอยังโลโก โลกนี้ โลกหน้า ปโรโลโก คือโลก อย่างนี้เป็นต้น โลกคือความวน ผู้ยังไม่ดับโลก ยังไม่นิโรธโลก ยังไม่ดับสูญ ยังมีอยู่ก็คือผู้ยังมี ยังวนอยู่ แม้จะเป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมา อาตมาก็ยังอยู่ในโลก ยังวนอยู่ในโลก ยังมีการเกิด ยังไม่ได้แยกธาตุสูญไปไม่เกิดอีก คนที่จะไม่เกิดอีกมีอยู่ 2 สภาพ หนึ่งคนที่ไม่เกิดอีก แต่ยังเกิดชาติหน้าชาติโน้นชาตินี้อะไรอีกอยู่ ยังวนไปเรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือผู้ที่เป็นอรหันต์ไปเป็นโพธิสัตว์จะไม่เกิดอีก ตายแล้วสูญเลย แยกธาตุไปเลยเป็นอุตุนิยาม ธาตุที่เป็นธาตุจิตนิยามของผู้ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว ก็เป็นคนแยกธาตุตัวเองที่เป็นธรรมะ 2 แยกจากกันไม่เข้ามาจับตัว ไม่เข้ามาสังขาร ไม่เข้ามาปรุงแต่งเป็นตัวตนอีกเลย เหมือนนักวิทยาศาสตร์แยกธาตุออกซิเจนกับไฮโดรเจนออกมาเป็นแก๊ส ธาตุน้ำก็หายไป นั่นคืออัตภาพ อัตภาพของธาตุน้ำหายไป ของอุตุนิยาม เพราะมีผู้สามารถแยกออกซิเจนกับไฮโดรเจนแตกตัวกันไม่จับตัวกันอีก ฉันเดียวกัน อันนั้นอุตุนิยาม อันนี้เป็นจิตนิยาม แยกไม่มีชีวะของจิตนิยามอีกแล้ว แยกไปเป็นอุตุนิยามเลย แม้แต่เป็นแค่พีชะนิยามก็ไม่ค้างอยู่

พวกที่ไม่เข้าใจพีชนิยามไม่เข้าใจจิตนิยาม นั่งหลับตาสะกดจิต แล้วตัวเองก็ไปเป็นชีวะอยู่ในอนุสัย คนพวกนี้ตายแล้วไม่เน่า เพราะยังมีเชื้อชีวะอยู่ที่ก้นบึ้ง เป็นคนยึดมั่นถือมั่นได้เก่งมาก พอนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วตายแล้วไม่เน่า แล้วคนก็ไปกราบเคารพ กราบเคารพคนยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่คนเก่งอะไรในทางศาสนาพุทธ แต่เป็นคนเก่งทางอวิชชาที่เข้าใจผิดในศาสนาพุทธ ตายแล้วก็ไม่รู้จักตาย เหมือนกับคนที่เป็นมนุษย์พืชอยู่ในห้อง ICU ถ้าให้อาหารอยู่ก็อยู่ไปได้อีกนานเท่านาน เพราะยังยึดอย่างนั้นอยู่ ไม่ยอมตาย แต่คนที่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีใครเขาให้ ตายแล้วไม่เน่า ตายแล้วไม่มีใครให้อาหาร มันเหมือนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แต่มันก็จะแห้งลงๆเพราะตกตะกอนเชื้อชีวะเพราะยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ มันก็เลยค่อยๆทยอยเลี้ยงขันธ์ไปตามค่อยๆดึงเอามาใช้ อธิบายตามสภาวะก็คือ คนนี้ไม่รู้จักธาตุจิตนิยาม ไม่รู้จักธาตุพีชนิยาม แม้ธาตุจิตของตัวเองนั้นหยุดแล้วเลิกแล้ว พลังงานจิตของตนเองจะปรุงแต่งถึงขั้นจิตนิยามไม่ได้แล้ว หมายความว่าตา หู จมูก ลิ้น กายนี่ คุณจะมีพลังงานมาร่วมรับรู้ตื่นเป็นอะไรกับคนอื่นข้างนอกไม่ได้แล้ว เหลือแต่เป็นพลังงานภายในของจิตเท่านั้น อนุสัยของจิตยังเป็นชีวะอยู่ในจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเป็นชีวะเหลืออยู่ค้างอยู่ ผู้ที่เข้าใจชัดแล้วไม่เอาลัทธินั่งหลับตาแล้วก็สะกดจิตตัวเอง นั่งตายแล้วก็ไม่เน่า ยกย่องกันจริงเลย คือไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ ไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวางรู้จักตายรู้จักเป็น ตายแล้วก็หมดแล้วธาตุวิญญาณธาตุจิต เหลือพีชะก็ทิ้งไปสิร่างพีชะ มันก็สลายเน่าเพราะไม่มีการเข้าไปสังเคราะห์สังขารปรุงร่วมกับธาตุนั้น มันก็สลายเน่าทันทีเน่าไว แต่นี่ไปยึดอยู่ไม่ยอมตายไม่ยอมออก คุณก็ยังสงวนความเป็นชีวะของคุณเอาไว้อยู่ ก็เลยตกเป็นธาตุพีชะในระดับชีวะอยู่ แย่กว่าคนธรรมดาโง่ปฏิบัติผิดทาง นี่คือความไม่เข้าใจของศาสนาพุทธ พุทธมหายานมีพวกอาจารย์สำนักใหญ่ๆ นั่งตายแล้วก็ไม่เน่า แล้วก็ปิดทองเอาไว้ เดี๋ยวนี้ก็ยังมี โดยสัจจะของธรรมะแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาปล่อยวาง รู้จักขนาด รู้จักอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ถ้ายึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนี้ยังไม่รู้ เป็นคนไม่เข้าใจศาสนาพุทธ กลับไปนับถือบูชาคนที่อวิชชา ไม่เข้าใจศาสนาพุทธเลย ไม่รู้เรื่องพวกนี้ นี่คือความสับสน เป็นความอวิชชา เป็นความกลับไปกลับมา สับสน ไม่รู้เรื่อง ว่าพุทธคืออะไร แค่ไหน? ไม่เข้าใจ ไปนับถือสิ่งที่ไปยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าให้นับถือสิ่งที่ปล่อยวางละวาง อ้าวไปยึดมั่นถือมั่น ยึดได้ถึงขนาดไม่เน่า มันเกินธรรมชาติมันเกินความเป็นจริงด้วย เกินธรรมชาติไปในทางยึดมั่นถือมั่นนะ ไม่ใช่ว่าเกินธรรมชาติไปในทางเหนือธรรมชาติอย่างโลกุตระ มันคนละเรื่องกันเลย มันโง่ดักดานหนักเข้าไปอีก นี่ฟังดีๆ อาตมาอธิบายธรรมะให้ชัดเจน ขยายความที่มันหลงผิด สับสน ยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดมาถือเป็นถูก เหมือนกับทุกวันนี้เอาง่ายๆ มานั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิ แค่สัมมัปปธาน 4 ก็ผิดแล้ว สัมมัปปธาน 4 มีตั้งแต่สังวรอินทรีย์ทั้ง 6 คุณไม่ได้สังวรอินทรีย์ 6 คุณไปนั่งหลับตา มันก็ไม่เป็นตามสัมมัปปธาน 4 แล้วไม่มีโลกุตระข้อสำคัญ ในมูลสูตรทั้ง 10 พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า 1. จะปฏิบัติก็มีเค้าเงื่อนของ 4 อย่างนี้เป็นเงื่อนเค้า 1. คุณต้องยินดีในศาสนาพุทธ คุณไม่ยินดี คุณมาเหลาะๆแหละๆ อย่ามาทำเล่นเลยไม่มีทางที่คุณจะได้ธรรมะพุทธ คุณต้องเอาจริงเอาจังเลย ต้องมีฉันทะพากเพียรอุตสาหะวิริยะเรียนจริง มาทำเป็นเหลาะแหละมาศึกษาหน่อยดูพุทธแต่ก็ศรัทธาศาสนาพระเจ้า มาดูสิพุทธมาอยู่ที่นี่เป็นเดือนเป็นปีแต่ก็ศรัทธาเทวนิยมไม่มีทางที่คุณจะได้รู้จักพุทธอย่างลึกซึ้ง ไม่มี ต้องยินดีจริงๆ เหมือนอย่างไอน์สไตน์จิตศรัทธาในศาสนาพุทธ ยินดีในศาสนาพุทธ ถ้าหากไอน์สไตน์มาศึกษาศาสนาพุทธก็จะไปลิ่วเลย ไอสไตน์มีฉันทะเป็นมูล 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) เขาจะมนสิการเป็นจะโยนิโสมนสิการเป็น จะทำใจในใจเป็น ทำให้กิเลสในใจออกได้ จะดับกิเลสออกได้เป็นมนสิการ 3. จะทำให้กิเลสลดได้นี่ต้องทำอย่างไร ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย ต้องมีผัสสะเป็นเหตุที่คุณจะเรียนรู้กิเลส แล้วคุณถึงจะละกิเลสได้ แล้วคุณจะมนสิการได้ ถ้าคุณไม่มีเหตุคือสัมผัสปฏิบัติไม่ได้ ศาสนาพุทธไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่สำรวมอินทรีย์ 6 เหมือนอย่างกับสัมมัปปทาน 4 แล้วก็มามูลสูตร 10 นี่ ข้อ 3 นี่บอกต้องผัสสะเป็นสมุทัย สมุทัยไม่ใช่สมุทัยในอริยสัจนะ สมุทัยภาคปฏิบัติ คุณต้องมีสัมผัสเป็นภาคปฏิบัติ ไม่มีสัมผัสเป็นเหตุที่จะปฏิบัติไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่ใช่มูลของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ต้นเค้าของทางปฏิบัติ 4. ต้องรู้จักเวทนา แล้วจัดการกับเวทนาให้เป็นสโมสรณา เพราะฉะนั้นเมื่อรู้จักเวทนาก็เรียนรู้ ทฺวเยน เวทนาย รู้ธรรมะ 2 ของเวทนา แล้วทำให้เป็นธรรมะ 1 สโมสรณา ภวนฺติ ทำให้สำเร็จ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่น 10 ข้อ 60 ว่า เทฺว ธมฺมา ธรรมะ 2 แล้วก็มาเรียนรู้ ทฺวเยน เวทนาย ก็เอาที่เวทนานี่แหละเป็น 2 ทฺวเยน ก็คือเวทนาย 2 แล้วจัดการทำธรรมะ 2 ให้เป็น 1 นี่คือหัวใจเอกใจของศาสนาพุทธ รู้จักเทวะ รู้จักความเป็น 2 ในโลกนี้มีเทวะ ความเป็น 2 เมื่อทำเวทนา 2 ให้เป็นเวทนา 1 ได้สำเร็จ จิตใจก็เป็นจิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ก็ทำอย่างนี้แหละ ทำเป็น 1 หรือเป็น 0 ธรรมะ 2 ทำให้เป็น 1 ได้รู้จักธรรมะ 2 ทำให้เป็น 1 ได้ ทำให้เป็น 0 ได้ นี่คือศาสนาพุทธที่ตีเทวะแตก ศาสนาที่เป็นเทวนิยมตีเทวะไม่แตก จึงจมอยู่กับเทวะอย่างงมงายนิรันดรด้วย ไม่มีนิพพานเพราะทำ 1 ไม่ได้ทำ 0 ไม่ได้ ศาสนาเทวนิยมจึงไม่มีนิพพาน เพราะไม่รู้จักเทวะ เทวะนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาทั้งโลกทั้งอเทวนิยมเทวนิยม มีศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยมรู้จักเทวะจึงตีเทวะแตก ทำ 2 ให้เป็น 1 ทำ 1 ให้เป็น 0 ได้ จึงมีอรหันต์จึงมีนิพพาน จึงถึงที่สุดแล้วก็รู้ทั้งหมด รู้ 0 แล้วเท่ากับรู้อินฟินิตี้ 0 คือหาที่สุดไม่ได้ อันเดียวกัน อย่างนี้เป็นต้น

5. ต่อมาสามารถทำให้จิตบริสุทธิ์ได้ ให้เป็นนิพพานได้ สั่งสมตกผลึกลงมาเป็นสมาธิ สมาธิจึงเป็นประมุข (ปมุขะ) สมาธิจึงเป็นหัวหน้าจิตทั้งหลาย ผู้สามารถทำให้เป็นสมาธิเป็นจิตทั้งหลายได้ เพราะมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ 6. สติเป็นอธิปไตย อธิปไตยเหมือนเจโต ปัญญาเป็นอุตระ ปัญญาก็เหมือนปัญญาแหละ สติเหมือนอธิปไตย ไปเข้าคู่กันแล้วเจโตกับปัญญา 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด คือปัญญา มีสติกับปัญญาเป็นหวังเฉา หม่าฮั่นทำงานร่วมกัน เป็นสารีบุตรเป็นโมคคัลลานะ สติสามเส้านี้เป็น cyclic order สติก็คือ ส กับ ติ ติแปลว่าสาม แปลว่าความรู้เป็นธาตุรู้ที่จะครบ 3 คือ ISH มีตัวตนเป็นประธานแล้ว มีพลังงานบวกกับลบหรืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ แล้วจัดการกับพลังงาน 3 นี้ โดยเราเป็นประธานเป็นประมุขสำเร็จ ผู้ทำได้อย่างนี้แหละมีสติมีปัญญา จึงสามารถทำแก่นของธรรมะได้เรียกว่า สาระ 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) มีวิมุติเป็นสาระมีความหลุดพ้นจากโลกโลกียะ แม้โลกุตระก็ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นผุ้หลุดพ้นทั้งโลกียะทั้งโลกุตระ หลุดพ้น โลกียะทำได้ไม่เป็นโลกีย์ ไม่เป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หลุดพ้นเป็นโลกุตระ แม้เป็นโลกุตระก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา อาศัยโลกุตระทำงานสอนคนอื่นต่อ ช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ต่อไป เพราะเราพ้นทุกข์แล้ว ผู้ที่พ้นทุกข์แล้วจะเห็นคุณค่าของความพ้นทุกข์ เป็นสุดยอดแห่งมนุษย์ที่ควรได้ควรมีควรเป็นที่สุด ก็จะไม่หนีจากโลกง่ายๆ จะเอาอันนี้สมบัติที่วิเศษที่สุดนี่ สอนคนอื่นให้คนอื่นได้ๆๆ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์เป็นพระโพธิสัตว์ทุกองค์ มีเหมือนกันพระอรหันต์ที่เห็นแก่ตัว จบแล้วก็ไม่สอนใครแล้ว แต่ก็สอนมาตลอดจนกว่าจะตาย เช่น พระอรหันต์ที่จบอรหันต์ตอนนี้ แต่ยังไม่ตาย อาจจะ 40 ปีถึงจะตาย แต่ท่านเป็นอรหันต์แล้ว ท่านก็ 40 ปีนี่ก็สอนกว่าจะตาย มีพระอรหัตน์ สมสีสี เท่านั้นหละตายพร้อมกับบรรลุอรหันต์ก็ไม่ได้สอนใคร แต่ถ้าท่านไม่ใช่ สมสีสี ท่านอยู่วันหนึ่งก็สอนวันหนึ่งอยู่ 5 วันก็สอน 5 วัน ท่านบรรลุแล้วก็จบแล้วก็ต้องรีบสอน ไม่มีอรหันต์องค์ไหนไม่สอนคนหรอก เพราะว่าท่านบำเพ็ญมา กว่าจะเป็นอรหันต์ โสดาบัน สกิทาฯ อนาคาฯ เห็นคุณค่าแล้ว โอ้โห...เรากว่าจะได้ มันจะโง่อย่างไรเป็นอรหันต์ว่านี่มันคือสุดยอดสมบัติ ไม่สอนไม่มีหรอกที่อรหันต์จะไม่สอนใครนอกจากสมสีสี ขนาดไม่ได้เป็นยังสอนเลย ฟังดีๆนะ คนนี่เดาว่าท่านไม่สอนใคร ทำไมเห็นแก่ตัวนักอรหันต์อะไร ได้แล้วก็สอนคนอื่นบ้าง ไม่สอนไม่เก่งก็สอนเท่าที่คุณสอนได้ก็แล้วกัน และอรหันต์ก็คือผู้ที่ไม่ขี้เกียจแล้ว ใครจะขี้เกียจแม้แต่จะสอนคน ขอดีๆ ให้คนอื่นบ้างบอกคนอื่นบ้างไม่ได้ เป็นอรหันต์ได้อย่างไร 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน คนๆนี้ ผู้บรรลุนี้ก็หยั่งลงเป็นผู้อมตะ ไม่เกิดไม่ตายหรือรู้จักเกิดรู้จักตาย ทำเกิดทำตายให้แก่ตนเองได้ อมตะบุคคล วิมุติเป็นอรหันต์แล้ว เพราะฉะนั้นคนๆนี้สามารถที่จะทำเกิดทำตายให้แก่ตนเองได้ เช่นจะตายแล้วคราวนี้ ตายปรินิพพานเป็นปริโยสานด้วย ท่านก็เลิก แต่ท่านบอกว่ายังไม่ตายเป็นปริโยสาน ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานจะเกิดอีก อย่างอาตมานี่ตายแล้วก็ไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะเข้ามาสืบทอดจะเข้ามาทำ และที่จริงอาตมามุ่งหมายจะต้องบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งให้ได้ด้วย อย่างนี้เป็นต้น หรือบางองค์ท่านก็ไม่ตั้งใจจะเป็นพุทธภูมิหรอก แต่ท่านก็ยังไม่ตาย ท่านก็จะสอนคนบ้างสืบทอด ทดแทนบุญคุณศาสนาพุทธบ้าง แต่ก็ไม่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ทำไป แล้วแต่ แต่ละท่านแต่ละองค์ อิสระเสรีภาพ ไม่มีปัญหาอะไร 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) ต่อจากอมตบุคคลจึงจะเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานอันที่สุด มูลสูตร 10 ครบหมดเลย ในความสมบูรณ์ของความเป็นศาสนาพุทธ มีฉันทะเป็นมูล ทำใจในใจ มนสิการ อาตมาใช้ว่ามนสิการเป็น ซึ่งท่านทั้งหลายแหล่บรรดาคณาจารย์ที่สอนกันท่านไม่ได้พูดหรอกมนสิการ ไปแปลว่าพิจารณา ที่จริงคำว่า มนสิการ คำว่า การะ แปลว่าการกระทำ ไม่ได้แปลว่าพิจารณา โยนิโสฯมีนัยะว่าจะพิจารณาหรือจะต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ทำความรู้เป็นเชิงปัญญา ให้แยกแยะไปลงไปถึงที่เกิดลงไปถึงต้นทางที่มันเป็น เป็นมนสิการ เป็นแดนเกิดเป็นต้น หรือกิเลสมันเกิดตรงนี้ ที่หทยรูป ตรงนี้แหละ ตรงนี้อยู่ตรงไหนอยู่ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก คูหาสยังนี้แหละ จับอาการ ลิงค นิมิตได้คุณก็เรียนรู้อันนี้ ก็แยกแยะให้ได้ จัดการมันได้ แยกแยะให้ได้ รู้จักภาวะรูปจนกระทั้งมีชีวิตรูป แล้วพยายามรู้อาหารรูป มีกามแล้วก็ลดกิเลส เจตนาที่เป็นกามมันมีเจตนาลดให้ได้อาหารรูปตามหมวดที่คุณทำไปเป็นปริเฉท ปริเฉทรูปให้สำเร็จคือจับคู่ทำทำไปเรื่อยๆ นี่แหละธรรมะ 2 สรุปแล้วต้องทำที่เทวะคือธรรมะ 2 หากทำให้ธรรมะ 2 เป็นหนึ่งไม่ได้คุณก็จะกลายเป็นคนที่ไม่ได้รู้จักจิตวิญญาณ คนไม่รู้จักจิตวิญญาณคือคนไม่รู้จักธรรมะ 2 คุณจะต้องกลายเป็นคนจมอยู่กับธรรมะ 2 แตกตัวก็ไม่ได้ โดยไม่รู้จักตัวเองคือธรรมะ 2 นั่นคือเทวนิยมคือศาสนาที่เป็นพระเจ้า แล้วก็ไม่รู้ว่าเทวที่เป็นธรรมะ 2 ที่สูงสุดคืออะไร คือพระเจ้าที่เป็นผู้สั่งมา ฟังพระเจ้า เอาแต่ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ฟังก็ไม่เข้าใจสั่งมาให้ทำก็แล้วกัน เท่าที่ภูมิตัวเองจะบอกว่าดีแล้วก็ทำ พอเราไปทำชั่วแล้วก็บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เราทำชั่ว เราก็เลยเป็นบาปเราก็เลยมีนรก ผิดไม่ผิดก็โทษพระเจ้า เมื่อตัวเองได้รับทุกข์จะให้เกียรติพระเจ้าบอกว่าซาตานทำให้เราได้รับทุกข์ แต่ก็ไม่โทษพระเจ้าแล้วบอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งที่ซาตานทำให้เราทำชั่วนะ ก็ยังอุตส่าห์ไปหลงพระเจ้าอีกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ก็เลยไม่รู้จะแก้ที่ไหน แล้วทำไมไม่รู้จักตัวซาตาน อาตมาเคยถามว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง แล้วพระเจ้าเป็นผู้ที่สั่งให้ลงนรกทำไมไม่สั่งให้ซาตานลงนรก ทำไมปล่อยให้ซาตานเป็นอิสระ ทำไมไม่จับซาตานไปเข้านรก ปล่อยให้ซาตานเพ่นพ่านอยู่ได้ ดีไม่ดีมายั่วพระเจ้าด้วย แข่งกับพระเจ้าด้วย พระเจ้าต้องการให้คนนี้ไปสวรรค์ทั้งนั้น แต่คนก็มีทุกข์ แล้วก็บอกว่าพระเจ้าช่วยด้วยก็คือหมายความว่าซาตานเข้า ทำไมพระเจ้าไม่รีบช่วย ประจักษ์กรณีคำสอนว่าต้องช่วยตัวเองก่อนแล้วพระเจ้าจะช่วยทีหลัง แล้วตกลงพระเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมหรือฉลาดจริงกันแน่ เพราะฉะนั้นไม่รู้คำสอนของตนเองว่าตนเองนั้นวนเป็นงูกินหางวนไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีการ 0 ทำ 1 ไม่ได้ ทำ 0 ไม่ได้ มีแต่ธรรมะ 2 คุณจึงจมอยู่กับเทวะ คุณจึงเป็นพระเจ้าอยู่เท่านั้น ตีเทวะไม่แตก ศาสนาพุทธตีเทวะแตก นี่แหละคือความเป็นศาสนาทั้งโลก ศาสนาที่ตีเทวะไม่แตกจึงอยู่กับพระเจ้าที่บอกว่าต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วย ศาสนาพุทธสอนว่า อัตตาหิอัตโนนาโถ จบแล้วไม่ต้องพึ่งพระเจ้าพึ่งตัวเอง อัตตาหิอัตโนนาโถ เลิกดับอัตตาตัวเองแล้วสอนอัตตาสอนธรรมะ สอนให้รู้จักตัวตนสอนให้รู้พระเจ้าตีแตกให้ได้ เรานี่แหละใหญ่เราเป็นผู้ทำลายเราทำลายซาตานทำลายกิเลสได้ ศาสนาเทวนิยมพูดถึงซาตานเลย พูดถึงแต่พระเจ้าอ้อนวอนแต่พระเจ้า แต่ไม่พูดถึงซาตานไม่จัดการกับซาตานที่เป็นตัวร้าย ทำไมไม่จัดการกับซาตานเสียจะได้ไม่มีนรก ทำไมพระเจ้าไม่จัดการซาตานเสียจะได้ไม่มีนรก มันวนอยู่เห็นไหมเพราะฉะนั้นไม่จบ ไม่จบธรรมะ 2 ไม่รู้จักตัวเองทำให้เป็น 1 ทำให้เป็น 0 ไม่ได้ มีศาสนาพุทธทำให้เป็น1 ได้ทำให้เป็น 0 ได้รู้จักเทวะจริง จบเทวะ หมดแม้แต่เทวะก็ไม่มีอัตตาตัวตนไม่มีปรมาตมันใดๆ 0 ว่าง เหลือแต่กรรมกับกาละ นี่คือศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้ที่ควบคุมกรรม เป็นผู้ที่สามารถรู้จักกรรมการกระทำของตน ไม่ทำชั่วเลย ทำแต่ดี กิเลสก็หมด เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีบุญไม่ต้องมีบาป เป็นคนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปริขีโณ อรหันต์ทุกองค์หมดบุญหมดบาป เมื่อไม่มีบุญไม่มีบาปกรรมทุกกรรมจึงมีแต่กุศล จึงมีแต่กุสลัสสูปะสัมปะทา สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่มีแล้วบาปไม่ทำเลย ถ้ามีกรรมก็มีแต่กุศล นี่คือสรุปสุดท้าย เพราะสจิตตปริโยทปนัง เพราะได้จัดการกับกิเลสหมดจดสะอาดแล้ว นี่คือโอวาทปาติโมกข์ 3 ที่สมบูรณ์แบบ อรหันต์ทุกองค์ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ยังมีกาละอยู่เมื่อใดเราก็ยังมีเป็นชีวะเป็นจิตนิยามสะอาดบริสุทธิ์แล้ว จึงเหลือแต่กรรมกับกาละที่เป็นกุศล บาปไม่มีเลย ก็สอนให้คนอื่นเป็นอย่างนี้บ้าง อาตมาก็รู้ว่าอาตมาเป็นอย่างนี้ พูดได้ละเอียดยืนยันอธิบาย อธิบายด้วยใจด้วยสภาวะที่มีจริงเอามาขยายความไป อาตมาจึงอธิบายได้ตลอดเวลาเพราะมีสภาวะ วันนี้ขยายอย่างนี้ วันพรุ่งนี้ต่อไปขยายอย่างนี้มันได้ละเอียดมากขึ้น มุมที่อาตมาขยายนี้มุมเท่ากับความกลม คุณนับมุมมันได้ไหม วงกลมนี้มีเหลี่ยมหลายเหลี่ยมได้ เก่งกว่าล้านเหลี่ยมมาอธิบายให้พวกคุณฟังได้ ไม่ได้เล่นลิ้น พูดจริง

พุทธคุณ 9 ต่อ

5. โลกวิทู ในอันตคาหิกทิฏฐิ 10 ท่านรู้ทั้งหมด เป็นที่สุดแห่งที่สุด 6. อนุตตโร ปุริสธัมมสารถิ คือ ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บุรุษคำนี้ท่านเอาคำว่าบุรุษมาใช้ก็หมายความว่าคน ฝึกคนให้เป็นคนให้เป็นบุรุษ จะเป็นอิตถีภาวะมามาทำให้เป็นบุรุษที่ควรฝึกได้จนเป็นเอกบุรุษ ฝึกคนสอนคนได้ไม่มีใครยิ่งกว่า พูดตรงนี้แล้วอยากชมตัวเอง ใครหมั่นไส้ก็ขออภัย อาตมามาปางนี้ยุคนี้ไม่มีใครยิ่งกว่าอาตมาหรอก ที่อาตมาฝึกคนให้มาเป็นโลกุตระได้จนกระทั่งถึงเป็นสังคมสาธารณโภคี สังคมของชมพูทวีป สังคมของพระศรีอริยเมตไตรย อาตมาทำได้แล้วเป็นของจริง สามารถฝึกบุรุษได้อย่างนี้ไม่มีใครยิ่งกว่าอาตมาหรอก ขออภัยที่พูดความจริงไม่ได้อยากอวด แต่พูดสาระสัจธรรม ใครทำได้แข่งก็เอาสิ ไม่ได้ริษยานะ ไม่ได้อยากให้แข่งเด่น อยากให้ทำได้เก่งกว่าอาตมาเลย มีชุมชนหมู่กลุ่มมนุษย์ที่ปฏิบัติธรรมเป็นอริยบุคคลได้อย่างที่อาตมาทำก็ทำสิ ในประเทศไทยทำขึ้นมา อาตมาไม่แข่ง อนุโมทนาสาธุ จะไปร่วมด้วยถ้าคุณทำได้จริง แต่อาตมายังไม่เห็นมี ก็มีแต่อาตมาพาทำ นอกนั้นก็ไม่เห็นมี มีแต่พวกทำลายศาสนาด้วย พูดไป ในยุคนี้อาตมาก็เป็นผู้ที่ฝึกบุรุษได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า จริงอยู่ไม่เท่าพระพุทธเจ้าหรอก แต่ว่าอาตมาทำอย่างจริงมีได้จริง เห็นไหม เห็นพวกเราจะเข้าใจและชัดเจน ก็พอสมควรสมฐานะ 7. สัตถาเทวะมะนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวะหรือเทวตา อาตมากำลังอธิบายคำว่าเทวะ ธรรมะ 2 อยู่เทวตา แปลว่าความ เอาคำว่าตาใส่เข้าไปในปัจจัยข้างหลัง เป็นคำนาม เทวดาเทวตา เป็นศาสดาของเทวดา คือคนที่อยู่ในภูมิเจริญ มนุสโสคือผู้ที่มีจิตจะพัฒนาให้เจริญได้ อาตมาสอนมนุษย์สอนคนที่มีจิตเจริญ โดยเฉพาะเป็นเทวดาระดับอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ หรือเป็นสมมตุเทพก็มาสอนให้เป็นอุบัติเทพสอนให้เป็นวิสุทธิเทพได้ อาตมาเป็นศาสดาสอนมนุษย์ผู้ที่ใฝ่ดีใฝ่สูงเทวดาให้เป็นอุบัติเทพ ให้เป็นวิสุทธิเทพได้ อาตมาทำได้เท่าที่อาตมาทำได้ตามภูมิไม่มีใครยิ่งกว่ายุคนี้ นี่พูดความจริงไม่ได้หลงตัวหลงตน ไม่ได้คุยโม้โอ้อวดอะไร อาตมาก็ทำได้สำเร็จเป็นสัตถาเทวะมะนุสสานังตามฐานะของอาตมา ไม่มีใครมาให้ตำแหน่งศาสดาแก่อาตมา ไม่มี อย่าว่าแต่ศาสดาเลยแม้แต่ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ไม่มีใครมาให้อาตมาหรอก แต่ว่าอาตมาได้ทำจริงเป็นได้จริงสอนเทวดา อาตมารู้จักเทวดา เทวดาสมมุติเทพคือเทวดาโลกีย์ หลงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หมุนเวียนเสพสุขอยู่ในโลกีย์ลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข เทวดาอบัติเทพเข้าใจแล้วทางที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะลดกิเลสก็มาทำให้กิเลสลดได้มาเรียนรู้เป็นสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ เป็นเทวดากิเลสลด อย่างพวกคุณนี่เป็นต้น เป็นอุบัติเทพ คนไหนลดกิเลสถอนอนุสัยได้ถอนอาสวะได้ก็เป็นวิสุทธิเทพ ก็เป็นจริงแต่ละคนมีกิเลสอันไหนดับอาสวะได้ก็เป็นวิสุทธิเทพถ้าได้หมดคุณก็เป็นอรหันต์ อาตมาจึงยืนยันว่าอาตมารู้เทวดา มาร พรหม ไม่ใช่มีแต่พยัญชนะ รู้สภาวะรู้ในจิตแล้วสอนพวกคุณ อาตมารู้ของอาตมาก่อน ล้างมาร ล้างผี แม้แต่ไปยึดติดในความเป็นเทวดาก็ไม่มีเทวดา เป็นมนุษย์โส เป็นผู้ที่มีจิตเจริญจิตสูงอยู่ในนี้ ไม่สงสัยไม่หลงใหลในเทวดา และไม่เป็นมาร เป็นผี เป็นสัตว์นรกไม่เอา

8. พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบายด้วยธรรม อาตมาว่าอาตมาเคยถามพวกเราว่า ใครเคยเห็นอาตมาเศร้าอาตมาโศกอาตมาซึมอาตมาอะไรพวกนี้ไหม มีแต่เบิกบานร่าเริงๆ จนอาตมาเองอาตมาไม่สงสัยว่าทำไมอาตมาจึงตั้งชื่อพวกเราว่าอโศก คือ พวกไม่โศก ใครยังโศกยังไม่ใช่พวกอโศกหรอก อยู่ที่นี่เป็นอโศกนี่ไม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน