สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน เอกกนิทเทส 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน เอกกนิทเทส 2 มาเข้าสู่ที่อาตมากำลังพยายาม ซึ่งยากมากเลย พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ 36 เอกกนิทเทส 41 ลักษณะ [17] บุคคลผู้พ้นแล้วในสมัย เป็นไฉน (สมยวิมุตโต) บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ในกาลโดยกาล ในสมัยโดยสมัย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ อนึ่ง อาสวะบางอย่างของบุคคลนั้น หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา (พ่อครูว่า...คนจะบรรลุด้วยเฉโกไม่ได้ ต้องบรรลุด้วยปัญญา) บุคคลนี้เรียกว่า ผู้พ้นแล้วในสมัย
พ่อครูว่า...คำว่า สมยะ หรือสมัย อาตมาเอามาใช้เป็นนามปากกาว่า เก่าสมัย เป็นอจินไตย อาตมารู้ว่าอาตมาเกิด 8 มิถุนายน อันนี้อยู่ในใบสุทธิ อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ ไปเจอในใบเกิดว่า เกิด 5 มิถุนายน ชื่อ นายสไมย จำปาแพง ที่จริงก็อ่านสมัยนั่นแหละแต่ไม่ตรงไวยกรณ์เขา
[18] บุคคลผู้มิใช่พ้นแล้วในสมัย เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ในกาลโดยกาล ในสมัยโดยสมัย สำเร็จอิริยาบถอยู่ อนึ่ง อาสวะทั้งหลายของบุคคลนั้น หมด สิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่าผู้มิใช่พ้นแล้วในสมัย พระอริย- *บุคคลแม้ทั้งปวง ชื่อว่าผู้มิใช่พ้นแล้วในสมัย(น เหว โข) ในวิโมกข์ ส่วนที่เป็นอริยะ ห คือตัวแท้ ห.หีบคือความมีความเป็นแท้ โข คือยืนยันแล้วว่าได้แล้ว โขก็ยืนยันอีก แต่ท่านไปแปลว่ามิใช่พ้นแล้วในสมัย ที่จริงท่านเป็นผู้พ้นแล้วจนไม่ต้องกล่าวถึงอีก มาแปลอีกว่า มิต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก แต่อาสวะหมดสิ้นนะคนนี้ มันเป็นสภาวะซับซ้อน ที่ต้องเห็นใจคนแปลเลยว่าไม่ง่าย ที่จริงต้องแปลว่าไม่ต้องไปกล่าวไม่ต้องไปพูดถึงว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก เพราะท่านได้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ในบุคคล 8
พวกที่ไปหลงความคิดคือศิลปินบ้าบอฝ
อ่านต่อ
ันเพ้ออะไรก็ได้ให้แปลกแตกต่างจากเขาไว้ แค่หัวมังกุท้ายมังกรก็ได้หัวเป็นหมาท้ายเป็นหมูก็ได้ผสมเละเลย จินตนาการไป แต่สร้างแล้วให้คนอื่นรับได้ ก็จะใช้ประโยชน์ได้ แต่หากไร้สาระอะไรคนอื่นรับไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่มันก็ไม่มากเท่าคิดอยู่คนเดียวของข้า มันจบไม่ลงตรงนี้ น่าสงสารเพราะฉะนั้นออกมาจากถ้ำออกจากภพนั้นเสีย มาอยู่ในปกติสามัญ มันคนกับเขาอย่าไปปลีกแยก พวกปลีกแยกอีกนาน คือดักดาน แบบนั้นมันง่ายด้วย และมันก็มีอัตตาด้วย พวกศิลปินนี้ อาตมาไม่ยี่หระหรอก อาตมาเป็นศิลปินใหญ่ เป็นลูกของพระพุทธเจ้ารู้จักมงคลอันเป็นอุดม ไม่ใช่ศิลปะขี้หมูขี้หมาเพ้อพก แต่เป็นศิลปะที่ใช้ประโยชน์ได้มากด้วย ในบุคคลที่ 2 นี้เป็นผู้คนแล้วในสมัยเป็นบุคคลที่สูงขึ้นแล้วกว่าบุคคลที่ 1 ด้วยซ้ำไป จึงไม่ต้องกล่าวว่าจะต้องไปพ้นแล้วในสมัยอีก (สู่แดนธรรมว่า ผู้พ้นแล้วไม่ต้องอยู่ในสมัย) ผู้นี้ควรสูงกว่าเพราะอาสวะทั้งหมดสิ้นไป แต่อันแรกอาสวะบางอย่างสิ้นไปเท่านั้น
[19] บุคคลผู้มีธรรมอันกำเริบ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติอันสหรคตด้วยรูปฌาน หรือ สหรคตด้วยอรูปฌาน แต่บุคคลนั้น มิใช่เป็นผู้ได้ตามปรารถนา มิใช่เป็นผู้ได้ โดยไม่ยาก มิใช่เป็นผู้ได้โดยไม่ลำบาก ไม่สามารถจะเข้าหรือออกสมาบัติใด ในที่ใด นานเท่าใด ตามปรารถนา ข้อนี้ก็เป็นฐานะอยู่แล ที่สมาบัติเหล่านั้น จะพึงกำเริบได้ เพราะอาศัยความประมาทของบุคคลนั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มี ธรรมอันกำเริบ
มันสลับซับซ้อน เหมือนที่ทุกวันนี้คนไม่เอาเรื่องศีลไปเอาเรื่องสมาธิเรื่องปัญญาก่อน มันสลับกัน ปัญญาผกผันคิดไปได้หมด ออกนอกทางสมาธิก็หลับตาทำไม่รู้เรื่อง แต่ที่จริงต้องทำศีล แล้วทำให้เกิดสมาธิเกิดปัญญาเป็น สามเส้า cyclic order สังเคราะห์สังขารกันอย่างสมบูรณ์แบบถ้าไม่อย่างนั้นไม่ได้เรื่อง สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี เป็นแกนที่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถไปกำหนดใครเขาได้ เป็นแกนของเขา แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ต้องเป็นผู้ที่มีสาวกคู่ 2 ช่วยกัน มีทั้งเจโตและปัญญา มีทั้งศรัทธาและปัญญา เป็นผู้ช่วยงาน 2 ด้าน สิ่งที่จะเกิดขึ้นต้องมี 2 เสมอทำงานนิวเคลียสต้องมีบวกกับลบทำงาน พลังงานจึงจะเกิดปฏิกิริยามีฤทธิ์แรง หากว่ามีอันเดียว มีแต่อยู่เฉยๆกับ ชรตา นอกจากจะอนิจจตา สัมประสิทธิ์ปรุงแต่งขึ้นก็จะเดินได้ แค่ถ้าไม่แล้วสามเส้าอุปจยะ สันตติ ชรตา หากไม่สันตติ ปล่อยก็มีแต่ชรตา ตามบารมีแต่ละคน บางคนเร็วไม่เสียเวลาในสุทธาวาส 5 บางคนช้า เต็มยศสุทธาวาส 5 เลยนานไม่รู้กี่ล้านชาติ
มาอธิบายสัทธานุสารีกับธัมมานุสารี พระโมคคัลลานะบรรลุธรรมก่อนพระสารีบุตร เร็วกว่าพระโมคคัลลานะใช้เวลา 7 วันบรรลุพระสารีบุตรใช้เวลา 15 วันบรรลุ 2 เท่าของพระโมคคัลลานะ แต่เสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า ทางด้านปัญญาทางด้านที่จะใช้งานเยอะ ที่จะทำให้ผู้คนนำหน้าต้องเอาปัญญานำหน้า เอาเจโตนำหน้ามันยาก พระพุทธเจ้าสายปัญญาต้องเอาปัญญานำหน้า แล้วท่านจะให้ชัดเจน หากเอายาวนานจริงๆแล้วปัญญาชนะ สายปัญญาธิกะ ใช้เวลาบำเพ็ญ 20 อสงไขยแสนมหากัป ส่วนสายเจโต ศรัทธาใช้เวลาบำเพ็ญ 40 อสงไขยแสนมหากัป ส่วนสายที่วิตักกะวกวนไปมาใช้เวลา 80 ที่จริงให้น้อยแล้วนะที่จริงน่าจะมากกว่า เขาวนไปมาซ้ำแซะ พวกนี้ไม่รู้จักเวลาด้วยนะ เสียเวลาไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เขาไม่ได้จำ จำไม่ได้ด้วย พวกปัญญา(พุทธจริต) 20 ศรัทธา 40 วิตักกะ 80 สัทธานุสารี คือพวกติดตามด้วยศรัทธา สายปัญญาก็ได้ธัมมานุสารี ได้จุดทฤษฎีปฏิบัติแล้ว เขาก็จะได้เป็น ทิฏฐิปัตตะ ถ้าจะให้ละเอียดก็เป็นธัมมานุสารีก่อน แต่มันจะข่มศรัทธา ก็จะได้สามเส้า จะได้บรรลุ ตามความเชื่อความเห็น ปัตตะแปลว่ารู้ จากทิฏฐิปัตตะแล้วจะได้เป็นกายสักขี คือมีอัตภาพยืนยัน มีเทวะ มีรูปนาม มีธรรมะ2 มีคู่มีเขามีเรา ร่วมกันรู้ร่วมกันเข้าใจพูดรู้เรื่องยืนยันกันได้ หากคนเดียวรู้ ไม่มีใครยืนยันไม่รับรองไม่ใช่ สัจจะนี้ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย จึงต้องมีผู้รับรองผู้รู้ร่วมอย่างน้อย 1 คน ยิ่งมากคนตรงกันเป็นล้านคนเลย ความหมายสัจจะมีหนึ่งเดียวแต่คนมีเป็นล้านคนก็ได้ มันตรงกัน เมื่อมีกายสักขี คือสิ่งนี้ยืนยันกันได้ทั้งภายนอกภายใน กาย ต้องมีสอง ธรรมะสอง คงอยู่ไม่สลาย หากสลายเป็น 0 ซึ่ง 0 นี้สลายแล้วบางทีไม่เรียกธรรมะ ไม่เรียกธรรมะ0 หรือสุญญตธรรมก็เรียกโดยเป็นที่เข้าใจกัน แต่ความจริงไม่ตรงเป๊ะเลยทีเดียว
พอมากายสักขี พระพุทธเจ้าต้องกำชับว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก็ต้องมารู้ว่าวิโมกข์ 8 คืออะไร? ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คือมีคนที่มีจิตวิญญาณ สัตว์เดรัจฉานพูดกันไม่รู้เรื่องแม้อเวไนยสัตว์ก็พูดเรื่องนี้กันไม่รู้เรื่อง คือต้องมีการเห็นการสัมผัส ๒. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (๑๐/๖๖) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป)
๓. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓ สมณะเดินดินสรุปจบ...611114_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าต้องอ่านจิตเป็น