โลก 10 แบบ ที่ไม่ใช่แค่ Imagine ตอนที่ 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข21 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

โลก 10 แบบ ที่ไม่ใช่แค่ Imagine ตอนที่ 1 พ่อครูว่า... อาตมาขอยืนยัน แล้ว สยังอภิญญา จะเป็นคนอย่างไร สยังอภิญญา ก็คือเป็นคนที่อธิบายโลกนี้โลกหน้า โลกที่กำลังพูดกันอยู่นี้กำลังแยกมาแค่ 9 แล้วขยายเป็น 10 คนที่ไม่มีอคติฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสังลภเตปัญญัง คนที่ ทุสูสังก็อวิชชา เพราะฉะนั้นอาตมาก็ยืนยันว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา อย่างพวกคุณนี้เชื่อก็มาปฏิบัติตาม อาตมาก็พาปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ตอนนี้ขยายความไปจนชัดเลยว่าก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 ชัดเจนพวกเราก็ชัดเจนไม่มีความสงสัย ยืนยัน ทั้งพยัญชนะคำสอนพระพุทธเจ้า ว่าเราทำถูกตามลำดับตามเนื้อหาของพระพุทธเจ้าตามข้อปฏิปทาต่างๆ แล้วก็ได้ผล เป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนมีวิมุติ วิมุติญาณทัสนะขึ้นมา ชัดเจนก็มีสิ่งยืนยันไม่ใช่คนเดียว เป็นร้อยคนเป็นพันคนเป็นหมื่นคน อาตมาว่าได้ถึงหมื่น แสนก็น่าจะถึง นับโสดาบันขึ้นไป นับให้มันชัดๆ ทั้งโสดาปัตติมรรค คนฟังอาตมา 50 ปี คนนี้น่าจะถึงแสน ถ้าไม่ถึงแสนก็สู้ลิซ่าไม่ได้นะ แม้มันจะได้น้อยได้ไม่มากแต่ได้เนื้อแท้ เกิดเป็นสังคมนอกจากวรรณะ 9 จริงๆแล้ว เป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนมากล้าจนมักน้อย อัปปิจฉะ มาเป็นคนใจพอ สันตุฏฐิ มาเป็นคนที่ขัดเกลาตนเอง สัลเลขะ ขัดเกลา กาย วาจาใจตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า มีธูตะ ศีลเคร่ง ศีลสูงขึ้นจนบรรลุผลมีอาการน่าเลื่อมใส กายกรรมน่าเลื่อมใส วจีกรรมน่าเลื่อมใส มโนกรรมน่าเริ่มใสขึ้น ผลสรุปเป็นคนที่ไม่สะสม อปจยะ และยอดขยัน ระดมความเพียร นี่เป็นสำนวนของท่านประยุทธ์ปยุตโต สำนวนที่ท่านแปลเก่าๆคือปรารภความเพียร เป็นผู้ที่เพียรอยู่เสมอไม่หยุดหย่อน รู้จักพักรู้จักเพียร แล้วก็เกิดผล เกิดผลเป็น สาราณียธรรม สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตต

อ่านต่อ

าวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา อยู่กันอย่างเมตตา สุขสำราญเบิกบานใจอยู่ในระบบสาธารณโภคี ลาภที่เราได้มา สิ่งที่ทุกคนร่วมกันขยันพากเพียรสร้างมาก็เกิดผลผลิตเอามารวมส่วนกลาง อย่างที่เห็นกองโต มันอุดมสมบูรณ์จริงๆ (มีคนเขียนมาให้อ่าน ผัก ที่อยู่บนโต๊ะ)กวางตุ้งผักกาดขาวสวน ดาวสู่แสงพุทธ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอกจากสวนอาจารย์ ข้าดิน มะรุมจากสวนอาละอองนิล ผักชีลาวดอกไม้ฝรั่ง Forget Me Not สวนแม่เต็มศิริ พวกเราเอามาประดับตกแต่งบนโต๊ะจนคนว่า เป็นสมณะคือศีลมากกว่า 8 แล้วทำไมมีดอกไม้มาประดับโต๊ะ ก็อะไรกันนักกันหนา จะตกแต่งนิดหน่อยก็ไม่ได้ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พ่อครูเป็น สยังอภิญญา ท่านประกาศตั้งแต่เริ่มต้นทำงานศาสนาใหม่ๆว่า อาตมาเป็นคนไม่มีครูบาอาจารย์ อันนี้ไม่เข้าหูคนอื่นเลย รองรับกับคำ สยังอภิญญา ซึ่งไม่ใช่อยู่ดีๆก็มาเป็นได้ หรือไปซื้อตามร้านขายยา

พ่อครูว่า…ถ้าเข้าใจวัฏสงสารการตายแล้วและก็เกิดมาแล้วก็มีอนุสัย มีจิตที่เป็นต้นตอของเรา สย สยัง ตัวเรา ที่มันติดตามเราไปอนุสัย จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็นี่แหละคือ สยังอภิญญา ตัวเรานี่แหละ มันมี สก สว สย สก เป็นตัวตนที่หยาบที่สุด ใช้พยัญชนะตัวต้นของพยัญชนะเลย ต่อมาก็ สว ก็ตัวตน อาสวะนี่ ตัวตน ที่จะต้องมาพัฒนาสวะ ตัวตนที่มีการปรุงแต่งเป็นสังขารมีกิเลสมาร่วมปรุงแต่ง ภาษาไทยเรียกว่า สวะ ต้องเอาสวะออก ว ตัวนี้เป็นตัวที่ 4 ของเศษวรรค ก็เอา ตัวนี้ออกให้หมด หมด สก หมด สว เหลือ สย ซึ่งเป็นเศษวรรคทั้งหมดเลย ย ตัวที่ 1 ของเศษวรรค ตัวนี้สำคัญตัวสุดท้าย ถ้าเผื่อว่ามันยังหลงอยู่ก็จะเป็น ย เช่น ยสะ ยโส เป็น ยศ สย กับ อย สย มาเป็น ยส อย จะเรียกว่า ยอ ก็ได้ มาเป็นภาษาไทยคือ ย.ยกขึ้นไปเลย ที่จริงมันก็จะหมดแล้ว ยส กับ อย อย ท่านแปลว่า ยาง อย คือ เชื้อ ของความเกาะความเหนียวกันอยู่ ยางเหนียว มันยังเหลือเชื้อต้องติด ต้องผูก ต้องยึด เพราะฉะนั้นต้องหมด อย ความเป็นยางเหนียว ต่างคนต่างอิสระหมดเลยไม่มีลักษณะดูดผลักกันจริงๆเลย ถึงจะหมดเกลี้ยง สิ่งที่ยังไม่หมดไม่เกลี้ยงก็ยังมาผูกพันเข้าจึงเรียกว่า โลก อาตมาก็หยิบมาพยายาม 160 10 อย่าง โลก” 10 ชั้น โลก หมายถึง 1. โลก หมายถึง ดวงดาว ดวงหนึ่ง ในแดนอวกาศ Space 2. โลก หมายถึง พลังงาน ความหมุนวน เปลี่ยนแปรสภาพไปต่างๆ 3. โลก หมายถึง สังขาร ที่มีวิญญาณเข้าร่วมปรุงแต่งกันอยู่ 4. โลก หมายถึง อุปาทาน ที่ยึดเป็นภพ เป็นชาติ 5. โลก หมายถึง อวิชชา ที่คนผู้ไม่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความจริง” บริบูรณ์ 6. โลก หมายถึง วิชชา หรือ ปัญญา ที่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความจริง” สัมบูรณ์ 7. โลก หมายถึง ความมี กับ ความไม่มี เท่านั้นในความเป็น 2 (เทว) 8. โลก หมายถึง ธรรมนิยาม 5 9. โลก หมายถึง สูญ หรือ ศูนย์ (สูญหายไป ; ศูนย์กลาง) 10. โลก หมายถึง โลกจินตา ที่เป็น อจินไตย โลก ตัวที่ 10 นี้ร้ายนักมันวนอยู่นั่นแหละไม่ออกจากไปได้ โลกจินตา ที่เป็นอจินไตย โลกจินตา หมายถึงห้วงแห่งความคิด Imagine นี่แหละ จินตนาการ พูดด้วยศัพท์เต็มรูป อีกศัพท์คือโลกจินตา จินตนาการคือนามเพื่อการความคิดของจิต คิดมาเป็นรูปเป็นร่างก็เรียกว่า โลกจินตา เป็นรูปร่าง เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา โลกจินตาคือ อจินไตย ตัวที่ 4 เป็นตัวที่คิดเอาไม่ได้ง่ายๆ ต้องมีภูมิธรรมถึงจริงๆจึงจะรู้ว่า โลกจินตาคืออะไร ผู้จมในโลกจินตาน่าสงสาร ผู้คงแก่เรียน learned man เป็น ปทปรมบุคคล เรียนศรัทธาในการศึกษา แต่ไม่เรียนเข้าไปถึงรายละเอียดของจิตเจตสิกรูปนิพพาน เรียนนะแต่ไม่รู้ เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ เรียน นกก็อยู่กับฟ้า เห็นฟ้า ปลาก็อยู่กับน้ำเห็นน้ำแต่ไม่รู้จักฟ้าไม่รู้จักน้ำ ก็วนอยู่ในฟ้า วนอยู่ในน้ำนั่นแหละนาน เป็น ปทปรมบุคคล คือผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาก็มากท่องจำได้ก็มาก ฟังมามาก ท่องจำได้ก็มาก กล่าวสอนพูดบอกอยู่สาธยายอยู่ก็มาก แต่ตัวเองไม่บรรลุมรรคผลเลยในชาตินั้น นี่ น่าสงสารมีอยู่ในปราชญ์ชาวพุทธเรา จมอยู่อย่างนั้นน่าสงสาร อาตมาพูดด้วยความจริงใจว่าน่าสงสาร ทำอย่างไรหนอ ท่านจะเลิกหยุดในความเป็น ปรปรมะ ทำอย่างไรท่านจะเลิกหลงอยู่ใน โลกจินตา ทำไมจะรู้ว่าเราจะไปโลกจินตนาการ Imagine ไปถึงไหนหนอ บอกว่า Imagine ก็เข้าใจมีรายละเอียด เขาก็เข้าใจ แต่ไม่เข้าถึง ไม่ปฏิบัติให้บรรลุถึงเนื้อแท้เลย เข้าใจเข้าใจเข้าใจ ดีอยู่หน่อยที่เข้าหูแล้วเข้าใจ แต่ไม่เข้าถึงไม่บรรลุธรรม ไม่แทงทะลุรอบเป็นปฏิเวธธรรม ไม่ปฏิบัติด้วย ปฏิบัติแต่ปฏิบัติอย่างมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจรณะ 15 วิชชา 8 แต่ไปปฏิบัติอย่างเดียรถีย์ฤาษี คือ นั่งหลับตา หรือทำสมถะเท่านั้น แยกสมถะกับวิปัสสนาไม่ออก แยกไม่สำเร็จ ก็เลย หลงวน อยู่ในโลกแห่งพยัญชนะ อยู่ในโลกแห่งบัญญัติ อยู่ในโลกแห่งความคิด บัญญัติต่อบัญญัติ โอ้โห..อย่าไปเถียงเลยนะ ไม่ทันเลย อาตมาสู้ไม่ได้ รู้มาก โอ้.. สู่แดนธรรม... เขาขุดบ่อล่อปลาให้เราไปตกด้วย พ่อครูว่า..บังเอิญไม่กินปลา ก็เลยปลอดภัย ไม่ตกหลุม เริ่มต้น ตั้งแต่ โลก หมายถึงโลกจินตา อจินไตย คิดเอาไม่ได้ ต้องมาเริ่มต้นที่โลกที่ 1 1. โลก คือ ดวงดาว ดวงดาวนี้ หมายถึง ลูกกลมๆอยู่ในอวกาศ ลูกโลกที่เราอาศัยอยู่คือดวงดาว อยู่ในจักรวาลน้อยมี 9 ดวง ตามสัจจะเลย มันสัมพันธ์กันอยู่ 9 ดวง และมีพระอาทิตย์อีกดวงหนึ่ง อาศัยพลังงานสัมพันธ์กับพระอาทิตย์ดวงเดียวกันนี้ อันนั้นเป็นเรื่องทางฟิสิกส์ อาตมาไม่ต่อ มาต่อทางนามธรรม ทางธรรมะ โลกอันที่ 1 หมายถึง ดวงดาว เราก็เข้าใจแล้ว 2. โลกหมายถึงพลังงาน ในโลกลูกหมุนมันก็มีพลังงาน ก็เริ่มซับซ้อน ถ้าโลกเป็นลูกที่มันหมุนอยู่ก็มีพลังงานในโลก พลังงานที่ซ้อนอยู่ในนั้น มีความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้าทางฟิสิกส์ก็อยู่ในนี้ทั้งหมด ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นคนเราก็เอาความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าเอาไปใช้ เพราะมันได้มาจากพระอาทิตย์เป็นตัวแม่เยอะ ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้าส่งมา แค่นี้ก็ใช้ โอ้โห.. เอามาใช้เหลือเฟือเลย จนกระทั่งเกิดความรู้ความสามารถจะเดินทางไปสู่พระอาทิตย์ เขายังไม่อยากพูดเท่านั้นแหละ สักวันเขาจะกั้นความร้อนจากพระอาทิตย์ได้แล้วเขาจะเดินทางไปถึงพระอาทิตย์เลย อย่าไปว่าแค่ดาวอังคาร ดาวพุธ ออกจากดาวเคราะห์ 9 ดวงไปหาพระอาทิตย์เลย ก่อนอื่นเขาก็ไปหาพระจันทร์ก่อน เขาก็ว่าไปโลกพระจันทร์ได้แล้ว ก็จะไปดาวพระอังคารที่ไกลกว่า ก็ว่ากันไป ซึ่งการคิดจะไปโลก โลกอย่างนั้นมันไม่จบหรอก เกิดมาอีกกี่ชาติก็ได้ไปเรื่อยๆ ก่อนคุณจะไปถึงพระอาทิตย์ คุณก็หมุนเวียนลงไปในนรกก่อน คิดไม่ได้แล้วก็ไปลงนรกแล้วก็เกิดมาใหม่ อจินไตย อาตมาเคยบ้าพวกนี้เคยรู้มา ที่พูดไม่ใช่หมายความว่าเราไม่รู้ แต่รู้มาก่อน อาตมาก็เคยโง่งมงายอย่างนั้น คิดฟุ้งซ่านไปกับทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไม่เคยคิด เพราะฉะนั้นที่หลงเหลือทุกวันนี้มาจากเศษที่มันเคยคิดมาก่อนแล้ว แบบวิทยาศาสตร์เขาคิด ทุกวันนี้ เป็นของเก่าเหลือเศษๆเอามาใช้ มาเน้น นามธรรม แล้วเราจะรู้หมดเลย ทั้งโลกที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะรู้จักพลังงาน เมื่อพลังงานในโลก 3. โลกคือสังขาร ก็เอามาปรุงแต่ง เริ่มต้นจะปรุงแต่งสามเส้ามีรูปนามแล้วก็ประธาน สังขารโลก คือการปรุงแต่งดินน้ำไฟลมมีพลังงานในโลก ปรุงแต่งกันอยู่ด้วยความร้อน แสง เสียงแม่เหล็กไฟฟ้าจนกระทั่งมาปรุงแต่งเป็นชีวะ ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้าก็คือพลังงานอุตุ เมื่อมาเป็นพืชมาเป็นชีวะ ก็จะเกิดมีตัวเจ้าของขึ้นมาบงการ กะหล่ำปลีก็บงการความเป็นกะหล่ำปีของมันไป กล้วยมันก็บงการความเป็นกล้วยของมันไป 650121_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลก 10 แบบ ที่ไม่ใช่แค่ Imagine ตอนที่ 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน