เรียนรู้โลก 9 แบบ จนเป็นมนุษย์พืชมหัศจรรย์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข20 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

เรียนรู้โลก 9 แบบ จนเป็นมนุษย์พืชมหัศจรรย์ _พ่อครูว่า… เอ้า มาเข้าสู่ ที่เตรียมเอาไว้จะอธิบายโลก 9 เแบบ อ่านให้ฟังก่อน โลก” 9 ชั้น โลก หมายถึง 1. ดวงดาว ดวงหนึ่ง ในแดนอวกาศ Space 2. โลก หมายถึง พลังงาน ความหมุนวน เปลี่ยนแปรสภาพไปต่างๆ 3. โลก หมายถึง สังขาร ที่มีวิญญาณเข้าร่วมปรุงแต่งกันอยู่ 4. โลก หมายถึง อุปาทาน ที่ยึดเป็นภพ เป็นชาติ 5. โลก หมายถึง อวิชชา ที่คนผู้ไม่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความจริง” บริบูรณ์ 6. โลก หมายถึง วิชชา หรือ ปัญญา ที่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความจริง” สัมบูรณ์ 7. โลก หมายถึง ความมี กับ ความไม่มี เท่านั้นในความเป็น 2 (เทว) 8. โลก หมายถึง ธรรมนิยาม 5 9. โลก หมายถึง สูญ หรือ ศูนย์ (สูญหายไป ; ศูนย์กลาง)

พ่อครูว่า... คนไทยอาคำว่า ศูนย์มาเขียนสองแบบคือ สูญ กับ ศูนย์ อย่างอาคารเรานี้ใช้คำว่า ศูนย์สูญ คำแรกเป็นสันสกฤต คำที่ 2 เป็นบาลี มาใช้เป็นความหมายที่ต่างกันบ้าง อย่างสูญคือ หายไปหมดไป เป็นความไม่มี ส่วน ศูนย์ หมายถึง ความมี กลางๆ อาศัยเลย สภาพศูนย์อันนี้เป็นสภาพอาศัยเลยกลางๆ เช่น ศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นจะเขียนหนังสือว่าศูนย์กลาง คุณจะต้องเขียนศูนย์ ถ้าไปเรียก สูญกลางก็ได้ ก็หมายถึงกลางตรงนั้นไม่มีอะไร แต่ถ้าศูนย์กลาง หมายถึงความเป็นกลางที่มีอาศัยอยู่ ความเป็นกลางอันนี้ โอ้โหเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดที่คนจะต้องปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า เอาตรงนี้แหละเป็นสำคัญที่สุดเลย ลักษณะ อีกภาษาหนึ่งท่านใช้เรียกว่ามัชฌิมา ผู้ที่บรรลุอันนี้ ผู้ที่บรรลุได้แล้วแล้วเป็นตัวปฏิกิริยาไดนามิกเลย อนุปคัมมะ เป็นคนเข้าถึงสภาพ 2 อย่างแล้วก็มีอยู่ทั้ง 2 อย่างยังไม่ตายยังไม่สูญยังไม่ไปไหนมีวิจารณญาณอยู่ กับความมีกับความไม่มี ซึ่

อ่านต่อ

งเป็นความลึกซึ้งสูงส่งมากเลยอันนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็น อนุปคัมมะ หรือคนเป็นมัชฌิมา คือคนสุดยอดแล้วจบเลยในศาสนาพุทธ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ เรียกว่าอภิภู จบเข้าเขตปาง 8

ขยายความโลก 9 แบบ 1. โลกหมายถึงดวงดาว ก็คือลูกโลกนี้แหละอยู่ในอวกาศ มีดาวแต่ละดวง อย่างของเรานี้เป็นพวกดาวดวงหนึ่งเป็นโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ลูกโลกที่เราอาศัยอยู่ โลกมนุษย์นี้ ก็เป็น 1 ใน 9 ดวง เรียกว่าดาวเคราะห์ นพเคราะห์ ที่เป็นจักรวาลที่เรียกว่า สุริยะจักรวาลนี้ จากพระอาทิตย์ดวงเดียวดวงนี้ ก็มีโลก 9 ลูกหมุนรอบพระอาทิตย์นี้อยู่ สุริยะจักรวาล นี่หมายความถึงโลก ลูกโลกที่มันหมุนอยู่ในแดนอวกาศทั้งหมด นี่คือเป็นรูปธรรมแท้ๆ นี่คือโลก คือดวงดาว 2. โลกหมายถึงพลังงาน พลังงานความหมุนวน เปลี่ยนแปรสภาพไปต่างๆ ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ที่จะมาปรุงแต่งพลังงานอย่างไร มันก็หมุนเวียนเป็นพลังงานหมุนวนสังเคราะห์กันอยู่ในนี้ มีจุดศูนย์กลางแล้วก็มีแรงดูดพลังงานไป เป็นนามธรรม ที่จริงจะเป็นอรูปธรรมก็ได้ ถ้าเป็นอุตุก็เรียกเป็นรูปธรรม แม้แต่เป็นพีชะก็เรียกว่าเป็นรูปธรรม ไม่ได้ว่าเป็นนามธรรม จิตนิยามขึ้นไปจึงเป็นนามธรรม มีเวทนา มีความรู้สึก จึงเรียกว่านาม ถ้ายังเป็นแค่พืชยังไม่เรียกว่านามมทีเดียว เรียกว่ายังเป็นอรูปธรรม พลังงานอรูป แม้ว่ามันมีชีวะแล้วยังไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ยังไม่จัดอยู่ในจิตนิยาม ยังไม่ทุกข์ไม่สุข ยังไม่จองเวรจองกรรม ยังไม่มีบาปมีบุญ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ข้อที่ 8 โลกเป็นธรรมะนิยาม 5 3. โลกคือสังขาร ตอนนี้มีวิญญาณเข้ามาร่วมเป็น สังขาร วิญญาณ นามรูป เป็น 3 เส้า อวิชชา จึงรู้สังขาร สังขารจึงได้ว่ามีวิญญาณ วิญญาณจึงมีเหตุปัจจัยรู้งานบวชในนามรูป ต้นสังขารวิญญาณนามรูป สังขารคือสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ระหว่างสามเส้า เราเรียกตัวกลางว่าวิญญาณ มันปรุงแต่งกันอยู่ ก็แยกเป็น 2 คือนามกับรูป พระพุทธเจ้าขยายรูปเป็นรูป 28 แต่นามมี 5 เอง อุปทานยึดไปเป็นภพเป็นชาติ ที่ยึดคือวิชชา ไม่รู้สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะผัสสะ เวทนา ตัณหา ก็เลยตกตะกอนตกผลึกเป็นอุปทาน เป็นภพเป็นชาติ 4. โลก หมายถึง อุปาทาน ที่ยึดเป็นภพ เป็นชาติ 5. โลกหมายถึงอวิชชา ขยายถึงต้นตอของปฏิจจสมุปบาท อวิชชานี่แหละ ก็คือคนไม่รู้จักรู้แจ้งความจริงบริบูรณ์ ก็คืออวิชชา เหลือน้อยก็หนึ่งน้อยก็เป็นอวิชชาน้อยหนึ่ง เหลือสองน้อยก็อวิชชาสองน้อย เพราะฉะนั้นต้องศึกษาให้เป็นวิชชา 6. โลก หมายถึง วิชชา หรือ ปัญญา ที่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความจริง” สัมบูรณ์ เคยสังเกตไหมว่าคำว่าบริบูรณ์ กับคำว่าสัมบูรณ์ 2 คำนี้มีนัยยะสำคัญต่างกันอยู่ เคยสังเกตเห็นไหม บริบูรณ์หมายถึงเต็มเปี่ยม สัมบูรณ์ หมายถึงทั้งเต็มรอบครบถ้วนไปหมดเลย สัมบูรณ์ บูรณะอย่างปริอย่างรอบ กับ บูรณะอย่างสมะ ต่างกันที่สมะกับปริ ต่างกัน ถ้าจะไปลงถึงพยัญชนะก็ชัดขึ้นอีกแหละ แต่เอาไว้ก่อน ทั้งปริ มี ป ริ แต่ สม มี ส กับ ม เอง เป็นเศษวรรค ส่วนปริคือพยัญชนะตัวต้นเลย ป มีอีกสามใยเหนียวผูกไว้คือ อยะคือ ยางเหนียวผูกไว้ เพราะฉะนั้น ปริ มีสภาพความหยาบกว่า สมะ 7. โลก หมายถึง ความมี กับ ความไม่มี เท่านั้นในความเป็น 2 (เทว) เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว 2 สภาพนั่นแหละ เทวฺ อาตมาสรุปแล้วในมหาจักรวาลในทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากแยก 2 ในมุม เหลี่ยม มิติต่างๆประเด็นต่างๆนานาได้ทั้งครบทุกมุมทุกเหลี่ยม ทุกวิถีทุกมิติเลยนะรวมอยู่ที่เทวะสภาพ 2 ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยสภาวะ 2 ถ้าเข้าใจแล้วในสภาวะที่คุณจะต้องเรียนรู้ที่ความมี ถ้าไม่มีก็ตีเป็น 0 ไปเลยจบ 0 กับ จบต่างกันตรงภาวะ 0 คือไม่มีก็จบแต่ถ้ามีก็คืออนันตัง คือหาประมาณไม่ได้ อัปปมาณา ส่วนไม่มีก็คือ 0 ตัวเดียว ถ้ามีนี้ไปเลยอันนันตังก็ได้ อัปปมาณาก็ได้ หรือหาที่สุดไม่ได้ หรือมากมายจนนับไม่ถ้วนแต่เขามีให้นับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 จนเป็น 10 ล้านเป็นโกฏ ก็ได้ ภาษาไทยบอกว่านับไม่ถ้วน นับอย่างไรก็นับไม่ถ้วน 8. โลก หมายถึง ธรรมนิยาม 5 ตัวนี้แหละ เอาตัวที่ 9 เลยแล้วก็หันกลับมาอธิบายตัวที่ 8 คร่าวๆสำหรับเวลาที่เหลือ 20 กว่านาที 9. โลก หมายถึง สูญ หรือ ศูนย์ (สูญหายไป ; ศูนย์กลาง) จะเป็นสูญหรือศูนย์ก็ตาม ถือว่าจบ จบลงที่ศูนย์ ถ้าใครไม่รู้ความศูนย์ ความจบ ความไม่มีที่บริบูรณ์สมบูรณ์แล้ว คุณก็เลยปัญหาไปแล้ว ปัญหามันมีอยู่ที่ว่า รู้จักความสูญได้ความไม่มีความจบได้ก็จบ ถ้ายังมีอะไรที่ยังสงสัยอยู่แสดงว่าคุณเองคุณยังไม่หมดปัญหา เลยปัญหาไปแล้ว หรือยังมีปัญหาที่ขาดหกตกหล่นยังไม่ครบเท่านั้นเอง ถ้าใครครบแล้วสูญครบ จบ จ่ายจบครบ จ่ายครบจบแน่ ที่เขาไปล้อเลียนพวกเรียนหนังสือ คุณจ่ายทรัพย์ครบก็จบแน่ มันเสื่อมขนาดนั้น

ธรรมนิยาม 5 เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่ ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ ไม่เข้าใจอย่างชัดเจนเลยในธรรมะนิยาม 5 แบ่งสภาวะของนิยามก็คือแบ่งสภาพนิยามไว้แต่ละอย่าง นิยามไว้ว่าอุตุนิยาม ไว้ว่าพีชนิยาม ไว้ว่าจิตนิยาม ไว้ว่ากรรมนิยาม ไว้ว่าธรรม 5 คำนี้ พระพุทธเจ้าจึงให้สอน ผู้ที่จะสอนคนคืออุปัชฌาย์ เมื่อรับเข้ามาก็ต้องดูแลรับผิดชอบลูกศิษย์ลูกหา อันเตวาสิกนี้ แล้วสอนให้บรรลุธรรมะนิยาม 5 นี่แหละ ถ้าอุปัชฌาย์ไม่รู้จักธรรมะนิยาม 5 นี้แล้ว อุปัชฌาย์เต่า อุปัชฌาย์เป็ด อุปัชฌาย์ไม่ได้เรื่องหรอก อุปัชฌาย์ไม่มีทางที่จะสอนให้คนเขาบรรลุธรรมได้ อุปัชฌาย์อย่างนั้นมีไหม มีที่ไหน มีทั่วไป อุปัชฌาย์ทุกวันนี้เป็นอุปัชฌาย์เป็ด อุปัชฌาย์เต่า เต่าก็ไข่ทิ้งเป็ดก็ไข่ทิ้งมีลูกแล้วก็ทิ้ง เดี๋ยวนี้ขายราคาแพง ธรรมนิยาม 5 มี อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้อุปัชฌาย์สอนว่าต้องแยกจิตแยกกาย คำว่ากายนี้สำคัญคำว่ากายไม่สบายจริงๆเลยเนี่ยที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มีความหมายมากเลยในคำว่ากาย เพราะฉะนั้นคำว่ากาย จึงเป็นคำแรกที่ผู้ที่จะมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจะต้องรู้จักคำว่า กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ ถ้ารู้คำว่ากายไม่สัมมาทิฏฐิเลย ไม่ต้องเรียนต่อ สังโยชน์ 10 ต้องพ้นสักกายะทิฏฐิ กายแล้วสักกะคือของตน อ่านในตนนี่หละ อ่านความเป็นรูปนาม ความเป็นกาย ความเป็นภาวะ 2 ความเป็นภายนอกภายใน นี่ล้วนแล้วแต่เป็นความหมายของคำว่ากายทั้งนั้น ซึ่งอาตมาก็ยังอธิบายอยู่ นี่ก็แบ่งไว้ 10 ข้อ ในเรื่องของกาย จะเอามาขยายความ เขียนไว้แล้วในปัญญา 8 อุปัชฌาย์จะต้องสอนธรรมนิยาม 5 คือแยกกายแยกจิต ให้แก่ลูกศิษย์ให้เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิให้ได้ เมื่อบวชให้เสร็จ ท่านก็ต้องอธิบายธรรมนิยาม 5 ให้ลูกศิษย์ เดี๋ยวนี้ไม่ได้อธิบายกัน เพราะไม่มีความรู้อันนี้ ท่านสอนเฉยๆ ซึ่งยังเหลือภาษาอยู่บ้าง ว่าจะต้องมีธรรมนิยาม 5 แต่ไม่มีความรู้กันแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธจริงๆ อุปัชฌาย์ไม่รู้จักธรรมนิยาม 5 ขออภัยต้องกล่าวพาดพิงไปถึงแม้แต่ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านพุทธโฆษาจารย์ ท่านก็ขยายความไว้ อาตมาก็ตามศึกษาดู ในหนังสือของท่าน ซึ่งไม่ได้เคยไปพบปะคุยกัน ก็ดูว่าท่านเข้าใจธรรมนิยาม 5 อย่างไร ซึ่งท่านเข้าใจไม่เหมือนอาตมา ถ้าเข้าใจธรรมนิยาม 5 ไม่เหมือนอาตมา มันบรรลุธรรมไม่ได้ บรรลุอรหันต์ไม่ได้ ถ้าแยกธาตุรู้ออก ไม่ได้ว่า ธาตุรู้นี่เป็นอุตุธาตุ คือไม่มีธาตุรู้แล้ว เป็นนามธรรมแล้ว อุตุวัตถุดินน้ำไฟลม พลังงานอย่างที่ไอน์สไตน์บรรลุธรรม ตรัสรู้ ไอน์สไตน์ตรัสรู้เรื่องพลังงาน 2 E = MC 2 ไม่ได้รู้เรื่องของนามธรรมอย่างที่ว่า แต่เริ่มรู้ไปเรื่อยๆแล้วไอน์สไตน์เริ่มรู้เรื่องเข้าใจแล้วว่า อ๋อ พระพุทธเจ้าเป็นเรียนรู้อันนี้จบ เพราะฉะนั้นไอน์สไตน์จึงยอมยกให้พระพุทธเจ้า ไอน์สไตน์จึงเริ่มเป็นโพธิสัตว์ เพราะความรู้นี้เขายอมพระพุทธเจ้า แต่เขาจำนนที่ปางนี้เกิดเป็นไอน์สไตน์ อยู่ในโลกของเทวนิยม แล้วก็ไม่มีเวลา ไม่มีอะไรที่ โดยเฉพาะบารมีเขายังขยายมากกว่านั้นไม่ได้ เขาก็เลยได้แค่นั้น และก็จบอายุไปก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจ 1 สภาพของอุตุคือพลังงานของสภาพวัตถุต่างๆ ดินน้ำไฟลมมันก็จะต้องมารวมกัน มันดูดมันผลักกัน ต่างๆนานา เหมือนพลังงานที่ไอน์สไตน์ค้นพบแล้วอธิบายเป็นสูตร E = MC 2 นี่แหละยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้ใช้พลังงานมีกันอยู่ทั้งโลก ทีนี้ พลังงานนี้ ถ้ามันเป็นชีวะเราก็เป็นเจ้าของ ถึงขั้นเป็นชีวะ ถึงขั้นสูงกว่าพีช เป็นจิตนิยาม พลังงานในระดับอุตุ พลังงานในระดับพีช พลังงานในระดับจิต แล้วจัดแจงเองเรียกว่ากรรม กรรมกับธรรมะ เป็นสภาพ 2 คือ static กับ Dynamic กรรมนิยามเป็น Dynamic ส่วนธรรมนิยามเป็น Static ธรรมเป็นตัวทรงไว้ กรรมเป็นตัว Dynamic กรรมเป็นตัวลบ ส่วนธรรมะเป็นตัวบวก ก็ 2 ลักษณะนั่นแหละ ตั้งแต่ความเป็นอุตุเป็นพีชก็มีกรรมกับธรรมะ แต่มันไม่รู้จักอุตุมันไม่รู้เรื่อง พีชมันก็ไม่รู้เรื่อง แม้ว่ามันเป็นชีวะแล้ว แล้วมันก็ใช้พลังงานชีวะด้วยนะ พืชมันใช้พลังงานดูดพลังงานผลักได้ ผลักคือมันไม่เอาเพราะมันเป็นพิษภัยต่อมา อันไหนเอามันก็เอาเพราะเป็นประโยชน์ต่อมันเอง มันเป็น it เป็นตัวมันเอง มันมีสัญญากำหนดแล้วก็มาปรุงแต่ง เป็นตัวเจ้าของเป็นประธาน มีสัญญากับสังขาร สัญญาว่าธาตุนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ไม่เอาไม่เกี่ยวก็ปล่อยเขาไป ดีไม่ดี มันมาเบียดเบียนก็ต้องจำนน แต่เขาไม่เคยเบียดเบียนใคร คุณลักษณะอันวิเศษของพืชที่ไม่เบียดเบียนใครเลย มีแต่สร้างตนเองเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พืช เป็นอาหารให้แก่สัตว์ เป็นอาหารให้แก่คน ก็ยิ่งใหญ่แล้ว พืช เป็นอาหารให้แก่สัตว์และคน หรือพืชใหญ่ๆ ก็เป็นที่พักพิงอาศัย กลายมาเป็นต้นไม้กลายมาเป็นแก่นแกนใช้ได้หมด ใช้ทั้งใบทั้งดอกทั้งต้นให้คนอาศัยทั้งนั้นเลย พืช พีชนิยาม จึงเป็นตัวประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสัตว์โลก ตั้งแต่เล็กจนกระทั่งใหญ่ที่สุด มีพืชอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คนนี้แหละเป็นตัวเอามาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่คน ก็เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของสัตว์ต่างๆมาใส่ทุกอย่างเลยนะ เพราะฉะนั้นพืชจึงยิ่งใหญ่ในโลกที่เป็นประโยชน์คุณค่า ผู้ที่สามารถทำจิตนิยามของตนเอง กรรมนี่แหละ สังขารหรืออภิสังขาร จัดการพลังงาน จัดการการปรุงแต่งพลังงาน 2 ของเราให้เป็น 1 ได้ คุณก็หมดทุกข์หมดสุขหมดโลกหมดบุญ หมดวิบากหมดชอบหมดชัง อโหสิหมด ไม่มีอะไรที่จะเป็นพิษภัยอะไรเลย เพราะฉะนั้นผู้ตรัสรู้อย่างพระพุทธเจ้า สภาวะพลังงานตัวกลางที่สุดคือพืช จึงยิ่งใหญ่ที่สุด สู่แดนธรรม... ในยุคนี้คงมีแต่พ่อท่านอธิบายอย่างนี้ พ่อครูว่า... ยุคนี้อย่าง สู่แดนธรรม... อธิบายมาก็ไม่ผิดมีแต่อาตมาอธิบายอย่างนี้ เพราะอาตมาคือผู้รู้ ขออภัยอย่างท่านประยุทธ์ก็ไม่ได้อธิบายอย่างนี้ ไม่ใช่ดูถูก แต่ท่านยังไม่ได้ดูถูกต้องอย่างที่ทางธรรมะนิยาม 5 สู่แดนธรรม... ผมเคยเอาคำพ่อท่านไปพูดให้เพื่อนฟังเขาก็ไม่เข้าใจ ผมสรุปให้เขาฟังว่า จริงๆพระอรหันต์ก็คือพืช เขาก็ไม่เข้าใจ พ่อครูว่า... เป็นมนุษย์พืชที่มีสติเต็มเป็นของตนเองคือพระอรหันต์ มนุษย์พืชที่มีสติเต็ม รู้ภายนอกภายในเต็ม ไม่ใช่เป็นมนุษย์พืชที่ไม่มีสติเป็นของตนเองไม่ใช่ มีสติเต็มร้อย รู้ภายนอกภายใน รู้การสัมผัสสัมพันธ์ปรุงแต่งกายสังขารในตัวเองได้ยอดเยี่ยมเลยนี่คือพระอรหันต์ นี่แหละคนที่จะตอบสนองจะต้องรู้ธรรมะนิยาม 5 นี้ กรรมกับธรรมะแยกไว้สอง กรรมคือสิ่งที่คุณต้องทำเป็นสภาพ Static กับ Dynamic เป็นสภาพรูปกับนาม 2 ตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวทรงไว้เรียกว่าเป็นธรรมะ ตัวหนึ่งเป็นตัวกระทำเรียกว่ากรรม ตัวตั้งเป็นตัวหลักทรงไว้กับตัววิ่งทำงาน แล้วทำอะไร ทำจิตของคุณให้เป็นพืช หรือเป็นอุตุให้ได้ ตั้งแต่เป็นๆนี่ยังไม่ตายนี่แหละ คุณสามารถที่จะทำได้ ตั้งแต่เป็นๆยังไม่ตาย เช่น เอาใกล้ๆนี่ อ้าว เราติดหอมหัวใหญ่ ติด โอ้ยชอบจังเลย ได้กินวันละหัว 2 หัว ซึ่งมันก็คงจะมากไป สู่แดนธรรม... เอาไปชุบแป้งทอด พ่อครูว่า... สารพัดปรุงแต่งไป มันมากไปมันก็เสีย คุณก็จะหนัก คุณก็จะเต็ม เต็มไปด้วยเฉพาะธาตุอันนี้ ธาตุอันอื่นที่เราต้องอาศัยมีอีกเยอะแยะ อันนี้ก็มีธาตุในตัวมันจำนวนหนึ่งประมาณหนึ่ง มันไม่ครบหรอก คุณจะกินอย่างไรมากไปก็พิการแล้ว เพราะฉะนั้นต้องกินทุกๆอย่างเฉลี่ยกัน พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆมันก็มีธาตุอาหารต่างๆกัน ถ้าเรากินพืชพันธุ์ธัญญาหารหลากหลาย อย่าไปกินแต่อย่างเดียว กินหลากหลาย พืชพันธุ์ธัญญาหารที่สะอาดที่ดี ที่ไร้สารพิษ ที่เป็นประโยชน์ ยิ่งมีความรู้ในพืชพันธุ์ธัญญาหารมีธาตุนั้นธาตุนี้ เดี๋ยวนี้เขาก็เรียนกัน ชัดเจนทุกอย่าง มันมีอยู่ในพืชชนิดต่างๆ มันก็ครบ ก็อยู่ได้ ก็จะอายุยืนยาว อย่างอาตมานี่ก็ฝืนอายุขัยตัวเองมาตั้งแต่อายุ 72 มันเลย 84 ได้ 1 นักษัตรแล้ว เดี๋ยวไปถึง 96 จวนแล้วๆ ก็ประมาณ 8 ปีก็ถึง 96 ก็จะไปได้ ยืดอายุขัยตัวเองไปถึง 96 ก็จะดูความจริงว่าเราอายุ 96 สภาพความสังขารที่มันปรุงแต่งกัน มันจะมีธาตุที่ปรุงแต่งกันขึ้นมา เรียกง่ายๆว่า มันจะหนุ่มขึ้นมั้ย ถ้ามันมีลักษณะหนุ่มขึ้นมานะ อาตมาถึง 120-133 ที่ต้องการได้แน่เลย มาดูตอนอายุ 96 อาตมาตั้งแต่อายุ 20 กว่า หน้าก็ดูแห้งกว่านี้เยอะเลยนะ ตั้งแต่อายุ 20 30 กว่า เดี๋ยวนี้อายุ 80 กว่า อาตมาว่าหน้าเต็มเปล่งปลั่ง อันนี้พูดสัจจะไม่ได้พูดยกยอตนเองแบบโลกๆเขาหลอกพูดชัดจะให้ฟัง ถ้าไม่มีความรู้ในธรรมะนิยาม 5 แยกสภาพของ อุตุ พีชะ จิต ถ้าคุณแยกอันนี้ไม่ออกไม่เข้าใจ แล้วทำไม่ได้ ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ ไม่มีทางที่จะทำจิตตัวเองให้เป็นอุตุไปเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ไม่มี เพราะคุณไม่รู้ คุณทำไม่เป็น คุณจะไปเป็นได้อย่างไร สู่แดนธรรม... หากเขาแค่ปล่อยวางจะได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่ได้ เป็นภาษาเท่านั้น คุณจะต้องมีสภาวะธรรมจริงๆว่ามันหมดยางเหนียวมันหมดการยึดกันเลย คุณทำสภาวะทำให้หมดยางเหนียวหมดการยึดกันเลย กับคุณบอกว่าคนปล่อยวางก็มีตัวคุณกับคุณวาง มันเป็นพยัญชนะเท่านั้น แต่ถ้าอันนี้เป็นตัวจริงของผู้ที่ทำให้หมดยางเหนียว หมดการดูด หมดการตรึงกันอยู่เลย นี่มันเป็นสภาวะที่แท้ ใช้พยัญชนะอธิบายสภาวะได้ประมาณนี้ ฉะนั้นถ้าเข้าใจความหมายของอุตุต่างกับพีช ต่างกับจิตอย่างไร สามเส้านี้ เข้าใจอันนี้ไม่ได้ ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงได้พยายามใช้สิ่งที่มีจริง ใช้ผมขนเล็บฟันหนัง 5 ชนิดที่มันอยู่ภายนอกติดตัวเรานี้ก็ได้ จะหลุดออกไปจากตัวเราไปก็ได้ ผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนของผมก็ตาม ส่วนของขนก็ตาม ส่วนของเล็บก็ตาม ส่วนของหนังก็ตาม ส่วนของผิวที่มันอยู่ภายนอกก็ตาม 5 อย่างนี้คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่มากเลย เอาส่วนใดมาพิจารณาได้ก็เหมือนกัน อาตมาก็ชอบเอาเล็บมาอธิบายมันง่ายมันชัดไม่เกินไม่ยาวเกินไม่เล็กเกิน ถ้าหากใช้ขนก็เล็กสั้น ผมก็ยาวก็เล็กเกิน ถ้าหากว่าฟันมันก็ยากอย่างมากก็มีขี้ฟัน ถ้ายิ่งผิวหนังหรือขี้ไคล เป็นขี้ของใครหว่า ก็ของคุณนั่นแหละขี้ไคล ไม่ใช่ขี้ของใครก็เป็นขี้ของคุณ มันยังติดอยู่ที่ผิวหนังของคุณเท่านั้นแหละ ที่จริงมันไม่ใช่กายของคุณแล้ว มันหลุดออกไปแล้ว ขัดออกไม่ต้องไปทิ้ง ถ้าไม่ทิ้งขี้ไคลมันก็หนาเตอะ แต่ก่อนขี้ไคลออกเยอะ ตอนสมัยหนุ่มๆแต่ตอนนี้ถูยังไงขี้ไคลก็ไม่มี ซึ่งมันเป็นความหมักหมมชนิดหนึ่ง อธิบายต่อก็จะยาว เข้ามาสู่สภาวะ อุตุ พีชะ จิต ดีกว่า 650119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้โลก 9 แบบ จนเป็นมนุษย์พืชมหัศจรรย์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน