เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดของมนุษยชาติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดของมนุษยชาติ _ตุ๊ก อัศวิน : มีคำกล่าวว่า "ทรัพยากรในโลกนี้มีเพียงพอแก่ทุกคน..แต่ไม่พอแม้คนโลภเพียงคนเดียว" ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียง..จึงเป็นทางรอดในยุคนี้..ชิมิ..เจ้าคะ พ่อครูว่า…ก็เป็นเรื่องธรรมดาถ้าไม่ศึกษาไม่รู้จัก เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดยังไม่ศึกษาทางธรรมะ แล้วก็เข้าใจคำว่าเศรษฐกิจ เศรษฐกิจคือความประเสริฐ เจริญขั้นประเสริฐ ประเสริฐขั้นโลกุตระอย่างชาวอโศกมีเศรษฐกิจ อาตมาพูดได้เลยว่าชาวอโศกเป็นผู้ที่มีเศรษฐกิจสมบูรณ์ เป็นเศรษฐกิจชั้นสูง บรรลุความแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบแล้ว แต่ทางโลกเขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่จบ เศรษฐศาสตร์ที่เรียนในมหาวิทยาลัยไหนก็แล้วแต่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่จบ เพราะเขาไม่มีหลักวรรณะ 9 ไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนในโลก ไม่มี แม้แต่มหาจุฬาฯ มหามกุฏราชวิทยาลัยของไทย มหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาด้วย ก็ไม่รู้จักเศรษฐกิจที่บริบูรณ์สูงสุดคือ สาธารณโภคี มีพวกเราจบด็อกเตอร์มาจากมหาจุฬาฯมหามกุฏฯ วันนี้ไม่มา สาธารณโภคีในยุคพระพุทธเจ้าใช้ได้กับในวงการคณะสงฆ์ สงฆ์ภิกษุไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว มีแต่ทรัพย์สินส่วนกลางใช้ส่วนกลางบิณฑบาตมาได้ก็เอามาเทรวมกัน อย่าว่าแต่ส่วนของตนเลย ทรัพย์สินอะไรก็เป็นส่วนกลางหมด วัตถุเงินทองข้าวของ สถานที่ ที่ดิน อะไรก็เป็นของส่วนกลาง แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เข้าใจแล้ว ไม่รู้เรื่อง พุทธศาสนิกชน แม้แต่ภิกษุก็ไม่รู้เรื่องสาธารณโภคี แต่ชาวอโศกเอาสาธารณโภคีมาให้ศึกษาเล่าเรียนและเข้าใจปฏิบัติจนเกิดจริงเป็นจริงได้ ถึงขั้นแม้แต่ฆราวาสก็เกิดสังคมสาธารณโภคีได้ เป็นชุมชนอย่างที่เราเป็นเรามี ที่เป็นได้เพราะว่าเป็นคนละยุคสมัย ในยุคพระพุทธเจ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคทาส เป็นยุคที่ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน มีข้อจำกัดก็เลยเป็นไปไม่
อ่านต่อ
ได้ ได้แต่ในวงการสงฆ์ ในยุคนี้รู้จักสิทธิมนุษยชนจึงทำได้ในวงการฆราวาสด้วย ผู้มีเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจถึงขั้น ยิ่งกว่าพอเพียง มีสันโดษมีใจพอ ทุกคนพอเพียงอยู่แล้ว แล้วก็ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย นอกจากตนเองพอแล้วตนเองยังมีประโยชน์ต่อผู้อื่น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) การแก้เศรษฐกิจของโลก จะให้แต่คนไปรวยรวยรวย เมินเสียเถิดอย่าคิดถึงไม่มีทางสำเร็จหรอก ต้องบอกให้ลดความรวยลงมา ไม่ต้องพูดถึงมาจนเลย แต่แค่ว่าจงลดความรวยลงมาก็จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้คนที่รวยลดความรวยลงมาแล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ต้องเข้าใจนโยบายหรือวิธีการอย่างนี้จริงๆ แล้วพยายามบริหารให้เกิดอันนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปส่งเสริมคนรวยหรือนายทุนกันนัก มันเป็นคนบาป เป็นคนที่เห็นแก่ตัว เป็นคนขี้โลภจัดเป็นคนเห็นแก่ได้ จริง คุณอาจจะเก่ง คุณอาจจะสุจริต แต่คุณไม่มีจิตที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลผู้อื่นเลย เป็นคนขี้โลภ เอาแต่กอบโกยให้คนเดียวคนเดียว ดีไม่ดีเอาไปออกดอกออกผลอะไรอีกมากได้มาไม่รู้จักจบ อัตตาก็เยอะ ขี้โลภก็ไม่มีที่สิ้นสุดเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวแล้วเกิดมาเป็นคนคุณจะสร้างจิตวิญญาณไปเป็นอย่างนี้หรือในชีวิต ดันมีร่างเป็นมนุษย์กับเขา ก็เลยสะสมความขี้โลภวิบาก แล้วรู้ไหมวิบากที่คุณมี ต่อให้คุณรวยแล้วได้ก็เอาไปทำทานก็เป็นมิจฉาทิฐิ สาเปกโข ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข ปริภุญชิตสามีติ กลายเป็นภพชาติไปอีกพระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมการมีภพมีชาติ เขาไม่เข้าใจโลกุตระกัน สร้างแต่ภพชาติไม่มีจบ บานปลายไปเรื่อยๆ ที่อาตมาพูดนี้เป็นสัจธรรม ที่มันเข้าใจไม่ง่าย แต่จำเป็นต้องพูด ต้องว่า ต้องติเตียนผู้ไม่รู้ ผู้รู้แล้วก็ต้องช่วยกันบอกกัน เศรษฐกิจที่จะเป็นทางรอด ต้องมาจน อย่างในหลวงเรานี้เป็นพระโพธิสัตว์ที่แท้จริงท่านถึงบอกว่าให้มาบริหารกัน ท่านตอบรัฐมนตรีเกาหลี ว่า บริหารประเทศแบบคนจน มีหลักฐานยืนยัน ท่านเป็นในหลวงนะ ไม่ใช่คนธรรมดาของโลก ในหลวงหรือพระเจ้าแผ่นดินของแต่ละประเทศเป็นอันดับ 1 ของประเทศจึงเป็นเรื่องที่สุดยอดยิ่งใหญ่แล้ว แต่ แม้แต่ข้าราชการผู้บริหารประเทศก็ยังไม่ค่อยเก็ตคำว่าบริหารแบบคนจน ยังไม่ทราบซึ้งพอ ก็บังคับเขาไม่ได้แต่ก็น่าจะสนใจคำตรัสคำสอน แล้วจะบอกว่าเดินตามศาสตร์พระราชา แล้วท่านเป็นในหลวงนะ จะให้ท่านมาจน เดินเก็บขวดเหมือนชาวบ้านได้อย่างไร แต่ท่านจน ท่านได้ทรงพระจริยวัตรชัดเจนแล้ว แต่คนไม่รู้พอ ไม่รู้เท่าทัน ไม่เข้าใจได้อย่างสมสัดส่วน สมฐานะกาละเทศะ เขาก็ไม่รู้ เมืองไทยจึงเป็นเมืองที่มีโลกุตรธรรม แม้แต่ในหลวงมีพระจริยวัตรเป็นตัวอย่าง แล้วพยายามให้ทำความเข้าใจ แต่ท่านก็ไม่เหมือนโพธิรักษ์ที่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช พูดซ้ำซากแต่ในหลวงท่านต้องระมัดระวังหลายอย่าง เพราะว่าท่านเป็นในหลวง ประชากรศาสนาอื่นก็มี ท่านก็จะต้องทำไม่เหมือนโพธิรักษ์ มันคนละฐานะคนละโอกาส สมณะฟ้าไท...ในหลวงทรงมีพระจริยวัตรแบบคนจนอย่างแท้จริง พ่อครูว่า...นักบริหาร นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย จงทำความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าให้ดีๆ ศึกษาให้ดีๆเถอะ ซึ่งหลักสูงสุดก็มาเป็นวรรณะ 9 อย่างที่อาตมาได้ว่าไว้แล้วเป็นคนวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ), บำรุงง่าย ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ), มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ), ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ), ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ), เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์), มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ), ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9, ขยันเสมอ ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) คนเรามีชีวิตไม่ต้องสะสมอะไร มีพออยู่พอกินมีปัจจัยบริหารใช้พอใช้ ไม่โลภโมโทสันไปกว่านี้อีกเลยพอ คนนี้ชีวิตก็สบายแล้วมีขีดความพอเป็นปัจจัย 4 หรือบริขาร 8 ทุกวันนี้อาจจะมีบริขารเพิ่มขึ้นบ้างตามยุคสมัยก็พอใช้พอสอย พวกเรานี้เหลือเฟือด้วยซ้ำไป ขาดแคลนอะไรก็ไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตของเรา สขจ. ถ้าหากแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้าอันนี้สำเร็จเอาแบบคนจนอย่างที่ในหลวงเราตรัส ซึ่งไม่ใช่งมงายไม่ใช่โง่ไม่ใช่คนจนที่เป็นคนถ่วงโลกถ่วงสังคมเป็นภาระ ไม่ใช่ แต่เป็นคนจนที่ช่วยเหลือคนรวยช่วยเหลือสังคมประเทศชาติด้วย เป็นคนจนที่มหัศจรรย์ เป็นคนจนที่ประเสริฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งทางภาษา แต่คุณลักษณะมันสุดยอด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาตมาภูมิใจที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้แก่ชาวอโศกให้แก่คนในประเทศ อาตมาช่วยประเทศชาติโดยให้คนจำนวนหนึ่งเป็นชาวอโศกเป็นคนไทยมาเข้าใจมี Concept หรือว่ามีความคิดองค์รวมมีทิศทางแบบที่อาตมาหรือของพระพุทธเจ้าเอามาสอนเอามาแนะนำแล้วเข้าใจได้มามีชีวิตอย่างนี้ ประเทศชาติก็เลยสบายขึ้นบ้าง ถ้าพวกเราไปเป็นเศรษฐกิจแบบโลกๆ ก็อาการหนัก ลุงตู่จะหนักกว่านี้อีกเยอะ นี่ก็มีคนจำนวนหนึ่งมา นอกจากเราชาวอโศกจะมาเป็นคนจนแล้ว ยังมีคนข้างนอกเขามาอาศัยทำงานหากินในชุมชนหมู่บ้านของชาวอโศกทุกหมู่บ้าน เอารายได้จากชุมชนกลางสาธารณโภคีชาวอโศกนี้ อย่างบ้านราชฯก็มีคนงาน เป็นคนข้างนอกมาอาศัยทำงานทำมาหากินจนกระทั่งเขาตั้งหลักตั้งฐานแบบโลกีย์ได้เลย มีบ้านช่องรถราทรัพย์ศฤงคารได้รวยกว่าชาวอโศกในหมู่บ้านที่เขามาทำมาหากินด้วย รวยกว่าเยอะเลย ชาวบ้านรอบๆ เราก็ไม่ได้ไปริษยาเขาหรอก แต่เราก็พึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งก็แนะนำก็สอนกันบ้าง ซึ่งก็ยากแต่ก็ได้บ้างเขาก็ซึมซับมาเห็นมาเข้าใจบ้างหลายคน แต่ก็น้อยที่จะกลายมาเป็นชาวอโศก มันไม่ใช่เรื่องง่ายก็เลยช้า
640512_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้เกิดปัญญาถึงอรหันต์