หลับตาสมาธิพาให้ไกลจากศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
หลับตาสมาธิพาให้ไกลจากศาสนาพุทธ พ่อครูว่า… ประเด็นหลับตาเป็นประเด็นเรื่องหลักเลย ยุคพระพุทธเจ้าอุบัติ พอออกป่าไปตามลิงลมอมข้าวพอง ท่านก็เลยออกป่าตามเขาบ้าง ตามวัฒนธรรมของยุคนั้นที่ครอบครองอยู่ ออกไปก็เจอเขานั่งหลับตาเดินจงกรม แล้วท่านยังไม่มีมรรคยังไม่มีการประกาศโลกุตระ ไม่เหมือนอาตมาที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศโลกุตรธรรมมาก่อนแล้ว แต่ในยุคพระพุทธเจ้าจะไม่มีคนประกาศโลกุตรธรรมด้วย พระพุทธเจ้าท่านจึงต้องทรงอนุโลมหลายอย่าง เช่น อานาปานสติ ก็พากันนั่งหลับตา อานาปานสติ ไม่ได้หลับตาเลย ลืมตา คำว่า อานา อาปานะ คือ ลมหายใจเข้าออก ก็คือทุกลมหายใจเข้าออกจะต้องมีสติ การปฏิบัติที่มีสติเต็ม การทำงานอาชีพเป็นสัมมา ทุกกัมมันตะ การกระทำก็เป็นสัมมา จะพูดก็เป็นสัมมา จะคิดก็สัมมา มีหลักฐาน ไม่ใช่ไปหลับตาปฏิบัติ ทำอาชีพหลับตาปฏิบัติได้อย่างไร ทำกรรมกิริยาจะไปหลับตาปฏิบัติตัวอย่างไร มันไม่ใช่ มันเป็นปกติของคนธรรมดาก็ลืมตา นอนหลับพักผ่อนก็หลับสิ ก็จะไปทำอย่างอื่นทำไม เรื่องง่ายๆชัดๆ ตอนนี้ไปหลับตาจะเอาความรู้ครบ มันจะไปครบได้อย่างไรเพราะหลับตาก็มีแต่มืด แคบๆ อยู่ในกะลาครอบ จะรู้ได้อย่างไร อาตมาก็พูดหนักพูดจริง เขาก็ไม่สะเทือน ไม่สะดุ้ง ไม่หวั่นไหวไม่เปลี่ยนแปลง ทำไมโง่ดักโง่ดานอย่างนี้ มันน่าสงสารจริงๆ วันนี้วันจันทร์ที่ 20 กันยายน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู วันโกน อาตมาก็พูดถึงเรื่อง หลับตาปฏิบัตินั้นผิดไปจากศาสนาพุทธ ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่กระทบสัมผัส กระทบสัมผัสกับเครื่องกินเครื่องใช้ กระทบทางปาก ทางลิ้น ก็มีกาม ทางปาก ทางลิ้น จะรับรส รสที่จะมี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่ในนี้หมด เป็นรสที่เราชอบหรือไม่ชอบ เราชอบก็กินประจำ กินติ
อ่านต่อ
ดปากเลย ทั้งที่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะกินติดปากประจำ เช่น กินหมากกินพลู กินไป เคี้ยวทั้งวัน แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองติด แค่นี้ยังหลอกมนุษย์ว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์อีก มันน่าสงสาร แล้วก็หลงเชื่อกันจริงๆ ไม่ใช่เป็นคนจำนวนน้อยน้อยนะ เป็นระดับที่คนถือว่าเฉลียวฉลาดในสังคมเป็น activities ในสังคม ก็ยังเชื่อว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เชื่อตามกันมาว่า เป็นพระอรหันต์ ซึ่งมันซ้อนย้อนแย้งตีกลับ มันไม่ใช่เลย นอกจากไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีทางบรรลุอรหันต์แล้วก็ยังหลงติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นกาม ที่ติดหมากติดพลู ก็ไม่สะดุดไม่ฉุกคิดกันเลย เวลาบอกว่าตัวเองบรรลุก็อธิบายอะไรไม่รู้ นั่งหลับตาไป เอาจริงเอาจัง ฆ่ากิเลสอย่างเดียว แล้วกิเลสเป็นอย่างไรอธิบายกิเลสไม่ออกสักตัวเดียว แล้วบอกให้สู้ต่อ พูดโมเมไป สู่แดนธรรมว่า... จะชักชวนให้เลิกล้มนั่งสมาธิได้อย่างไร ทางข้างนอกสั่งสอนว่า สิ่งที่มาชักชวน ขัดขวางไม่ให้นั่งสมาธินั่นแหละคือกิเลส พ่อครูว่า... ก็เชิญชวนให้มาทำการลืมตาทำสมาธิ อาตมาก็พยายามพูดความจริงตามความจริงที่รู้และมีหลักฐาน สู่แดนธรรมว่า... ผมเคยเรียนถามอาจารย์ว่า กิเลสคืออะไร อาจารย์ก็บอกว่ากิเลสคือสิ่งที่จะมาทำให้เราเลิกล้มการนั่งสมาธินี่แหละ ให้ท้อแท้กับการนั่งสมาธิ การเมื่อยการปวดหลัง ก็คือขันธมาร พ่อครูว่า... ขออภัยไม่ต้องไปนั่งเลยหรือจะนั่งก็ไม่ต้องไปนั่งสมาธิหลับตา แล้วไปนั่งหลับตาทำสมาธิมันเป็นของเดียรถีย์ พระพุทธเจ้าออกบวชก็เจอนั่งเต็มป่าไปหมด เท่านี้ก็น่าจะสะดุดแล้ว แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ทำไปตามลำดับ แต่ผู้ฟังคงเข้าใจยากว่าท่านไปสอนใคร เพราะเขาเชื่อว่า การนั่งสมาธิหลับตาเป็นทางเดียวที่จะหลุดพ้น เหมือนยุคนี้ 2,500 ปี ก็เสื่อมไปเหมือนยุคพระพุทธเจ้า เกือบเหมือนกันแล้วจะเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย ยุคโน้นทั้งหมด เชื่อแบบนั่งหลับตา ในยุคนี้อาจจะเกือบหมด อาจจะเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่มีใครกล้าบุกเบิกเหมือนกับอาตมา ยุคนี้ อาตมาบอกตัวเองว่า อาตมามาพลิกฟื้นธรรมะพระพุทธเจ้า เอาโลกุตรธรรมกลับมา ไม่ใช่เอาแค่ศีลธรรมกลับมา ซึ่งแค่ศีลธรรมกลับมายังตื้นไป โลกุตรธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ มันต้องเอาโลกุตระธรรมกลับมา เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องสัจจะ โลกุตรธรรมมันเป็นของศาสนาพุทธ และมีศาสนาเดียวในโลก ที่รู้รอบไปหมดเลยในความเป็นพระพุทธเจ้า รู้รอบในความเป็นอัตตา รู้รอบในความเป็นเทวะ รู้รอบในความเป็นจิตวิญญาณ และสามารถสลายความเป็นจิตวิญญาณ ความเป็นอัตตา เลิกจบ ยืนยันว่าจิตวิญญาณไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ของพระเจ้า พระเจ้าไม่ใช่เจ้าของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ เราเป็นนายของจิต ไม่ใช่เป็นนายของผู้อื่นที่มีจิตวิญญาณพระเจ้ามา ไม่ใช่ เรานี่แหละ เป็นพระเจ้าเป็นนายเอง สามารถสลายจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมได้ ถ้าหากพระเจ้ามีตัวตน แล้วรู้ว่าใครสามารถทำจิตวิญญาณของตัวเองสลายไปเลย ก็ทำให้พระเจ้าหน้าแตกเลยนะ พระเจ้าบอกว่าอัตตา จิตวิญญาณเที่ยงแท้นิรันดร ใครจะแตกแยกออกไปไม่ได้เลย เพราะเขาไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ความรู้ของพระพุทธเจ้าแม้แต่จะเป็นจิตนิยาม พีชนิยาม อุตุนิยาม ซึ่งเรียนรู้ได้และทำให้เป็น สมบูรณ์ได้ทุกอย่างจนกลายเป็นอุตุนิยามได้ด้วยกรรม ด้วยธรรมะ เรียกว่าธรรมนิยาม 5 สุดยอดเลย เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่แท้จริง ผู้ที่ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิจะทำได้จริงๆ แยกจิตเป็นดินน้ำไฟลมเลยไม่มีชีวะ สลายไปเลย ไม่มีดูดไม่มีผลักที่จะมาเป็นชีวะ ทำให้เป็นพีชะ อาศัย ก็เป็นชีวะอยู่ พีชะก็เป็นชีวะระดับหนึ่ง ความเป็นชีวะในระดับพีชะนี่แหละ คนไม่เข้าใจความซับซ้อน ทำจิตให้เป็นพีชะ แล้วยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตา แต่ไม่ใช่เป็นพีชะสมบูรณ์แบบ คือยึดสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของตัวเองเท่านั้น อย่างมนุษย์พืชมีชีวะ แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร ปรุงแต่งกันอยู่ มนุษย์พืชมีสังขารกับสัญญา ผู้ที่นั่งหลับตาสมาธิ แล้วก็สะกดจิตตัวเอง ไม่รับรู้ภายนอก ไม่รับรู้เวทนา ไม่เป็นวิญญาณ กลายเป็นวิญญาณที่ผู้กำหนดตัวเองให้ไม่รับรู้อะไร รู้แต่ในสัญญากับสังขารของตัวเอง เสร็จแล้วก็ตาย เป็นมนุษย์พืชตายแล้วก็ไม่ยอมเน่า เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ธรรมชาติของสัตว์ตายแล้วก็เน่าเปื่อยสูญสลาย แต่นี่ไม่เป็นธรรมชาติตายแล้วก็ยังเป็นตัวกู ถ้าให้อาหารไปก็เหมือนมนุษย์พืช จะอยู่ได้อีกนานเหมือนมันอยู่ในห้อง ICU จนกว่า ธาตุขันธ์ อวัยวะต่างๆไม่ทำงานแล้ว ไม่งั้นก็เลี้ยงไปจนกว่าจะไป อย่างที่เห็นกันอยู่ มันทรมานมากเพราะไม่เข้าใจ ทรมานทั้งผู้อยู่ ทั้งผู้ที่เป็นมนุษย์พืชเอง ทำให้ผู้ที่ต้องดูแลเป็นภาระ มีเครื่องมือเครื่องไม้ต่อลมหายใจไป ให้เขาทำแทนหมด เป็นเรื่องน่าสงสารสมเพชเวทนาในความไม่รู้พวกนี้ ที่เป็นภาระ เห็นความไม่รู้จักกรอบที่ตัด กลายเป็นเรื่องไม่เข้ารูปเข้าร่องอะไร ทุกวันนี้ พุทธคุณข้อวิชชาและจรณะ มันไม่มี ไม่เข้าใจ ปฏิบัติธรรมก็เข้าใจหลักธรรมแบบฤาษี แบบเดียรถีย์ หรือหลงโลก เป็นพระนักวิชาการนักรู้ พุทธศาสนาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเทวนิยม ได้ปริญญาเอก มีแต่ผู้ที่เป็นเทวนิยม ชาวพุทธที่เป็นเทวนิยม ไปเรียนความรู้แบบนี้ของเขามากกว่าความรู้แบบอเทวนิยม แล้วก็หลงตัวหลงตน ขออภัย พูดและอธิบายยืนยันว่า อาตมาเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า มาเรียนกับอาตมานี่ พูดแล้วก็น่าเกลียดเนาะ อวดตัวอวดตน อาตมาพูดความจริงจากใจ ไม่มีอะไรที่จะมังกุ เก้อยาก ไม่เก้อเขิน ไม่อาย ไม่มีอะไรสะดุดเลย มันเป็นความจริง อาตมาพูดไปเปิดเผยทุกอย่างไม่มีอะไรสะดุด ไม่มีอะไรติดขัด อาตมาบอกความจริงแบบ เกลี้ยงๆหมดแล้วนะ บอกความจริงครบพร้อม คนจะฟังเข้าใจ ก็ต้องมีไหวพริบพอสมควรที่จะรู้ว่าจริงขนาดไหน แล้วเวลาอาศัยเนื้อแท้สาระแท้ อาตมาก็อธิบายไป ที่จะติงเขา ตื่นเสียที รู้เสียที ที่หลงยึดติดนั้นไม่ถูก มาเอาความถูกต้องที่นี่ 50 กว่าปีนี้เหนื่อย ก็พยายามลากสังขารไปอีกนานมากกว่านี้หน่อย ได้มากเท่าไหร่ก็เอา ตั้งใจ ไม่เจตนาหรอกมันมีเหตุปัจจัยพาไปพูด 151 ปี เคยเล่าที่ไปที่มาให้ฟังแล้ว 640920_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 10