คำสอนพ่อครูเป็นจริงได้ไม่ใช่แค่เพ้อฝัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
คำสอนพ่อครูเป็นจริงได้ไม่ใช่แค่เพ้อฝัน _สู่แดนธรรมว่า... มีคนถามผมว่าสิ่งที่พ่อท่านพูดนั้นเป็นการเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้ แต่พ่อท่านได้สร้างสังคมอโศกขึ้นมา เป็นการสร้างสังคมโดยไม่ต้องมีผู้นำคือหน้าที่ของผู้นำ พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 20 กันยายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เป็นเรื่องซับซ้อนอยู่นะ มีหรือไม่มี ผู้ที่เป็นผู้นำที่เป็นโลกุตระแท้ จะไม่ติดใจว่าจะต้องได้เป็นผู้นำ ใครจะรู้ตัวเราว่าเป็นผู้นำ หรือไม่รู้ว่าตัวเราเป็นผู้นำ ก็ไม่ได้อยากแสดงตัวอยากอวดอยากเด่นดัง ท่านทำหน้าที่ของท่านไป หรือจะมีใครทำหน้าที่ได้ดีกว่า…. ก็ดีสิ แล้วท่านยิ่งรู้จริงรู้ยิ่งรู้แจ้งรู้ชัดว่า ความจริงมันเป็นเช่นใด แล้วท่านก็ทำอยู่ ท่านเป็นผู้นำเป็นไก่ตัวพี่ ท่านก็บอกว่าเป็นไก่ตัวพี่ ไม่ได้มีอะไรมังกุ(เก้อยาก) ที่จะบอกความจริง สำหรับผู้ที่ยังไม่จบกิจก็จะเก้อยาก จะไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ยังไม่สามารถบอกความจริงตัวเองได้อย่างง่ายๆราบรื่น มันจะไม่เต็ม มันดูได้ คนที่มีปฏิภาณดีๆจะดูออก จะรู้ได้ว่าคนนี้รู้ความจริง อย่างอาตมารู้ความจริงคนที่มีปฏิภาณปัญญาดีๆจะรู้ว่าจริง พูดจริงทุกคำ อาตมาว่าอะไรที่อาตมาไม่เป็น อะไรไม่มี ก็บอกให้รู้ว่าไม่มี อะไรเป็นอะไรมีก็บอก ซึ่งเป็นความจริงที่จริงที่สุด อาตมาเกิดมาพูดความจริงที่จริงที่สุด สังคมที่จริงๆแล้วไม่มีผู้นำเลย จะบอกว่าไม่มีมันก็ไม่เชิง ผู้ที่เป็นผู้นำจริงๆท่านก็ไม่ได้ไปติดใจอะไร มันจะเกิดสัจจะทั้งรูปทั้งนาม ยากที่จะบอกความจริงครบครัน ศาสนาพุทธมาถึง 2,500 กว่าปี หมดจริงๆ เสื่อมไปไม่เหลือความเป็นศาสนาพุทธ ที่อาตมาย้ำว่าเป็นศาสนาพุทธ อย่างไรจึงเป็นศาสนาพุทธ อย่างไรไม่เป็นศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธคือศาสนาที่มีโลกุตรธรรม ศาสนาที่ยังไม่มีโลกุตรธรรมก็ไม่ใช่ศา
อ่านต่อ
สนาพุทธเป็นศาสนาทั่วไปที่มีแต่โลกียธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณีสูตร ว่ากลองอานกะ มันถูกเปลี่ยนแปลง ถูกเปลี่ยนไม้ถูกเปลี่ยนหนังถูกเปลี่ยนเนื้อของตัวกลองออกไปหมดมีแต่ชื่อ เนื้อแท้ๆของกลอง ที่ชื่อ ก็เป็นกลองที่เป็นโลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ยังทรงมีพระชนม์ชีพซึ่งเป็นความจริงที่สุด มาถึง 2,500 ปีนี้ก็จริง กลองอานกะไม่เหลือเนื้อแท้เก่าแล้ว อาตมาเกิดมาชาตินี้มาบอกความจริง ไม่ได้บอกความเท็จ อาตมาจะไม่พูดเท็จเด็ดขาด ไม่พูดผิด มันเป็นบาปที่แท้จริง อาตมารู้บาป บุญ กุศล จริงๆ ไม่ได้พูดเล่นๆ คนจริง คนที่มี ปฏิภาณปัญญาจริงจึงจะรู้จริง คนที่พบพระพุทธเจ้า ที่น่าสงสารคือ พบพระพุทธเจ้าได้พูดคุยกับพระพุทธเจ้า ขนาดพูดคุยกันทั้งคืน ก็ยังไม่สะดุดไม่ฉุกคิดว่าองค์นี้คือพระพุทธเจ้า เขาแสวงหาธรรมนะ จิตใจก็ไม่ได้ต้านอะไร เขาก็ฟังธรรมซักไซ้ถามรื่นเริงในธรรมดีจนรุ่งเช้า สุดท้ายก็บอกว่าดีมาก ได้รับความเข้าใจความรู้ก็ว่าไป อาตมาจำรายละเอียดไม่ครบ เขาเอาไปแปลเป็นเรื่องกามนิต วาสิฏฐี สู่แดนธรรมว่า... เป็นนิทานอยู่ในธาตุวิภังคสูตร พ่อครูว่า... ไม่สะดุดไม่ฉุกใจว่าเป็นพระพุทธเจ้า ทำไมท่านรู้จริงรู้มากรู้เยอะ ผู้ที่มีปฏิภาณก็จะรู้ ส่วนคนไม่รู้ ฟังพูดแล้วก็หาว่าพูดอะไร ไปกันใหญ่เลอะๆเทอะๆ พูดเพ้อเจ้อ เพราะเขาไม่เข้าใจ ที่อาตมาพูดมันเป็นโลกุตรธรรมเป็นภาษาที่ลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เขาก็หาว่าพูดอะไรเลอะเทอะก็น่าสงสาร อาตมาไม่ทำอย่างเพ้อฝัน อาตมาจบที่ความจริง ใช้พยัญชนะแทนสภาวะจริงก็จบ อาตมาไม่มีอะไรจะอาศัยนอกจากความจริง อาศัยความจริงอยู่กับความจริง ที่จะมายืนยัน การปฏิบัติธรรมที่ไปหลับตามันเป็นเรื่องโมฆะ เป็นเรื่องที่ไร้สาระ มันน่าสงสารสุดใจ คนที่ยังงมงายนั่งหลับตาสะกดจิตกันอยู่ อาตมาใช้เวลาทำงานมา 50 ปีนี้ยังไม่สะกิดพวกหลงงมงาย อยู่กับการนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่สามารถสะกิดแม้ผิวให้เขารู้สึก เขาก็ยังหลงการนั่งหลับตาปฏิบัติ ทั้งที่ อปัณณกปฏิปทา 3 คำว่า อปัณณก แปลว่า แท้ แปลว่า จริง แน่นอน ถ้ามีการปฏิบัติ 3 อย่างนี้อยู่ในการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ไม่สามารถตื่นจากโลกีย์ก็ยังไม่สามารถตื่นรู้สมบูรณ์แบบ จึงยากมากที่คนจะรู้คนจะเข้าใจ แล้วปางนี้อาตมาเกิดมา ไม่มีอะไรเป็นเครื่องแสดงว่าเป็นผู้มีหลักฐาน เป็นผู้ที่มีที่มาที่ไปของธรรมะ ศิษย์มีครู มีสำนัก มีศิษย์พี่ศิษย์น้องอะไร ไม่มี แล้วบอกว่า มีของตนเองเท่านั้นด้วย ยืนยันว่า อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ในชาตินี้ เอาของเก่าของตัวเองมาพูด พูดไปเขาก็บอกว่าจริงตรงไหน จริงตรงที่พูดในสิ่งที่เขาไม่มี ก็เลยเป็นเรื่องขัดแย้ง เขาก็บอกว่ามาทำลายศาสนาพุทธเป็นความขัดแย้งมันไม่ตรงกับเขา เขาก็หาว่าอย่างนั้นเลย ก็เลยพยายามมาจัดการอาตมา แต่จัดการไปจัดการมา มาถึงวันนี้ ก็คงจะไม่มีใครกล้ามาจัดการอาตมาเหมือนกัน เพราะอาตมายืนยันความจริง นอกจากคนที่จะบ้าดีเดือด คือมืดบอดจริงๆเลย ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ตะวันออกตะวันตกอะไร ผลีผลามมา นึกว่าตัวเองถูก เชื่อมั่นในสัจจะที่ตัวเองเข้าใจ ไม่เชื่อว่าที่อาตมาพูดนี้คือความจริงของศาสนาพุทธยิ่งกว่า ไม่เชื่อ อาตมาก็พยายามพูดย้ำซ้ำซาก พูดเน้น ยืนยันความจริง ยืนยันสิ่งที่แสดงออกทั้งหมดยืนยันแม้กระทั่งเอามาประกาศมาอธิบาย คนฟังคือพวกคุณเอาไปปฏิบัติจนเกิดมรรคผล เป็นหมู่กลุ่มเป็นคนโลกุตระ มีพุทธมามกะเป็นพุทธบริษัทที่แท้ มีอุบาสกอุบาสิกา มีนักบวชหญิงนักบวชชาย ยืนยันว่ามีจริงๆ เขาก็มองไม่ออก เอาธรรมะมายืนยันว่า นี้เป็นกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้นมีสาราณียธรรม 6 ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะเกิดคุณธรรม สาราณียธรรม6 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ยืนยันว่ามี จิตพุทธพจน์ 7 จนเกิดเป็นสาธารณโภคี ทั้งฆราวาสทั้งนักบวช ยิ่งกว่าในยุคพระพุทธเจ้าที่มีแต่ในเฉพาะนักบวชเป็นสาธารณโภคี ก็เพราะมีเงื่อนไขว่า ตอนนั้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส ยุคที่ยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน ซึ่งอันนี้เป็นความรู้ความจริงที่อาตมามีแล้วเอามาพูด ผู้รู้ผู้มีปัญญาที่เป็นโลกุตระก็น่าจะสะดุดใจ ว่า จริง อาตมาเอาพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานยืนยันอ้างอิง ก็แล้ว ก็ยังไม่เชื่อ เขาก็เชื่ออาจารย์ของเขา เอ็งเป็นใครรู้ดีได้อย่างไร ไม่เชื่อ อาตมารู้ความจริง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกุตรธรรมยุคนี้ไม่มีคนรู้ได้ง่ายๆอาตมาเอามาเปิดเผยเอามาพูดสาธยายมีคนรู้ตามได้ ย้ำว่ามันไม่สูญเปล่าเป็นไปได้มีผู้รู้ได้ จนกระทั่งมีหมู่มีพวก มีหลักฐานยืนยัน อยู่ในหมู่คณะบางคนก็อยู่จนตาย แล้วไม่โดดเดี่ยวอะไรหรอก แล้วอาตมาก็รู้ความจริงว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีมากมาย เพราะเป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) คำต่างๆพวกนี้ สุดซาบซึ้งที่อาตมาได้อ่านที่เขาแปลเป็นไทยเอาไว้มาให้อ่านนี้ 640920_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 10