ปัญญา 8 ข้อที่ 1-3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญา 8 ข้อที่ 1-3 พ่อครูว่า... สรุปตรงนี้ก่อน ชีวิตก็คือสังขารที่ปรุงแต่งเกิดมาแล้ว มีกรรมวิบากสั่งสม จนกระทั่งคุณจะมีปัญญา รู้จักการสั่งสมแล้วรู้จักการหยุดสั่งสมเรียกว่า ความสงบ การหยุดสั่งสมเรียกว่า ความสงบ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในปัญญา 8 ข้อที่ 1 2 3 ข้อที่ 1 ต้องพบพระพุทธเจ้าต้องได้ความรู้โลกุตระจากพระพุทธเจ้า หรือสัตบุรุษ หรือผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิจริงจึงจะเป็นความจริงที่ถูกต้อง เมื่อได้แล้ว คุณจะได้เลยโดยไม่ต้องไปพบอีก ไม่ต้องพบพระพุทธเจ้าไม่ต้องคบสัตบุรุษไม่ต้องพบครูอีก ไม่มีวันหรอก คุณต้องมาพบอีกและพบบ่อยๆเป็นข้อ 2 ต้องเข้ามาพบอีก คุยถามถึงความรู้ที่รอบมากขึ้น ให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์มันบังคับเลยว่าคุณจะต้องพบแล้วพบอีกให้ครบให้เต็มๆให้มากที่สุดเท่าที่จะเต็มได้ บริบูรณ์ก็คือเต็มรอบ ข้อ 2 นี้เป็นตัวขยายความ เท่ากับบังคับ ให้คุณอย่าไปทำเป็นประมาท อย่าไปทำเป็นอวดดีว่ารู้แล้ว แค่นี้รู้แล้วไม่ต้องไปพบอีกหรอก ถ้าคิดแบบนั้นคนนั้นประมาทแล้ว ประมาท อยู่ใน สุริยเปยยาล ข้อที่ 6 ต้องไม่ประมาทถึงจะมีแสงเงินแสงทอง ผู้ประมาทก็คือไม่มีแสงเงินแสงทองเป็นอุปกิเลสข้อสุดท้ายก็จบเห่ เพราะฉะนั้นต้องเข้าไปถามจนกระทั่งรู้จักโลกุตระรู้จักโลกียะ ข้อที่ 3 ของปัญญา 8 คุณจะรู้ความสงบ สงบแบบโลกิยะกับโลกุตระ ความสงบโลกียนั้นเป็นความสงบชั่วคราวสะกดจิตไว้เดี๋ยวลุกขึ้นมาสบตากันซัดกันอีกอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นความสงบอย่างบริบูรณ์สมบูรณ์สงบอย่างการดับต้นเหตุ เป็นการดับตัวกิเลสที่เป็นต้นเหตุเป็นตัวการอย่างสำคัญได้ กับกดข่มไว้หรือว่าทำลืมๆ หรือว่ากลบเกลื่อนไปเสีย อันนี้ไม่รู้ เอาอันใหม่กลบเกลื่อนไปเรื่อย วนเวียนเป็นงูกินหางยาวออกนอก

อ่านต่อ

โลก จนกระทั่งพวก Star Wars พวกแฮรี่พอตเตอร์ ไปกันใหญ่เลย Lord of the Rings อะไรพวกนี้ไปกันใหญ่ มันฟุ้งซ่านคิดปรุงแต่งไปอย่างไรก็ได้ มันเป็นนิรมาณกาย เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ก็ไม่รู้ อย่างพวก Star Wars มีสัตว์นอกโลกหน้าตาอย่างนั้นใครไปรับรองว่าเป็นจริง แล้วจะฉลาดอย่างนั้นอย่างนี้สารพัดอีก Star Wars ก็แบบนึง อย่าง Harry Potter ก็อีกอย่างนึง ประเภทเมจิคอลคนละอย่าง วิเศษไปคนละอย่าง เก่งพิสดารไปคนละอย่าง มันก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นมาเอาความเป็นจริง ชีวิตเกิดมาเพื่อที่จะเรียนรู้ ว่า อยู่ไปทำไม อยู่ไปเพื่อที่จะรู้ความจริง เรียนรู้ความจริง เราอยู่ไปแล้วเราจะเป็นอะไร เป็นผู้เสพความสุขความทุกข์อยู่หรือ ความสุขความทุกข์เสพแล้วจะต้องมีคู่อยู่นะ แค่ สุขทุกข์มีคู่ นี่แหละเป็นคู่ที่แยกไม่ได้ คุณจะเอาอย่างเดียวไม่ได้เหมือนกระดาษแผ่นเดียว จะเอาหน้าใดหน้าหนึ่งไม่ได้มันติดกันอยู่ ฉีกออกแยกไม่ได้คุณจะเอารายละเอียดมาแยกให้เป็นแผ่น 2 แผ่น จะเอาเครื่องอะไรมาให้มันเป็น 2 แผ่นก็ไม่ได้แล้ว กระดาษซึ่งบางกว่านี้ก็จะไปแยกไม่ได้หรอก มันก็มี 2 หน้าอย่างนี้ตลอดไปเป็นความสุขความทุกข์แยกไม่ได้ ไม่ยากไม่ได้ก็จะไปเอามันทำไมทั้งสุขและทุกข์ ก็ไม่เอามันทั้งสุขและทุกข์เลย แล้วมันดีกว่าไหม โอ้โหดีกว่า จบ มันตัดหมดเลย ตัดบทเลยไม่ต้องสุขต้องทุกข์ เออเข้าท่าแฮะ เสร็จแล้วคุณก็จะเจอนิพพานเป็นผู้ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์นี่คือฐานนิพพาน ฐานอย่างเจโตก็ทำเป็นลืม เป็นงูกินหางไปเรื่อยๆเขาก็ไม่รู้อยู่นั่นเอง แต่นี่ต้องรู้ให้ชัดเจนเลยว่ามันไม่มี 2 ไม่มีแล้ว อันตา ของสองข้างนี้เป็นกลางมัชฌิมา กลางจริงๆไม่มี สองข้างไม่มีไปไหนมาไหน มันเป็น 1 จริงๆ เราจะรู้ว่า 1 นี้มันไม่มีอะไรมาปรุงแต่งด้วยนะ ถ้า 1 จริงๆไม่ไปเกี่ยวข้องไม่ปรุงแต่งกับอะไรเลยมันก็มีแต่ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นความหมายที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า 1.มีความเกิด 2.มีความเสื่อม 3.มีความดับ ถ้าเกิดแล้วไม่ไปปรุงแต่งอะไรขึ้นมาอีกไม่มีเจตนาอะไรไปเพิ่มมันก็มีแต่จะเสื่อม แต่มันไม่สูญ อันนี้ก็สำคัญ ถ้ามันเสื่อมแล้วมันก็สูญไปเองสิ มันไม่ฉลาดขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวมันก็ลืม เพราะกาละเวลานี้มัน เหมือนมันจะหมดแตมันไม่หมดหรอก มีหน้าไปเรื่อยๆ อร่อยอันนี้ก็เป็นอะไรอีกอัน คุณไม่หลอกเขา เขาก็หลอกคุณให้อร่อยไปเรื่อยๆ พวกนี้มันจะหยุดหลอกคนให้อร่อยหรือ หลอกให้คนน่าได้ น่ามีน่าเป็น สุภะ ทั้งนั้นเลย ซึ่งจริงๆแล้วถ้าคุณไปหลง น่าได้น่ามีน่าเป็น ก็ไม่จบ อะไรก็น่าได้อะไรก็น่ามี อะไรก็น่าเป็น เพราะอะไรเพราะเราเลือกเป็น เลือกอันนี้ดี และดีนี่แหละไม่มีสิ้นสุด สุดสิ้น จนกระทั่งคุณลืมแล้ว คุณลืมดีคู่กับชั่ว ดีคู่กับชั่ว คุณลืมชั่วไปเลย นึกว่ามีความดีเที่ยงแท้แต่มันไม่เที่ยง เหมือนกับสุขทุกข์มันก็ไม่เที่ยงเป็นภาวะ 2 ดีกับชั่วก็ไม่เที่ยง สุขกับทุกข์ยังต้องมาเรียนรู้ แล้วจะทำให้สุขกับทุกข์นี้ไม่เที่ยงได้คือต้องไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือคุณเรียนรู้แล้วว่าต้องไม่มีดีไม่มีชั่ว แต่ ถ้าคุณไม่ดีไม่ชั่ว คุณก็ตายสิ เละเลย คุณทำชั่วก็ไม่รู้คุณทำดีก็ไม่รู้ ไม่ได้ คุณต้องรู้ดี แล้วไม่ทำชั่วอย่างแข็งแรง สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนี่แหละมันจึงจะไม่โง่ ที่จะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว แล้วไม่ทำชั่วทั้งปวงเลยทำแต่ดี ถ้าจะอยู่ก็มีแต่ดี ถ้าคุณจะมีก็มีแต่ดี อย่าไปมีชั่วแม้นิดแม้น้อย ความชั่วแม้เล็กน้อยไม่ทำเสียเลยดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ไม่ทำ แล้วก็มีอำนาจทางจิต วสวัตตีโก มีอำนาจทางจิตที่จะไม่ทำชั่ว เพราะว่าปัญญาเป็นตัวตัดสิน ปัญญาเป็นตัวรู้ว่าไปทำให้มันโง่มันเปื้อนทำไม ก็มันสบายแล้วรอดแล้วด้วย แล้วไปทำทำไม ตัวปัญญานี่แหละเป็นตัวตัดสินหมดเลย เพราะฉะนั้นปัญญาตัวที่ 3 สรุปลงตรงนี้ ความสงบ 2 อย่าง สงบอย่างโลกุตระกับสงบอย่างโลกียะ ต่างกันอย่างสำคัญมาก เห็นมั้ย แล้วสงบอย่างโลกียะมีหลากหลาย แต่สงบของโลกุตระมีอย่างเดียว สงบเพราะว่ากิเลสมันดับสนิทไม่ฟื้นอีกเลย สงบถาวร สงบนิรันดร เพราะฉะนั้นคำว่า ปัญญาข้อที่ 3 ที่รู้จักสงบ 2 อย่างนี้ จึงไม่ใช่ง่ายๆ จึงไม่ใช่ธรรมดา เห็นไหม ที่อาตมาอธิบายไปบ้างแล้วนี่ไม่ใช่จะบริบูรณ์แล้วนะ ยัง แต่อธิบายได้ประมาณนี้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงมีหลักให้ปฏิบัติปัญญาข้อที่ 4 ปฏิบัติศีล คำว่าปฏิบัติศีลคำเดียวนี่แหละคือ กระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 ทั้งกระบวน ปฏิบัติศีลคือการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ทั้งกระบวน กระบวนธรรมหรือกระบวนการของธรรมะพุทธคุณ ข้อนี้ 1 ใน 9 ของพุทธคุณของพระพุทธเจ้า แล้ว 1 ใน 9 ของพุทธคุณข้อนี้แหละเป็นข้อเนื้อแท้ที่ทุกคนจะเอาไปปฏิบัติและบรรลุได้ เป็นลำดับ ตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย แต่ข้ออื่นนั้นเป็นขั้นปลายทั้งนั้น พุทธคุณ 9 1 ข้อ นั่นคือจรณะ 15 วิชชา 8 ส่วนอีก 8 ข้อนั้นเป็นคุณลักษณะวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้ง 8 ประการ ไม่เกี่ยวกับคุุณหรอก หรือจะเกี่ยวคุณต้องปฏิบัติให้เป็นไปอย่างพระพุทธเจ้าได้ แต่ จรณะ 15 วิชชา 8 คุณต้องทำก่อนจะอย่างไรคุณต้องทำ แล้วมันจะไปเป็นอีก 8 ข้อนั้นเองในอนาคต แต่กว่าจะถึงนั้น อื้อหือๆๆ อีก 8 ข้อ ไม่มีใครเทียบ อรหโต ก็ไม่ใช่อรหันต์สามัญ แต่เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ ขนาดอาตมามี สยังอภิญญา มีของตัวเองมาแล้วแล้วอาตมาไม่ได้หลงผิด ได้เป็นของตัวเองไปแล้ว แต่ไม่ใช่ของอาตมา อาตมารับมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เพราะฉะนั้นคนงมงายยังบอกว่าตัวเองเป็นเจ้าของเลย เหมือนอย่างธัมมชโย เป็นต้นธาตุต้นธรรม เป็นเจ้าของ ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อีก ซึ่งเขาคิดอย่างนี้ น่าสงสารจริงๆ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ท่านยอมรับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทั้งนั้น ท่านย่อมไม่บังอาจบอกว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาก่อน ความรู้นี้ไม่ใช่ความรู้ของท่านทีเดียว แต่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมา ซึ่งใช้สำนวนว่า ธรรมะมีอยู่แล้วในมหาจักรวาล เพียงแต่ผู้ใดจะค้นพบเท่านั้น เป็นโวหารเท่านั้น แล้วผู้ใดค้นพบก่อน คนนั้นเป็นต้นธาตุต้นธรรมใช่ไหม ธรรมะมีอยู่แล้วในโลก มีผู้ใดจะพบเท่านั้น ไม่เป็นของใคร ซึ่งก็ถูก ไม่เป็นของใคร ถ้าใครพบก่อนคนนั้นก็เป็นต้นธาตุต้นธรรม พูดแบบนี้เทวนิยมก็ฮุบเลยว่า พระเจ้าไง เป็นต้นธาตุต้นธรรม แต่ของพระเจ้านั้นเที่ยง โดยที่เรียกว่าไม่มีที่จบ แต่ของพุทธนั้น ไม่เที่ยง และเที่ยง จบอย่างเที่ยง ไม่มีที่จบ คุณจะเที่ยงแบบพระอวโลกิเตศวรก็เอาสิ อย่างพระอวโลกิเตศวรกับพระเจ้า ..เวลาหมดแล้ว ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร 640917_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชีวิตคืออะไร แล้วชีวิตจะอยู่ไปทำไม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน