เปรียบเหมือนหมากลางตลาดที่มาพิสูจน์โลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.53 KB
วันที่แก้ไข20 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

เปรียบเหมือนหมากลางตลาดที่มาพิสูจน์โลกุตระ _สู่แดนธรรมว่า... พ่อท่านมาชาตินี้ไม่มีอลังการ ไม่มีตัวช่วย พ่อท่านบอกว่าเอาแต่บารมีทางธรรมะเท่านั้น ไม่เห็นว่าพ่อท่านจะลดราการเผยแผ่ เมื่อก่อนเห็นพวกเราพยายามทำให้คนมายอมรับพวกเรา ก็ทำได้แต่วิธีการ แต่โลกุตระนั้นไม่ใช่จะได้ไวได้มาก พ่อครูว่า... คนจะรู้โลกุตรธรรมนั้นมีไม่มาก อาตมาไม่ต้องการพวกที่ ไม่เอาจริง ไม่เกิดจิตศรัทธา มีปฏิภาณปัญญาว่าอันนี้เป็นของแท้ที่ควรใส่ใจ อาตมาต้องการคนมีปฏิภาณปัญญารู้ จะต้องมาศึกษาด้วย ใครที่เห็นว่าอันนี้ไม่ใช่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องหนักอาตมามากเกินไป เอาผู้ที่มีความเชื่อ มีความเข้าใจ มีศรัทธา มีปฏิภาณปัญญารับโลกุตรธรรมได้ ถ้าหากว่าเอาปริมาณมากๆ อาตมาไม่เคยคิดว่าจะต้องได้แบบนั้น ไม่พยายามทำ เป็นแต่เพียงเอาโลกุตรธรรมเป็นหลัก ถ้าใครพยายามศึกษา ติดตามบ้าง สะสมอัญญธาตุ คือธาตุ โลกุตรธรรม ค่อยๆรับไป จนกระทั่งมี อัญญธาตุ ได้ถึง 50% จึงค่อยเห็นว่ามีน้ำหนัก ได้ 60% ก็ถึงบอกว่าอันนี้ใช่ มีอัญญธาตุ เป็นธาตุรู้ที่มีโลกุตรธรรม หากมีถึง 70% ถึงยินดีถึงมีฉันทะยินดีจริงๆ แล้วมันจะมาศึกษา เมื่อมีฉันทะมาศึกษา ถึงจะปฏิบัติมนสิการ ทำใจในใจเก่ง มีมรรคผลโลกุตรธรรม ถ้าไม่อย่างนั้นทำไม่ได้ คนที่จะมนสิการได้อย่างถูกต้องถ่องแท้ โยนิโสมนสิการ ก็จึงต้องมีที่มา 6 อย่าง ใน สุริยเปยยาลสูตร 7 ข้อ ข้อที่ 7 คือโยนิโสมนสิการ เพราะฉะนั้นคุณจะโยนิโสมนสิการได้ องค์ประกอบอีก 6 คุณต้องมีก่อน สุริยเปยยาล7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอ

อ่านต่อ

ริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค หากไม่เอาจริงประมาท แม้รู้ก็ไม่เกิดผล ไม่มีทางได้หรอก กว่าจะทำโยนิโสมนสิการได้ถูก โยนิโสคือถ่องแท้ แยบคาย จะทำใจมนสิการได้อย่างไร เขาไปนั่งหลับตาสมาธิ เขาก็ทำใจในใจเป็นวิธีของเขา ทำให้เป็นสมาธิแบบเดียรถีย์แบบนอกทางพุทธ เขาก็ทำ มนสิการ แต่มันไม่ไดถ่องแท้ไม่ได้เข้าไปถึงที่เกิด ไม่ถึงสัมภวะ คือสมุทัย ในมูลสูตร มีมนสิการ เป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเกิด(สมุทัย) มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วก็จัดการที่เวทนา ปฏิบัติกันที่เวทนาจิตจึงจะบริบูรณ์ บรรลุสมาธิได้ มีโยนิโสมนสิการได้ ถ้าไม่ทำที่เวทนาไม่รู้จักเวทนาเป็นฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติเรียกว่ากรรมฐาน ในพรหมชาลสูตรว่าไว้ ก็อ่านพระไตรปิฏกไม่แตก แล้วไปเอากรรมฐานเป็นสมถะ เช่นกสิณ 40 มาเป็นกรรมฐาน นี่ออกนอกรีตไปไกลๆเลย เป็นการสะกดจิต เอาจิตไปเกาะไว้ ตั้งแต่เกาะในบัญญัติพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกาะศีลต่างๆ 10อย่างหรือมากกว่า 40 อย่าง เป็นพันเป็นหมื่นอย่างก็ได้ที่ให้จิตไปเกาะอยู่เป็นสมถะ เป็นการทำใจในใจแบบเขา ไม่ใช่การทำใจในใจอย่างถูกต้อง อย่างแยบคายที่มี อปัณณกปฏิปทา 3 หรือมีศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 มีฌาน 4 จึงเกิดฌานของพุทธ แต่นี่ฌาน ไปนั่งหลับตาปี๋ แล้วจะเกิด ฌาน ก็เป็นความผิดของเดียรถีย์ เขาก็ต้องเป็นอย่างนั้น เป็นของพระพุทธเจ้าก็จะรู้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้ถูกแล้วก็ต้องพากเพียร มีวิริยารัมภะ หรือมีชาคริยานุโยคะ อนุยุตโตพากเพียร มีอารัภภะ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ ซึ่งก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะไม่มีใครไม่อยากไม่เข้าใจ ทุกคนอยากเข้าใจสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีทั้งนั้นแหละ แต่เขาได้แค่นั้น

อาตมาเห็นอจินไตยที่อาตมาเกิดมาในชาตินี้ เกิดมาแล้วไม่มีอะไรเลยล่อนจ้อน อาตมาไม่มีอะไรเลย ล่อนจ้อน เป็นหมากลางตลาด ไม่มีเจ้าของ อาศัยกินของที่เขาทิ้ง ต้องหลบเท้า ไปใกล้เขาเอาน้ำร้อนสาด ต้องหลบน้ำร้อน หลบปังตอ เป็นหมากลางตลาด ยากเย็นกว่าจะมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ใช่หมาที่ไม่ทำงานนะ แต่เป็นหมาที่พยายามอยู่เพื่อประกาศโลกุตระ อาตมาเกิดปีหมา หมอดูบอกว่าอาตมาเป็นหมากลางตลาด ฟังดูเข้าทีเหมือนกัน ต้องคอยหลบเท้า หลบน้ำร้อนเก็บกินสิ่งที่เขาทิ้ง ขนาดเขาทิ้งแล้วเขาก็ยังหวง อยู่อดอยาก ต้องพากเพียร หลบตีน หลบน้ำร้อน หลบปังตอ หลบไม้หน้าสาม เขาหาว่าไปกวน ที่จริงไม่ได้ไปกวนเขาหรอก สู่แดนธรรมว่า... อุปสรรคการเป็นหมากลางตลาดมีเยอะ พ่อท่านจะประกาศโลกุตระเขาก็มีพวกมากกว่า เอาจรณะ 15 มาบอกสิ่งที่ถูกต้อง เขาก็หาว่ามารบกวน เขาไม่อยากฟัง เป็นวิบากของประเทศไทย สัตบุรุษมาประกาศอย่างองอาจจริงใจแต่ทำไมคนไทยรังเกียจ พ่อครูว่า... อันนี้เป็นอจินไตยกรรมวิบาก เป็นสัมภาระวิบากของอาตมาที่ต้องเอาความจริงมาประกาศ โดยไม่ต้องอาศัยอะไรเลย เอาธรรมะแท้ๆมาเพียวๆสดๆล่อนจ้อน มาจริงๆเลยจริงๆเลยแก่นๆจริงๆ เอาธรรมะแก่นๆ แต่แก่นของอาตมาไม่ใช่มีแต่แก่น ไม่มีกระพี้ ไม่มีเปลือกไม่มีสะเก็ด แต่มีหมด จะไม่มีก็แต่ใบดอกผล พระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบเทียบว่า ศีลคือกระพี้ สมาธิคือเปลือก ปัญญาคือเนื้อ วิมุติคือแก่น ทุกวันนี้อาตมาว่าศาสนาพุทธไม่มีแม้แต่ศีลมันชัด แต่เขาก็ไม่สะดุดกันเลย ไปถามใครก็ได้ชาวพุทธ ว่าพระภิกษุมีศีลเท่าไหร่ เขาก็ตอบมา 227 ข้อ ซึ่งอันนั้นเป็นพระวินัย ไม่ใช่ศีล เขาเชื่ออย่างสนิทใจเอาวินัยเป็นศีลวินัยเป็นหลักเกณฑ์ตั้งขึ้นเพื่อปรับอาบัติแต่ศีลไม่มีอาบัติ เป็นภาวะซับซ้อน วินัยหยาบกว่าศีล ศีล เป็นอิสรเสรีภาพ อาตมาก็เอาศีลมายืนยัน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมายืนยันในเถรสมาคม เขาก็ไม่มีมหาศีลกันเลย แต่จุลศีล มัชฌิมศีลก็ยังพอมี 640920_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 10

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน