630111 ขีดของความแตกต่างที่ไม่แตกแยก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ขีดของความแตกต่างที่ไม่แตกแยก :
สมณะแสนดิน : นั่นก็ว่าไม่ได้แตกแยกนะ สิกขมาตุฟังแล้วเหมือนว่าอโศกจะแตกแล้วหรือ . พ่อครู : มันมีความเห็นต่างเป็นธรรมชาติ ความสามัคคีก็คือความเห็นต่างอย่างพอเหมาะ ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่เห็นต่างกันเลย มันเป็นฝูงควาย ก็บอกแล้ว ไม่ใช่ฝูงควาย ต่างคนต่างท้วงกันไว้ ติงกันไว้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดความรุนแรง ไม่ได้เกิดความขัดแย้งที่จะต้องทะเลาะวิวาทกัน เป็นเรื่องเป็นราวมันไม่มี มันมีความถ่วงดุลกันไปกันมานิดๆ . สมณะแสนดิน : มันมีข้อที่ว่าเป็นการถ่วงดุล แต่ว่ามันเหมือนไม่ใช่ ก็คือว่าวิธีการแสดงออก ถ้าต้องการถ่วงดุลหรือว่าไม่สร้างความแตกแยก . พ่อครู : ใช่ การแสดงออกให้เห็นว่าจิตใจของเราไม่ค่อยสมาน แต่พูดกันด้วยเหตุผลจิตใจสมานมันจะออกลักษณะนั้น ก็แสดงถึงจิตใจไม่ค่อยสมาน จิตใจมันมีความระแหง มีความไม่เสมอสมาน . บังคับกันไม่ได้ ธรรมชาติของจิตก็เป็นอย่างนั้น เป็นไป จนกว่าใจใครจะวางได้ จะไปมีจิตอย่างนู้นอย่างนี้ อะไรก็ฝึกไปสิ วิบากใครวิบากมัน วิบากของของคนนั้นคนนี้ ตัวของผู้ยังยึดยังถืออยู่ก็ทำ เมื่อไหร่เขาก็ทำ เขายังยึดยังถืออยู่เขาก็ทำ ถ้าทำแล้วรอยระแหงมันเกิดขึ้น คนที่ได้รับสัมผัสเขาก็ฟังออก รู้ได้ว่ามันระแหง มันไม่ค่อยเสมอสมาน จะมากหรือน้อยก็รู้ชัด การแสดงออก . สมณะแสนดิน : ขีดของความแตกต่างที่ไม่แตกแยกอยู่ตรงไหนครับ . พ่อครู : จิต ที่ติดแตกต่างไม่แตกแยก ความแตกต่างที่ไม่แตกแยก เราก็รู้สมมุติ รู้ปรมัตถ์ สมมุติแตกแยก แต่ปรมัตถ์เราไม่แตกแยก รู้มันก็เข้าใจว่า มันยากไม่ได้หรอก อย่างบางคน เขาก็รู้มันแยกไม่ได้ แต่ท่านก็แยกโดยสมมติ ก็เห็นอยู่ว่า สมมุติของท่านแสดงออก มันก็ชัดเจน แต่ปรมัตถ์จริงๆท่านก็รู้อยู่ว่ามันแยกไม่ได้ จะไปไหนมันก็อยู่ด้วยกั
อ่านต่อ
นอย่างนี้แหละ . สมณะแสนดิน : แต่หากว่าแม้แต่สมมุติการร่วมประชุมก็ไม่ร่วม แต่ไปแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยภายนอกที่ประชุมหรือข้างนอกหมู่ . พ่อครู : นั่นแหละมันมากเลย มาก็เห็นหลายๆมุม หลายๆมิติ หลายๆด้าน . สมณะแสนดิน : สมมุติแค่ไหนครับ ที่มันน่าจะเกินไป . พ่อครู : มันก็เกินไปอยู่ เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าทั้งองค์ก็ยังมีฉัพพัคคีย์ ยังมีพวกบ้าๆบอๆเยอะ . สมณะแสนดิน : แต่เราก็ไม่ควรตัดสินจิตใจท่าน เพราะเป็นปรมัตถ์ของใครของมัน มันก็เอาแล้วแต่ว่ากัน . พ่อครู : มันเพราะเป็นไป มันก็ขัด จะว่ามีประโยชน์มันก็มีประโยชน์ ท้วงกันไหว แต่ท้วงแล้วมันก็ไม่มีผลอะไร ก็เท่านั้น ถ้ายิ่งมันไม่มีผลอะไรเลย ทุกคนไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนกับธนาธรเห่าบ๊อกบ๊อกอยู่เนี่ย เป็นธรรมชาติของจิตวิญญาณมนุษย์ มากน้อยก็แล้วแต่ มันมีขนาดนี้แหละ ใช้ได้แล้ว ไม่มีซะเลยจะเสีย ไม่มีซะเลยมันก็ไม่ดี เสีย คนไม่รู้จักความพอเหมาะพอดี ของเหตุปัจจัยที่อยู่ข้างในของหมู่หลัก อะไรต่างๆมันมี มันก็เป็นธรรมชาติของสังคม เราเรียกว่าสงบ สงบจะให้มันนิ่ง...ไม่มี …. 11 มกราคม 2563 …………….…………….…………….…………….
"จะถูกจะผิดก็สำคัญน้อยกว่าสามัคคี จำใส่กะบาลไว้เลย" พ่อครูให้โอวาท คุรุ ๒๐ มิ.ย. ๒๕๕๘ ความสามัคคี คือ ความขัดแย้งอันพอเหมาะ...
อาหาร 4
พ่อครู : ที่จริงอาหาร 4 นี่ครบนะ ในการปฏิบัติ มีตั้งแต่กาม ไปจนกระทั่งถึงนามรูป ถึงวิญญาณ สิขมาตกล้าข้ามฝัน : มโนสัญเจตนาหารกับเจตนาที่เป็นสัมมาทิฎฐิเหมือนกันไหม พ่อครู : ก็ต้องศึกษาให้มันสัมมา เจตนาต้องศึกษาให้มันสัมมาและปฏิบัติให้มันสัมมา ที่เรามีอวิชชา มีกิเลส มันก็ต้องรู้ ต้องรู้มีกิเลส ต้องมีวิชชา รู้จักกิเลสแล้วก็รู้จักวิธีทำจิตทำปัญญาให้แจ้งว่ากิเลสมันไม่ใช่ของจริง เป็นอาคันตุกะ มันมาหลอกเรามันเป็นผีหลอก กิเลสละ ปัญญามีความชัดเจนมากมันก็ทำให้กิเลสมันเกิดไม่ได้ กิเลสมันก็ไม่รอหน้ามันก็หนี พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า เรารู้เธอดีแล้วเราหักขั้วเรือนยอดของเธอแล้ว ใช้ปัญญาไม่ได้กดขม ไม่ได้ไปบังคับ ปัญญาเป็นตัวล้างกิเลส ล้างด้วยปัญญา ศาสนาของพุทธทุกวันนี้มันเพี้ยนไปเชิญพูดกันไม่รู้เรื่องแล้วจริงๆ ไม่มีเลย มันไม่สัมมาทิฏฐิ มันน่าสงสาร ไม่รู้จะทำยังไง ไม่กระเตื้องขึ้นเลย ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเช้า ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มกลางวัน ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเย็น เฉย ฆ่าไม่มีตาย แทงก็ไม่รู้สึก สมณะแสนดิน : ไม่เรียนรู้รูปนาม พ่อครู : ไม่เรียนรู้รูปนาม เพราะงั้นคำว่าไม่เรียนรู้รูปนามรวมหมดเลย มันก็จะขยับมาเป็นรูป ๒๘ นาม ๕ ไม่ได้เลย ทุกวันนี้เขาจะไม่พูดถึงรูป ๒๘ เขาก็มีแต่ในตำรามาเรียน พวกอภิธรรมก็จดเอาไว้เป็นตำรา แต่เขาไม่รู้สภาวะ ไม่ได้เรียนไม่ได้ปฏิบัติกันเลย พอปฏิบัติก็ไปนั่งอานาปานสติ ไม่ว่าอภิธรรมหรือที่ไหนๆปฏิบัติเมื่อคืนนั่งอานาปานสติ สมณะแสนดิน : แม้แต่คุณพุทธพันชาติ ที่เข้าไปหลวงพ่อประจักษ์ บอกว่าสอนอานาปานสติ พ่อครู : ทั้งนั้นแหละ อานาปานสติหมด ครับ เป็นนักสะกดจิตหมด สมณะแสนดิน : แต่นั้นเขารู้สึกสงบดี พ่อครู : มันเป็นตีน มันเห็นง่ายๆ สมณะแสนดิน : มันสบาย ไม่เหมือนชาวอโศกดูสิ ทำงานเหมือนคนข้างนอกเลย พ่อครู : โอ้ย ทำงานเหมือนคนข้างเจริญเหมือนคนข้างนอก และก็เจริญข้างใน เหมือนข้างใน สมณะแสนดิน : แค่ไม่รับเงินเดือนเท่านั้นแหละ พ่อครู : นั่นแหละตัวจริงละ ไม่รับเงินเดิอน สิขมาตุกล้าข้ามฝัน : ของอโศก นิโรธคามินีปฏิปทา มีกันการงานเหมือนชาวบ้าน แต่จิตนิโรธ นิโรธคามินีปฏิปทา ทำงานฟรี พ่อครู : นโรธคามินีปฏิปทา หมายถึงหลักเกณฑ์ข้อปฏิบัติที่ไปสู่นิโรธ สิขมาตุกล้าข้ามฝัน : การทำงานแบบนี้เป็นหลักเกณฑ์ไปสู่นิโรธ แสนดิน : คามินี แปลว่า ชาวบ้าน นิโรธคามินี พ่อครู : ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติ สมณะแสนดิน : นิโรธแบบชาวบ้าน พ่อครู : ก็เหมือนชาวบ้านแต่นิโรธ สมณะแสนดิน : ทำไมต้องมีคามินี พ่อครู : ก็เป็นชาวบ้านไง คามินี สิขมาตุกล้าข้ามฝัน : มรรคมีองค์ 8 ต้องอย่างนี้ พ่อครู : มรรคมีองค์ 8 นั่นแหละรวมแล้วทั้งภาษานี้ว่า นิโรธคามินีปฏิปทา คามินีคือ ชาวบ้าน นิโรธคือ ดับ ปฏิปทาคือ ข้อปฏิบัติ ข้อปฏิบัติไปสู่นิโรธ แต่ไม่ได้ออกจากความเป็นชาวบ้าน สมณะแสนดิน : เพราะเขาบอกว่าเราเป็นชาวบ้านก็ใช่ เราไม่ใช่ชาวบ้าน ธรรมดา พ่อครู : แต่เรามีนิโรธ เรามีข้อปฏิบัติไปสู่นิโรธ สิขมาตุกล้าข้ามฝัน : ตรงกับที่่อ้อเขาพูดถึง เหมือนชาวบ้าน แค่ทำงานฟรีกับกินมังสวิรัติ จะไปมีอะไร พ่อครู : ก็เขาพูดถูกแล้ว สมณะแสนดิน : แต่ชาวบ้านเขาทำงานฟรีไม่ได้ พ่อครู : เรามีแล้วของจริง เขาพูดมาก็ถูกเปรี้ยงเลย แต่เขาเข้าใจผิดว่าเราไม่เหมือนเขา ทางโน้นเขาใจผิด ไม่มีอันนี่นนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะแสนดิน : ต้องไปนั่งสมาธิดูสิ ผ่องใส เดินจงกรม จิตใจดีตลอด พ่อครู : เราไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งสมาธิ ไม่ต้องเสียเวลาไปปฏิบัติ ปฏิบัติในความเป็นกรรมมันตะ อาชีวะ วาจา สังกาปะ อยู่ในนี้ไม่ได้แยกเลย พูดมาเท่่าไรๆ ก็ย้ำ สมณะแสนดิน : ท่านพระที่มาจากศรีลังกา ก็ยังเข้าใจว่าที่อโศกไม่วุ่นวาย ไม่มีการทะเลาะกัน ไม่มีใครด่ากัน แต่ว่ามาทำงานเหมือนคนปกติ ท่านก็ยังเข้าใจ พ่อครู : คนไม่เข้าใจคือคนไม่มีปัญญาไง สัมผัสแล้วก็ไม่รู้เรื่อง อย่าว่าสัมผัสเลย พูดเสียบหูก็ยังไม่รู้เรื่อง สมณะแสนดิน : แต่มันยากนะทำแบบพ่อท่าน พ่อครู : ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ง่าย สมณะแสนดิน : แต่นั่งสมาธิมันง่ายกว่า พ่อครู : ใช่ มันง่าย มันมักง่าย มันไม่ใช่มรรค ๘ สิขมาตุกล้าข้ามฝัน : มันไม่ต้องอะไรท่าน เวลาเราอยู่กับเด็กๆ อยู่กับสมุนพระรามนี่ มันจนปัญญาเลย ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะทำให้มันอยู่อย่างไง บอกให้นั่งสมาธิ เราก็โลงไปพักหนึ่ง มีเวลาคิดบ้าง ไม่งั้นไม่รู้จักพูดอะไร หวั่นไหว บ้างครั้งพระท่านก็จนมุมเหมือนกัน ท่านไม่รู้จะพูดอะไรกับโยม มาเยอะแยะตื่นตา ตาแป๊วกันหมดแล้ว นั่ง เวลาเจอผัสสะกับเด็ก เป็นจริงๆเลยไม่รู้จะพูดอะไร 1-2 ชั่วโมงจะคุยอะไร จับนั่งอย่างเดียวนะ ซัดไปแล้ว 10 นาที สบาย ค่อยยังชั่วหน่อย พ่อครู : ไม่มีวิธีไง ปูจับใสกระโด้งมันไม่ทัน ตั้งกระทะขึ้นก็แล้วกันต้มน้ำ จับปูลง สมณะแสนดิน : เหมือนครูตุ๊ก ต้องมีชั่วโมงให้เด็กนอน ถ้าเด็กนอน ครูตุ๊กได้ทำอะไร สมณะหนักแน่น : มุมนี้ก็ชัดดีนะครับ มุมที่ตั้งกระทะต้มน้ำ สมณะแสนดิน : เด็กพวกนี้โตขึ้นเขาจะมีสมาธิ พ่อครู : พวกเรามันได้ พวกเด็กๆ ได้หมด เข้าในสมาธิ เข้าใจสัมมา รู้ มันรู้ชัด ความเป็นจริงจากวิธีปฏิบัติของชีวิต ข้างนอกมันเพี้ยน มันน่าสงสาร ไม่ได้เรื่องเลย ปฏิบัติธรรมก็ต้องเสียเวลา ต้องใข้สถานที่ ต้องอยู่การงาน ต้องอะไรๆ โอ้ยซวยจังเลย เสียตั้งไม่รู้กี่ต่อ
ถอดข้อความโดย อุทัย