630308 ตัดเค้กกิเลสลงส้วมได้ก็หมดบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตัดเค้กกิเลสลงส้วมได้ก็หมดบุญ 8 มีนาคม 2563 . พ่อครู : ตอนนี้กำลังเรียนรู้ ผู้ที่ได้เรียนรู้มาทั้งพยัญชนะและสภาวะที่ตัวเองมี เราไปเรียนรู้พยัญชนะมาก็เยอะ ที่นี่ก็มาจัดระเบียบ จัดความลงตัว องค์ความรู้ที่เป็นพยัญชนะนั้นมาดูสิว่า สภาวะพวกนี้มันจะเข้าคู่กับพยัญชนะตัวไหน และพยัญชนะตัวไหนจะเข้าคู่กับสภาวะตัวไหนตัวไหน มาเรียบเรียงดู ถ้าเรียบเรียงนี่แหละ เอาแต่พยัญชนะมาหาพยัญชนะ มันก็จะเก่ง รู้มันก็ดี รู้มันจะเก่ง พอเก่งพยัญชนะมันจะวน พอเกิดสภาพของสิริมหามายา นี่แหละสิริมหามายาก็จะหลอก เป็นมายาของผู้ที่ติดพยัญชนะ ไปกำหนดพยัญชนะว่ามันเป็นจริง เราจะอ่านออกว่า ผู้ที่รู้แต่พยัญชนะไม่รู้จักสภาวะ จริงๆแล้วเป็นยังไง แค่ไหน เช่น ผู้รู้บางท่าน ไม่รู้จักพยัญชนะคำว่าบุญ ว่าหมายอย่างไรแท้ๆ (1) (2) ก็ไม่รู้สภาวะธรรมที่กิเลสมันหมด โดยการใช้บุญกำจัดกิเลส ก็เลยไม่รู้ว่าบุญเป็นเครื่องกำจัดกิเลส แต่ท่านประยุทธ์รู้ว่า บุญเป็นเครื่องชำระกิเลสจากสันดาน ท่านรู้ท่านมี เพราะว่า บันทึกกันมาในพจนานุกรม รู้เรียนอ่านกันมาท่านรู้ . สู่แดนธรรม : วงการนักศึกษาจะรู้ ท่านรู้ . พ่อครู : พยัญชนะท่านรู้ แต่สภาวะทำไม่เป็น ถ้าสภาวะท่านเป็น เราท่านเข้าใจพยัญชนะนี้ได้ด้วย พยัญชนะกับสภาวะต้องลงตัวกัน พอลงตัวกันแล้วท่านก็จะรู้ ที่จะรู้คำว่า”บุญ”นี้ “บุญ”เป็น one way Traffic เป็น way เดียว พวกกระต่ายขาเดียว ไม่มีโค้งกลับ มันคือ neclear fission ไปแล้วไปเลย ไม่มีกลับ เสร็จแล้วจบมันก็จบ ไม่จบก็ไม่จบเรื่องของมัน หายไปเลย นิรันดร . เพราะฉะนั้นเมื่อท่านไม่รู้ท่านก็จะแปล”บุญ” ด้วยพยัญชนะอีกทีนึงว่าอปุญญาอภิสังขาร ท่านก็แปลอบุญญะนี้ว่า มันไม่ใช่บุญ มันก็คือบาป ไม่ใช่บุญคืออะไร มันก็คือบาป ตัวนี้ยืนยันได้ว่า ท่
อ่านต่อ
านเองท่านไม่รู้จักความหมายของคำว่า “บุญ” อย่างสมบูรณ์ถึงขั้น ปุญญปาปปริกขีโณ ท่านไม่สามารถที่จะรู้ว่า บุญนี่มันสูญสิ้น มันทำงานฆ่ากิเลสอย่างเดียว . ชำระกิเลสในสันดานอย่างเดียว เมื่อฆ่ากิเลสในสันดานได้หมด ถ้าฆ่าไม่หมดเราจึงจะเข้าใจว่า ภาษาที่ใช้คำว่า ปุญญภาคิยา ได้ส่วนบุญ บุญเป็นส่วนๆ ก็หมายความว่า บุญทำงานได้แค่ฆ่ากิเลสเป็นส่วนๆ เอาเค้กมาลงส้วม ตัดเค้กลงส้วมได้เป็นส่วนๆ เอาเค้กทิ้งไง ก็คนมันติดเค้ก เวลาตัดเค้กใส่ส้วมทิ้งไป ตัดเค้กได้เป็นส่วนๆ ทิ้งได้เป็นส่วนๆ นั่นคือได้ส่วนบุญคือส่วนที่ตัดเค้ก นั่นคือส่วนได้ ส่วนที่เหลืออยู่คือกิเลสที่เหลืออยู่ เป็นเสขะที่จะต้องทำต่อ จนกว่าจะเอาเค้กหมดก้อนลงส้วมได้หมด ก็เป็นอเสขะ เมื่อเอาเค้กลงส้วมได้หมดอเสขะแล้วก็ไม่มีเค้กที่จะมาตัดอีก . เพราะฉะนั้นคุณก็เลิกตัด บุญก็หายไป เครื่องมือที่จะตัดไม่มีอะไรแล้ว ไม่ต้องใช้อะไรแล้ว ก็มันไม่มีแล้ว เค้กหมดแล้ว .
สู่แดนธรรม : ก็ไม่ต้องสั่งเค้กมาอีก . พ่อครู : ไม่ต้องสั่งมาอีก . คุณนิ่ม : มัน 180 องศาเลยนะ มันหักเขามาก . พ่อครู : ไม่ใช่หักหรอก คุณยังอวิชชา คุณยังไม่รู้สภาวะเลย เพราะฉะนั้นพยัญชนะของคุณจึงจับได้เลยว่า จนเห็นได้ชัดเจนเลยว่าคุณไม่รู้สภาวะ พยัญชนะคุณเก่งมากเลยนะ จุดสำคัญที่เห็นนี้คุณไม่รู้ อื่นๆอีกหลายอันเราก็ไม่ได้ไปตามจะปิดอะไรท่านหรอ แต่อันนี้มันชัดเป็นจุดสำคัญ . คุณนิ่ม : ที่ในหลวงตรัส พอจบแล้วก็มาเริ่มใหม่ . พ่อครู : เปิดตำราใหม่ พออ่านจบแล้วก็มาเริ่มต้นเปิดตำราใหม่ ก็อย่างนี้แหละก็วน อย่างนี้จึงยังไม่จบ ทำนยังจะไม่รู้จุดจบ ถ้าบุญไม่รู้จักจบ นิพพานก็ไม่มี นิพพานเป็นปริโยสารก็ทำไม่ได้ ก็วนอยู่นั่นแหละ เป็นโพธิสัตว์วนเวียนไม่รู้จักจบ ที่จริงโพธิสัตว์รู้ตัวจบ แต่ท่านจะจบเอง เท่านั้นเอง แต่นี่ไม่ใช่โพธิสัตว์หรอก เป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ นอนอืดอยู่ใต้ต้นโพธิ์นิรันดร . สู่แดนธรรม : ผมจะถามซ้อนตะกี้ที่พ่อท่านบอกว่าสิริมหามายาระหว่างรู้อักขระและหลงพยัญชนะ วน และอีกฝ่ายนึงจะเป็นไปได้ไหมครับว่าเขามีสภาวะเหมือนกัน แต่เขาวนว่าภาษาเนี่ยกับสภาวะมันตรงกัน เขาหลงสภาวะนะ แต่เขาไม่รู้ภาษา . พ่อครู : ได้ เป็นได้คือสภาวะที่เขาทำนี้ผ่าน หรือว่าทำกันรู้กิเลสจริงๆแล้วก็ดับกิเลสจริงๆได้ แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ด้วยภาษาว่าตัวเองจบ แต่จิตเป็นจิตนิโรธแล้ว จิตเป็นวิมุติได้ เป็นเจโตวิมุติแล้ว แต่ว่าปัญญาวิมุติยังไม่เกิด ปัญญาวิมุติยังอ่านไม่ได้ยังไม่เป็นวิมุติญาณทัศนะ . สู่แดนธรรม : อันนี้จะต้องพบกับสัตบุรุษจริงๆใช่ไหมครับ . พ่อครู : เพราะฉะนั้นคนที่บรรลุธรรมแล้ว ยังพูดกับคนอื่นว่าตนเองยังไม่บรรลุธรรม เพราะตัวเองยังอ่านสภาวะธรรมของตัวเอง เอาตัวที่เป็นได้แล้ว เอาป้ายไปแปะไม่ได้ ไม่กล้า เพราะยังไม่แน่ใจ อันนี้คือยังวิจิกิจฉา คนพวกนี้คือสาย ศรัทธาไม่ชัดเจนพวกนี้ง่ายๆ แต่ถ้าคนที่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิแล้ว รู้จักทำเป็นลำดับ ทำลำดับดีๆ คนนี้ก็สั้นที่สุด เร็วที่สุด เกลี้ยงที่สุด
…..…..…..…..…..…..…..…..…..…..…..…..…..…..…..….. เหตุผลคือความบ้า อัตตาคือความจริง…...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕