630112 อโศกขัดแย้งอันพอเหมาะยังมากินข้าวหม้อเดียวกันได้อยู่.docx
เนื้อหาในไฟล์
630112 อโศกขัดแย้งอันพอเหมาะยังมากินข้าวหม้อเดียวกันได้อยู่
หนึ่งฟ้า : คลิปที่ท่านแสนดินส่งมาเมื่อวานที่ถามพ่อท่านว่าอะไรเห็นต่าง ก็ ต้อง มีความสามัคคีความขัดแย้งกันพอเหมาะ ไอ้ตรงจุดนี้จะทำให้ทุกฝ่าย เข้าใจและจบคำถามเรื่องความขัดแย้ง พ่อครู : มันวัดกันตรงที่ความพอเหมาะ ความพอเหมาะมันก็คือ มันก็ไม่ได้เป็นคลื่น เกิดทะเลาะวิวาท เกิดเรื่องเกิดราว เหมือนอีหร่านกับสหรัฐขนาดนี้ มันก็ไม่ใช่ หรือมันเบากว่าอันนี้ก็ตามเถอะ มันก็ไม่มีอะไรนี่ มันก็ดูนิดๆหน่อยๆ หนึ่งฟ้า : เพราะแต่ละคนก็ทำไป พ่อครู : มันก็ไม่มีอะไร ยังไงยังไงก็ทะเลาะกันยังไงก็มากินข้าวหม้อเดียว กันได้ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร มันไม่มีฆ่ากันหรอก ยังไงก็กินข้าวกันได้ นี่เขาบอกว่าจะทะเลาะกัน ก็ทะเลาะไปสิ อยากทะเลาะกันก็ทะเลาะกันเป็นเหตุปัจจัย ก็เป็นเรื่องรูปประธรรมของโลก ธรรมดา อันคนทะเลาะกัน จะมากินข้าวที่นี่ได้ไหม ที่นี่ไปกินข้าวที่นั่นได้ไหม มันก็ไม่ฆ่ากันหรอก มองแล้วมันรุนแรงอะไร อาตมาไม่เห็นมันรุนแรงอะไร หนึ่งฟ้า : ดิฉันก็ว่าไม่มีบุญไม่ได้เกิดรุ่นนี้นะ เกิดในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่เห็นเรื่องแบบนี้ พ่อครู : เออใช่ หนึ่งฟ้า : ต้องเกิดในยุคนี้ที่พ่อท่านต้องทำคะแนนสอบ พ่อครู : นึกดีๆเกิดในยุคพระพุทธเจ้าไม่สนุกหรอก เป็นยุคบ้านเมืองเป็นเผด็จการก็เต็มที่ แต่พระพุทธเจ้าประชาธิปไตยเต็มที่ของท่าน มันคนละส่วนคนละส่วน คนละรูปเลย แล้วก็ทะเลาะกันไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินก็เกรงใจพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีบารมีมาก พระพุทธเจ้าก็ไม่ไปข่มอะไร พระเจ้าแผ่นดินเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันก็เป็นไป แล้วท่านก็รู้ว่าท่านทำอะไรไม่ได้ มันใหญ่ มันเยอะ มันทั่วโลกยังไม่มีความรู้ หนึ่งฟ้า : ดิฉันก็เลยอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า ที่พ่อท่านต้องรับงานห
อ่านต่อ
นัก ทั้งต้องดูแลอรหันต์และโพธิสัตว์ที่เกิดในยุคของพระสมณโคดม พ่อครู : เป็นฝีมือ มือเป็นฝี หนึ่งฟ้า : คะ และในทั้งก่อนยุคพระสมณโคดม และทางในยุคที่พ่อท่านจะต้องสร้างด้วย และนี่เป็นหน้าที่ของนักเรียนพระพุทธเจ้าที่กำลังรับตำแหน่งบ้านสอบผ่านหรือเปล่า ถ้าสอบผ่านก็ได้เป็น มันไม่มีงานไหนที่สนุกเท่างานนี้ แสดงว่าบุญเก่าเราก็ทำ บารมีเก่าเราทำไว้เยอะมาก พ่อครู : เห็นเป็นสนุก ได้กำไร เห็นว่าสนุกแล้วสบาย หนึ่งฟ้า : ที่นี่ก็มีคนบอกดิฉันว่า ทำไมฉันจะต้องมาทนอยู่ที่นี่ ดิฉันบอกเขาว่า ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่เห็นจะเดือดร้อนเลย พ่อครู : คนที่ชกกันบนเวทีมวย มันเจ็บจะตายชัก มันบอกว่ามันอยากได้เงินอยากได้หน้าได้ตามันไม่โง่อยู่ตรงนั้น ไอ้คนเตะบอลก็ตาม เดี๋ยวเตะไปเตะมาเดี๋ยวก็เตะแข้งเตะขา มันเหนื่อยจะตายชัก มันก็นึกว่ามันแน่ หนึ่งฟ้า : เขาก็บอกว่าดิฉันพรุนทั้งตัวแล้ว พี่ฉันบอกว่าไม่เห็นจะเดือดร้อนเลย เพราะสามารถกินข้าวได้ ดิฉันมากินข้าวที่นี่ นี่ฉันไม่รู้สึกเดือดร้อนเลยนะ ไม่ว่าใครจะพูดว่าอะไร ตกลงว่าดิฉันสามารถกินข้าวได้ พ่อครู : ไม่เห็นมีปัญหาอะไร หนึ่งฟ้า : ถ้างั้นข้อหาที่เขาหาว่าดิฉันกินข้าวแล้วไม่รู้จักทำงานอะไร พ่อครู : พิสูจน์ได้เลย หนึ่งฟ้า ก็มากินข้าวที่นี่ได้เฉยเลย ไม่เห็นมีอะไร หนึ่งฟ้า : ดิฉันก็เลยจะบอกพ่อท่านว่า ใครจะว่าหน้าด้าน ก็ช่วยไม่ได้ พ่อครู : ก็ไม่มีปัญหาอะไร หนึ่งฟ้า : ตกลงทุกคนรับรองว่าดิฉันสามารถกินข้าวได้นะ พ่อครู : หรือไม่ได้กินล่ะ หนึ่งฟ้า : ก็ได้กินทุกวัน ได้กินแบบที่เขาว่าก็หน้าด้านกินนะสิ อ๋อไม่ได้หน้าด้านกินหรอก ่ถือว่ากินโดยชอบธรรม ตกลงดิฉันกินโดยชอบธรรมนะ พ่อครู : นี่คือความขัดแย้งอันพอเหมาะ ไอ้ความขัดแย้งอันพอเหมาะอันนั้นมันอยู่ที่จิตใจของคน มันไม่ออกมาทางกาย มันเป็นอย่างแรงเลย ทางวาจาจะมีบ้างเล็กๆน้อยๆ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าขนาดเข้าข่ายของอริยะแล้ว มุกขสตีนะ โสดาบันยังจะต้องมีมุกขสตีนะ มีทิ่มแทงกันด้วยปากหอกนะ ของเรานี่มันเบากว่ามุกขสตี อาตมาก็บอกแล้วว่า สังคมเราไม่ใช่สังคมโสดาบัน ค่ารวมของสังคมเราอนาคามี หนึ่งฟ้า : ดิฉันมีคำถามว่า ความที่เข้าใจไม่ได้มันเข้าข่ายโมหะหรือเปล่าคะ เพราะมันแยกแยะไม่ออกว่า 1.นี่มันเป็นสักกายะที่ตัวเองมีปัญหา แยกแยะไม่ได้ว่ามันคืออะไร พ่อครู : มันได้ ได้ทั้งนั้นแหละแล้วแต่คุณจะสอยรายละเอียดไปในความโง่ของคน เป็นอวิชา เป็นโมหะ เป็นวิตก อะไรได้ทั้งนั้น หนึ่งฟ้า : ถ้าอวิชชาฉันคิดว่ามันเป็นหมวดใหญ่ แต่ถ้าโมหะย่อยลงมาว่า คืออยู่ในประเภทรู้หรือเปล่าว่า เป็นกาม พยาบาท หรือว่าเป็นวิจิกิจฉา พ่อครู : มันมั่ว มันสับสน มันยังแยกไม่ได้ หนึ่งฟ้า : และเพราะแยกไม่ได้ก็เลยอ่านสักกายะตัวเองไม่ออก พ่อครู : อวิชชามันโง่เลย มันไม่รู้อะไรเป็นอะไร ส่วนโมหะมันก็รู้บ้าง อันนั่นก็รู้ มันยังสับสนตัดสินไม่ได้ มันยังเด็ดขาดไม่ได้ หนึ่งฟ้า : และก็ยังไม่เห็นศักยภาพของตนเอง ขนาดพ่อท่านแสดงให้ดูแล้วนะว่าคนที่เป็นใหญ่ก็ยังต้องยอม ต้องสารพัด พ่อครู : จะว่าไปในแนวลึกจริงๆแล้วตัวเองศึกษาตัวเองยังไม่บริบูรณ์ ถ้าศึกษาตัวเองครบบริบูรณ์ เขาก็รู้ว่ามนุษย์ทุกคนก็เหมือนกัน เป็นแต่เพียงขยาย เรารู้ตัวเองปั๊ป เราก็จะรู้ว่า 2 คน เราพอรู้เขาแล้ว ถ้าเราสูงขึ้นไปอีก 3 คน 4 คน เราก็พอรู้ ถ้าเรารู้ว่าเราสูงขึ้นไปอีก 100 คนเราก็รู้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น มันก็อยู่ที่ตัวเราต้องรู้ตัวเรา แล้วเราจะรู้ผู้อื่น ถ้าเรารู้ศูนย์ เราจะรู้ Infinity หนึงฟ้า : ดิฉันกำลังคิดว่าไอ้อย่างนี้จะเรียกว่ากำหนดนิมิต ที่จะเรียกว่าหมู่ 5 หรือเปล่า พ่อครู : มันเป็น 2 ข้าง เราคือกลาง ถ้าเรารู้ว่าอันนี้เป็นเท่านี้ เราก็รู้อันนี้ไปประมาณเท่ากัน แต่ถ้าคุณรู้อันนี้ไปเท่านี้ รู้อันนี้เป็นเท่านี้ แล้วมันจะไปได้เรื่องเหรอ คุณก็ไม่รู้ความจริง ไม่ถูก หนึ่งฟ้า : ดิฉันว่าพ่อท่านพูดชัดมากเลย อันที่ 1.ก็ต่างคนต่างสำรวจกิเลสตัวเอง พ่อครู : เอ่อ ตัวเองเป็นหลักนะ หนึ่งฟ้า : อันที่ 2.อาตมาใหญ่ขนาดไหน อาตมาว่าอาตมาไม่เล็กนะ อาตมา ยังต้องยอมเลย ยอมทุกอย่าง ให้กินก็กิน ให้นอนก็นอน ให้ไปก็ไป ไม่ให้ไปก็ไม่ไป นี่ยอมทุกอย่างให้ดู เพราะฉะนั้นใครที่มีภูมิรู้ก็ต้องรู้สิว่าตัวเองควรจะต้องยอม พ่อครู : ยอมทุกอย่างนี่คือศูนย์ คือไม่มีตัวตน ภาษามันก็ชัดเจนอยู่แล้ว คุณทำไม่ได้ก็คุณต่างหาก คุณทำได้ก็เห็นมันอยู่ ก็จบ หนึ่งฟ้า : แล้วต่างคนต่างก็มองเข้ามุมตนเอง พ่อครู : มันไม่ได้จบที่อื่น จบที่เรา หนึ่งฟ้า : แล้วอันที่ 3.คนที่มีปัญญาเขารู้นะว่าอะไรคืออะไร ที่นี้ถ้าปัญญาไม่มีก็ดูไม่ออกว่าที่พ่อท่านทำคือให้เกียรติ ให้โอกาส ให้เรียนรู้ ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย แต่การไปแปลความคนละทิศคนละทาง ดิฉันบอกว่านี่มันเป็นความยิ่งใหญ่ที่เราเข้าใจนานาสังวาส พ่อครู : อ๋อ ก็คนเข้าข้างตัวเอง ลำเอียงเข้าข้างตัวเองก็เห็นด้วย ว่าใครเข้าข้างฉันทั้งนั้น
ถอดข้อความโดย อุทัย