GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า ตอนที่ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า ตอนที่ 2 พ่อครูว่า... เอาที่เขียนมาอธิบาย ... GDP มันก็เป็น“รายได้มวลรวม”ที่ไปนับเอา“รายได้”จากที่ขาย“ผลผลิต”ออกไปให้แก่ต่างประเทศโน่นมา “รวมเป็นรายได้ปนเปเข้าไปด้วยอีก” แล้วหลงผิดนับว่า เป็น“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” ซึ่งไม่ใช่ที่อาตมาหมายเรื่องGDP GDP อย่างเข้ม ต้องเอาเฉพาะภายในที่เป็นผลผลิตภายในเท่านั้น อย่าเอาจากที่เราส่งไปขายต่างประเทศได้ หรือจากคนไทยที่อยู่ต่างประเทศเอารายได้ส่งเข้ามาให้ในไทย มารวมเป็นมวลรวมด้วย อย่า อาตมาเข้มตรงนี้ว่า Domestic หรือ รายได้มวลรวมประเด็นที่ 1 ตรงนี้ แต่เขาไม่ได้คิดกันอย่างนี้หรอก เขาคิดรวม อาตมาก็เลยเอาแบบของอาตมาบ้างว่าเป็นอย่างนี้ แล้วมันจะทำได้สูงสุดเพราะคุณภาพของคน คุณภาพของคนที่ไม่มีกิเลส เสียสละเป็นที่สุด มีใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละ เพราะฉะนั้นเสียสละเมื่อคนไทยหรือชาวอโศกเป็นต้น ชาวอโศกพออยู่พอกิน ทำได้มาก ทำได้เกิน ก็สะพัดส่วนมากส่วนเกินออกไปสู่คนอื่น ขายก็ขายขาดทุนได้ เพราะเราไม่ขี้โลภ แจกฟรีก็แจกได้ เราถือว่าเป็นความดีงามของมนุษยชาติ เป็นความเจริญของมนุษยชาติเป็นความประเสริฐความพัฒนาขึ้นของคน เพราะฉะนั้นเราทำได้จริงก็จึงยืนยันมั่นใจว่าเราทำได้จริง เพราะฉะนั้นถ้าไปสำคัญตรงนี้ รวมตรงนี้ผิด มันจะไปกระทบความงามคุณงามความดีของคน จะทำให้สูง เจริญยิ่งกว่านั้นในประเด็นสุดท้าย ปลายๆไม่ได้ คืออะไรคอยติดตาม อาตมาก็ถามประโยคตอบไปว่า ...มันสำคัญผิดไปมั้ย? พินิจดูกันให้คมๆ แม่นๆ ชัดๆ กันเถิด พินิจกันลึกๆชัดๆคมๆแม่นๆแล้ว จะเห็นว่า ที่ว่า“รายได้มวลรวมในประเทศเท่านั้น” หรือจากภาษาที่ว่า Gross Domestic Product นี้ มันเป็น“รายได้มวลรวม”คือ Gross ที่ถูกต้องตรง

อ่านต่อ

ตามความกำหนดหมายกันแล้วหรือไม่ใช่? มันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่เกิดขึ้น“เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น”จริงหรือ? มันต้องเอา“รายได้ที่เกิดขึ้นจากการนับ‘รายได้’อันได้ขายผลผลิตของไทยที่ไทยผลิตขึ้นได้”กันในประเทศ”เท่านั้นเป็น“รายได้มวลรวมจากผลผลิตของไทยเอง”ตะหาก ประเด็นที่ 1 นี้ จึงเป็นการหลงผิดในการขาย“ผลผลิต”ที่ควบรวม“รายได้”จากภายนอก ของ“ผลผลิต”ที่ส่งออกไปขายนอกต่างประเทศ และหรือนับเอาของคนไทยที่ไปได้ “รายได้”อยู่นอกต่างประเทศแล้วส่งเงินเข้ามาให้คนไทยในประเทศไทย ว่า เป็น“รายได้มวลรวม”เฉพาะของไทยคนไทยภายในประเทศไทยเท่านั้น ว่า เป็นการขาย“ผลผลิตไทยกันเองภายในประเทศเท่านั้น” แต่หลงว่า“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” “เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ 1 นั้นกำหนดหมายผิดเพี้ยนตรงหลงควบรวมเอาที่“ไม่ใช่ ภายในเท่านั้น”แท้ๆ มาควบรวมเป็น“ภายในแท้”เข้าไปด้วยอย่างสับสนอยู่ ไม่“ตรง”แท้

ประเด็นที่ 2 คือ ความหลงเพี้ยนๆผิดๆ ที่มักจะวิปลาสไปหลงคิดเอา“ตัวเลข”กัน มากกว่าที่เจาะให้ลึกลงไปคิดเอา“เนื้องาน”หรือ“ผลผลิตที่เกิดจากการทำงานโดยตรง ของคนผู้ทำงาน”เป็นสำคัญ

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่ไปหลงแต่ตัวเลข ใช้วิธีการซับซ้อนต่างๆมานานแล้วก็ไปเอาที่การเลือกตั้ง ประชาชนส่วนมากก็ถูกลากจูงให้สำคัญผิดไปกับการเลือก โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่า ลึกๆคนนี้ดีจริงๆหรือไม่ คนนี้เป็นคนทำงานดีมีเนื้องานรับใช้ประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้โฆษณาตัวเอง ไม่ได้หาเสียงให้ตัวเองด้วย แต่เขาทำงานจริงๆเหมือนอย่างในหลวงร. 9 ทำงานจริงๆ มีเนื้องาน มีผลงานอะไรอยู่ โดยที่ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรือเปล่า ด้วยวิธีการโฆษณาหาเสียงเหมือนอย่างพวกเขาหาเสียงกัน บ๊องๆๆ กัน ฟังดีๆแล้วจะได้ความรู้ความเข้าใจ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ขณะที่ผมพบอโศกใหม่ๆ พ่อท่านสอนลูกๆให้ได้ทั้งนิพพาน และสอนให้ทำประโยชน์แก่สังคม ผมเห็นความแปลก ยุคแรกๆพวกเราต่อสู้เรื่องกามและไม่ได้ดังใจอัตตา ก็เลยหลบลงบาดาล พ่อท่านโจมตี ถีนมิทธะ และก็พาเราทำกสิกรรม ปฏิวัติสังคมด้วยฟางเส้นเดียว ก็ทำในสิ่งที่ มนุษยชาติต้องการ..สั่งสอนมาเรื่อยๆ พ่อท่านเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหน เมื่อถึงหลายปีเข้า ธรรมะที่ไปถึงนิพพานก็ขาดไม่ได้ในการช่วยเหลือมนุษยชาติ มาวันนี้พามอง เศรษฐศาสตร์แบบโลกุตระ พ่อท่านเอาความรู้เหล่านี้มาจาก

พ่อครูว่า... ไขความที่ว่า คุณบอกว่าไม่รู้อาตมาเอามาจากไหน อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่ได้ไปซื้อมาจากร้านขายยา ไม่ได้ไปซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า ใหญ่ๆโตๆที่ไหนๆ หรือจากห้างต่างประเทศไหน โดยเฉพาะยิ่งพวกต่างประเทศทุนนิยมเทวนิยม ซึ่งคนละอย่างเลยกับทุนนิยมเทวนิยมด้วยซ้ำไป เป็นของที่อาตมาก็บอกแล้วว่าอาตมารับมาจากของพระพุทธเจ้า แบบของพระพุทธเจ้าที่เลือกด้วยภาษาว่าโลกุตรธรรม เป็นโลกุตระมันต่างจากโลกียะ จะได้ชัดเจนว่าคนโลกุตตรเป็นอย่างนี้เหรอ ยิ่งจะฟังเศรษฐศาสตร์นี้ไปเรื่อยๆ ไปถึง 9 ประเด็นแล้ว ไม่รู้น้อยก็มากไม่รู้มากก็น้อยนะ จะรู้ว่าโอ้โหยอดเยี่ยม

ประเด็นที่ 2 คือ ความหลงเพี้ยนๆผิดๆ ที่มักจะวิปลาสไปหลงคิดเอา“ตัวเลข”กัน มากกว่าที่เจาะให้ลึกลงไปคิดเอา“เนื้องาน”หรือ“ผลผลิตที่เกิดจากการทำงานโดยตรง ของคนผู้ทำงาน”เป็นสำคัญ คนมักจะหลงผิดไปกำหนดหมายเอา“ตัวเลข”หรือ“จำนวนตัวเลข”มาเป็นเครื่องชี้ว่า เป็น“ความเจริญเนื้อแท้”ของคนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งดีทางค้าขายหรือธุรกิจ แม้แต่จะเป็นการแข่งขันของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่หลงสำคัญกันที่“การเลือกตั้ง” ล้วนมุ่งมั่นหมายแข่งกันที่“ตัวเลข”กันนั่นเอง ที่กำหนดหมายกันผิดอยู่ เพราะพากันเผลอเผินไปหลง“ตัวเลข”กัน ว่า เป็น“เนื้อหาแท้จริง” ตัวเลขสูงหมายถึงค่ามันสูงแต่ชาวโลกุตรธรรมเอาน้อย ของมันถูกนะ เราก็แจกฟรีจึงได้น้อย แต่ของเรายิ่งดีนะ ยิ่งมากจำนวนด้วย แต่เราขายถูกๆ ตัวเลขมันก็ต้องน้อยสิ เราก็ต้องแพ้เขาชัดเจน เพราะฉะนั้นการชี้บอกว่าแพ้หรือได้น้อย นี่แหละคือคนเจริญ คนประเสริฐ ไม่กำหนดหมายกันที่“การทำงานของคน”ที่เป็นผู้มีความรู้ในเรื่อง“เศรษฐศาสตร์” แบบ“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้า หรือการเมืองก็เช่นกัน ก็ไปหลงกันที่“ตัวเลข” ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกันที่“ตัวนักการเมือง”หรือกำหนดหมายกันที่“ผลงานของนักการเมืองทำจริง”มายืนยันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เป็นความสำคัญที่เป็นเนื้อหาแท้จริงยิ่งกว่า “ตัวเลข”ของ“การนับคะแนนเอาที่การเลือกตั้ง” ที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลสารพัด มันจึงไม่ตรงสัจธรรม หรือความเป็นจริงกันได้จริง “เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ 2 นี้ โลกียะหรือเทฺวนิยมจะวิปลาสไปคิดเน้น“ตัวเลข”แทนที่จะคิดเอา“เนื้องาน”ที่เป็น“ผลผลิตของคนผู้ผลิต”หรือสำคัญมั่นหมายกันที่“คนผู้ทำงานผลิตจริง” เป็นความเจริญทาง“เศรษฐกิจ”หรือ“การเมือง”กันแท้

ประเด็นที่ 3 นั่นคือ “โลกียะ”นับเอา“ผลได้” ที่เมื่อ“ได้เปรียบ”คู่แข่งขัน หรือผู้อื่น แล้วเราได้ทำเกิน“ทุน”มาเป็น“ของเรา” มีผลมากเกินกว่า“คนอื่น”แท้ เมื่อ“เปรียบเทียบ”ก็เป็นจริง คือเขาถือว่า เป็น“ความเจริญ”หรือ“ความก้าวหน้า”ของความเป็น“เศรษฐกิจ”ในความเป็นชีวิตคนหรือสังคม ก็ถูกของเขา ที่เขา“ยึดถือของเขาชาว“โลกียะเทฺวนิยม”เป็นสากล ชาว“โลกียะ”มีความยึดถือเช่นนี้ เข้าใจและเชื่อว่า อย่างนี้แหละว่า“ถูกต้อง”ดีจริง ความเป็น“โลกียธรรม”จะไม่ยอม“เสีย(สละ)ไปให้ใคร” ไม่ยอม“ขาดทุน” จะมีแต่“เอาเปรียบ-ได้เปรียบ”ถือว่า เป็นความเจริญ เป็นอารยะ(ศิวิไลซ์ civilize) หากจะ“เสียสละออกไป”ก็จะคิดเป็น“ราคาของคุณงามความดี-ความเขื่องคุณ-เท่ เก๋ โก้”ที่ตนให้แก่คนอื่นได้แล้วยึดเป็น “อุปกิเลส” มันก็ซับซ้อนขึ้นไปอีก แล้วยึดติดใส่จิตตนเองเป็น“ตน(อัตตา)” เป็น“ของของตน(อัตตนียา)”อยู่ และนับเป็น“บุญคุณ”ที่ตนมีต่อผู้อื่น นี้คือ ความยึด มันคือ“อุปาทาน”ที่เป็น“กิเลส”แท้ๆ นี้คือความยึด มันคือ“อุปาทาน”ชนิดหนึ่ง เป็น“อุปกิเลส”แท้ๆ “ความยึด”ภาวะนั้นๆเป็นตน-เป็นของตนนั้น มันคือ“อุปาทาน”นะ! เป็น“กิเลส” ทั้งๆที่“กิเลส”มันไม่ใช่“บุญ”เลยแม้แค่นิดน้อย “อุปาทาน”มันเป็น“การยึด”แท้ๆ แต่ก็เพี้ยนไปยึดเอา“กิเลส”มาเป็น“บุญ” แล้วก็หลงผิดว่า “ความยึด”เป็น“กุศล” “บุญ”ต้อง“ไม่มี”อาศัยอยู่ในชีวิต ส่วน“กุศล”นั้นต้อง“มี”อาศัยอยู่ในชีวิต แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่สันโดษในกุศล แต่อรหันต์หมดบุญไปแล้วเป็นผู้ ปุญญปาปปริกขีโณ ที่ถูกแท้นั้น “บุญ”คือ “การทำลายความยึด” “บุญ”ไม่ใช่“การไปยึดมามีไว้” แต่“กุศล”มันต้อง“มี” มันต้องสะสม “กุศล”จึงแตกต่างจาก“บุญ”ที่มันไม่ต้อง “มี” “บุญ”มันก็“ผิด”ไปจาก“สัจจะ”ที่แท้ของ“โลกุตระ”กันอย่างอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิ เพราะไพล่ไปเห็น“กุศล”เป็น“บุญ”อันผิดเพี้ยนไปจาก“สัจจะ”คนละทิศละทางเลย “บุญ”มันไม่ใช่“สมบัติ”ที่จะ“มีสะสมไว้” ซึ่งแตกต่างจาก“กุศล”ที่คนต้องสะสม แต่“บุญ”เป็นแค่“พลังงานจิต”ที่สร้างให้เกิดเป็น“ฌาน”เป็น“ปัญญา” เผากิเลสเท่านั้น “บุญ”มีหน้าที่ทำแต่“วิบัติ”ทำลาย“กิเลส หรือมีหน้าที่ฆ่ากิเลสให้ดับสิ้น “บุญ”ไม่มีความเป็น“สสาร” ไม่ว่าทางวัตถุหรือทางจิต เพราะ“บุญ”ไม่จับตัวกัน ขึ้นเป็นกลุ่มก้อนเด็ดขาด มันเป็นแค่“พลังงานทางจิต” ซึ่ง“บุญ”นี้จะไม่“ทรงอยู่” เป็น“ธรรม”เกินกว่า“ปัจจุบันชาติ” เนื่องจาก“บุญ”เพียงทำหน้าที่เป็น“พลังงานขึ้นได้ในปัจจุบันของอาริยชนโลกุตระ”เท่านั้น “บุญ”ไม่เกิดใน“อดีต”หรือไม่เกิดใน“อนาคต” “บุญ”เกิดใน“ปัจจุบันชาติ”เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ปัจจุบันที่เป็นคนผู้มีพร้อม“ตาหูจมูกลิ้นกาย”ตื่นเต็มทำงานร่วมกันกับ“ใจภายใน”เป็น“ภาวะ 2”แล้วไซร้ “บุญ”ก็เกิดไม่ได้ “บุญ”เป็น“พลังงานจิต”ที่ทำหน้าที่“ประหารกิเลส”เท่านั้น ไม่มี“คุณวิเศษ”อื่น “เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ 3 นี้ชาวเทฺวนิยมโลกียะเขาหลงผิดนับเอา“ความได้เปรียบ” นับส่วนที่ได้เกิน“ทุน” หรือได้เกินกว่า“คนอื่น”นั้นๆ ถือว่า เป็น“ความเจริญ”หรือ“ความก้าวหน้า”ของความเป็น“เศรษฐกิจ”ในความเป็นชีวิตคนหรือสังคม ซึ่งมันตรงกันข้ามกับ“เศรษฐกิจ”ของชาวโลกุตระกันคนละทิศละทางกันเลย “เศรษฐกิจ”ของชาวโลกุตระนั้น นับเอา“ความเสียสละ”ซึ่งเป็น“ความเสียเปรียบ” นั่นเอง ว่าคือ“การได้กำไร” เพราะเสียสละก็“ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น” และก็แค่“สักแต่ว่าทำ” ไม่“ยึดเป็นตัวตน” หรือปฏิบัติจนกระทั่งไม่ยึดมา“เป็นตน-เป็นของตน”ได้สำเร็จจริง นี้คือ “คุณวิเศษ”ที่ชาวโลกุตระ“ทำได้” ซึ่ง“ยึด-ไม่ยึด”นี้ ชาวโลกียะยังไม่ศึกษา “ความยึด”ภาษาวิชาการว่า “อุปาทาน”นี้เอง คือ “กิเลส”ที่ต้องศึกษาและพิชิตมัน “เศรษฐกิจ”ของชาวโลกุตระจึงแตกต่างกับชาวโลกียะเทฺวนิยม ยิ่งกว่าดาวคนละดวง

ประเด็นที่ 4 นั้นคือ ความเป็น“โลกุตรธรรม”นี่แหละสำคัญมากยิ่ง ได้แก่ “ขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา” ประเด็นนี้แหละที่ชาว‘เทฺวนิยมโลกียะเขายังทั้งไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความลึกล้ำของความจริงนี้ ทั้งยังไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกันให้สำเร็จได้ อย่างภาคภูมิใจ เต็มใจ อิ่มเอมใจ เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละจริงๆจังๆกันเลย

ชาวพุทธที่เจริญอาริยธรรมเป็น“โลกุตระ”กันได้สำเร็จจริงๆนั้น จะนับเอา“การขาดทุนของเรา” เป็น“ความเจริญพัฒนาก้าวหน้าของเรา” ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จริงใจด้วย“ปัญญา”อันยิ่ง ว่า ความเป็นผู้ประเสริฐแท้จริงนั้น คือ คนผู้เสียสละ ผู้ขาดทุนให้แก่ผู้อื่น..ดี แพ้ผู้อื่น..ได้ แต่จะไม่ยอมเป็นผู้ผิด ไม่ยอมทุจริต แล้วยินดี เต็มใจเป็น“ผู้รับใช้ผู้อื่น-รับใช้สังคมประเทศชาติ หรือรับใช้โลก ที่ไม่ใช่ทาส หรือไม่ใช่ผู้รับจ้าง เป็นอันขาด” ผู้เป็น“อาริยบุคคล”แบบ“โลกุตระ” จึงไม่ใช่ทั้ง“ทาส”ทั้ง“เทพ”หรือเทฺวะผู้ยิ่งใหญ่ใด เพราะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบความเป็น“เทพ”หรือ“เทฺว”แม้จะยิ่งใหญ่ที่สุดปานใด ความเป็น“ทาส”คือ ผู้ยังมี“ตัวตน”แล้ว ไม่รู้ว่า “ตนเองเป็นทาส”ที่หลงรับใช้ตัวเองก็ละลดความเป็น“ทาส”ได้ไปตามลำดับ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ฟังให้ดีนะ ตัวเองจะเป็นทาส จะเป็นผีเป็นซาตาน จะเป็นเทพก็ตัวเองทั้งนั้น ชีวิตที่มีอยู่ จึงอยู่อย่างมี“ปัญญาอันยิ่ง”ว่า ยังมีแรงทำกรรมที่เป็นประโยชน์ได้ จึงอยู่อย่าง“เสียสละ” หรือรับใช้ผู้อื่นที่เหมาะที่ควร ชนิดที่ไม่ยึดติดความเป็น“ตัวตน”กันแท้ ผู้หมดสิ้น“อัตตา” หรือหมดสิ้นตัวตน เป็นคนตามที่กล่าวนี้จริงใจ จริงกาย ไม่เสแสร้ง จึงเป็น“งัวงานเศรษฐกิจ”ที่ซื่อสัตย์ จริงใจ เต็มใจแก่สังคมมนุษยชาติอยู่ในโลกนี้แท้ ประเด็นที่ 5 ยิ่งชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดในความเป็น“โลกุตระ”ที่แตกต่างยิ่งใหญ่จากระบบ“ทุนนิยม”หรือแบบชาว“เทฺวนิยมโลกียธรรม” สามัญของปุถุชน นั่นก็คือ ชาว“โลกุตระ”ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่มีอารมณ์“สุข”กับ“การได้กำไร” และไม่มีอารมณ์“ทุกข์”กับ“การขาดทุน”เลย การทำ“เศรษฐกิจ”จึงสบายกายที่สุด สงบใจที่สุด จบ 660320 เปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์โลกียะกับเศรษฐศาสตร์โลกุตระ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน