GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข18 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า พ่อครูว่า... ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า คำว่า “พระเจ้า”นั้น เราไม่ได้หมายถึง GOD ที่ชาวเทฺวนิยมเคารพนับถือ กันอย่างสูงยิ่ง สำหรับ GOD หรือ“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยมทั้งหลายบูชาเคารพนับถือนั้น เราก็ให้ความเคารพอยู่เช่นกัน เพราะ GOD อันหมายถึง“วิญญาณ”หรือ“พระศาสดา”ที่ทรงคุณงามความดีแท้กันทุกพระองค์ เราย่อมเคารพพระผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นชาติเชื้อใดแน่นอน พ่อครูว่า... เป็นการทวนกระแสถ้าฟังไม่ดีดูเหมือนจะเป็นการลบหลู่พระเจ้าเลยทีเดียว ต้องฟังให้ดีๆแต่เราไม่ได้ไปข่มแต่เราเห็นความต่าง ความต่างนี่แหละเป็นอุตระหรือเป็นโลกุตระที่นอกเหนือจากที่คุณเข้าใจกันแปลศัพท์สั้นๆ เขาแปลอุตระว่าอยู่เหนือ แต่“พระเจ้า”ในที่นี้ที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ หมายถึง เรื่อง“เงินๆทองๆ”ที่เป็น“วัตถุ”แท้ๆซึ่งคนไปหลงงมงายวุ่นวายเอาเป็นเอาตายอยู่ที่“เงินๆทองๆ”กัน โดยนับถือเงินทองเป็น God ยิ่งชีวิต และความรู้ความเห็นที่อาตมาแสดงออกไปนี้ เป็นความรู้ของอาตมาที่ไม่ใช่แบบโลกียะที่อาตมามีน้อยนิดจริงๆ ซึ่งเป็นความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่อว่าเป็นแบบโลกุตระ จึงแน่นอนว่า มันย่อมผิดเพี้ยนไป ไม่ตรงกับผู้รู้เศรษฐศาสตร์ หรือไม่ตรงกับผู้มีครูมีอาจารย์มีตำราเรียนกันมาแบบสากลโลกียะนั้นแน่ยิ่งกว่าแน่ “เศรษฐศาสตร์”คือ“ภาวะแห่งความเป็นจริง”ที่เป็น“สัจธรรม”ทาง“จิตวิญญาณ” ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของ“เงินๆทองๆ”ที่หลงยึดถือกันสูง หลงหนักว่า “ตัวเลข”นั่นแหละคือ“พระเจ้า” หรือเคารพบูชาแต่“จำนวนของตัวเลขที่แข่งกันสูง-แข่งกันมาก”เท่านั้น ที่จริงแล้วมันต้องสำคัญกันที่“จิตวิญญาณ”จึงจะดีแท้ ถูกต้องจริง แต่ถ้าแม้น“จิตวิญญาณ”หลงเงินๆทองๆกันหนักหน

อ่านต่อ

า หนักหน้ากันอย่างที่เป็นๆกันอยู่ รับรองเด็ดขาดว่า เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ“ไม่เสร็จ” ไม่“จบกิจ”ได้นิรันดร เพราะมันวิปลาสหลงผิดไปแล้ว เขาไม่รู้ตัวกันเลยหรือว่า เขาหลงบูชานับถือ“วัตถุเงินทอง-ตัวเลข”กันหนักหนาสาหัสนั้น นั่นคือ หลงจำนวน “ตัวเลข”โดยหลงยึดถือเอา“รายได้”จากวัตถุแปรมาเป็นเงินทอง แล้วก็นับจำนวน“ตัวเลข”มาเป็นเครื่องชี้บ่งยืนยันความเจริญ“เศรษฐกิจ” มันก็เป็นแค่การบ่งบอกว่า ความสำคัญของมนุษย์ทั้งหลายอยู่ที่“วัตถุ” ชีวิตคนจะอยู่ดีมีสุขด้วย“วัตถุ”เท่านั้น “วัตถุ”สำคัญยิ่งใหญ่ที่สุด เป็น“ที่พึ่ง”คือ“พระเจ้า”คือ God ของชีวิตคนทั้งหลายทั้งหมด ก็ขอยืนยันว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันแต่เรื่องของ“วัตถุ”นั้น ไม่มีทางสำเร็จเสร็จสิ้น ถึงขั้นไม่ต้อง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอีก “จบกิจ”เด็ดขาด ได้แน่นอน และยิ่งไปหลงยึดเอา“ความสูงของตัวเลข”ที่เป็น“จำนวนของ“รายได้ทางวัตถุ” มาเป็นเครื่องวัดแบบ“โลกียะ”สามัญปุถุชนทั่วไปในโลกอยู่นั้น ก็รับรองว่า “ไม่มีที่สิ้นที่สุด”เด็ดขาด หากไม่หันมา“แก้ปัญหาเศรษฐกิจกันทาง“จิตวิญญาณ” โดยใช้“ทฤษฎี”ของพระพุทธเจ้าที่เป็น“โลกุตระ” เพราะมันไม่มีขีดจำกัดเลย ว่า “ความสิ้นสุดของความโลภ” หรือ“ความสิ้นสุดของความต้องการอยากได้”ของคน มันรู้จัก“พอ”กันตรงไหน? “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ด้วย“ทฤษฎี”ของชาวโลกที่มีความรู้-ความฉลาดแค่ชาว“เทฺวนิยม”มีกัน จะสูงส่งเต็มที่ปานใดๆก็ตาม มันก็มีแต่แบบ“โลกียะ”อยู่เท่านั้น มันยังไม่ใช่“ทฤษฎี”ของชาว“โลกุตระ”ที่มีความรู้-ความฉลาดของ“พุทธ”ที่เป็น “อเทฺวนิยม” คือ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“เทฺว” และจัดการกับ“เทฺว”ได้สำเร็จสูงสุดถึงขั้น“อนัตตา”หรือ“นิพพาน” จึงจะสามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”เด็ดขาดลงได้จริง พ่อครูว่า... อาตมาพูดไปนี้ พวกสายหลับตาเขาจะบอกว่า โพธิรักษ์เอาอะไรมาพูด ไอ้คำว่าเศรษฐกิจฟังแล้วก็บ้าๆบอๆ แล้วยังไงมาเกี่ยวกับเทวะเกี่ยวกับจิตวิญญาณเข้าไปอีก เขาจะเห็นว่า เขาฟังไม่ออก พูดง่ายๆ “ทฤษฎี”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกที่ยังไม่มี“ทฤษฎี”ของชาว“โลกุตระ”ไม่มี“จุดสำเร็จ”ของ“ปัญหา”ว่า จะ“จบ”ปัญหาเศรษฐกิจได้แท้จริง เพราะ“คำตอบ”ของคนร่ำรวยหรือของผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ จะไม่มีคำว่า “เพียงพอ”หรือ“พอ”เป็นอันขาด คนผู้ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงทาง“จิตวิญญาณ”จากการเรียนรู้และปฏิบัติจนกระทั่งเกิด“ปัญญา”แท้ใน“อาริยสัจ ๔”เท่านั้น ที่จะ“ยุติ”การกอบโกย-การเอาเปรียบจากสังคม จึงจะเป็นผู้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ของตนให้แก่สังคมได้สำเร็จจริง พ่อครูว่า... พวกคุณนี้ยุติการกอบโกยออกแบบสังคมได้ เอาแค่พออยู่พอกิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราตรัสเอาแต่ว่า พอเพียง พออยู่พอกิน แต่คนไม่กระเตื้องและท่านไม่ได้ขยายความมากนัก เขาก็เลยสรุปกันว่า ตามศาสตร์พระราชา ถ้าไม่ศึกษาหรือเกิดความรู้-ความฉลาดทาง“จิตใจ” หรือความรู้-ความฉลาดทาง“วิญญาณ” หรือทำให้ประชาชนเกิดรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “เงินๆทองๆ”นั้นไม่ใช่ “พระเจ้า” แต่เป็น“ซาตาน” หรือเป็นผี เป็นมาร ต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เงินๆทองๆนั้น คือ อสรพิษ คือ งูร้าย พ่อครูว่า... แต่เขาหลงงมงายอยู่แค่นี้ ไม่ว่าประเทศไหน เอางูพิษษเป็นพระเจ้า เอาซาตานเป็นพระเจ้า “วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตใจ”หรือ“ความรู้-ความฉลาด”ของคนปุถุชนทั่วไปนั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“พระเจ้า”ที่ชื่อว่า เงินๆทองๆแล้วกันละหรือ? ทำไมจึงเป็น“ทาสเงินๆทองๆ” หรือเป็น“ทาสพระเจ้า”กันนัก งมงายอยู่กับ GDP กันไม่เงยหูเงยหัว ทำไมไม่เห็นความสำคัญของ“จิตใจของคน”อันเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง”ของคนในสังคม”มากกว่า“เงินๆทองๆ” แล้วแก้ปัญหากันที่“จิตใจของคน”กันให้ได้ ถึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันได้จริง ไม่ต้องแก้กันอยู่ตลอดกาลนาน ด้วยอวิชชาอยู่ อย่างที่ตำราหรือทฤษฎีของชาวโลกียะเทฺวนิยมมีกันทำกันอยู่ พ่อครูว่า... อย่างตอนนี้เห็นว่านายเศรษฐาจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาตมาว่าเอาเข้ามาเดี๋ยวก็หมด จะเก่งกว่าทักษิณในการที่จะทำอีก ทักษิณนั้นเอาไปเอามานอกลูกมาเป็นเรื่องข้าว แต่นี่ เรื่องที่ดินบ้านช่องเรือนชาน มันหนักก็เรื่องข้าวเลยนะทีนี้ เพราะแม้จะ“รู้สึก”กันว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้บ้าง ที่แก้ด้วยวิธีจัดการกันแต่ทาง“วัตถุ”และดูกันที่“ตัวเลข”รายได้”นั้น มันก็แค่“เกมที่จัดการแข่งขันกัน”ทำให้“สมบัติผลัดกันชม”ไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แล้วมันก็“ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนมั่นคงถาวร”เลย ซึ่งมัน“ไม่หมดปัญหา”แท้ๆ เกิด“ทิฏฐิ”เป็นโลกุตระ แล้วปฏิบัติอย่าง“สัมมาปฏิบัติ” จนบรรลุ“ปัญญา”ของพุทธ สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันอย่างยั่งยืนถาวรไปตลอดกาลได้หรอก ถ้าไม่สามารถรู้เรื่อง“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” แล้วเรียนรู้ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญ งอกงาม ไพบูลย์เป็นที่สุดได้จริง “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ตามตำราหรือทฎษฎีที่เรียนกันมาจากเมืองนอกอันมีแต่“ความรู้”ของชาว“เทฺวนิยม”ที่เป็น“โลกียภูมิ”เท่านั้น รับรองได้ว่า ไม่มีวัน“จบกิจ”ในการ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”เด็ดขาดได้แน่ๆ เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ประดามีของชาวโลกทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นแค่“โลกียภูมิ”นั้นยังเป็นแค่“เฉโก” แม้จะเก่งกาจปานใดก็ไม่สามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ที่เป็น“เศรษฐกิจ”ได้มั่นคงยั่งยืนถาวร แน่ยิ่งกว่าแน่ ต้องทำคนให้เกิด“ปัญญา”มี“ความรู้” ที่เป็นพุทธขั้น“โลกุตระ”ในชาว“อเทฺวนิยม”ที่แก้ปัญหากันด้วย“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”จึงจะจัดการกับ“พระเจ้า”ที่เป็น“เงินๆทองๆ” และมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”ที่เป็น“พระเจ้า”ทางจิตวิญญาณอย่างถึงแก่นแท้ครบความเป็น“พระเจ้า”ที่เป็น“เงินๆทองๆ”และที่เป็น“จิตวิญญาณ”จริงที่สุด “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ตามตำราหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เรียนกันในเมืองไทยที่มี“ศาสนาพุทธ”ให้“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาได้จริง ตำราหรือทฤษฎีของศาสดาเทฺวนิยมแก้ไม่สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”เศรษฐกิจแน่ ซึ่งในประเทศไทยยุคนี้มีประชาชนคนจริงในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งได้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงยืนยันให้พิสูจน์ได้ นั่นคือ กลุ่มชนคนไทยที่เรียกกันว่า ชาวอโศก หรือ“สันติอโศก” ...เชิญ! เอหปัสสิโก ไปเห็นแจ้งของจริงด้วยได้ด้วยการ“เห็น”หรือ“สัมผัส”กันได้เลย ขอยืนยันว่า ตำราเรียนหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเมืองนอกที่ร่ำเรียนมา จนจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ จากยุโรป ตะวันตก อเมริกา อินเดียจีน ตะวันออกกลาง ฯลฯ หรือแม้จะเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาก็ตาม ในยุคนี้ไม่มี“สัมมาทิฏฐิ”ที่จะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ของปัญหาเศรษฐิกิจได้ดอก มีอยู่แท้ก็ที่ในเมืองไทยและเป็นพุทธอันมี“โลกุตรธรรม”ด้วยนะ! ไม่ใช่พุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ โดยเฉพาะที่แน่ๆก็เชิญพิสูจน์กันได้ใน“ชาวอโศก” มาเจาะลึกวินิจฉัยกันให้ละเอียดๆดูทีรึ? ว่า อะไร? ตรงไหน? ที่มันหลงกำหนดหมายผิดเพี้ยนกันอยู่ มันไม่สำเร็จเสร็จจบอย่างไร? จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบใน“ความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงผิดนั้น”กันเสียที อาตมาขอหยิบยกเอาข้อความต่อไปนี้ มาจาก“กูเกิ้ล” มาเป็นจุดเริ่มต้นสาธยาย “คำว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม” นอกจากคำว่า GDP เขาแถม GNP : Gross National Product มาให้อีกด้วยนะ! ยิ่งใช้คำว่า GNP : Gross National Product นั้นแหละยิ่งเน้นหมายเจาะลงไปที่“เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นของตนเองในชาติตนเองแท้ๆเท่านั้น” มันก็ยิ่งชัดเจนว่า เศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะได้ว่า ไม่มี“โลกุตระ” พ่อครูว่า... โลกุตระที่จริงนั้น อาตมาอธิบายล้ำหน้าไปก่อน จะได้เข้าใจก่อน ฟังต่อไปจะได้เข้าใจง่ายขึ้น ความรู้ของอาตมาเรื่องเศรษฐศาสตร์ ที่บอกว่าเป็นรายได้เฉพาะภายใน domestic ก็คือคนไทยอยู่ในประเทศแล้วก็มีผลผลิต เมื่อผลผลิตที่มีแล้วก็ขาย ถ้าขายออกไปต่างประเทศแล้วไปเอาเงินต่างประเทศมา เราไม่นับนะ คุณขายเฉพาะในประเทศแล้วก็เงินที่ได้อยู่ในประเทศนี่แหละ domestic โดเมสติกที่อาตมาหมายถึงจริงๆ เขาจะหมายตรงอย่างนี้หรือเปล่า เขาก็ไม่หมายอย่างนี้จริงๆ ยิ่งกว่านั้นเมื่อคุณเอาของๆเรานี้ขายในประเทศ ให้มันพออยู่พอกินในประเทศ ของผลิตของไทยแล้วก็ขายกันพออยู่พอกินในประเทศ ถ้าคนจนเราก็ยิ่งต้องขายให้เขาถูกๆ จึงจะพออยู่พอกิน นี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่นี่ไม่.. มีพ่อค้าคนกลาง มีพวกนายทุนมากว้านซื้อแล้วก็เอาออกไปขายต่างประเทศ แล้วพยายามกดราคาของคนไทย แล้วมีอิทธิพลด้วยนะ กดราคา แล้วเอาไปขายเอากำรี้กำไรจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างนี้มันไม่ทำให้คนไทย เข้าใจตามพระพุทธเจ้าว่า อย่าไปหลงไอ้เงินๆทองๆ เราจะได้ไม่ตกเป็นทาสของพวกนายทุน อย่างพวกเรานี้ไม่หลงเงินๆทองๆ ไม่ตกเป็นทาสของนายทุน ดีไม่ดีไล่แจกนายทุน เพราะว่าเรามีความพอ เราพึ่งตนเองรอดพออยู่พอกินมีเหลือมีเกินจึงกระจายสะพัดให้แก่คนอื่น นี่คือการแก้ปัญหาสำเร็จ แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกิจเสร็จแล้ว เราทำได้ ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า แต่ทฤษฎีของเทวนิยมไม่มีทางแก้เสร็จอย่างนี้ ขอยืนยัน เพราะมันจะกินก็ตาม จะใช้ก็ตาม มันบ้าไปกับโลกที่เขาหลอก แล้วก็โฆษณาหลอกกันเต็มหมดเลย ในข่าวคราวก็มีโฆษณาเต็มไปหมด แม้แต่สถานีข่าว สถานีธรรมะ ของเทวนิยม ไม่ใช่ ของพุทธ ก็ยังโฆษณาแบบเทวนิยม หรือเรี่ยไรหาเงิน หลงเงินๆทองๆเป็นพระเจ้าอยู่นั่นแหละเลี้ยงตนเองไม่รอด เดี๋ยวก็ขอบริจาคอยู่นั่นแหละ อาตมาภาคภูมิใจนะ เราทำของเรา ไม่เรี่ยไรบริจาคเงินจากใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่าว่าแต่บริจาคเงินจากใครเลย เงินที่เอามาทำทานหรือมาบริจาคให้แก่อโศก ต้องเป็นคนที่เป็นสมาชิกของชาวอโศกเท่านั้น คนนอกจริงที่ไม่รู้อิโหน่อีเหน่อะไรมาบริจาคไม่ได้ เคยมีคนต่างประเทศเอาเงินต่างประเทศค่าสูงด้วยนะมา เราก็บอกว่าคุณไม่มีสิทธิ์บริจาค เอาคืนไปเขาก็งกๆเงิ่นๆ บอกว่าเรามีกติกา เรารับบริจาคไม่ได้ เพราะพวกคุณไม่ได้อยู่ในกติกาพวกเราอธิบายไป อย่าว่าแต่คนเมืองนอกเลย คนไทยที่ไม่รู้จักอโศกเลย เช่น เรามีกฎเกณฑ์ว่า ยังไม่ได้มาคบคุ้นที่วัดหรือพุทธสถานชาวอโศกถึง 7 ครั้งยังไม่มีสิทธิ์ให้บริจาค หรือว่าไม่ได้อ่านหนังสือ 7 เล่ม เดี๋ยวนี้มันมีโทรทัศน์แล้ว แล้วโทรทัศน์จะดูกี่ครั้งกันล่ะ อยู่กันมาแล้ว 7 เดือน 7 ปีมีสิทธิ์บริจาคไหม ถ้าดูกันจริงๆจังๆก็เอา ถ้าดูก็ดูผ่านๆหรือเดือนนี้ดูครั้งเดียว ปีต่อมาก็ดูอีกครั้งสองครั้ง แล้วก็นับว่า 7 ครั้งอย่างนั้น มันก็จิ๊บจ้อยเกินไป มันจะรู้จักอะไรดีนักหนา เพราะฉะนั้นมันมีรายละเอียดอะไรต่ออะไรอีกเยอะ เศรษฐศาสตร์แบบพุทธที่เป็น“โลกุตรธรรม”นั้น แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะหรือแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาว“ทุนนิยม”สากลทั่วไปที่ทั้งหลาย ทั้งหมด อย่างมีนัยสำคัญลึกล้ำมาก แต่คนเห็นว่า “โลกุตรธรรม”นั้น“สุดโต่ง”เกินไป และเชื่อว่า ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อสังคม ต่อโลก หรือเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่สากล เป็นของคนส่วนน้อย ที่จริงนั้น ไม่สุดโต่งหรอก มันเป็นไปได้ในคนกลุ่มที่มีอินทรีย์พละ ที่ได้ศึกษาปฏิบัติบรรลุธรรม“โลกุตรธรรม”ได้แท้จริงแล้ว เขา“เป็นไปได้” และหมด“ปัญหา”ไม่เป็นทุกข์-ไม่เป็นสุข” ไม่ใช่“การทรมานตัวเอง” ต้องอดทนข่มฝืนใดๆเลย แต่มีจิตใจเจริญได้แท้จริง เป็น“การทำใจในใจ”คือ“มนสิการ” มี“ปัญญา”ปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”จริง จึงทำได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในเรื่อง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันแท้ๆ ยืนยัน“ตัวอย่าง”ใน“คน”ที่มีความเป็น“คน”เช่นเดียวกันกับคนทั้งหลายในโลก ว่า วิชชาการสุดวิเศษ ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ยั่งยืนถาวรนิรันดรนั้น“มี”จริง สากลคนทั่วไปเข้าใจกันตามที่ลอกมาจากที่ท่านผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมแปลกันไว้ ดังที่ยกมาอ้างอิงไว้ข้างบนนั้น ถ้าพินิจเข้าไปให้เข้าถึงความหมายที่ตรงเนื้อหาแท้จริงแล้ว มันกลับเพี้ยนไปจากความเป็นจริงของเนื้อหาแท้จริงที่เป็นกันอยู่ ซึ่งมีนัยสำคัญอยู่อย่างยิ่งยวดทีเดียว

เริ่มประเด็นที่ ๑ นั่นคือ เศรษฐศาสตร์แบบโลกุตระของพุทธ ถ้าระบุลงไปว่า Domestic ที่แปลว่า ภายในประเทศ ก็จะ“ไม่นับ”เอา“ผลผลิต”ที่ขายได้รายได้จาก“ต่างประเทศ” หรือ“ไม่นับ”เอาที่คนไทยในต่างประเทศไปมีรายได้อยู่ในประเทศอื่นเขาแล้วส่งเข้ามาให้เราในประเทศ ปนเปกันหรอก เรา“ไม่นับ”รวมเอาที่เป็น“รายได้”ที่ได้จากภายนอกประเทศ อันไม่ใช่“รายได้”ที่ได้จาก“ผลผลิต”ที่ผลิตจาก“ภายในประเทศโดยเฉพาะเท่านั้น”มารวม คำว่า “รายได้ที่เกิดภายในประเทศ”นั้น ต้องไม่รวมเอา“รายได้”ส่วนที่ได้จากต่างประเทศเข้ามารวมด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็น“รายได้”จากสินค้าที่ไม่ใช่ผลผลิตของไทย หรือจากคนไทยที่ไปมีรายได้จากต่างประเทศ ก็ให้เอาเฉพาะที่เป็น“รายได้ภายในประเทศ”ที่ได้จาก“ผลผลิตภายในประเทศไทย และขายกันระหว่างคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น” ที่นับเป็น“รายได้มวลรวมภายในประเทศ” คือ เอาของ“คนไทยที่ผลิตเองขายกันเองในประเทศไทยเอง เป็นรายได้“ทั้งเงินทั้งผลผลิตเฉพาะของคนไทยเองเท่านั้น”จริงๆ “ความแตกต่าง”ของแนวคิดทาง“เศรษฐศาสตร์”ของทุนนิยม หรือที่ยังเป็นแบบ“โลกียะ”ทั่วไปในโลกสากลกับแบบ“โลกุตระ”ของ“พุทธ”ที่เป็น“บุญนิยม” มีเฉพาะของพุทธนั้นมีนัยสำคัญหลายนัยะ หลากมิติ มากประเด็น ตามประเด็นที่ ๑ ที่สาธยายมานั้น ก็คือ ทั้งๆที่ท่านนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมกำหนดหมายว่า “รายได้มวลรวมที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น” แต่นักเศรษฐศาสตร์เทฺว นิยมไพล่ผิดเพี้ยนไปคิดเอา“รายได้”ซึ่ง“มันไม่ใช่รายได้มวลรวมที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น” ตามกำหนดหมายและพูดๆกันอยู่ทั่วไปเป็นสากลหรอกนะ! ทว่ามันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่บวกเอารายได้จากการขายผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองที่ผลิตภายในประเทศของตนเองแท้ๆ เมื่อส่งออกไปขายแก่ต่างประเทศได้รายได้มา ก็เอา“รายได้”จากต่างประเทศมารวมกันกับทั้งที่จาก“ผลผลิต”ขายในประเทศด้วยรวม“รายได้เข้าเป็นมวลรวม” มันก็รวมเป็น“รายได้”ที่ขาย“ผลผลิต”ได้ทั้งจากขายให้ต่างประเทศ รวมกับ“รายได้”ทั้งที่ขายได้ในประเทศ มันเป็นการเหมารวมปนภายนอกกับภายในเป็น“มวลรวม”ทั้งหมดหนะซี! นั่นมันไม่ใช่“การขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองในประเทศตนเองเท่านั้น” แท้จริงกันที่ไหน? มันยัง“ขี้ตู่”ไปผนวกเอา“ผลผลิต”ที่ขายให้ต่างประเทศ แล้วได้“รายได้”จากต่างประเทศ”แถมเข้ามาอยู่ดี มันก็เป็น“รายได้มวลรวม”ที่ไปนับเอา“รายได้”จากที่ขาย“ผลผลิต”ออกไปให้แก่ต่างประเทศโน่นมา “รวมเป็นรายได้ปนเปเข้าไปด้วยอีก” แล้วหลงผิดนับว่า เป็น“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” ...มันสำคัญผิดไปมั้ย? พินิจดูกันให้คมๆ แม่นๆ ชัดๆ กันเถิด พินิจกันลึกๆชัดๆคมๆแม่นๆแล้ว จะเห็นว่า ที่ว่า“รายได้มวลรวมในประเทศเท่านั้น” หรือจากภาษาที่ว่า Gross Domestic Product นี้ มันเป็น“รายได้มวลรวม”คือ Gross ที่ถูกต้องตรงตามความกำหนดหมายกันแล้วหรือไม่ใช่? มันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่เกิดขึ้น“เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น”จริงหรือ? มันต้องเอา“รายได้ที่เกิดขึ้นจากการนับ‘รายได้’อันได้ขายผลผลิตของไทยที่ไทยผลิตขึ้นได้”กันในประเทศ”เท่านั้นเป็น“รายได้มวลรวมจากผลผลิตของไทยเอง”ตะหาก ประเด็นที่ ๑ นี้ จึงเป็นการหลงผิดในการขาย“ผลผลิต”ที่ควบรวม“รายได้”จากภายนอก ของ“ผลผลิต”ที่ส่งออกไปขายนอกต่างประเทศ และหรือนับเอาของคนไทยที่ไปได้“รายได้”อยู่นอกต่างประเทศแล้วส่งเงินเข้ามาให้คนไทยในประเทศไทย ว่า เป็น“รายได้มวลรวม”เฉพาะของไทยคนไทยภายในประเทศไทยเท่านั้น ว่า เป็นการขาย“ผลผลิตไทยกันเองภายในประเทศเท่านั้น” แต่หลงว่า“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” “เศรษฐกิจ”ประเด็นที่ ๑ นั้นกำหนดหมายผิดเพี้ยนตรงหลงควบรวมเอาที่“ไม่ใช่ภายในเท่านั้น”แท้ๆ มาควบรวมเป็น“ภายในแท้”เข้าไปด้วยอย่างสับสนอยู่ ไม่“ตรง”แท้ พ่อครูว่า... ถ้าจะว่าเศรษฐกิจที่โลกเขาหมายถึงเราไม่ได้มีเรื่องเศรษฐกิจไม่ใช่ เราก็มีเรื่องเศรษฐกิจด้วย ทุกคนเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจทั้งนั้นจะว่าไปแล้ว คือเป็นสมาชิกของประเทศสมาชิกของสังคมก็ต้องอยู่กันอย่างที่เขาหมายความว่าผู้บริหารจะต้องแบ่งแจกทรัพยากรให้มีอยู่มีกินกันอย่างทั่วถึง แต่ถ้าไม่มีการลดกิเลสมีสมรรถนะสร้างสรรทำให้เหลือให้เกินแล้วเผื่อแผ่ผู้อื่นมันก็ไม่พอ ต้องทำอย่างที่พระพุทธเจ้าพาทำ อาตมาพาทำพวกเรานี้เป็นพวกที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบ และมีผลช่วยสังคมประเทศอยู่ทางเศรษฐกิจ จบแค่นี้ก่อน คุยต่อไปเดี๋ยวจะมากกว่านี้อีก สมณะเดินดิน... สรุปจบ 660317 GDPแบบพุทธที่ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน